หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 136 จุดจบและความจริง
อวี๋หวั่นไม่ได้แตะต้องซูมู่ แต่เธอแตะต้องพระชายาต่างหาก ซูมู่คงไม่รู้ว่าเครื่องรางที่นางหมายจะขโมยจากพระชายานั้นไม่ใช่ ของจริงตั้งแต่แรกแล้ว
ส่วนอวี๋หวั่นคาดเดาได้อย่างไรว่าซูมู่จะขโมยเครื่องรางของ พระชายา ทั้งยังเตรียมของปลอมเอาไว้อย่างดิบดีนั้น เป็นความ ลับที่ไม่อาจเปิดเผยได้
ซูมู่มีความสามารถในแบบของซูมู่ อวี๋หวั่นก็มีท่าไม้ตายของอ วี๋หวั่นมิใช่หรือ?
อวี๋หวั่นค่อยๆ พยุงซูมู่ขึ้นมา
ซูมู่ซ่อนกำปั้นซึ่งกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อไว้ในแขนเสื้อ
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นคลื่นใต้นํ้าระหว่างทั้งสอง คิดเพียงว่าซูมู่ ถูกกล่าวโทษ จื่อซูกลับคิดว่าซูู่มู่ทำให้ฮูหยินน้อยโกรธเข้าแล้ว
อวี๋หวั่นรู้ว่าตนกดขี่ซูมู่มานานถึงเพียงนี้ เมื่อใดที่ซูมู่มีโอกาส นางก็จะโต้กลับอย่างรุนแรง
อวี๋หวั่น ‘จูง’ ข้อมือของซูมู่ เธอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “เห็นชัด แล้วหรือไม่ นี่สิถึงเรียกว่าใส่ร้าย”
ซูมู่หัวใจเต้นไม่เป็นสํ่า ยังไม่ทันรอให้ซูมู่ตอบสนองต่อคำพูด ของอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นก็ดึงมือกลับมาอย่างรวดเร็ว และ
ตอนนั้นเองอัญมณีขนาดประมาณไข่นกพิราบก็หล่นออกมา จากแขนเสื้อของซูมู่
อัณมณีสีแดงกํ่าดุจโลหิต ส่องสะท้อนวาววับอยู่บนพื้น
ฮองเฮาคิ้วขมวดแน่น
แม่นางชุยจดจำของสิ่งนี้ได้ ในห้องนอนของพระชายามีรูปปั้น นกหลวน[1]ซึ่งทำจากทองคำ อัญมณีชิ้นนี้คือลูกตาของนกหลวน ตัวนั้น
มันตกมาจากแขนเสื้อของซูมู่ แต่เมื่อครู่แม่นางชุยยังค้นมา ไม่ถึงตรงนี้
เพราะฉะนั้นจึงไม่นับว่าฮองเฮากล่าวโทษนางอย่างเลื่อนลอย สาวใช้คนนี้มิได้ใสซื่อมือสะอาดแต่อย่างใด เพียงแต่ว่านางไม่ได้ ขโมยเครื่องรางของพระชายา หากแต่ขโมยอัญมณีลํ้าค่าไป
หากของที่ขโมยไปเป็นเครื่องราง ฮองเฮาก็คงสงสัยว่าอวี๋หวั่น เป็นคนบงการ แต่อัญมณีชิ้นนี้…เมืองเยี่ยนรํ่ารวย
ล้นฟ้า ว่าที่ชายาของเยี่ยนอ๋องจะถึงกับหาไม่ได้เชียวหรือ? เครื่องประดับศีรษะของอวี๋หวั่นเพียงชิ้นเดียวก็สามารถซื้ออัญมณี อย่างนี้ได้หลายสิบชิ้น
ดูแล้วสาวใช้ผู้นี้คงจะเป็นขโมย!
ซูมู่กำหมัดแน่น สายตาจ้องอวี๋หวั่นเขม็ง
อวี๋หวั่นยืนกระซิบข้างหูนาง “พูดไปสิ พูดไปว่าข้าเป็นคนนำมา
ใส่ไว้ ดูซิว่าจะมีใครเชื่อเจ้า?”
