หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 130.1 หวั่นหวั่นโต้กลับ (1)
อวี๋หวั่นไม่ได้โทษพวกเขา จะว่าไปเป็นเพราะเธอที่ไม่มีเวลา เพื่อที่จะเอาใจเธอ พวกเขาจึงอยากทำของขวัญวันเกิดให้เธอ ประหลาดใจ พวกเขาผิดอะไร?
ท่านพ่อยังดุพวกเขาอีก “สำนึกผิดหรือยัง?”
ทั้งสามพยักหน้า
เยี่ยนจิ่วเฉายังคงมีสีหน้าดุดัน “ยังไม่รีบขอโทษท่านแม่อีก”
เด็กทั้งสามโผเข้าหาอวี๋หวั่น ศีรษะน้อยๆ ถูกับแขนของเธอ
หัวใจของอวี๋หวั่นแทบละลาย “แม่ไม่โกรธแล้ว พวกเจ้าไปเล่น เถอะ แม่กับท่านพ่อมีธุระนิดหน่อย ฝูหลิง”
ฝูหลิงเข้ามา จูง…อุ้มเด็กน้อยทั้งสามออกไป
ในห้องเหลือเพียงสองสามีภรรยา
อวี๋หวั่นมองเยี่ยนจิ่วเฉา “เด็กๆ รู้วันเกิดข้าได้อย่างไร?”
เธออยากถามประโยคนี้ตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว เพียงแต่บางอย่างก็ ไม่ควรพูดต่อหน้าเด็กๆ
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบว่า “วันก่อนข้าบอกกับอิ่งสือซันในห้อง หนังสือ พวกเขาได้ยินเข้า”
เพียงแต่ได้ยินก็ได้ยินไป พวกเขาไม่ได้คิดว่าเด็กๆ จะเข้าใจ ยิ่ง
ไปกว่านั้น พวกเขาก็ไม่คิดว่าเจ้าลิงพวกนี้จะทำของขวัญวันเกิดให้ ท่านแม่ บางทีเขาคงประเมินความสามารถของพวกเขาตํ่าไป
อวี๋หวั่นถอนหายใจ “พวกเขายังพูดไม่ได้ สามารถทำท่าทางให้ ซูมู่เข้าใจได้นับว่าเก่งมากแล้ว”
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียงขึ้นจมูก ลูกของเขา ไม่เก่งได้หรือ?
เมื่อนึกถึงเด็กๆ ที่ตนรัก อวี๋หวั่นก็หัวเราะออกมา
“ไม่โกรธแล้วหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาลากเสียงยาว
อวี๋หวั่นส่ายหน้า สายตาของเธอไม่อาจเก็บซ่อนความดีใจเอา ไว้ได้
เยี่ยนจิ่วเฉาสีหน้าผ่อนคลายลง หากนางยังไม่หายโกรธ เขา คงต้องจับเจ้าลูกลิงมาตีแล้ว
อวี๋หวั่นเหลือบมองเขา แล้วพูดว่า “ท่านอย่าลงโทษเขาบ่อย พวกเขาลำบากมามากตอนอยู่กับเหยียนหรูอวี้ ท่านเป็นพ่อไม่ แสดงความรักต่อพวกเขา กลับลงโทษพวกเขาอีก”
ทั้งยังไม่กลัวว่าพวกเขาจะตกใจกลัว
คนโชคดีมีวัยเด็กเป็นสิ่งเยียวยาจิตใจ คนโชคร้ายใช้เวลาทั้ง ชีวิตเพื่อเยียวยาวัยเด็ก เธอไม่อยากให้ลูกๆ ต้องเป็นอย่างหลัง
ซูมู่เพียงคนเดียวไม่มีค่าพอให้ครอบครัวแตกหักกัน
จะว่าไปแล้ว ซูมู่คนนี้ย่อมต้องมีลูกไม้อะไรจริงๆ เด็กๆ ให้นาง สอนเขียนตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว นางกลับทำให้เด็กๆ ติดนางถึง
เพียงนี้ เธอไม่ได้เอะใจตั้งแต่แรก แต่เมื่อลองมาคิดดูแล้ว ไม่ว่าจะ ในตอนที่ชมการแสดงของฮองเฮาก็ดี ตอนที่นอนหลับบนรถม้าก็ดี ล้วนแต่เป็นซูมู่ที่ออกตัวก่อนทั้งสิ้น
“เยี่ยนจิ่วเฉา ข้าก็ยังคิดว่าซูมู่ไม่ธรรมดา” อวี๋หวั่นคล้ายกับมี ความคิดบางอย่าง
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขึ้นว่า “แน่นอนว่านางไม่ธรรมดา เจ้าลองเดา ว่าผู้ใดเป็นคนวางเพลิงห้องด้านหลัง?”
