หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 135.1 วิธีของหวั่นหวั่น (1)
ในการตัดชุดทางการ อวี๋หวั่นต้องไปด้วยตนเอง ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องมีสาวใช้ติดตามไปสองคน จื่อซูเป็นหัวหน้าสาวใช้ นางต้องไป ด้วย อีกคนหนึ่งก็…
หลีเอ๋อร์และเถาเอ๋อร์มาก่อน แต่พวกนางอายุยังน้อย ช่วงนี้ฝู หลิงค่อนข้างได้รับความเอ็นดูจากฮูหยินน้อย จื่อซูจึงคิดว่าฮูหยิน น้อยน่าจะพานางไปด้วย
“ซูมู่ทำอะไรอยู่?” อวี๋หวั่นนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มองหน้า จื่อซูผ่านกระจก
มือของจื่อซูซึ่งกำลังหวีผมให้เธอพลันชะงักไป นางตอบว่า “หลังจากที่นางตกนํ้า ฮูหยินน้อยก็สั่งให้นางพักรักษาตัว นางไม่ได้ ออกจากเรือนจู๋เยวี่ยเลยเจ้าค่ะ”
กล่าวตามตรง นี่ฟังดูราวคล้ายกับเป็นเรื่องที่ซูมู่กุขึ้นมา แม้ว่าจะเกิดเรื่องหลายครั้ง แต่ชื่อเสียงของซูมู่ก็ยังไม่ได้มลายหาย ไปเสียหมด เห็นอยู่ว่านางเข้าวังมาได้เพียงไม่กี่วันก็ทำให้ผู้อื่น ชื่นชมได้เท่าไร นางเป็นคนมีความสามารถ แต่ว่าอวี๋หวั่นได้ยึด อำนาจคืนมาแล้ว และเธอเองก็มีความอดทนมากพอ
สิ่งที่อวี๋หวั่นสงสัยก็คือจุดประสงค์ที่ซูมู่เข้าจวนมา นาง ต้องการแย่งทุกอย่างจากเธอหรือ? ทำไมนางถึงต้องทำอย่างนี้? ในตอนนั้นเหยียนหรูอวี้ทำไปเพื่อชื่อเสียงและทรัพย์สมบัติ และ
เพื่อหาสามีที่เพียบพร้อมให้กับตนเอง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเยี่ยนจิ่ว เฉาสามารถเติมเต็มโมหันธ์ในใจของนางได้ แต่ซูมู่เล่า? นางหมาย จะปีนขึ้นบนเตียงของเยี่ยนจิ่วเฉาก็เพราะนางชอบเขา หรือนั่นเป็น เพียงวิธีจับเขากันแน่?
อวี๋หวั่นสั่งจื่อซูว่า “เจ้าไปที่เรือนจู๋เยวี่ย ให้นางเตรียมตัวเข้าวัง กับข้า”
จื่อซูตกใจ “ฮูหยินน้อยเจ้าคะ ซูมู่นาง…”
อวี๋หวั่นมองจื่อซูผ่านกระจก สายตานิ่งๆ นั้นกลับทำให้จื่อซู รู้สึกหวาดผวา จื่อซูก้มหน้า “เจ้าค่ะ บ่าวจะนำความไปบอกนาง”
จื่อซูออกไปเรียกปั้นซย่ามาหวีผมให้อวี๋หวั่นต่อ
ผ่านไปหนึ่งเค่อ อวี๋หวั่นก็พาจื่อซูและซูมู่เดินทางเข้าวัง
คนในจวนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันให้เซ็งแซ่
“ซูมู่โชคดีเหลือเกิน ครั้งที่แล้วฮูหยินน้อยพาเข้าวัง ครั้งนี้ก็ได้ เข้าวังอีก”
“นางสร้างเรื่องเอาไว้มาก ฮูหยินน้อยกลับใจคอโอบอ้อม อารี…”
“ได้ยินว่าครั้งก่อนนางเข้าตาฮองเฮา ฮองเฮาพระราชทานของ ให้นางด้วย”
“เช่นนั้นก็หมายความว่าฮูหยินน้อยทำไปก็เพื่อประจบฮองเฮา หรือ?”
