หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 131.1 ถอนคำสาป (1)
จวนคุณชายมีบ่าวจำนวนมาก ความเห็นก็ยิ่งมีต่างๆ นานา ช่วงบ่าย ข่าวว่าซูมู่กระโดดนํ้าฆ่าตัวตายก็แพร่สะพัดไปทั่วจวน
ว่ากันว่าซูมู่ไม่ยินดีที่จะอยู่ในเรือนจู๋เยวี่ย จึงขอร้องให้ฮูหยิน น้อยย้ายตนกลับไปยังเรือนชิงเฟิง ทว่าฮูหยินน้อยไม่เห็นดีเห็นงาม ด้วย ซูมู่จึงขุ่นเคืองใจ ประจวบเหมาะกับในตอนนั้นฮูหยินน้อยถูก วางยาพอดี ซูมู่ย่อมถูกเพ่งเล็ง นางจึงกระโดดนํ้าเพื่อยืนยันใน ความบริสุทธิ์ของตน
แน่นอนว่ามีบ้างที่บอกว่าซูมู่กระโดดนํ้าเพราะไม่อาจทนความ เศร้าโศกได้
แทบไม่มีผู้ใดสนใจเหตุผลที่ซูมู่ถูกย้ายออกจากเรือนชิงเฟิง แล้ว สิ่งที่พวกเขาสนใจก็คือฮูหยินน้อยเป็นคนช่วยซูมู่เอาไว้
“ใครบอกกันว่าฮูหยินน้อยย้ายซูมู่ไปอยู่เรือนชิงเฟิงเพราะไม่ ชอบนาง? หากไม่ชอบจริงๆ เหตุใดไม่ปล่อยให้นางจมนํ้าตายไป เล่า?” สาวใช้ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสวนผลไม้เอ่ยขึ้น
เพื่อนอีกคนหนึ่งพยักหน้า “ฮูหยินน้อยรักพี่รองมาก ทุกวัน ต้องให้คนนำอิงเถาไปส่งให้ที่สำนักบัณฑิต”
สาวใช้ครุ่นคิด “เช่นนั้น ที่ฮูหยินน้อยย้ายนางไปอยู่เรือนจู๋เยวี่ ยก็นับว่าให้เกียรตินางแล้ว”
เพื่อนตอบว่า “ก็ใช่น่ะสิ ข้างกายของฮูหยินน้อยมีจื่อซู ทั้งยังมี เถาเอ๋อร์และหลีเอ๋อร์ที่มาอยู่ก่อน ซูมู่อยู่ในเรือนชิงเฟิงย่อมต้อง อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่นางไปยังเรือนจู๋เยวี่ยก็ได้เป็น สาวใช้ใหญ่ทันที หากถูกตาต้องใจคุณชายรองสกุลอวี๋เข้าละก็…”
ก็จะกลายเป็นสาวใช้ประจำห้อง ถ้าหากโชคดีก็อาจได้เป็น ภรรยาของคุณชายรอง ไม่ว่าอย่างไรก็ดีกว่าอยู่ในเรือนชิงเฟิงเป็น ไหนๆ
นอกเสียจากว่า…
นางตั้งใจจะยั่วยวนคุณชาย เพื่อให้ได้เป็นอนุภรรยาของ คุณชาย
หากเป็นเช่นนั้นจริง ที่ฮูหยินน้อยลงโทษให้นางออกจากเรือน ชิงเฟิงก็นับว่าเป็นเรื่องที่สมควรแล้ว
ไม่ว่าความจริงเป็นอย่างไร ประเด็นหลักของเรื่องนี้ก็ได้เปลี่ยน จากอวี๋หวั่นไม่ชอบหน้าสาวใช้คนหนึ่งไปเป็นซูมู่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี เป็นที่เรียบร้อย
“ข้าละคิดว่านางจะเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัวเสียอีก ไม่นึก เลยว่าจะสร้างเรื่องมากมายถึงเพียงนี้ บ่าวอย่างพวกเราย่อมต้อง พึ่งพาเจ้านาย เจ้านายให้ทำสิ่งใดก็ต้องทำ อยากให้ย้ายไปไหนก็ ต้องไป นางใกล้ชิดกับคุณชายน้อยจนลืมตัวไปกระมัง? ยังกล้าขอ ร้องให้ฮูหยินน้อยย้ายนางกลับมา พอไม่ให้ย้ายกลับก็กระโดดนํ้า ประชดใครหรือ?”
