หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 153.1 แผนการของพี่จิ่ว
เด็กอ้วนชมนก (1)
ตอนที่อิ่งสือซันพบเบาะแสที่ซ่อนตัวของเห้อเหลียนฉี เห้อเหลี ยนฉีก็ถูกพวกตะกร้าสาน[1]ยิงจนพรุนเสียแล้ว ส่วนองค์ชาย ใหญ่กับเฉิงอ๋องก็เดินทางหาเหยื่อตัวอื่นต่อไป ขณะที่จากไปยังไม่ วายใช้วาจาจิกกัดฟาดฟันอีกฝ่าย ว่าฝีมือการใช้ธนูเลวร้ายเกิน บรรยาย แม้กระทั่งขนสักเส้นก็ยิงไม่โดน…
อิ่งสือซันพาเห้อเหลียนฉีที่หายใจรวยรินไปอยู่ต่อหน้าเยี่ยนจิ่ว เฉา
เยี่ยนจิ่วเฉามองดูร่างพรุนที่อยู่ต่อหน้า “…”
“ผู้ใดเป็นคนทำ” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
อิ่งสือซันยกมือคำนับ “เป็นลูกธนูขององค์ชายใหญ่กับเฉิงอ๋ องขอรับ”
ก่อนเข้าสู่สนาม ทุกคนจะได้รับธนูและลูกธนู ซึ่งลูกธนูจะมี ป้ายกำกับว่าเป็นของผู้ใด เพื่อให้ง่ายต่อการแยกแยะว่าผู้ใดเป็น คนยิงเหยื่อ อิ่งสือซันกล่าวเพียงลูกธนูเป็นของเฉิงอ๋องกับองค์ชาย ใหญ่เท่านั้น เขาหาได้บอกว่าทั้งสองเป็นคนทำ เพราะอย่างไร ตะกร้าสานของคุณชายก็เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมา มือใหม่เช่นพวกเขา ทั้งสองก็นับว่ามีฝืมือใช้ได้ ไม่อย่างนั้นยอดฝีมืออย่างเห้อเหลียนฉี
จะถูกมือใหม่สองคนยิงจนเป็นเยี่ยงนี้ได้หรือ? หรือจะเป็นดั่งใน ตำนานที่ว่านอนเฉยๆ ธนูก็พุ่งเข้าปัก เช่นนั้นก็คงจะโชคร้ายเกินไป กระมัง?
สิ่งที่อิ่งสือซันไม่รู้ก็คือเห้อเหลียนฉีนอนเฉยๆ ธนูก็พุ่งเข้าปัก จริงๆ!
“เป็นไปได้หรือไม่ว่ามีผู้ใดนำลูกธนูของพวกเขามาเพื่อใส่ ความพวกเขา?” อิ่งสือซันถาม
เยี่ยนจิ่วเฉามองเขาด้วยท่าทางเย็นชา “นอกจากคุณชายผู้นี้ ยังมีผู้ใดอาจหาญถึงเพียงนี้?”
การปองร้ายทูตหนานจ้าวไม่ใช่ความผิดเล็กน้อย นอกจากคน บ้าอย่างคุณชายของเขาแล้ว คงไม่มีผู้ใดคิดน้อยทำเรื่องเช่นนี้ได้
แต่จะยกหางตัวเองเช่นนี้หรือ? ไม่ว่าจะอย่างไรก็เป็นคนที่ แต่งงานแล้ว เลิกหลงตัวเองเสียทีมิได้หรือ?