ลักขโมยของในวังหลวงนับเป็นโทษสถานหนัก กล่าวโทษเจ้า นายของตนก็เพิ่มโทษไปอีกสถานหนึ่ง ในตอนนี้อวี๋หวั่นไม่จำเป็น ต้องลงมือเองแล้ว ปล่อยให้ฮองเฮาใช้กฎของวังหลวงจัดการนาง
“ฮองเฮา! ฮองเฮา! หาเครื่องรางเจอแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีน้อย คนหนึ่งวิ่งมาอย่างดีอกดีใจ
“หาเจอที่ใด?” ฮองเฮาเอ่ยถาม
ขันทีน้อยตอบว่า “หาเจอที่พระชายา! เหน็บอยู่ในรอยต่อบน ชุดของพระชายาพ่ะย่ะค่ะ!”
มิน่าเล่าถึงหาไม่เจอ
ฮองเฮาพินิจพิจารณาเครื่องราง เมื่อมั่นใจแล้วว่าเป็น เครื่องรางที่ได้มาจากวัดผู่จี้ ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่ง อก
“โล่งอกไปที” อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าปีติยินดี
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่เกือบกล่าวโทษอวี๋หวั่น ฮองเฮาก็พลัน รู้สึกละอายใจ เมื่อคิดดูแล้ว หากสาวใช้คนนั้นพูดให้ชัดเจนตั้งแต่ แรก นางจะสงสัยอวี๋หวั่นได้อย่างไรกัน? ในตอนที่แม่นางชุยเจอ เครื่องรางบนตัวนาง หากนางเอ่ยปากบอกไปว่า ‘นี่ไม่ใช่เครื่องราง ของพระชายา แต่เป็นเครื่องรางที่ฮูหยินให้มา ไม่เชื่อก็เปิดดู’ เรื่อง คงไม่ยุ่งยากถึงเพียงนี้
“ครั้นอยู่ในโรงละคร ข้าเห็นนางมีไหวพริบปฏิภาณดี แต่ใน ช่วงเวลาคับขันกลับไม่พูดออกมาให้รู้เรื่อง!” ฮองเฮาไม่รู้ถึงเรื่อง บาดหมางระหว่างอวี๋หวั่นกับซูมู่ ย่อมไม่มีทางสงสัยอวี๋หวั่น ทว่า นางรู้สึกผิดหวังในตัวซูมู่เหลือเกิน
นางมองไปยังอวี๋หวั่น “นางเป็นคนของเจ้า ตามหลักแล้วเจ้าก็ ควรเป็นคนลงโทษนาง เพียงแต่นางขโมยของของวังหลวง ย่อม ต้องใช้กฎของวังหลวง…”
ฮองเฮากล่าวพลางสังเกตท่าทีของอวี๋หวั่น
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมควรลงโทษ แต่หากอวี๋หวั่นไม่ยินดี นางก็ จะไว้หน้าอีกฝ่ายสักหน่อย
อวี๋หวั่นค้อมกายเล็กน้อย “หม่อมฉันไม่ดูแลบ่าวให้ดี หม่อม ฉันน้อมรับโทษจากฮองเฮาเพคะ”
ฮองเฮารีบตอบว่า “มิใช่ความผิดของเจ้า ลุกขึ้นเถิด”
นี่เป็นการปกป้องสาวใช้ใช่หรือไม่?
ฮองเฮารู้สึกผิดหวังเหลือเกิน
แม้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด แต่ระหว่างตนกับสาวใช้ซึ่งขโมย ของมีค่าของตน อวี๋หวั่นกลับเลือกปกป้องสาวใช้ นั่นทำให้ฮองเฮา รู้สึกประหนึ่งถูกผลักไส
โชคดีที่อวี๋หวั่นพูดต่อ “สาวใช้ผู้นี้ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินตํ่า กล้า ขโมยของในตำหนักของฮองเฮา ฮองเฮาโปรดตัดสินนางอย่าง
ยุติธรรมตามเห็นสมควรเถิดเพคะ”
ฮองเฮารู้สึกพึงพอใจ
ซูมู่โมโหจนแทบขาดใจ
โจรร้องตะโกนว่าให้จับโจร ยังกล้าเรียกร้องความยุติธรรมอี กรึ? เห็นทีคงไม่มีผู้ใดไร้ยางอายกว่านี้อีกแล้ว!