จากยืนยันความบริสุทธิ์และทนความเศร้าโศกไม่ไหว บัดนี้ได้ กลายเป็นว่าซูมู่ตีโพยตีพายเสียเอง
“นั่นน่ะสิ ประชดใครกัน? เหตุใดฮูหยินน้อยบังเอิญไปอยู่ตรง นั้นพอดี? ถ้าถามข้า ข้าว่านางคงคำนวณไว้แล้ว จึงจงใจกระโดด ลงไปในนํ้าให้ฮูหยินเห็นกระมัง?”
การปรากฏตัวของอวี๋หวั่นทำให้บรรดาสาวใช้เข้าใจได้ทันที มิ เช่นนั้นจะว่ากันว่าสตรีสามคนละครหนึ่งเรื่อง[1]หรือ? สมองของ พวกนางสามารถจินตนาการไปได้ต่างๆ นานา
หากจะบอกว่าซูมู่ทำเรื่องไม่ดีเอาไว้มาก แต่นั่นมิได้รวมกับ การกระโดดนํ้าจบชีวิตตนเองเพื่อประชดผู้อื่น กระนั้นนางมีคำ อธิบายหรือไม่เล่า?
นางสร้างความลำบากให้อวี๋หวั่นมาไม่รู้กี่ครั้ง ตอนนี้อวี๋หวั่นจะ ทำให้นางลำบากเป็นเท่าตัว
อวี๋หวั่นนั่งอยู่ในห้อง กำลังฝึกจัดดอกไม้ เธอชอบต้นหม้อข้าว หม้อแกงลิงที่สุด ในฤดูร้อนเมื่อมีต้นไม้ชนิดนี้ ก็ไม่ต้องกังวลแล้ว ว่าเด็กๆ จะถูกยุงกัด เธอชอบต้นปั๋วเหอ(ต้นมิ้นต์)รองลงมา เพราะ ทำให้สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิ
สาวใช้ในห้องต่างก็มุมปากกระตุก ท่านจัดดอกไม้จริงๆ หรือ? แน่ใจหรือว่าไม่ได้จัดต้นไม้…
ฝูหลิงเข้ามาในห้อง รายงานข่าวลือและเรื่องซุบซิบนินทาตาม คำสั่งของอวี๋หวั่น
สีหน้าของทุกคนในนั้นล้วนแต่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล พวกนางมองไปยังอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นถอนหายใจแล้วพูดว่า “เฮ้อ ทำไมถึงกลายเป็นอย่างนี้ไปได้? เอาละ พวกเจ้าไปดูแลซูมู่ให้ดี อย่าให้นางได้ยินเรื่องพวกนี้ ไม่เช่นนั้นนางจะเศร้าใจยิ่งกว่าเดิม จื่อซูอยู่ก่อน ฝูหลิงเจ้าไปบอกห้องครัวเล็กให้ต้มโจ๊กให้ซูมู่”
พวกนางทยอยออกไป หลีเอ๋อร์ซึ่งออกไปเป็นคนสุดท้ายปิด ประตูให้อวี๋หวั่น
ไม่มีใครนึกสงสัยว่าเหตุใดจื่อซูจึงเป็นคนเดียวที่ถูกเรียกให้อยู่ ในห้องต่อ จื่อซูเป็นหัวหน้าสาวใช้ ฮูหยินน้อยคงมีเรื่องต้องบอก หรือไต่ถามนาง
ในห้องไม่มีคนอื่นแล้ว อวี๋หวั่นจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ามีเรื่องจะถาม ข้าหรือไม่?”
จื่อซูหลุบตา สองมือกำผ้าเช็ดหน้าแน่น
“อยากถามก็ถาม” อวี๋หวั่นปักต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงลงใน แจกัน
จื่อซูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองอวี๋หวั่นอย่างพินิจพิจารณา ในที่สุดก็ เอ่ยถามความสงสัยซึ่งซ่อนอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ “ซูมู่นาง…นาง วางยาพิษฮูหยินจริงหรือเจ้าคะ?”