วันนั้นมีสาวใช้อาวุโสสองคนเผาถ่านไม้ สะเก็ดไฟจึงปลิวไป ติดกองฟืน แต่เผาหญ้าแห้งเพียงสองต้นยังมิทันได้ลุกลาม เป็น ซูมู่ที่โยนหั่วเจ๋อจื่อเข้าไป ไฟจึงลุกลามถึงเพียงนั้น
ในวันนั้นที่หาไม่พบก็เพราะหั่วเจ๋อจื่อถูกเผาไปหมดแล้ว เมื่อ เร็วๆ นี้มีช่างมาเก็บกวาด และพบกระดุมโลหะในกองขี้เถ้าจาก กองฟืน
เยี่ยนจิ่วเฉาวางกระดุมโลหะบนโต๊ะ
อวี๋หวั่นหยิบมาดู “นี่ไม่เหมือนกับ…หั่วเจ๋อจื่อที่ข้าเคยเห็น”
เยี่ยนจิ่วเฉาบอกว่า “ที่เจียงหนานใช้กัน ขอบมีรูปร่างพิเศษ ใช้ สำหรับป้องกันความชื้น”
แม้แต่ช่างยังดูไม่ออก วันนี้เป็นอิ่งลิ่วที่ไปสืบความและได้ของ สิ่งนี้มาจากมือของนายช่าง
เมืองหวั่นอยู่ในเจียงหนาน ซูมู่เป็นคนเมืองหวั่น มีหั่วเจ๋อจื่อ
ของเจียงหนานติดตัวมาก็นับว่าสมเหตุสมผล
ส่วนเรื่องที่ว่าเด็กๆ เข้ามาขัดช่วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มของ พวกเขาทำไมนั้น ย่อมไม่ใช่เพราะซูมู่เป็นคนเรียกมา กระนั้นก็ยังมี ส่วนเกี่ยวข้องกับนาง เพราะเป็นซูมู่ที่ให้เด็กๆ กินอาหารที่มีนํ้าตาล มากเกินไป ทำให้พวกเขามีแรงเหลือล้นจนไม่ยอมนอนจึงวิ่งมาหา ท่านพ่อท่านแม่ และกระโดดโลดเต้นในห้องของอวี๋หวั่นและเยี่ยน จิ่วเฉาอยู่ครึ่งค่อนคืน
“เรื่องที่จื่อซูตกนํ้าเล่า?”
หากเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็นเพราะนํ้ามือของซูมู่ละก็ การที่ จื่อซูตกนํ้าก็คงทำให้พวกเขาอดสงสัยไม่ได้เช่นกัน
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงราบเรียบว่า “ก่อนที่จื่อซูจะตก นํ้า นางไปตักเตือนซูมู่ว่าอย่าใกล้ชิดกับเด็กๆ จนทำให้เจ้าไม่พอใจ”
จื่อซูเข้าใจผู้อื่น…ก็จริง นางเคยเป็นเจ้านายมาก่อน อยู่ใน คนละตำแหน่งกับบ่าว นางคงเข้าใจอวี๋หวั่นได้ดีที่สุด
เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่จื่อซูตกนํ้า แปดในสิบส่วนนั้นเป็นฝีมือ ของซูมู่ จื่อซูเดินไปหาฝางมามาทุกวัน ซูมู่ต้องนำของลื่นๆ ไปทา เอาไว้เป็นแน่ เมื่อจื่อซูเหยียบลงไปแล้วจึงตกลงไปในสระนํ้า
ส่วนซูมู่ไปปรากฏตัวใกล้ๆ ได้อย่างไร นางอาจจะบอกว่าเด็กๆ อยากกินนํ้าอิงเถาก็จริง แต่ใครจะไปรู้ว่าเป็นซูมู่ที่เอ่ยปากถาม พวกเขาว่าอยากกินนํ้าอิงเถาใช่หรือไม่ ซูมู่เรียกปั้นซย่าไปด้วยเพื่อ ให้ไม่เป็นที่สงสัย เช่นนี้นางก็ปกปิดร่องรอยได้แนบเนียนแล้ว
จื่อซูถูกซูมู่ช่วยชีวิตเอาไว้ ต่อให้ยังรู้สึกขัดหูขัดตาก็ต้องจดจำ บุญคุณของนาง
แผนการของผู้หญิงคนนี้ลึกลํ้า เรียกได้ว่าหากตามข้าเจ้าจัก รุ่งโรจน์ หากขัดใจข้าเจ้าย่อมม้วยมอด ในวันนั้นเธอข่มขู่นาง นาง ไม่ย่องมาฆ่าเธอกลางดึกนับว่าแปลก
ในคืนนั้นซูมู่มาจริง เพียงแต่นางกลัวฝูหลิงจนหนีกลับไป
ทว่าฝูหลิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น อวี๋หวั่นจึงไม่รู้เรื่องเช่นกัน
ทว่าเรื่องนี้มิได้มีผลกระทบต่อทัศนคติที่อวี๋หวั่นมีต่อซูมู่
“ลุงวั่น…” เยี่ยนจิ่วเฉาชะงักไป
อวี๋หวั่นพยักหน้า “นางใช้ตำรับยาพื้นบ้านรักษาเข่าของลุงวั่น ลุงวั่นจะชื่นชอบนางก็ไม่นับว่าแปลก”
“คนเลอะเลือน” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ “ข้าว่า เขาไม่อยากทำ”
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ ลุงวั่นใจอ่อนง่ายเหลือเกิน ไม่เช่นนั้นในตอน นั้นคงไม่เสี่ยงฝืนคำสั่งของเหยียนหรูอวี้ไปรับเธอมาหรอก เพราะ ฉะนั้นทุกสิ่งล้วนเป็นดาบสองคม ทำได้เพียงใช้ประโยชน์จากข้อดี ยอมรับข้อด้อย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น
ครั้นอยู่ในตำหนักเย็นคอยรับใช้ฮ่องเต้และเยี่ยนอ๋องในวัย เยาว์ เป็นที่รู้กันว่าฮ่องเต้ขณะทรงพระเยาว์มีความสามารถที่จะ ปกครองใต้หล้า ลุงวั่นกลับยินดีที่จะอยู่รับใช้เยี่ยนอ๋อง เห็นได้ชัด
ว่าเป็นธรรมชาติของลุงวั่นที่จะเห็นใจผู้อ่อนแอ
ซูมู่ใช้จุดนี้เอาชนะใจลุงวั่น
“เมื่อเป็นเช่นนี้ นางต้องรู้จักพวกเรามากพอสมควร” อวี๋หวั่น พูดด้วยความแปลกใจ “นางเป็นสาวใช้จริงหรือ?”