ซูมู่ไม่อาจโต้แย้ง ฮองเฮาสนใจเครื่องราง แต่หาได้สนใจ อัญมณีชิ้นนั้นไม่ ต่อให้อวี๋หวั่นขโมยไปแล้วอย่างไร? ฮองเฮาจะ ลงโทษเธอเพราะเรื่องนี้หรือ? ยิ่งไปกว่านี้ฮองเฮาก็คงไม่เชื่อ ของ อย่างนี้อวี๋หวั่นต้องการเท่าไร เยี่ยนจิ่วเฉาก็คงซื้อให้มากเท่านั้น ไม่มีความจำเป็นจะต้องขโมยเสียด้วยซํ้า หากบอกไปว่าทำไปเพื่อ แก้แค้นซูมู่ก็ไม่ได้ สาวใช้คนเดียว ไหนเลยจะมีค่ามากพอให้นาย หญิงลงแรงเพียงนี้? ไม่ใช่สายลับของหน่วยกล้าตายสักหน่อย!
ซูมู่ไม่อาจเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเพียงเพื่อพิสูจน์ความผิดขอ งอวี๋หวั่น หากทำเช่นนั้น ชะตากรรมของนางก็คงไม่ได้ดีไปกว่าตอน นี้เท่าไร
ฮองเฮาอ้างอิงตามกฎของวังหลวง สั่งโบยซูมู่สามสิบครั้ง
เรื่องที่ซูมู่ขโมยของได้แพร่ไปทั่วจวนคุณชายเยี่ยน
“จื่อซู” เถาเอ๋อร์ดึงหลีเอ๋อร์เข้าไปในห้องของจื่อซูและปั้นซย่า “เป็นเรื่องจริงหรือ?”
จื่อซูวางผ้าที่เพิ่งพับไปได้เพียงครึ่งเดียว “เรื่องอะไร?”
เถาเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย “เรื่องที่ซูมู่ถูกฮองเฮา ลงโทษ”
“อืม” จื่อซูพยักหน้า
เถาเอ๋อร์อายุยังน้อย และช่างสงสัยมากที่สุด จื่อซูหันหลัง กลับมา นางก็คว้ามือของจื่อซูไว้ “ซูมู่ขโมยของในวังหลวงจริง หรือ?”
จื่อซูคิดว่าซูมู่ไม่ได้ขโมย เหมือนกับที่นางรู้ว่าฮูหยินน้อยไม่ได้ สั่งให้ซูมู่ขโมยเครื่องราง เรื่องนี้เป็นเพียงแผนการของฮูหยินน้อย เท่านั้น แต่ในฐานะคนสนิทของฮูหยิน นางไม่อาจและไม่กล้าเล่า เรื่องนี้ให้ใครฟัง
จื่อซูพยักหน้า
เถาเอ๋อร์กระทืบเท้า “ไอ้หยา ดูไม่ออกเลยจริงๆ ที่แท้ก็เป็น ขโมย!”
หากข่าวนี้แพร่ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน คงไม่มีใครเชื่อ แต่ในจวน เกินเรื่องติดต่อกันมากมาย รวมไปถึงเรื่องลอบวางยาอวี๋หวั่น ภาพ ลักษณ์ของซูมู่ในสายตาของผู้คนมีแต่จะตกตํ่าลง หาจะมีเรื่องลัก ขโมยอีกเรื่องหนึ่งก็คงยอมรับได้ไม่ยาก
หลีเอ๋อร์ขมวดคิ้ว “วาดตัวเสือวาดหนังสือแต่ไม่อาจวาด กระดูกเสือ รู้หน้าไม่รู้ใจ!”