“เปล่า” อวี๋หวั่นตอบทันควัน
“เช่นนั้นสารหนูในนํ้าชา…” จื่อซูเอ่ยปากถาม สมองยํ้าเตือน นางว่าไม่ควรถามต่อ แต่หัวใจของนางกลับหุนหันพลันแล่นเหลือ
เกิน
อวี๋หวั่นมิได้ทำให้นางต้องอึดอัดนานเกินไป จึงเอ่ยปากพูด แทนว่า “มิผิด ข้าใส่เอง”
จื่อซูอ้าปากค้าง
จะว่าไปแล้ว เรื่องนี้ก็มิได้อยู่เหนือความคาดหมาย ทว่าเดา ออกนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง ได้ยินอวี๋หวั่นยอมรับด้วยตนเองนั้นเป็นอีก เรื่องหนึ่ง
ท่าทางสงบนิ่งของอวี๋หวั่นนั้นดูประหนึ่งกำลังสนทนาเรื่องดิน ฟ้าอากาศอย่างไรอย่างนั้น เธอหักกอดพุดซ้อนออกมา การเลี้ยง ต้นพุดซ้อนจนมีดอกในฤดูกาลเช่นนี้มิใช่เรื่องง่าย ลุงวั่นทำได้ถึง เพียงนี้ อวี๋หวั่นก็อดชื่นชมไม่ได้
“ยังอยากถามอะไรอีกหรือไม่?”อวี๋หวั่นถาม
สายตาของอวี๋หวั่นไม่ได้อยู่ที่จื่อซูแม้แต่น้อย กระนั้นจื่อซูกลับ รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก อึดอัดยิ่งกว่าครั้นเข้าวังไปเข้าเฝ้า ฮองเฮาเสียอีก
“ซูมู่กระโดดนํ้าฆ่าตัวตายจริงหรือเจ้าคะ?” นางเอ่ยถาม
“แน่นอนว่าไม่ใช่” อวี๋หวั่นตอบ
จื่อซูกำผ้าเช็ดหน้าแน่นยิ่งกว่าเดิม หากจื่อซูไม่ได้กระโดดนํ้า เพื่อจบชีวิตตนเอง เช่นนั้นฮูหยินก็ไม่ได้ช่วยชีวิตจื่อซู ทั้งหมด…
“ทั้งหมดล้วนเป็นวิธีที่ข้าใช้กำราบนาง”
ราวกับสมองถูกโจมตีอีกระลอก หัวใจของจื่อซูเต้นระรัว
รู้ความลับของฮูหยินน้อยมากมายถึงเพียงนี้ ถึงจะบอกว่าได้ รับความไว้วางใจ แต่ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องดี หากเมื่อใดนาง เผลอทำความลับนี้หลุดปากออกไป นางก็ทำได้แต่รอรับโทสะของ ฮูหยินน้อยเท่านั้น
อวี๋หวั่นมิได้บอกจื่อซูว่าซูมู่ทำความผิดอะไรไว้ และไม่ได้แก้ ต่างว่าตนกำลังแก้เผ็ดในสิ่งที่ซูมู่ทำเอาไว้ วั่นมามากล่าวไว้ถูกต้อง ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี แต่ต้องเป็นคนฉลาด และตอนนี้ก็มีเพียง คนชั่วที่ฉลาด ผลของการหักหลังคนชั่วนั้นร้ายแรงกว่าการหัก หลังคนดีไม่รู้เท่าไร
จื่อซูมีไหวพริบปฏิภาณดีกว่าสาวใช้อีกหลายๆ คน บางเรื่องก็ ไม่อาจปิดบังนางได้ การเป็นคนดีไม่อาจหยุดยั้งนางได้ นาง ทำความผิดก็คงรู้สึกว่าอวี๋หวั่นจะให้อภัยนาง เพราะฉะนั้นต้อง ทำให้นางรู้ซึ้งถึงโทษของการกระทำผิด
ความกลัวปรากฏในดวงตาของจื่อซู “ฮูหยินน้อยโปรดวางใจ บ่าวจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ”
“ฮูหยินน้อยเจ้าคะ” ฝูหลิงเดินมาพอดี
“เข้ามา” อวี๋หวั่นบอก
ฝูหลิงผลักประตูเข้ามา ในมือของนางถือกล่องอาหาร “โจ๊ก ของซูมู่ทำเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