การประจบประแจงฮองเฮากลายเป็นเหตุผลที่อวี๋หวั่นพาซูมู่ เข้าวัง เธอไม่รู้เรื่องนี้ด้วย แต่หากรู้ เธอก็คงไม่ใส่ใจ อย่างไรเสีย เหตุเมื่อเทียบกับเหตุผลที่แท้จริงของเธอ เหตุผลหลังก็น่าสนใจ กว่ามาก
รถม้าเคลื่อนผ่านประตูวังหลวง
อวี๋หวั่นนำสาวใช้ทั้งสองลงจากรถม้า จื่อซูรู้ดีว่าอวี๋หวั่นไม่ชอบ ซูมู่ ตลอดทางนางจึงคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของซูมู่ ด้วย กลัวว่านางจะลงมือทำสิ่งที่ไม่อาจย้อนคืนได้กับอวี๋หวั่น
“ฮูหยินน้อยเชิญทางนี้” แม่นางชุยเดินนำอวี๋หวั่นไปยังห้อง เย็บปักของตำหนักเจาหยาง
คนจากกองพระราชสำนักเดินทางมาถึงแล้ว กำลังวัดตัวให้ พระชายาองค์ใหญ่อยู่
“อย่าทำเครื่องรางพังเล่า” ฮองเฮาบอกกับพระชายา
พระชายารีบถอดเครื่องรางบนคอออกมา เมื่อช่างตัดเสื้อวัด ตัวเสร็จ นางจึงจะสวมกลับเข้าไปใหม่
ฮองเฮาไม่โปรดปรานนางมากนัก องค์ชายใหญ่เองก็ไร้ความ สามารถ อยู่กับพระชายามาหลายปียังไม่อาจสู้องค์ชายองค์อื่นได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นลูกสะใภ้ซึ่งเป็นตัวแทนของนาง บัดนี้ ฮองเฮาออกจากตำหนักเฟิ่งชีแล้ว ไม่มีทางปฏิบัติต่อนางไม่ดี
อวี๋หวั่นถวายบังคมฮองเฮาและพระชายา
ฮองเฮาโบกมือให้อวี๋หวั่นทำตัวตามสบาย
อวี๋หวั่นสังเกตเห็นว่าใบหน้าของฮองเฮาดูมีความสุขสดชื่น กว่าแต่ก่อน แล้วมองไปยังพระชายา มือข้างหนึ่งของนางวางไว้ที่ ท้อง ใบหน้าเขินอาย
“พี่สะใภ้…” อวี๋หวั่นมองไปยังฮองเฮาด้วยความประหลาดใจ
ฮองเฮาทรงยิ้มด้วยความปลื้มปีติ “เพิ่งตั้งครรภ์ อายุครรภ์ไม่ มาก กราบทูลฝ่าบาทแล้ว แต่ยังไม่ได้ประกาศออกไป”
อวี๋หวั่นจับมือของพระชายา แล้วกล่าวด้วยความจริงใจว่า “ยินดีด้วยเพคะ”
ไม่ว่าจะเป็นราษฎรทั่วไปหรือเชื้อพระวงศ์ การตั้งครรภ์นับว่า เป็นเรื่องน่ายินดี ยิ่งไปกว่านั้นองค์ชายล้วนแต่มีพระธิดา ยังไม่มีผู้ ใดให้กำเนิดพระโอรสมาก่อน หากท้องนี้เป็นผู้ชาย ฮ่องเต้ต้องทรง ดีใจจนไม่อาจซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ได้เป็นแน่
เดิมทีคิดว่าจะหาชายาที่มีชาติตระกูลมาให้องค์ชายใหญ่เพิ่ม ทว่าบัดนี้ไม่จำเป็นต้องนึกถึงคุณหนูเหล่านั้นแล้ว เป็นเพราะ ต้องการให้พระชายาบำรุงครรภ์ได้อย่างสบายใจ เรื่องหาอนุให้บุตร ชายนั้นพักไว้ก่อน