ขณะที่กำลังพูดอยู่นั้น อิ่งสือซันก็ผลักประตูเข้ามา คำนับทั้ง สองคน “คุณชาย ฮูหยินน้อย”
อวี๋หวั่นพยักหน้า
หัวใจของคนนั้นประหลาดนัก ก่อนหน้านี้อิ่งลิ่วและอิ่งสือซัน ไม่ชอบเธอ วั่นมามาก็มักจะลงโทษเธอ แต่เมื่อเกิดเรื่องของซูมู่ขึ้น พวกเขาทั้งสามกลับไม่มีใครกล่าวโทษเธอ
“เข้ามาแล้วก็พูดสิ” เยี่ยนจิ่วเฉาบอก
อิ่งสือซันปิดประตู แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ข้าเพิ่งประมือ กับซูมู่มาขอรับ นางเป็นหน่วยกล้าตาย”
“หน่วยกล้าตาย?” อวี๋หวั่นตกใจ
อิ่งสือซันขมวดคิ้ว “แต่ไม่ใช่หน่วยกล้าตายทั่วไป คงจะเป็นคน ที่หนีออกมาจากค่ายหน่วยกล้าตายอย่างข้าน้อยขอรับ”
หน่วยกล้าตายที่แท้จริงนั้นละทิ้งอารมณ์ความรู้สึกแบบ ปุถุชนไปแล้วสิ้น พวกเขาถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือสังหาร
“เจ้าไปประมือกับนางได้อย่างไร? นางรู้หรือไม่ว่าเป็นเจ้า?” อวี๋ หวั่นถาม
อิ่งสือซันส่ายหน้า “ไม่ขอรับ คุณชายให้ลุงวั่นสั่งให้ซูมู่ไปซื้อนํ้า หมึก ข้าน้อยปลอมเป็นโจรไปปล้นของนาง นางไม่รู้ขอรับ”
อวี๋หวั่นมองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา เมื่อเห็นสีหน้าสงบนิ่งของเขา ก็ อดถามไม่ได้ว่า “จวนคุณชายมีหน่วยกล้าตายอยู่ ท่านไม่ตกใจเลย หรือ?”
“ข้าควรตกใจหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามด้วยความแปลกใจ ราวกับในบ้านมีแมลงสาบตัวหนึ่ง ไม่เห็นจะน่าแปลกใจตรงไหน
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นว่า “ตั้งแต่เด็กจนโต มีคนลอบทำร้ายท่านมา ตลอดเลยหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียงขึ้นจมูก “ทำไม? กลัวแล้วรึ?”
อวี๋หวั่นส่ายหน้า เธอไม่ได้กลัว
“ข้ารู้สึกปวดใจแทน” อวี๋หวั่นกระซิบเบาๆ
อิ่งสือซันไม่อยากฟังเอาเสียเลย แต่จะมีผู้ใดสงสารความ สามารถในการได้ยินของเขาบ้าง?
เสื้อแขนกว้างของเยี่ยนจิ่วเฉากอบกุมมือของอวี๋หวั่น
อิ่งสือซันขนลุกซู่ อ๊าก! ยังมีความสามารถในการมองเห็นของ เขาอีก!
พวกท่านคิดว่าข้าตาบอดหรืออย่างไร!
อวี๋หวั่นยังคงจับมือของเยี่ยนจิ่วเฉาอยู่ หัวใจพองโต ทว่ายังคง รักษาสีหน้าจริงจัง
“เช่นนั้นนางเข้ามาในจวนเพื่ออะไร เป้าหมายของนางคือผู้ ใด?”
ถ้าหากนางเป็นหน่วยกล้าตายทั่วไป ก็เดาได้ไม่ยากว่ามีเจ้า นายอยู่เบื้องหลัง แต่นางเป็นหน่วยกล้าตายเพียงครึ่งเดียว…ก็คง ยากที่จะตัดสินว่านางลงมือด้วยตัวเองหรือไม่
บทที่ 130.2 หวั่นหวั่นโต้กลับ (2)
เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังอิ่งสือซัน
อิ่งสือซันรู้สึกเย็นสันหลังวาบ เหตุใดต้องมองข้าด้วย?