อวี๋หวั่นตัดดอกพุดซ้อนพลางบอกว่า “ดีมาก ไปป้อนให้ซูมู่กิน
ที่เรือนจู๋เยวี่ย ให้นางกินให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่คำเดียว”
นัยน์ตาของจื่อซูกระตุกวูบหนึ่ง แล้วมองไปยังกล่องอาหารใน มือของฝูหลิง
“เจ้าก็ไปด้วย” อวี๋หวั่นบอก
จื่อซูตะลึงงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตระหนักได้ว่าอวี๋หวั่นสั่ง ตนเอง นางค้อมกายเล็กน้อย แล้วเดินออกจากเรือนชิงเฟิงไป พร้อมกับฝูหลิง
ไม่ว่าอย่างไรจื่อซูก็มิได้โง่เขลา นางฉลาดเฉลียวด้วยซํ้าไป อวี๋ หวั่นพูดไปเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งนางก็สามารถเข้าใจได้ทันที
การป้อนโจ๊กให้ซูมู่กินนับว่าเป็นขั้นแรกของการแสดงความ ภักดีต่ออวี๋หวั่น นั่นเป็นเพราะในนั้นอาจใส่ของไม่ดีเข้าไป แต่ซูมู่ ช่วยชีวิตตนเอาไว้ หากตนใจอ่อนไม่ยอมป้อนให้ซูมู่กิน เช่นนั้นก็ นับเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของฮูหยิน
ทั้งสองเข้าไปในเรือนจู๋เยวี่ย
ปั้นซย่ากำลังดูแลซูมู่ซึ่งใบหน้าซีดเผือด
แม้จะตกนํ้าไปเหมือนกัน แต่สถานการณ์ของซูมู่นั้นหนักหนา กว่าของตนมาก บางทีฮูหยินน้อยอาจไม่ได้มิได้ผลักนางนางตกนํ้า เพียงอย่างเดียว ทว่ายังทำอย่างอื่นด้วย เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในใจของ จื่อซู ก็พลันเกิดความกลัวขึ้นมา
“ข้ากับฝูหลิงมาแล้ว ไม่มีใครอยู่กับฮูหยิน พวกเจ้ารีบไปรับใช้
ฮูหยินที่เรือนชิงเฟิงเถิด” จื่อซูสั่ง นํ้าเสียงของนางนับว่านุ่มนวล
เป็นเพราะความกลัว แม้แต่ความหยิ่งยโสทะนงตนก็พลัน อันตรธานไปสิ้น ทว่าสาวใช้เหล่านี้ยังเด็กนัก ไม่มีใครคิดมาก พวก นางเพียงแต่คิดว่าวันนี้จื่อซูใจดีเหลือเกิน
ปั้นซย่าและคนอื่นๆ ออกไปแล้ว จื่อซูบอกกับฝูหลิงว่า “พยุง นางขึ้นมา”
ฝูหลิงวางกล่องอาหารลง และเดินไปพยุง (กระชาก) ซูมู่ออก มา
ซูมู่ถูกอวี๋หวั่นสกัดจุดโดยไม่ทันระวังตัว พลังชีวิตได้รับความ เสียหาย ร่างกายอ่อนแรง ไม่อาจต่อต้านคนที่กินข้าวมื้อละสิบชา มอย่างฝูหลิงได้
จื่อซูมองนางหัวจรดเท้า “ฮูหยินน้อยให้โจ๊กมา เจ้ากินเถิด เปิดกล่องออกแล้วเอาโจ๊กให้นาง”
ประโยคหลังนางบอกกับฝูหลิง
ฝูหลิงหยิบโจ๊กร้อนๆ ซึ่งต้มจากพุทราจีนกับซันเย่า[2]ออกมา แล้วส่งให้ซูมู่ “นี่”
ซูมู่เบือนหน้าหนี “ข้าไม่อยากกิน”
ของของสตรีคนนั้น ใครจะไปรู้ว่าใส่ยาพิษหรือไม่!
จื่อซูบอกว่า “เจ้าไม่อยากกินก็ต้องกิน ฮูหยินบอกว่าให้เจ้ากิน จนหมด ไม่ให้เหลือแม้แต่คำเดียว”
ซูมู่มองจื่อซูด้วยสายตาเย็นเยียบ
……………………………………….