พระชายาเป็นคนพูดน้อย โดยมากนางมักจะนั่งเงียบๆ ผู้คน ต่างบอกว่าฮองเฮาไม่โปรดนาง ฮ่องเต้ทรงหาพระชายาที่ภูมิหลัง ไม่สูงส่ง แต่ในความคิดของอวี๋หวั่น การได้แต่งงานกับแม่นางที่ อ่อนโยนเช่นนี้นับว่าเป็นโชคดีเหลือเกิน ฮ่องเต้ไม่ได้ไม่รักองค์ชาย
แต่ทรงรู้ว่าลำพังสติปัญญาขององค์ชายไม่อาจแบกรับภาะอัน ใหญ่หลวงนี้ได้ หากหาคุณหนูจากสกุลซึ่งมีความทะเยอทะยานสูง สุดท้ายแล้วก็คงต้องตายเพราะพยายามช่วงชิงบัลลังก์ของ พระองค์ ไม่สู้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเช่นนี้จะดีกว่า
แต่ไม่รู้ว่า…ฮองเฮาสามารถ ‘ยอมรับชะตากรรม’ เช่นนี้ได้ หรือไม่
ช่างตัดเสื้อวัดตัวให้อวี๋หวั่นเสร็จก็ออกไป
คนท้องมักรู้สึกง่วงนอน ฮองเฮาเห็นว่าลูกสะใภ้พยายามตั้ง สติ จึงให้แม่นางชุยพยุงนางไปพักผ่อน
ฮองเฮาจึงพูดคุยเรื่องในบ้านกับอวี๋หวั่น “ข้าได้ยินเรื่องของจิ่ง เอ๋อร์กับฉงเอ๋อร์ พวกเขาทะเลาะกันได้อย่างไร? ฉงเอ๋อร์ไม่เป็นไร กระมัง?”
“เขาไม่เป็นไรเพคะ” อวี๋หวั่นตอบ แต่ไม่ได้บอกว่าพวกเขา ทะเลาะกันได้อย่างไร
ฮองเฮาทอดถอนใจ “นิสัยของฉงเอ๋อร์ข้าเข้าใจดี เขามักมี เรื่องวิวาทไปทั่ว แต่ไม่มีทางหาเรื่องโดยไร้เหตุผล ดูแล้วสองพี่น้อง คงจะมีเรื่องไม่ลงรอยกัน”
จากนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก
อวี๋หวั่นฟังออกว่าฮองเฮาไม่ได้ใช้คำพูดอ้อมค้อม เรื่องบาง เรื่องก็ไม่อาจปิดบังนางกับฮ่องเต้ได้ ความรู้สึกที่เยี่ยนไหวจิ่งมีต่ออ วี๋หวั่น นางเองกระจ่างดี แต่เรื่องบางเรื่องรู้อยู่แก่ใจย่อมเพียง
พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องนำออกมาบอกให้ผู้อื่นรู้
ฮ่องเฮาถามถึงเด็กน้อยทั้งสาม “เหตุใดครั้งนี้ไม่พาพวกเขา มาด้วยเล่า?”
อวี๋หวั่นตอบว่า “ท่านพ่อท่านแม่ข้าคิดถึงพวกเขา จึงรับพวก เขาไปอยู่ด้วยสักพักเพคะ”
ฮองเฮายิ้มแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เป็นฉงเอ๋อร์ที่คิดว่าพวกเขาขัด แข้งขัดขา จึงจับพวกเขาไปโยนไว้นอกวังกระมัง? แม้แต่ไข่ไก่แดง ก็นำไปแจกที่ตำหนักจินหลวนแล้วนี่!”
แจก…แจกไข่ไก่แดง?
เธอไม่ได้คลอดลูกสักหน่อย!