จื่อซูเห็นท่าทางรังเกียจเดียดฉันท์ของผู้คน จึงพอเข้าใจว่า เพราะเหตุใดฮูหยินจึงพาซูมู่เข้าวัง มันคือหลุมพราง หลุมพรางที่
พร้อมจะฝังซูมู่จนมิด ซูมู่นับว่าฉลาด แต่นางไม่รู้ว่านางได้ตกลงไป ในกับดักของฮูหยินน้อยตั้งแต่แรกแล้ว
เมื่อเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ฮูหยินน้อยไม่จำเป็นต้องออกปากเอง ก็ จะมีผู้คนนับไม่ถ้วนที่ไล่ซูมู่ออกไปจากจวนเอง
เป็นดังคาด หลังจากที่อวี๋หวั่นกลับมาจากจวน เหล่าพ่อบ้านก็ ทยอยกันมาขอพบ
คนแรกที่มาก็คือพ่อบ้านหู
ซูมู่เป็นคนที่เขาพามา พาคนที่ไม่ได้เรื่องมาเช่นนี้ ก็นับเป็น ความผิดของเขาเช่นกัน “เป็นที่ข้ามองคนไม่ออก…”
อวี๋หวั่นใช้คำพูดของฮองเฮามาบอกกับเขาว่า “ไม่ใช่ความผิด ของท่าน ลุกขึ้นเถิด”
พ่อบ้านหลายคนต่างออกความเห็นว่าซูมู่ไม่ควรอยู่ในจวนอีก ต่อไป มิเช่นนั้นหากแพร่งพรายออกไปผู้คนจะพูดเอาได้ว่าจวน คุณชายเยี่ยนไร้กฎระเบียบ
อวี๋หวั่นมีสีหน้าลำบากใจ “เรื่องนี้…”
พ่อบ้านอู๋กล่าวว่า “หากยังปล่อยให้นางอยู่ที่นี่ จะควบคุมคน ได้ยาก วันหลังผู้ใดคันไม้คันมือก็ขโมยของ สุดท้ายแล้วฮูหยินก็จะ ไม่อาจลงโทษสถานหนักพวกเขาได้”
อวี๋หวั่นถอนหายใจ “ในเมื่อทุกท่านกล่าวเช่นนี้ ชะ…เช่นนั้นก็ ตกลงตามนี้ ข้ายังอายุน้อย มีเรื่องที่ยังคิดไม่ถี่ถ้วนอยู่บ้าง ภาย
ภาคหน้าก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกท่านจะแนะนำข้า”
ครั้งนี้ แม้แต่ลุงวั่นก็ยังต้องเงียบ
ซูมู่ถูกขับไล่ออกจากจวนไปด้วยประการฉะนี้ แต่เรื่องนี้ไม่ได้ จบเพียงเท่านี้ ทันทีที่ถูกสาวใช้อาวุโสโยนออกมา ก็ถูกองครักษ์รับ ตัวไปยังอีกเรือนหนึ่ง
เรือนนี้อยู่นอกเมือง ค่อนข้างกันดาร ผู้คนผ่านไปมาน้อย
ซูมู่ถูกโยนเข้าไปในห้องเก็บฟืน
นางถูกโบยในวังสามสิบที ด้วยความสามารถของนางไม่มีทาง ถึงตาย แต่อย่างไรเสียนางก็ได้รับบาดเจ็บ ใบหน้าของนางซีดเผือด
แสงเทียนริบหรี่ส่องสะท้อนใบหน้าของนาง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ ใบหน้าของนางดูมีสีสันมากขึ้นแต่อย่างใด
นางพยายามใช้มือยันกายขึ้นนั่ง ทันใดนั้นเองแสงเหนือศีรษะ ของนางก็ดับลง เงาของร่างสูงใหญ่ก็เดินเข้ามา
นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้น และเผชิญกับสายตาเย็นเยียบ
อิ่งสือซันมองนาง แล้วถามว่า “บอกมา ผู้ใดส่งเจ้ามา?”
…..
“คุณชาย!”
ตกเย็น เยี่ยนจิ่วเฉากลับจวนมา ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง อิ่ง ลิ่วและอิ่งสือซันก็ปรี่เข้ามา
อวี๋หวั่นอยู่ในห้องครัวเล็ก
เยี่ยนจิ่วเฉาหาเธอไม่พบ ก็หันมาแล้วถามว่า “มีอะไร?”
อิ่งลิ่วตอบว่า “ได้คำตอบแล้วขอรับ ซูมู่ไม่ใช่คนเมืองหวั่น แต่ เป็นคนเมืองเยี่ยน!”