[1] สตรีสามคนละครหนึ่งเรื่อง เปรียบเปรยว่าผู้หญิงมาอยู่รวมกัน
หลายคนแล้วเกิดเรื่อง
[2] ซันเย่า หรือห่วยซัวในภาษาแต้จิ๋ว เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง
บทที่ 131.2 ถอนคำสาป (2)
จื่อซูนึกถึงใบหน้าไร้ความรู้สึกใต้แสงจันทร์ในคืนนั้น ใบหน้า นั้นราวกับทับซ้อนใบหน้าของซูมู่ในตอนนี้ ทว่าเพียงชั่วลัดนิ้วมือ หนึ่งก็เท่านั้น ทันทีที่นางตระหนักได้ว่าตนคงคิดไปเอง ซูมู่ก็กลับ มามีสีหน้าอ่อนแรงดังเดิม
“วางเอาไว้เถอะ อีกสักพักข้าค่อยกิน” ซูมู่บอกอย่างอ่อน ระโหยโรยแรง
จื่อซูกำผ้าเช็ดหน้าแน่น แล้วเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “ฮูหยินให้พวกข้าดูเจ้ากิน”
ซูมู่ขมวดคิ้ว
ฝูหลิงหมดความอดทนเสียแล้ว นางเกาหัวเล็กน้อย บีบแก้ม ของซูมู่ ตักโจ๊กเต็มช้อนแล้วกรอกใส่ปาก “ให้เจ้ากินเจ้าก็กิน เข้าไป! พูดพล่ามอยู่ได้!”
ยังไม่กินอีก!
ในโจ๊กใส่พุทรา ทั้งยังใส่นํ้าตาลทรายแดง ทั้งหอมทั้งหวาน
ฝูหลิงนํ้าลายสอ แต่นางก็เชื่อฟังคำสั่งของฮูหยิน กรอกโจ๊กใส่ ปากซูมู่จนหมด
……
จื่อซูกลับไปรายงานภารกิจที่เรือนชิงเฟิง อวี๋หวั่นไม่ได้พูดอะไร
แล้วบอกให้นางออกไป
novel-lucky
เยี่ยนจิ่วเฉามีธุระนอกจวน อวี๋หวั่นนั่งอยู่ในเรือนรอเขากลับ มากินข้าว ทว่ารอจนฟ้ามืดก็ยังไม่มีวี่แววว่าเขาจะกลับมา ในตอน นั้นเอง เจียงไห่ก็เข้ามารายงานว่าคุณชายจะไปงานเลี้ยงข้างนอก เชิญฮูหยินน้อยไปด้วยกัน
งานเลี้ยง?
อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว ในเมื่อเป็นงานเลี้ยง ก็ต้องสวมชุดสำหรับงาน เลี้ยง เพียงแต่ไม่รู้ว่าเป็นงานเลี้ยงอะไร เธอจึงไม่กล้าสวมชุดที่เลิศ หรูจนเกินไป อวี๋หวั่นเปิดประตูตู้เสื้อผ้า หยิบชุดยาวแขนกว้างออก มา ให้ปั้นซย่าซึ่งมือไม้คล่องแคล่วเกล้ามวยผมทรงก้นหอยให้ ปัก ด้วยปิ่นทองคำลายหงส์ประดับมุุก ประดับศีรษะด้วยเตี่ยนชุ่ย[1] ดูหรูหราแต่ไม่ขาดความสง่า วิจิตรแต่ไม่เกินพอดี ดวงตาเป็น ประกาย ฟันเรียงสวย ดูงดงามเหลือเกิน
สาวใช้ในห้องล้วนตกตะลึง พวกนางรู้แต่แรกแล้วว่าฮูหยิน น้อยนั้นรูปโฉมงดงาม แต่ก็ไม่รู้ว่านางจะงดงามได้ถึงเพียงนี้
“ฮูหยินน้อย” จื่อซูส่งกระดาษชาดสีแดงสดให้อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นเม้มปากเบาๆ
ริมฝีปากของเธอเป็นสีแดง
อวี๋หวั่นพาจื่อซูเดินทางออกจากจวนคุณชาย
เมื่อเจียงไห่เห็นอวี๋หวั่นก็ตกตะลึงไปชั่วประเดี๋ยวหนึ่ง แต่เขาก็ หลุบตาลงอย่างรวดเร็ว พร้อมบอกกับอวี๋หวั่นว่า “ฮูหยินน้อยเชิญ ขึ้นรถขอรับ”
เจ้านายและบ่าวขึ้นรถม้าไป
อวี๋หวั่นถามขึ้นว่า “คุณชายบอกหรือไม่ว่างานเลี้ยงที่ไหน?”