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขึ้นอย่างมีเลศนัย “ลองก็รู้แล้วมิใช่หรือ?”
…………
ย่างเข้ายามราตรี เยี่ยนจิ่วเฉาให้ครัวเล็กทำขนมเกาลัดราดนํ้า อิงเถา อิงเถาเตรียมเอาไว้แล้ว ส่วนขนมเกาลัดก็เตรียมเอาไว้บาง ส่วน พ่อครัวราดนํ้าอิงเถาลงบนขนมแล้วจึงยกไปให้คุณชายบ้าน ตน
ไหนเลยจะรู้ว่าคุณชายชิมไปเพียงหนึ่งคำก็ขมวดคิ้วด้วย ความรังเกียจ แล้วพูดออกมาตามตรงว่าไม่อร่อยเท่าวันก่อน
พ่อครัวกลับไปทำอีกหลาายครั้ง ทว่าเยี่ยนจิ่วเฉาก็ยังไม่พอใจ
“อาจารย์ ท่านจำได้หรือไม่ว่านํ้าอิงเถาในวันนั้นแม่นางซูเป็น คนทำ?” ลูกศิษย์เอ่ยปากบอกพ่อครัว
พ่อครัวสูดหายใจเข้าเบาๆ “หากเจ้าไม่บอก ข้าก็คงลืมไปแล้ว เร็ว ไปเชิญแม่นางซูมา!”
“ขอรับ” ลูกศิษย์ตรงไปยังเรือนจู๋เยวี่ย แล้วเชิญซูมู่ซึ่งกำลัง จัดเตียงอยู่มา
“วันนั้นเจ้าทำอย่างไร วันนี้เจ้าก็ทำอย่างนั้น ทำเสร็จแล้วยก
ไปให้คุณชายด้วย” พ่อครัวเป็นคนสูงวัย ภายนอกคุณชายอาจพูด ถึงนํ้าอิงเถา ใครจะสามารถยืนยันได้ว่าคุณชายไม่ได้หมายถึงคน ทำนํ้าอิงเถาเล่า? หากคุณชายมิได้มีความคิดเช่นนั้น แม่นางก็จะ สามารถออกมาจากห้องได้ทันทีหลังจากยกขนมไปส่ง แต่หากมี ตนก็ไม่นับว่าทำให้เวลาอันมีค่าของคุณชายต้องล่าช้า
ซูมู่ทำนํ้าอิงเถาเสร็จ นางและพ่อครัวก็ลองชิมดู เมื่อมั่นใจ แล้วว่าไม่มีพิษหรือสิ่งแปลกปลอมใด จึงให้นางยกไปยังห้อง หนังสือของคุณชาย
ตอนนี้ก็มืดแล้ว บรรดาบ่าวล้วนแต่กลับเข้าห้องกันแล้ว ไม่มี ผู้ใดเห็นซูมู่เข้าไปในห้องของเยี่ยนจิ่วเฉา
“คุณชาย” ซูมู่คำนับที่หน้าห้องครั้งหนึ่ง
ในห้องมิใช่เยี่ยนจิ่วเฉาแล้ว อิ่งสือซันกระแอมเบาๆ แม้ว่าเขา จะทำท่าทางให้เหมือนเยี่ยนจิ่วเฉาได้ แต่สีหน้าของเขานิ่งกว่า เสียงก็ไม่คล้ายกัน เพื่อให้ไม่ผิดสังเกต เขาจึงหรี่แสงตะเกียงให้ เหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ซูมู่วางขนมที่ทำเสร็จแล้วลงบนโต๊ะ จากนั้นก็พูดด้วยนํ้าเสียง อ่อนหวานว่า “คุณชายเชิญรับประทานเจ้าค่ะ”
อิ่งสือซันเหลือบมองซูมู่
หน้าตาของซูมู่นับว่าโดดเด่น รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ยิ่งเมื่อ สวมอาภรณ์ยาวสีชมพูอ่อนมีผ้าคาดเอว เนื้อผ้าทำให้มองเห็นส่วน โค้งส่วนเว้า หากเป็นบุรุษทั่วไปเห็นสตรีที่งดงามเพียงนี้ย่อมต้องมี