มุมปากอิ่งสือซันกระตุก เอ่ยถามคุณชายที่ไร้ยางอาย “เช่นนี้ จะทำอย่างไรต่อไปขอรับ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาก้มลงมองเห้อเหลียนฉี เอ่ยอย่างสงบเยือกเย็น “จัดการให้แนบเนียนสักหน่อย”
อิ่งสือซันเข้าใจว่าเยี่ยนจิ่วเฉาหมายถึงอะไร เขาลากเห้อ เหลียนที่เหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายลงไป
คุณชายลูบคันธนูในมืออย่างเบิกบาน ยามนี้เขาก็คงล่าสัตว์
อย่างมีความสุขได้เสียที
ข่าวโชคร้ายของเห้อเหลียนฉีไม่ได้แพร่กระจายไปอย่าง รวดเร็ว ทว่า ‘ผลคะแนนการล่า’ ในเขตล่าสัตว์ถูกขันทีส่งข่าวไปยัง สวนเชยชมไม่ขาดสาย ส่วนใหญ่เป็นฮองเฮาที่ให้ความสนใจมาก นางกำชับขันทีที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตล่าสัตว์เป็นพิเศษ
เมื่อขันทีคาบข่าวกลับมาที่สวนเชยชมอีกครั้ง ฮองเฮาก็กำลัง นำกลุ่มคนเดินไปตามทางเล็กๆ ที่ถูกปูด้วยหินไข่ห่าน ด้านหน้า เป็นสวนนก ซึ่งใช้เพิงสีเขียวให้ร่มเงา ด้านในมีนกน้อยบินไปมา เด็กอ้วนตัวน้อยอดใจไม่ไหว วิ่งออกไปชมนกชมไม้
ฝูหลิงและจื่อซูรีบวิ่งตามไป
องค์หญิงจิ่วให้อวี๋หวั่นจูงมือไปเงียบๆ อย่างว่าง่าย ใบหน้าของ นางแดงระเรื่อ
“ผู้ใดล่าได้มากที่สุดหรือ?” ฮองเฮาตรัสถามด้วยรอยยิ้ม
ขันทีเอ่ยตามความเป็นจริง “องค์ชายสามพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายสามนั้นกล้าหาญมาก เหยื่อที่เขาล่าได้เทียบได้กับ องค์ชายรองแห่งซยงหนู ซยงหนูเป็นชนเผ่าบนหลังม้า การขี่ม้ายิง ธนูเป็นจุดแข็งของพวกเขา เช่นเดียวกับคนในจงหยวนที่ เชี่ยวชาญซื่อซูอู่จิง[2] ซึ่งชาวต่างชาติแทบจะจำไม่ได้
“เมื่อครู่ฝ่าบาทตรัสถามถึงพระชายาขององค์ชายสาม ว่าเหตุ ใดนางจึงไม่มาเขตล่าสัตว์ และได้ทราบว่ามารดาของนางไม่สบาย ฝ่าบาทจึงให้คนส่งโสมไปให้” ขันทีส่งข่าวรายงานอย่างแผ่วเบา
“อืม องค์ชายสามเก่งกาจไม่เบา ช่างเป็นหน้าเป็นตาแก่ต้าโจ วยิ่งนัก” สีพระพักตร์ของฮองเฮาดูเปรมปรี ทว่าในใจของนางมี ความสุขเช่นนี้หรือไม่นั้นมิอาจทราบ
หลังจากได้ยินคำเอ่ยของฮองเฮา สวี่เสียนเฟยก็หัวเราะเบาๆ “องค์ชายสามเหี้ยมหาญถึงเพียงนี้ องค์ชายคนอื่นๆ ก็คงไม่ต่าง กันกระมัง?”
“เอ่อ…” ขันทีกำลังตกที่นั่งลำบาก ที่ไม่ต่างกันนักเป็นองค์ ชายสี่ องค์ชายใหญ่กับเฉิงอ๋องกลับเอาแต่เดินไปมาอยู่ในป่า เฉิงอ๋ องเก่งบุ๋น ย่อมไม่แปลกหากล่าไม่ได้ ทว่าองค์ชายใหญ่หาได้เป็น เช่นนั้น บู๊ก็ไม่ได้ บุ๋นก็ไม่ดี ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น ช่างเป็นเรื่องที่น่า อึดอัดเล็กน้อย
“องค์ชายล่าสิ่งใดได้บ้างหรือ” ประโยคคำถามของสวี่เสีย นเฟยแฝงด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ
ขันทีลอบมองพระพักตร์ของฮองเฮา ทว่าน่าเสียดายที่ฮองเฮา ไม่อาจปฏิเสธคำถามนี้ได้ ดังนั้นขันทีจึงต้องฝืนใจทูลตอบ “องค์ ชายสี่ล่าตัวลิ่น นก ไก่ไผ่คู่หนึ่ง และกระต่ายป่าพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ผู้ที่รู้จักกาลเทศะก็ควรหยุดแล้ว ทว่าสวี่ เสียนเฟยเป็นผู้ที่รู้จักกาลเทศะหรือไม่เล่า?