เขาไปแจกไข่ไก่สีแดงทำไมกัน!
ฮองเฮากล่าวต่อ “ทั้งยังตั้งโรงทานบรรเทาทุกข์ให้แก่ราษฎร คนอื่นแจกโจ๊ก เขากลับแจกไข่ไก่สีแดง…พวกเจ้าเข้า
หอกันแล้วสินะ…”
ฮองเฮาเป็นผู้มีประสบการณ์มาก่อน มีเรื่องใดที่นางเดาไม่ ออก?
ใบหน้าของอวี๋หวั่นแดงระเรื่อ อวี๋หวั่นอยากแทรกแผ่นดินหนี
ภาพเหตุการณ์ปรากฏในสมองของเธอ เยี่ยนจิ่วเฉาถือไข่ไก่สี แดงไว้ในมือ เดินเข้าไปในตำหนักจินหลวนอย่างผึ่งผายราวกับมี คำว่า ‘ข้าเข้าหอแล้ว พวกเจ้ารีบมาแสดงความยินดีกับข้าเร็ว!’
เขียนอยู่บนใบหน้า
อวี๋หวั่น…อวี๋หวั่นนึกอยากจะตีเขาให้ตาย
ฮองเฮาหยอกล้อเธอจนพอใจ ก็ยิ้มพลางเบนสายตาไป พลัน เหลือบไปเห็นสาวใช้ทั้งสองของจวนคุณชาย ครั้งก่อนพวกนางเคย มาแล้ว หนึ่งในนั้นสนิทสนมกับองค์ชายน้อย ฮองเฮาจึงจดจำนาง ได้ดี
แต่ไม่รู้ว่านางรู้สึกไปเองหรือไม่ แม่นางคนดีดูไม่เหมือนครั้ง ก่อน
อวี๋หวั่นมองฮองเฮา แล้วมองไปยังจื่อซูและซูมู่ “ของที่ข้าให้ พวกเจ้าหยิบ พวกเจ้านำมาด้วยหรือไม่?”
จื่อซูตอบว่า “เรียนฮูหยินน้อย นำมาแล้วเจ้าค่ะ”
อวี๋หวั่นบอกว่า “ไปหยิบมา”
“เจ้าค่ะ” จื่อซูตอบ แล้วเดินออกไปห้องด้านข้างของตำหนัก เจาหยางพร้อมกับซูมู่ ของที่พวกนางนำมานั้นได้นำไปวางในห้อง ปีกซึ่งจัดไว้เป็นพิเศษ
ทั้งสองถือตะกร้าสองใบเข้ามา
จวนคุณชายมีสวนผลไม้ขนาดใหญ่ นอกจากอิงเถาแล้วยังมี ผลไม้ชนิดอื่นๆ อีก อวี๋หวั่นให้คนเก็บลูกหม่อน สาลี่ ลูกท้อหวาน และเซียงกวา(เมล่อน) ในวังก็มีผลไม้เหล่านี้ แต่กลับไม่อร่อยเท่า ของจวนคุณชายเยี่ยน
ฮองเฮารับสั่งให้นางกำนัลจัดผลไม้ใส่จาน นางลองชิมเซียง กวาไปคำหนึ่ง รสชาติหอมหวานสดชื่นยิ่งนัก จากนั้นจึงลองชิม สาลี่และลูกท้อหวาน เดิมทีคิดว่าผลไม้เหล่านี้คงมีรสเปรี้ยวและ ฝาดเจือปนอยู่ ไหนเลยจะรู้ว่ารสหวานและกลิ่นหอมทำให้รู้สึก สดชื่นขึ้นมา
ฮองเฮาไม่เคยกินลูกหม่อนมาก่อน อวี๋หวั่นคัดแต่ลูกสีม่วงอม ดำให้นาง รสชาติที่ไม่คุ้นชิน แต่กลับอร่อยถูกปาก
“แบ่งให้พระชายาไปสักหน่อย” ฮองเฮาบอก
“บนรถม้ายังมีอีกเพคะ” อวี๋หวั่นบอกจื่อซูและซูมู่ “พวกเจ้าไป หยิบมา แล้วนำไปให้พระชายาที่ห้องบรรทม”
“เจ้าค่ะ”
บทที่ 135.2 วิธีของหวั่นหวั่น (2)
ทั้งสองออกไปแล้ว
ทั้งสองนำผลไม้ไปให้พระชายาองค์ใหญ่ที่ห้อง อวี๋หวั่นสนทนา กับฮองเฮาอยู่ครู่หนึ่งก็เตรียมตัวกล่าวลา ทว่าขณะที่เธอกำลังจะ เดินออกจากตำหนักเจาหยางนั้นเอง นางกำนัลซึ่งคอยรับใช้ข้าง กายของพระชายาก็กระวีกระวาดเข้ามา
ฮองเฮามองนาง “มีอะไรหรือ?”