เลือดลมเดินกันบ้าง ทว่าอิ่งสือซันหาได้รู้สึกอะไรไม่
อิ่งสือซันกินขนมเกาลัดเข้าไปหนึ่งคำ รสชาติไม่เลว
“คุณชายจะฝนหมึกหรือไม่เจ้าคะ?” ทันใดนั้นเอง ซูมู่ก็เอ่ย ถามขึ้น
อิ่งสือซันพยักหน้าด้วยสีหน้านิ่ง
ซูมู่เดินไปด้านหน้า อ้อมไปด้านหลังโต๊ะหนังสือและไปหยุดอยู่ ข้างอิ่งสือซัน มือหนึ่งของนางจับแขนเสื้อ อีกมือหนึ่งจับแท่งหมึก ค่อยๆ ฝนเบาๆ บนแท่นฝนหมึก
ท่าทางของนางสงบนิ่งและสง่างาม เสียงขูดเบาๆ ดังมาจาก แท่นฝนหมึก
โดยรอบเงียบสงัด ลมพัดมาจากด้านนอก นำพากลิ่นหอมมา จากกายของนาง กลิ่นหอมนี้ลอยไปแตะจมูกของอิ่งสือซัน อิ่งสือ ซันรู้สึกราวกับหัวใจของตนเต้นเร็วขึ้น
อิ่งสือซันเค้นกำปั้นแน่น “เจ้าออกไปก่อน”
ซูมู่กะพริบตาปริบๆ นางวางมือ แล้วคำนับ “เจ้าค่ะ”
ซูมู่ออกไปแล้ว
เมื่อมั่นใจว่าอีกฝ่ายออกไปจากเรือนชิงเฟิงแล้ว อิ่งสือซันก็ ค่อยๆ เปิดประตูกลออก เผยให้เห็นห้องลับด้านหลังชั้นหนังสือ
อ่านนิยาย
อวี๋หวั่นดันเยี่ยนจิ่วเฉาออกไป อิ่งลิ่วก็อยู่ด้านข้าง ทั้งสามรีบ
เข้ามาดูอิ่งสือซันซึ่งใบหน้าแดงกํ่า
อิ่งสือซันหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดว่า “นางวางยา”
นางไม่ได้วางยาเพียงที่เดียว นางแบ่งใส่นํ้าอิงเถา อีกส่วนหนึ่ง ใส่ไว้ในถุงหอมที่นางพกติดตัว กินนํ้าอิงเถาเข้าไปเพียงอย่างเดียว จะไม่รู้สึกผิดปกติ แต่เมื่อได้กลิ่นหอมเข้าไปด้วย ยาปลุกกำหนัดก็ จะออกฤทธิ์ทันที
นัยน์ตาของอวี๋หวั่นกระตุกวูบ ดูแล้วผู้หญิงคนนี้ต้องการแย่ง ทุกอย่างของเธอ ทั้งตำแหน่งของเธอ ลูกๆ ของเธอ หรือแม้แต่ สามีของเธอ
“คุณชาย ฮูหยินน้อย ข้าขอไปกำจัดพิษก่อนนะขอรับ” อิ่งสือ ซันรีบออกไปอย่างรวดเร็ว
การทนต่อพิษเป็นขั้นตอนหนึ่งในการฝึกหน่วยกล้าตาย อิ่งสือ ซันมิได้คิดมาก เขาเพียงทนให้ผ่านไปก็เท่านั้น ในตอนนั้นเอง อิ่ง ลิ่วก็วิ่งหัวหกก้นขวิดตามมา
ใบหน้าหล่อเหลาของอิ่งลิ่วเข้ามาในสายตาของอิ่งสือซัน
“มาทำไม?” อิ่งสือซันถามด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ
อิ่งลิ่วกระแอมเบาๆ “ทำไมน่ะรึ…เจ้าให้เงินข้ามามาก เราสอง คนนับว่าเป็นพี่น้องร่วมตายกัน เจ้าโดนยาปลุกกำหนัดมา ใน ฐานะพี่น้องร่วมตายกัน ข้าไม่อาจเพิกเฉย…ให้ข้าช่วยเถิด”
อิ่งสือซันหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง “เจ้า…เจ้าจะช่วยอย่างไร?