“แล้วองค์ชายใหญ่กับเฉิงอ๋องเล่า?” สวี่เสียนเฟยถามอย่าง สิ้นหวัง
ขันทีฝืนใจทูลอีกครั้ง “ไม่มีข่าวเกี่ยวกับทั้งสองพระองค์แจ้ง
มา ตอนที่คำนวณอาจมีการผิดพลาดตกหล่น อีกครู่หนึ่ง กระหม่อมจะไปดูอีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
ความตั้งใจแรกของฮองเฮาที่ให้ความสนใจกับเขตล่าสัตว์ คือ การทราบว่าบุตรชายของนางล่าได้เท่าใด และผลการเทียบกับพี่ น้องของเขาเป็นอย่างไร ทว่าเมื่อขันทีทูลเช่นนี้ ก็ทราบได้ทันทีว่า บุตรชายของนางพ่ายแพ้ให้แก่น้องๆ ของเขา สตรีในวงศ์ตระกูลที่ อยู่ข้างนาง ล้วนไม่กล้าทำให้นางอับอายต่อหน้าสาธารณะ มีเพียง สวี่เสียนเฟยที่กล้าประณามอย่างโจ่งแจ้งว่าองค์ชายใหญ่ไร้ความ สามารถ นับเป็นการตบหน้าฮองเฮาอย่างแรง
หากฮองเฮาไม่เจ็บปวด สวี่เสียนเฟยก็คงเจ็บปวด
คิดว่าตนเองเป็นผู้ชนะอยู่ฝ่ายเดียวหรือ? ใต้หล้านี้มีเรื่องดี เช่นนั้นที่ใด?
สวี่เสียนเฟยจับมือของหานจิ้งซูและยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไปกัน เถิด ข้าจะพาเจ้าไปดูเสือ”
“เพคะ” หานจิ้งซูตอบรับอย่างแผ่วเบา
นับตั้งแต่วันแรกที่นางเลือกเยี่ยนไหวจิ่ง จวนอัครมหา เสนาบดีก็ถือว่าอยู่ฝั่งของสวี่เสียนเฟย นางจำต้องขัดแย้งกับ ฮองเฮา ทว่าก็เป็นเพียงจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วเท่านั้น
สวี่เสียนเฟยพาหานจิ้งซูออกไป ดวงตาของฮองเฮาฉายแวว เยือกเย็น บรรดาสนมนางในด้านหลังต่างหลุบหน้าหลุบตา ไม่กล้า แม้แต่จะหายใจแรง
แม้องค์หญิงจิ่วจะไม่เข้าใจสิ่งที่ผู้ใหญ่เอ่ย ทว่านางก็ยังรู้สึกว่า ฮองเฮาโกรธ นางจึงเริ่มหวาดกลัวเล็กน้อย
หลังจากกลายเป็นมารดา อวี๋หวั่นก็ยิ่งอ่อนไหวต่อความรู้สึก ของคนข้างตัวมากขึ้น เธอรู้สึกถึงความกลัวขององค์หญิงจิ่ว จึง บีบมือของนางเบาๆ “อยากไปหาพวกต้าเป่าหรือไม่?”
องค์หญิงจิ่วพยักหน้า
ฮองเฮาไม่ได้ให้พวกเขาอยู่ด้วย มิฉะนั้นอวี๋หวั่นคงไม่ปล่อยให้ เด็กอ้วนทั้งสามคนวิ่งหนีไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นหากต้องการไปเดิน เล่นที่ใด ก็เพียงแค่บอกฮองเฮา
อวี๋หวั่นเดินนำองค์หญิงจิ่วไป “ฮองเฮา หม่อมฉันจะไปที่สวน นกกับองค์หญิงจิ่ว พระองค์ต้องการเสด็จไปด้วยกันหรือไม่ เพคะ?”