“คุณชายบอกว่าที่ทะเลสาบลี่ขอรับ” เจียงไห่ตอบ
“อ้อ” อวี๋หวั่นร้องขึ้น แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เดิมทีเธอก็คิดว่าบ้านใครตั้งอยู่กลางทะเลสาบ เมื่อไปถึงแล้ว จึงรู้ว่าจะเป็นบ้านใครเสียอีก ก็บ้านเธอนี่แหละ
เรือหรูประดับประดาอย่างวิจิตรงดงาม เยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งงดงาม ยิ่งกว่า กำลังยืนอยู่บนดาดฟ้าของเรือ
แม้ว่าจะนั่งอยู่บนรถเข็น แต่ผู้ชายคนนี้ก็ยังคงมีรังสีแห่ง ความเย่อหยิ่งแผ่ซ่านออกมา
อวี๋หวั่นพาจื่อซูขึ้นไปบนเรือ
เรือลำนี้อวี๋หวั่นคุ้นเคยดี ในวันที่ถูกเหยียนหรูอวี้ลักพาตัว เขา มาหาเธออย่างรวดเร็วด้วยเรือสีทองลำนี้ แต่ในตอนนั้นด้านหลัง ของเขามีทหารเรือนับพันคนคอยอารักขา
เขาในตอนนั้น นับว่าเล่นใหญ่พอสมควร
แม้ว่าจื่อซูจะเกิดในตระกูลข้าราชการ แต่ข้าราชการไหนเลย จะเทียบได้กับเชื้อพระวงศ์? ทันทีที่นางขึ้นเรือไปก็ต้องตกตะลึงกับ
ความหรูหราอลังการของเรือ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าดาดฟ้าของเรือ ทำจากทองคำหรือไม่
“ชู่ว” ทันใดนั้นเอง อิ่งลิ่วก็หยุดจื่อซูเอาไว้ แล้วบุ้ยใบ้ไม่ให้จื่อซู ส่งเสียง
จื่อซูจำต้องกลืนเสียงหวีดร้องกลับลงคอไป
อิ่งลิ่วขยิบตาให้นาง จื่อซูเข้าใจในทันที แล้วเดินไปยังร้านนํ้า ชาซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปพร้อมกับเขา
อวี๋หวั่นยิ้ม มิได้รังเกียจรังงอนที่สาวใช้ของเธอถูกอิ่งลิ่วพาตัว ไป เธอเดินมาหยุดข้างเยี่ยนจิ่วเฉา ซ้ายมือเป็นรั้วทำจากไม้หนา นมู่เนื้อทอง สูงประมาณครึ่งคนเห็นจะได้ แกะสลักเป็นลัญจกร ลายเมฆาของจวนเยี่ยนอ๋อง
ว่ากันว่าไม้หนานมู่เนื้อทองพันปีไม่ผุ หมื่นปีไม่พัง เป็นไม้ที่ ฮ่องเต้ทรงใช้
อวี๋หวั่นไม่รู้ว่านี่เป็นการกล่าวเกินจริงหรือไม่ แต่นอกจากในวัง หลวงแล้ว เธอไม่เคยเห็นใครใช้ไม้ชนิดนี้เลย
เยี่ยนจิ่วเฉาสวมอาภรณ์ผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ผมดำขลับรวบไว้บน ศีรษะ สวมกวนหยกขาว เขามีใบหน้างดงามไร้ที่ติ ประณีตดุจหยก สง่าดุจดวงจันทร์ ไม่ต้องทำอะไรก็หล่อเหลาจนไม่อาจละสายตาได้
อวี๋หวั่นคุกเข่าลงตรงหน้าเยี่ยนจิ่วเฉา มองหน้าเขาพลาง ยกมือขึ้นเท้าคาง “งานเลี้ยงนี้มีแค่พวกเราหรือ?”
“น้อยไปรึ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามเธอด้วยสีหน้าเย็นชาดังก้อนนํ้า แข็ง
อวี๋หวั่นไม่ได้รู้สึกโกรธ เธอยกยิ้มมุมปาก “เยี่ยนจิ่วเฉา ท่าน อยากอยู่กับข้าสองต่อสองใช่ไหมละ?”