“เมืองเยี่ยน?” เยี่ยนจิ่วเฉาขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
เมืองหวั่นและเมืองเยี่ยนล้วนแต่อยู่ทางทิศใต้ของต้าโจว เมืองหวั่นมีอาณาเขตติดกับหนานเจียง เมืองเยี่ยนติดทะเล มี ตำบลเล็กๆ ตำบลหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างเมืองเยี่ยนและเมืองหวั่น ทว่า สำเนียงของคนทั้งสองที่นั่นคล้ายคลึงกัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไม ซูมู่จึงโกหกได้เรื่อยมา
อิ่งลิ่วพยักหน้า “นางไม่ได้เป็นเพียงคนเมืองเยี่ยนอย่างเดียว นะขอรับ นางยังเคยอยู่ในจวนเยี่ยนอ๋องด้วย”
เยี่ยนจิ่วเฉามีสีหน้าแปลกใจยิ่งกว่าเดิม
อิ่งลิ่ว “คุณชายอาจจะยังเด็กอยู่ขอรับ ไม่รู้ว่าเยี่ยนอ๋องเคยมี องครักษ์แซ่ซูอยู่คนหนึ่ง องครักษ์คนนั้นทั้งกล้าหาญและมาก แผนการ เยี่ยนอ๋องจึงให้ความสำคัญกับเขามาก และโยกย้ายเขา ไปอยู่ในกองทัพเรือ อยู่ในตำแหน่งรองหัวหน้า แต่คนผู้นี้ไม่ ซื่อสัตย์ เขารับสินบนในกองทัพ เยี่ยนอ๋องจึงปลดเขาออกหลังจาก ที่รู้เรื่องนี้”
“แล้วลูกสาวของเขามาทำอะไรที่นี่?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
“แก้แค้นขอรับ” อิ่งลิ่วตอบ
เยี่ยนจิ่วเฉาเลิกคิ้วด้วยความงุนงง “แก้แค้นผู้ใด?”
ท่านพ่อของนางทำผิด ท่านพ่อของเขาก็ลงโทษ
อิ่งลิ่วพูดต่อ “หลังจากที่พ่อของซูมู่ถูกปลดออกก็ล้มป่วยครั้ง ใหญ่ แม่ของซูมู่จึงไปขอความช่วยเหลือที่จวนเยี่ยนอ๋อง เยี่ยนอ๋อง ไม่สนใจ หลังจากนั้นพ่อของซูมู่จึงเสียชีวิตลง ท่านแม่ของนางก็ ล้มป่วยด้วยความคับแค้นใจและจากไปเช่นกัน ซูมู่จึงคิดมาตลอด ว่าพ่อแม่นางตายเพราะเยี่ยนอ๋อง”
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขึ้นว่า “นั่นก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่านางไป เป็นหน่วยกล้าตายได้อย่างไร”
อิ่งลิ่วชะงักไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า “หลังจากที่พ่อแม่นางเสียไป นางและน้องชายก็ถูกคนหนานจ้าวรับไปเลี้ยง”
หนานจ้าวอีกแล้ว!
เยี่ยนจิ่วเฉาหรี่ตาอย่างเคลือบแคลง
ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลที่อิ่งสือซันง้างปากซูมู่ออกมา หลาย วันมานี้อิ่งลิ่วก็ไปสืบได้ข้อมูลมาอีกเช่นกัน
อิ่งลิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กระแอมเล็กน้อยแล้วพูดว่า “คุณชาย น่ากลัวว่าเยี่ยนอ๋องคง…คงเคยไปหนานจ้าวขอรับ”
เยี่ยนจิ่วเฉามองมาทันที “น่ากลัวว่าเคยไปหนานจ้าวอะไร กัน?”
อิ่งลิ่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาหยิบม้วนภาพเขียนในแขนออกมา
แล้วค่อยๆ กางบนโต๊ะของเยี่ยนจิ่วเฉา “นี่เป็นภาพเขียนของเยี่ย นอ๋องขอรับ คุณชายคงจดจำได้”
เยี่ยนจิ่วเฉาเห็นภาพเขียนของบิดามาตั้งแต่เด็ก เป็นของจริง หรือของปลอมเขาล้วนดูออก ภาพเขียนรูปภูเขาและสายนํ้านั้น เขาเป็นคนวาดจริง
“ภาพนี้คือที่ไหน? เหตุใดข้าไม่เคยเห็นมาก่อน?”