ฮองเฮายิ้มอ่อนโยน “ข้าอายุมากแล้ว มิได้แข็งแรงเช่นหนุ่ม สาวอย่างพวกเจ้า พวกเจ้าไปกันเถิด ข้าจะไปพักผ่อนในศาลา”
อวี๋หวั่นค้อมกายส่งเสด็จฮองเฮาไปที่ศาลา ก่อนจะพาองค์ หญิงจิ่วเข้าไปในสวนนก
สวนนกเป็นเหมือนกรงนกขนาดใหญ่ ด้านในมีต้นไม้ ธรรมชาติ และภูมิทัศน์เทียมที่ได้สร้างขึ้น บนกิ่งไม้ใบไม้และเชือก เขียวชอุ่ม ปกคลุมไปด้วยขนนกหลากสี เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วไม่มี ที่สิ้นสุด อวี๋หวั่นได้ฟังจนเคยชิน จึงไม่เอะอะโวยวาย และญาติฝ่าย หญิงรู้สึกเป็นเรื่องที่ไม่พบได้บ่อยนัก จึงไม่ส่งเสียงดังเช่นกัน
ฝูหลิงแกะข้าวโพดต้มสุกให้กับเด็กชายตัวอ้วนๆ เป็นอาหาร นก เด็กชายตัวอ้วนๆ สามคนนั่งยองๆ ให้อาหารนกน้อยสามตัว ด้านหน้าพวกเขาอยู่บนพื้น ให้ตนเองกินหนึ่งเม็ด ให้นกกินหนึ่ง เม็ด ให้ตนเองกินสองเม็ด ให้นกกินหนึ่งเม็ด ให้ตนเองกินสามเม็ด ให้นกกินหนึ่งเม็ด…
อวี๋หวั่น “…”
ดูเหมือนว่าในที่สุดก็เข้าใจว่าทั้งสามคนอ้วนได้อย่างไรแล้ว…
องค์หญิงจิ่วไม่คุ้นเคยกับเด็กน้อยทั้งสาม จึงไม่ได้เล่นด้วยกัน อวี๋หวั่นให้ฝูหลิงหยิบข้าวโพดให้องค์หญิงจิ่ว นางถือข้าวโพด นกก็ กระพือปีกบินเข้ามาหานาง นางร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น ให้ อาหารนกอย่างแสนสุข
หลังจากให้อาหารนกตัวเล็กๆ (ตนเอง) เด็กอ้วนตัวเล็กๆ ก็วิ่ง เตาะแตะไปหาอวี๋หวั่น บิดขาเล็กๆ ไปมา พร้อมกับร้องโอดครวญ
อยากปลดทุกข์เบา
อวี๋หวั่นมองไปที่องค์หญิงจิ่วที่กำลังเล่นอย่างมีความสุข ฮองเฮาไม่อยู่ องค์หญิงจิ่วก็ถูกส่งมาอยู่ในมือเธอ เธอไม่สามารถ ละทิ้งองค์หญิงจิ่วไปได้ เธอจึงเอ่ยกับบุตรชายว่า “ให้จื่อซูพาไปนะ”
ทั้งสามกระโจนเข้าสู่อ้อมแขนของเธอ
ต้องการท่านแม่ จะเอาท่านแม่!
อวี๋หวั่นเป็นคนใจแข็งมาก ทว่าเธอก็ไม่อาจโหดร้ายกับบุรุษตัว
เล็กๆ ได้ อวี๋หวั่นเดินไปหาองค์หญิงจิ่วแล้วเอ่ยว่า “องค์หญิงจิ่ว ข้า ต้องพาพวกต้าเป่าไปห้องสุขา อยากไปกับพวกเราหรือไม่”
องค์หญิงจิ่วกะพริบตาปริบๆ “ข้ารอพวกท่านอยู่ที่นี่ได้หรือ ไม่?”