“ไปกินข้าวเถอะ!” เยี่ยนจิ่วเฉาผลักรถเข็นไปยังโต๊ะ
อวี๋หวั่นมองตามแผ่นหลังของเขา ลอบยิ้มมุมปาก “อยากอยู่ กับข้าสองต่อสอง ยังไม่ยอมรับอีก”
อวี๋หวั่นเดินตามไป นั่งลงตรงข้ามเขา
เขาหันหน้าไปมองทัศนียภาพของทะเลสาบ แต่อวี๋หวั่นจ้อง มองเขา
ห้องครัวเริ่มยกอาหารมาจัดวาง มีอาหารหลากหลายกว่าที่คิด จัดปริมาณที่พอเหมาะ อาหารแต่ละจานมีขั้นตอนการทำซับซ้อน กระนั้นเมื่อเทลงในจานแล้วกลับเหลือเพียงสองสามช้อนเท่านั้น
พ่อครัวค่อยๆ นำอาหารทั้งหมดสามสิบชนิดมาจัดวางจนเต็ม โต๊ะยาว อาหารส่วนใหญ่นั้นอวี๋หวั่นไม่รู้จักชื่อ มีบ่าวบนเรือคอยคีบ อาหารให้ อาหารแต่ละชนิดกินเพียงคำเดียว เมื่อกินเข้าไปแล้วก็ อยากกินอีก แต่จานต่อๆ ไปกลับน่ากินยิ่งกว่า
“นี่คืออะไรหรือ?” อวี๋หวั่นมองไปยังชามใส่…ลูกชิ้น…พลาง เอ่ยถาม
“ลูกชิ้นเจ้าค่ะ” สาวใช้ซึ่งทำหน้าที่คีบอาหารตอบ
แต่ว่าทำจากเห็ดสามสิบชนิด อาหารทะเลสิบห้ารสชาติ ทอด ในนํ้าบัวหิมะและไขมันห่าน คำพูดนี้สาวใช้มิได้พูดออกไป
“ทำไมของเขาเป็นสีขาวเล่า?” อวี๋หวั่นมองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา แล้วเอ่ยถาม
“นั่นเป็นลูกชิ้นปลา[2]เจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบ
“อ้อ”
ทำไมเขาต้องกินลูกชิ้นปลาด้วย?
novel-lucky
เธอเองก็อยากกินเหมือนกัน
ท่วงท่ายามกินอาหารของเยี่ยนจิ่วเฉานั้นเจริญหูเจริญตา เหลือเกิน เป็นความสง่างามของคนชั้นสูง ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็สามารถ ลอกเลียนได้
แต่ว่าท่าทางการกินของอวี๋หวั่นก็ไม่ได้เลวร้าย ไม่ได้เหนียม อาย แต่ก็ไม่ได้เสแสร้ง ดูเธอกินแล้วรู้สึกว่าอาหารนั้นเอร็ดอร่อย ยิ่งนัก
อาหารมีหลากหลายจนอวี๋หวั่นคิดว่าเป็นงานเลี้ยงจริงๆ เธอ กินอิ่มจนรู้สึกราวกับว่าท้องขยายออกมาเพิ่มอีกห้าส่วน สาวใช้ยก บะหมี่ชามเล็กมาให้อวี๋หวั่น และยกโจ๊กข้าวเจ้ามาให้เยี่ยนจิ่วเฉา หนึ่งชาม อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว แล้วก้มหน้าก้มตากินบะหมี่จนหมดชาม
อาหารมื้อนี้ใช้แรงกายแรงใจทุ่มเททำออกมา เธอรู้สึกว่าตน
กำลังลิ้มลองอาหารไปไม่น้อย แต่ก็ไม่นับว่าอิ่มจนเกินไป
เมื่อกินข้าวเสร็จ อวี๋หวั่นก็นั่งชมทิวทัศน์ข้างๆ เยี่ยนจิ่วเฉา
เดิมทีคิดว่าไม่มีอะไรให้ดูมาก ไหนเลยจะรู้ว่าทันใดนั้นก็มีเรือ ของชาวบ้านลำหนึ่งแล่นมา แล้วเริ่มร้องบทละคร อวี๋หวั่นดูละคร ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่กลับรู้สึกว่าน่าสนใจกว่าการแสดงของคณะการ แสดงที่ฮองเฮาเชิญมาเสียอีก