จวนเยี่ยนอ๋องมีภาพเขียนของเยี่ยนอ๋องอยู่ไม่น้อย เยี่ยนจิ่ว เฉารำลึกถึงบิดาอยู่เสมอ เขาจดจำผลงานของบิดาได้ทุกชิ้น
อิ่งลิ่วตอบว่า “ข้าหาพบในจวนเยี่ยนอ๋องขอรับ พระชายามอบ ให้คนใต้บัญชา ในวันแต่งงานของคุณชาย พระชายาหาทรัพย์สิน เก่าของคุณชายแล้วส่งมา ในนั้นมีภาพเขียนนี้ด้วยขอรับ คนใต้ บัญชาคนนั้นคิดว่านี่เป็นภาพเขียนธรรมดาจึงไม่ได้นำมาใส่ใจ จน เมื่อวานข้าไปพบภาพวาดทิวทัศน์ของหนานจ้าวโดยบังเอิญ จึงพบ ว่าทิวทัศน์คล้ายกับภาพเขียนของเยี่ยนอ๋องมากขอรับ”
อิ่งลิ่วพูดไป ก็หยิบภาพวาดทิวทัศน์ของหนานจ้าวที่ซื้อตลาด แล้ววางบนโต๊ะของเยี่ยนจิ่วเฉา “คุณชายท่านดู ศาลาในภาพ เขียนของนายท่านและศาลานี้คล้ายกันมากใช่หรือไม่ขอรับ?”
คล้ายกันแล้วอย่างไร? คนละมุมกันนี่
เยี่ยนจิ่วเฉาใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง “แต่นั่นก็ไม่อาจบอกอะไรได้ ท่านพ่ออาจจะคัดลอกภาพวาดผู้อื่นมาก็เท่านั้น เขาไม่ได้ไปหนาน จ้าวด้วยตนเอง”
อิ่งลิ่วกล่าวว่า “เพราะฉะนั้นข้าจึงบอกว่าน่ากลัวว่า ข้าไม่กล้า ตัดสินขอรับ”
เยี่ยนจิ่วเฉาจมอยู่ในห้วงความคิด
ในคืนนั้น เยี่ยนจิ่วเฉาฝัน เขาฝันว่าตนตัวเล็กๆ นั่งอยู่บนธรณี ประตูหิน ทอดสายตาไปบนท้องฟ้า
“ฉงเอ๋อร์ มานี่”
จิ่วเฉาตัวน้อยหันไปหาบุรุษรูปงามร่างสูงใหญ่
รอยยิ้มอบอุ่นวาดผ่านใบหน้าบุรุษผู้นั้น “มาหาพ่อเร็ว”
จิ่วเฉาตัวน้อยวิ่งเตาะแตะไป มือน้อยจับฝ่ามือใหญ่
ชั่วพริบตาเดียว บุรุษผู้นั้นก็หายไปแล้ว จนเขาต้องมองหาไป ทั่ว
“พ่ออยู่นี่”
เป็นเสียงอันอบอุ่นและคุ้นเคย
จิ่วเฉาตัวน้อยหันหน้าไป แล้ววิ่งเตาะแตะไปหยุดอยู่ข้างบ่อนํ้า เก่า
เขาปีนขึ้นไปบนปากบ่อนํ้า แล้วชะเง้อมองลงไป
“มานี่ มาหาพ่อที่นี่”
บุรุษซึ่งอยู่ก้นบ่อยื่นมือมาหา
จิ่วเฉาน้อยก้าวเท้าออกไป เขาปีนขึ้นไปบนบ่อนํ้า แล้วพุ่งลงไป
ในบ่อนํ้า!
ในบ่อนํ้าไม่มีท่านพ่อ!
ท่านพ่ออยู่ที่ใด?!
เขาร้องไห้โฮ!
เขากินนํ้าไปจนเต็มท้อง!
เขากำลังจะจมนํ้า ทันใดนั้นเอง มือใหญ่ก็คว้าเขาขึ้นมา
เป็นเซียวเจิ้นถิง!
ออกไป!
เจ้าไม่ใช่ท่านพ่อข้า!
เจ้าเอาท่านพ่อมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!
เยี่ยนจิ่วเฉาทั้งเจ็บปวดทั้งทรมานใจ เขาร้องไห้ออกมา…
…………………………………
[1] นกหลวน เป็นนกศักดิ์สิทธิ์ในความเชื่อของชาวจีนโบราณ ว่ากัน
ว่าเป็นนกฟีนิกซ์ประเภทหนึ่ง