นางกำนัลตอบว่า “กราบทูลฮองเฮา เครื่องรางของพระชายา หายไปแล้วเพคะ!”
ฮองเฮาหน้าถอดสี “หายไปก็รีบไปหาสิ ไปหาเร็ว!”
อวี๋หวั่นมองฮองเฮาด้วยความมึนงง
ฮองเฮารู้ดีว่าตนตกใจมากไปสักหน่อย เรียกว่าเสียอาการก็ เห็นจะได้ กระนั้นนางจะไม่วิตกก็ไม่ได้ นั่นเป็น
เครื่องรางที่นางให้ลูกชายไปขอที่วัดผู่จี้ด้วยตนเอง ได้รับการ ปลุกเสกจากเจ้าอาวาสของวัดผู่จี้เพื่อให้ปกป้องคุ้มครองพระชายา ให้นางให้กำเนิดโอรสอย่างปลอดภัย
“ปลุกเสกแล้ว ใช้คุ้มครองสองแม่ลูกให้ปลอดภัย” ฮองเฮาบอ กกับอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นพยักหน้า คนโบราณเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ของสำคัญ
เช่นนี้หายไปย่อมต้องรู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเป็นธรรมดา
“เป็นอย่างไรหรือเพคะ? ประเดี๋ยวพวกหม่อมฉันช่วยหา” เธอ บอก
ฮองเฮาเอ่ยขึ้น “เป็นถุงสีแดง ข้างในมียันต์กระดาษและหยก ฝังทอง หยกนั่นปลุกเสกแล้วเช่นกัน”
หินผายังแตกหักได้ ความพยายามก็ทำให้มีบุตร
อวี๋หวั่นมองไปยังจื่อซูและซูมู่ “พวกเจ้าไปหาในลานบ้าน ดูว่า พระชายาทรงทำหล่นไว้ระหว่างทางหรือไม่”
ทั้งสองรับคำสั่งแล้วเดินออกไป
เครื่องรางนี้มีความสัมพันธ์กับครรภ์ของพระชายา เมื่อหายไป จึงเป็นเรื่องใหญ่ ต่อให้ตกลงไปในหลุมลึกสามฉื่อ ก็จำต้องขุดขึ้น มา อย่างไรก็ดี คนทั้งตำหนักเจาหยางล้วนแต่มาช่วยกันหา เครื่องรางที่หายไป ทั้งด้านนอกและด้านในตำหนัก
ฮองเฮารู้สึกร้อนรนเหลือเกิน
นางยังหวังให้ในครรภ์ของพระชายามีหลานชายคนโตของนาง เหตุใดของที่เพิ่งเห็นอยู่เมื่อครู่กลับหายไปได้? พระชายาก็ตื่น ตระหนกเช่นกัน นางจับท้องด้วยความรู้สึกผิด ฮองเฮามิได้ต่อว่า นางด้วยกังวลว่าจะกระทบต่อทารกในครรภ์ แต่ในใจก็กล่าวโทษ นางไปตั้งแต่แรกแล้ว ไม่รู้หรือว่าเรื่องรางนี้สำคัญยิ่งนัก? ให้เจ้า เก็บไว้เจ้ากลับไม่เก็บให้ดี!