เป็นบุรุษ…เหมือนกัน”
“เป็นบุรุษเหมือนกันแล้วอย่างไร? มองดูก็รู้ว่าเจ้าไร้ ประสบการณ์”
ลมหายใจของอิ่งสือซันเริ่มติดขัด
“อ้อ ข้าลืมของบางอย่าง” อิ่งลิ่วดึงมือกลับ แล้วรีบปราดออก ไป
อิ่งลิ่วงี่เง่า รู้หรือไม่ว่ายาปลุกกำหนัดนี้แรงเพียงใด อีกนิด เดียวเขาก็คงจะ…
อิ่งสือซันหลับตาลง ไม่กล้าคิดต่อ
อิ่งลิ่วโผล่หน้าเข้ามาจากประตู “เตรียมของเสร็จแล้ว เจ้ามา กับข้า! อย่าลืมถอดเสื้อผ้าด้วย!”
อิ่งสือซันกำหมัดแน่น ต้องถอดเสื้อผ้าอีก…เวรเอ๊ย!
ผ่านไปหนึ่งเค่อ อิ่งสือซันนั่งอยู่ในถังที่เต็มไปด้วยนํ้าแข็ง อิ่ง ลิ่วเห็นว่านํ้าแข็งจะละลายแล้ว จึงรีบตักนํ้าแข็งเติมลงไปอีก
“เป็นอย่างไรบ้าง? รู้สึกดีขึ้นแล้วหรือยัง?” อิ่งลิ่วยิ้มร่า
อิ่งสือซันอยากจะบ้าตาย
……
กลางคืนฝนตกหนัก อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉากอดเด็กน้อยทั้ง สามที่ตัวสั่นเทิ้มไว้จนถึงเช้า
เช้าตรู่วันต่อมา ฟ้าปลอดโปร่ง เด็กทั้งสามก็กลับมาร่าเริง
กระโดดโลดเต้นดังเคย
คลิก
เยี่ยนจิ่วเฉาเรียกอิ่งสือซันซึ่งร่างกายไม่มีปัญหาแต่หน้าบึ้งบูด ให้เขาพาเด็กๆ ไปส่งที่หมู่บ้านเหลียนฮวา
เด็กน้อยทั้งสามมองอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
อวี๋หวั่นคิดในใจว่า ขอโทษนะเด็กๆ ต้องถอนคำสาปให้ท่านพ่อ พวกเจ้า แล้วยังต้องจัดการซูมู่อีก ตอนนี้ก็ทำได้เพียงให้พวกเจ้าไป อยู่ที่หมู่บ้านสักพัก
เด็กทั้งสามไปทั้งนํ้าตานองหน้า
เยี่ยนจิ่วเฉาเท้าเอว อวี๋หวั่นอยากจัดการซูมู่เพียงคนเดียว ย่อมไม่ยาก แต่จะทำให้ผู้คนเชื่อได้อย่างไรนั้น จักต้องใช้ความ สามารถอีกระดับหนึ่ง
ในหลันฟางเก๋อ วั่นมามาถือหนังสืออยู่ในมือ “เจ้าคิดว่า ฮ่องเต้ทรงจำเป็นต้องเรียนกฎระเบียบเหล่านี้หรือไม่?”