หลังจากนั้นก็มีการบรรเลงผีผาและระบำ ผีผาอ่อนโยน ระบำ งามสง่า ไม่นานเรือลำอื่นๆ ก็เคลื่อนเข้ามาชมการแสดงเช่นกัน ทว่าเรือของพวกเขาอยู่ในทำเลที่ดีที่สุด อยู่ตรงกันข้ามและตรง กลางของการแสดงพอดิบพอดี เสียงของดนตรีและการแสดงก้อง กังวาน ได้ยินอย่างชัดเจน
“นี่คือวงดนตรีของชาวบ้านหรือ?” อวี๋หวั่นถามด้วยความ สงสัย
“ชอบหรือ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
อวี๋หวั่นดูอย่างเพลิดเพลิน ไม่ได้สนใจว่าเขาจะตอบหรือไม่ ตอบคำถาม เธอพยักหน้าน้อยๆ
ข้ามมิติมาอยู่โลกนี้ตั้งนาน นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นการ แสดงและความคึกคักอย่างนี้ หลังจากการแสดงชุดแรกจบลง ก็ มีระบำหูและระบำจิงหง การแสดงเหล่านี้แตกต่างจากที่เคยเห็น ในโลกก่อนหน้ามาก ทั้งยังมีการขับร้อง เสียงของนักร้องนั้น กังวานใสอย่างเหลือเชื่อ
อวี๋หวั่นชอบมาก
แต่ความตื่นเต้นของวันนี้ดูเหมือนจะมิได้จบลงเพียงบนเรือ ทันใดนั้นเองก็มีคนร้องว่า “โคมดอกบัว!”
เมื่ออวี๋หวั่นหันไปมองตามเสียงนั้น ก็เห็นว่ามีคนจุดโคมขึ้นมา จากด้านทิศใต้ของทะเลสาบ จากนั้นก็มีดวงที่สอง ดวงที่สาม… โคมดอกบัวอีกจำนวนมาก
โคมดอกบัวส่องสะท้อนราวกับทะเลสาบกำลังเรืองแสง ผิวนํ้า กระเพื่อมน้อยๆ ทะเลสาบดูกว้างไกล ไร้ที่สิ้นสุด
อวี๋หวั่นตื่นตะลึงกับความงามตรงหน้า
อวี๋หวั่นช่างโชคดีเหลือเกิน มากินข้าวกับเยี่ยนจิ่วเฉาสองต่อ สอง แต่กลับได้ชมการแสดง ทั้งยังมีโคมให้ดู…
ทันใดนั้นเองอวี๋หวั่นก็นึกบางอย่างออก เธอหันหน้าไป สายตา จับจ้องไปที่เยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉากำลังมองเธอ สายตาของเขาแฝงความอ่อนโยน “อวี๋อาหวั่น สุขสันต์วันเกิด”
……
มะ…ไม่ได้บอกว่าอีกสองสามวันหรอกหรือ?
อวี๋หวั่นตะลึงงัน
หัวใจพองโต เปี่ยมล้นไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมา ก่อน
เธอลืมไปหมดแล้วว่าจะพูดอะไร ได้แต่ยืนทึ่งอยู่เช่นนั้น ราวกับเป็นกระต่ายโง่งมตัวหนึ่ง ไม่รู้จะวิ่งไปที่ใด
อวี๋หวั่นจำไม่ได้ว่าตนดึงเขาเข้าห้องไปตั้งแต่เมื่อไร เธอรู้สึก ร้อนรน ปลดกระดุมไม่ออก เธอจึงฉีกเสื้อผ้าออกให้รู้แล้วรู้รอด คุณชายแห่งเมืองเยี่ยนคงไม่มานั่งเสียดายเสื้อผ้าหรอกใช่ไหมเล่า
สายลมเหนือทะเลสาบเย็นเยือก แต่หัวใจของเธอกลับเร่าร้อน ผู้คนด้านนอกต่างหัวเราะกันครื้นเครง แต่ในห้องกลับเงียบสงัด
เธอจับมือของเขา
เธอคิดว่าชีวิตนี้ จะไม่ยอมปล่อยมือผู้ชายคนนี้ไปเด็ดขาด
………………………………………………
[1] เตี่ยนชุ่ย คือเครื่องประดับศีรษะสตรีสมัยโบราณชนิดหนึ่ง ทำจาก
ขนนกกระเต็นติดลงบนเครื่องโลหะ
[2] ลูกชิ้นปลา ภาษาจีนใช้คำว่าอวี๋หวั่น (⻥丸) พ้องเสียงกับชื่อของอ
วี๋หวั่น