ในขณะที่ฮองเฮากำลังรู้สึกร้อนใจ นางกำนัลอาวุโสนางหนึ่งก็ เอ่ยขึ้นว่า “หรือว่าจะ…ถูกคนขโมยไปเพคะ?”
ตอนที่พระชายาเข้ามาในตำหนักเจาหยาง ฮองเฮาก็ทรงเห็น เครื่องรางชิ้นนี้แล้ว หลังจากนั้นนางก็อยู่แต่ในตำหนักเจาหยาง ฮองเฮาจึงมั่นใจว่าเครื่องรางจะต้องอยู่ในตำหนักเจาหยาง
ฮองเฮาเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “อารักขาประตูใหญ่ ตั้งแต่ บัดนี้ให้เข้าแต่ไม่ให้ออก! เรียกทุกคนไปที่ห้องโถงกลาง!”
“พวกเราก็อยู่ที่นี่ก่อนเถอะ” อวี๋หวั่นพูด
แม้ว่าฮองเฮาจะมิได้นึกสงสัยอวี๋หวั่น แต่นี่เป็นเรื่องใหญ่… เธอชิงออกปากก่อนว่าจะอยู่ที่นี่ย่อมเป็นการดี
คนในตำหนักล้วนถูกเรียกมารวมตัวกัน แม่นางชุยให้ขันที สองคนและนางกำนัลอาวุโสค้นตัวทุกคน ผลก็คือไม่พบสิ่งที่กำลัง ค้นหา
“น่าแปลก ไม่อยู่ในตำหนัก และไม่อยู่ที่คนในตำหนัก” ฮองเฮาขมวดคิ้ว
ทันใดนั้นเอง ซูมู่ก็ตัวสั่นเทิ้มขึ้นมา
ฮองเฮาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในฉับพลัน!
สายตาของฮองเฮาไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของนาง นางมิได้แสดง สีหน้าวิตกกังวลแต่อย่างใด กระนั้นมือของนางกลับกำแน่น และ มองดูสั่นเล็กน้อย…
ฮองเฮาใบหน้าเย็นเยียบ แม้ว่านางจะเป็นสาวใช้ของจวนคุณ ชายเยี่ยน แต่เรื่องนี้เกี่ยวโยงถึงหลานชายของนาง นางไม่จำเป็น ต้องไว้หน้าจวนคุณชาย “จับตัวนางมา”
อวี๋หวั่นและจื่อซูมองตามสายตาของฮองเฮา แล้วเผยสีหน้า งุนงงขึ้นพร้อมกัน
อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “ฮองเฮาเพคะ ท่านทรงสงสัย หรือว่าสาวใช้ของหม่อมฉันขโมยเครื่องรางของพระชายา?”
ฮองเฮาตอบด้วยนํ้าเสียงปกติว่า “ข้าก็เพียงขจัดความเคลือบ แคลงในตัวพวกเจ้าก็เท่านั้น”
จะว่าไป พวกเธอก็เป็นผู้ต้องสงสัยเช่นเดียวกัน สาวใช้สองคน นำตะกร้าเข้าไปในห้องของพระชายา หากจะลงมือก็ย่อมมีโอกาส
“เช่นนั้นก็ค้นตัวทั้งคู่ รบกวนแม่นางชุยค้นตัวข้าด้วย” อวี๋หวั่น บอก
“เอ่อ…” แม่นางชุยหันไปมองฮองเฮาด้วยความลำบากใจ ค้น ตัวสาวใช้หาใช่เรื่องใหญ่ไม่ แต่ให้ค้นตัวฮูหยินน้อยแห่งจวน คุณชายนั้น หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปคงจะฟังดูไม่ดีนัก
ฮองเฮาย่อมตระหนักถึงเหตุผลข้อนี้ ทว่านางกลับมิได้โต้แย้ง แต่อย่างใด เห็นได้ชัดว่านางให้ความสำคัญกับเครื่องรางมาก ทาง ที่ดีคนจากจวนคุณชายควรจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย มิเช่นนั้น… ความสัมพันธ์อันดีของทั้งสองฝ่ายก็คงถึงคราวขาดสะบั้น
จื่อซูยืนนิ่งให้แม่นางชุยค้นตัว
เมื่อถึงคราวของซูมู่ ซูมู่กลับเกิดอาการต่อต้าน
อวี๋หวั่นใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ คง…คงจะไม่ใช่…ไม่ใช่นางจริงๆ หรอก?