“ไม่ต้องเรียนหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
วั่นมามาแค่นเสียงขึ้นจมูก “ตัวพระองค์คือกฎ! เจ้าจำไว้ พวก เขาต้องเคารพเจ้า ไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นชายาของคุณชาย และไม่ใช่ เพราะเจ้าเป็นแม่ของคุณชายน้อย แต่เป็นเพราะเจ้าเป็นเจ้านาย ของพวกเขา! เจ้าก็คือกฎของที่นี่! อย่าให้ผู้อื่นดูแคลนเจ้าเพียง เพราะชาติกำเนิด เจ้าปรับสถานะของเจ้าให้ถูกต้อง พวกเขาจะได้
ปรับลูกตาของพวกเขา! เจ้าคิดว่าพระชายาสมรสใหม่ไปนานหลาย ปี เหตุใดคนจากจวนเยี่ยนอ๋องยังเรียกนางว่าเป็นเจ้านายอยู่? ก็ เพราะนางไม่ได้ยืนอยู่ได้ด้วยสถานะมารดาของคุณชายหรือชายา ของเยี่ยนอ๋องอย่างไรเล่า ในทางเดียวกัน นางไปจวนสกุลเซียว สถานะของนางก็คงมิได้ดีไปกว่าเจ้าสักเท่าไร แต่เจ้าเห็นนางต้อง ทนทุกข์ทรมานในจวนสกุลเซียวหรือไม่? เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นคน ดี แต่ต้องเป็นคนฉลาด”
อวี๋หวั่นได้รับคำสั่งสอน จึงคำนับวั่นมามาครั้งหนึ่งด้วยความ รู้สึกขอบคุณ
เธอออกมาจากหลันฟางเก๋อ ท้องฟ้าก็ยังคงเป็นท้องฟ้าแผ่น เดิม เพียงแต่สีเป็นสีฟ้าที่ไม่เหมือนเดิม
อวี๋หวั่นกลับไปยังเรือนชิงเฟิง ให้เถาเอ๋อร์เรียกซูมู่มา
ซูมู่เข้าไปในห้องของอวี๋หวั่น คำนับอย่างรู้มารยาทครั้งหนึ่ง “บ่าวคำนับฮูหยินน้อย”
อวี๋หวั่นยิ้มน้อยๆ พลางพูดว่า “ได้ยินว่าเจ้ามีเรื่องอยากพบ ข้า”
ซูมู่อึ้งไป
อวี๋หวั่นบอกกับเถาเอ๋อร์ว่า “เจ้าไปเฝ้าหน้าประตู”
“เจ้าค่ะ” เถาเอ๋อร์ออกไป
“รินชา” อวี๋หวั่นบอก
ซูมู่ก้าวไปด้านหน้า รินชาให้อวี๋หวั่นถ้วยหนึ่ง
อวี๋หวั่นหยิบขวดกระเบื้องในมือออกมา เปิดฝาจุกออกแล้ว ถามซูมู่ว่า “เจ้ารู้ไหมว่านี่คืออะไร?”
ซูมู่ส่ายหน้า “บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ”
“นี่คือสารหนู” อวี๋หวั่นเทสารหนูลงในนํ้าชา
นัยน์ตาของซูมู่กระตุกวูบ
“ปริมาณไม่มาก ผู้ใหญ่กินเข้าไปต้องใช้เวลาประมาณห้าหก ชั่วโมงจึงจะออกฤทธิ์”
อวี๋หวั่นดึงปิ่นเงินบนศีรษะออกมา จุ่มปิ่นเงินลงในนํ้าชา ปิ่น เปลี่ยนเป็นสีดำในชั่วพริบตา
ในใจของซูมู่เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมา
อวี๋หวั่นค่อยๆ วางปิ่นเงินลงบนโต๊ะ สายตาของเธอเฉียบขาด จากนั้นก็ตบลงบนโต๊ะ “เจ้ากล้ามาก! กล้าวางยาข้ารึ!”