ถ้าหากเป็นนางจริง ทุกอย่างคงจบสิ้นแล้ว
ซูมู่เป็นสาวใช้ของจวนคุณชาย หากพบเครื่องรางบนตัวนาง เห็นทีฮูหยินน้อยคงหนีความผิดไม่พ้น
แต่เพราะเหตุใดซูมู่จึงทำเช่นนี้? เป็นเพราะซูมู่แค้นฝังใจกับ สิ่งที่ฮูหยินน้อยทำกับนาง จึงใช้โอกาสนี้แก้แค้นฮูหยินน้อยหรือ? ครานี้หากฮองเฮาทรงถามขึ้น นางก็จะอ้างว่าฮูหยินน้อยสั่งให้นาง ทำ เช่นนั้นต่อให้ฮูหยินน้อยกระโดดแม่นํ้าฮวงโหก็คงหนีความผิด ไม่พ้น
เครื่องรางนั้นใช้สำหรับคุ้มครองให้พระชายาคลอดโอรสอย่าง ปลอดภัย ฮูหยินน้อยขโมยมันไป ไม่เท่ากับว่าคิดร้ายต่อองค์ชายที่ ยังมิได้ลืมตาดูโลกหรอกหรือ?
ฮองเฮาทรงต้องโกรธเกลียดฮูหยินน้อยด้วยเหตุผลนี้!
เมื่อความคิดแล่นปราดเข้ามาในสมองของจื่อซู นางก็ใบหน้า ซีดเผือด กำผ้าเช็ดหน้าแน่น ในใจได้แต่ภาวนาให้หาไม่เจอ อย่าให้ เป็นซูมู่…
กระนั้นจื่อซูก็รู้อยู่เต็มอกว่าความเป็นไปได้นั้นน้อยมาก เท่าที่ นางรู้จักซูมู่ ซูมู่ไม่ใช่คนที่ตกใจง่ายถึงเพียงนั้น เมื่อครู่คงจะจงใจ แสดงออกเช่นนั้นเพื่อดึงดูดความสนใจของฮองเฮา
นางอยากให้ฮองเฮาค้นตัว!
เป็นดังคาด แม่นางชุยซึ่งค้นตัวซูมู่อยู่หลังฉากกั้นก็ร้องขึ้น ด้วยความตกใจว่า “เครื่องราง?!”
จื่อซูนึกเกลียดตนเองเหลือเกิน ไหนบอกแล้วอย่างไรว่าจะ จับตาดูซูมู่ไม่ให้คลาดสายตา เหตุใดนางยังลงมือได้อีก? ครานี้จะ ทำอย่างไรดีเล่า? ซูมู่ต้องกล่าวโทษฮูหยินน้อยเป็นแน่! จื่อซูหันไป จ้องซูมู่ซึ่งถูกแม่นางชุยพาตัวออกมาจากด้านหลังฉากกั้น
แม่นางชุยส่งเครื่องรางให้ฮองเฮา
ฮองเฮารับถุงเครื่องรางสีแดงมา ใบหน้าของนางคล้ายกับมี เมฆดำปกคลุมในฉับพลัน “คุกเข่าบัดเดี๋ยวนี้!”
ฮองเฮาสายตาเย็นเยียบ “ข้าชมเจ้าว่ามีไหวพริบดี แต่เจ้า กลับเมินเฉย! ใจกล้าถึงกับขโมยเครื่องรางของพระชายาเชียวรึ?!”
ซูมู่มิได้โต้แย้ง
ฮองเฮาชี้หน้านาง “พูด! เหตุใดเจ้าจึงขโมยเครื่องราง? ปาก แข็งรึ? ย่อมได้ ข้าก็อยากรู้เช่นกันว่าเจ้าจะปากแข็งได้นานเท่าไร”
หมายความว่าฮองเฮากำลังจะสั่งทรมานซูมู่
นางกำนัลสองคนซึ่งมีพละกำลังก็เข้ามาคว้าแขนซ้ายขวาของ ซูมู่
ซูมู่ดูประหนึ่งรู้สึกขลาดกลัวในที่สุด นางพูดขึ้นเบาๆ ว่า “เป็น ฮูหยินน้อย”
หัวใจของจื่อซูหล่นวูบ…
ทุกคนล้วนหันขวับไปมองอวี๋หวั่นเป็นตาเดียว
นางบงการซูมู่รึ? นางต้องการอะไร? นางกำลังปองร้ายทารก ในครรภ์ของพระชายารึ?
สายตาซับซ้อนและเย็นเยียบของฮองเฮาไปหยุดที่ใบหน้าขอ งอวี๋หวั่น “เป็นเจ้า?”
อวี๋หวั่นลุกขึ้นยืน ย่อกายเล็กน้อย “เป็นหม่อมฉัน เครื่องรางนี้ หม่อมฉันเป็นคนมอบให้ซูมู่เองเพคะ”
มอบให้?
ฝูงชนต่างตะลึงงัน
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างไม่รีบร้อนว่า “ซูมู่ตกนํ้าและตื่นกลัว หม่อม ฉันจึงซื้อเครื่องรางให้นาง หวังว่าภายภาคหน้าจะไม่เกิดเหตุการณ์ เช่นนี้อีกเพคะ”
ฮองเฮาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เปิดถุงเครื่องราง พร้อมกับ เทของข้างในออกมาดู กลับพบว่าหาใช่เครื่องรางที่องค์ชายใหญ่ไป ขอให้พระชายาไม่ หากแต่เป็นหินอัคนีสีดำก้อนหนึ่งและยันต์ กระดาษที่แสนจะธรรมดาอีกใบหนึ่ง
หินชนิดนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าหลงจิง เล่ากันว่าใช้ขับไล่สิ่งชั่ว ร้าย ผู้คนมักพกเอาไว้ในถุงเครื่องรางเพื่อนำพาโชคดีและหลีกหนี โชคร้าย
เมื่อพินิจพิจารณาถุงเครื่องรางนี้อีกครั้ง ก็พบว่าคล้ายกับถุง เครื่องรางของพระชายามาก ด้านล่างมีชื่อของซูมู่ปักไว้ หากจะ บอกว่านางสับเปลี่ยนของด้านในก็คงจะเป็นไปไม่ได้ ใครจะ สามารถปักชื่อของตนเองบนถุงเครื่องรางได้ในเวลาอันสั้นเช่น นั้น?
ฮองเฮาถอนหายใจ “ข้าเข้าใจเจ้าผิด ลุกขึ้นเถิด”
ครานี้ กลับเป็นซูมู่ที่ยืนงงร่างแข็งทื่อ
อวี๋หวั่นเดินเข้าไปหาซูมู่ ค่อยๆ พยุงนางขึ้นมา เธอหัวเราะ ถากถางข้างหูซูมู่เบาๆ ว่า “คิดจะใส่ความข้าหรือ?”
ซูมู่มองไปยังอวี๋หวั่นอย่างไม่อยากเชื่อ ราวกับกำลังถามว่าอวี๋ หวั่นทำได้อย่างไร เห็นอยู่ว่าเครื่องรางอยู่ที่นาง อวี๋หวั่นมิได้แตะ ต้องมันเลยสักนิด จะสับเปลี่ยนถุงเครื่องรางได้อย่างไรกัน?