นางอยากเลี้ยงนก
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก “เช่นนั้นองค์หญิงอย่าไปที่ใดนะเพคะ ข้าจะให้ฝูหลิงและจื่อซูอยู่ดูแล”
จื่อซูละเอียดรอบคอบดังเส้นผม ส่วนฝูหลิงทนทานแข็งแรง การเฝ้าดูเด็กหญิงวัยหกขวบไม่ใช่ปัญหา ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่คือสวน ชมสตว์ มีแต่สนมนางในของฮ่องเต้ ไม่อาจมีคนนอกเข้ามาได้
ขอเพียงได้เลี้ยงนก ให้ทำอย่างไรก็ยอม องค์หญิงจิ่วตอบ ตกลงอย่างเชื่อฟัง อวี๋หวั่นกำชับฝูหลิงและจื่อซูให้ปกป้องดูแลองค์ หญิงจิ่วอย่างใกล้ชิดทุกระยะหนึ่งนิ้ว
“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ” จื่อซูรับคำ จากนั้นก็เห็นฝูหลิงก้าวเท้า ยาวไปหาองค์หญิงจิ่ว จนแทบจะยืนติดกับองค์หญิงจิ่ว
ฝูหลิงชูนิ้วขึ้นมาวัด “หนึ่งนิ้ว ถูกต้อง”
จื่อซู “…”
มีขันทีประจำการอยู่ที่สวนชมนก อวี๋หวั่นถามว่าห้องสุขาอยู่ที่ ใด เธอจะพาเด็กอ้วนตัวน้อยทั้งสามไปด้วยตนเอง ทว่าขันทีจะไม่ ยอมทิ้งโอกาสนี้ในการประจบสอพลอนายหญิงแห่งจวนคุณชาย
เขาพาเธอไปด้วยรอยยิ้มเริงร่า
แท้จริงห้องสุขาไม่ได้อยู่ไกลนัก ทว่าเมื่อสองสามวันก่อนพายุ ฝนได้ทำลายสะพานไม้ข้ามคลองเล็กๆ ซึ่งสะพานไม้แห่งนี้เป็น ทางไปยังห้องสุขาที่ใกล้ที่สุด เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการ ซ่อมแซม ขันทีจึงต้องพาบุตรและมารดาเปลี่ยนไปเส้นทางอื่น แทน
อวี๋หวั่นโชคดีที่ไม่ปฏิเสธขันทีที่จะเป็นผู้นำทาง เส้นทางที่ซับ ซ้อนเช่นนี้หาได้อธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ
ทว่าเมื่อมองดูเด็กชายตัวอ้วนๆ ทั้งสามที่กระโดดโลดเต้นไป มาอีกครั้ง ท่าทางเร่งด่วนเมื่อครู่ไปอยู่ที่ใดแล้ว?
ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน หากแต่อิจฉาที่ตนจูงเด็กผู้หญิงคนอื่น จึง อยากทำตัวเหมือนเด็กเพื่อยึดเธอคืนกระมัง?
อวี๋หวั่นทั้งโกรธทั้งขำ
เด็กๆ โตขึ้น เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ไม่เพียงแต่ท้องจะกลม เท่านั้น ทว่าความคิดก็รอบคอบมากขึ้นด้วย เมื่อแรกพบกันยังเป็น เด็กน้อยน่าสงสารที่เหนียมอาย เด็กน้อยที่แสนฉลาดเจ้าเล่ห์เยี่ยง ทุกวันนี้มาจากที่ใดกัน?
แน่นอนว่านี่เป็นสิ่งที่ดีเช่นกัน ไม่มีบิดามารดาคนใดไม่คาด หวังให้บุตรเติบโตขึ้น ทว่า… หากพวกเขาพูดได้ก็คงจะดีกว่านี้
อวี๋หวั่นมองพวกเขาอย่างอ่อนโยน
เด็กชายตัวอ้วนทั้งสามรู้เพียงว่าอวี๋หวั่นกำลังมองพวกเขา แต่ ไม่รู้ว่าในใจของอวี๋หวั่นกำลังคิดสิ่งใด ยังคงกระโดดขึ้นลงอย่างมี ชีวิตชีวา
อวี๋หวั่นรู้สึกขำขันเมื่อเห็นไขมันของพวกเขากระเพื่อมขึ้นลง
ขันทีที่นำทางก็หัวเราะ ที่เขารับหน้าที่นี้มาเพราะต้องการ ประจบสอพลอโดยเฉพาะ ไม่คิดว่าบุตรชายตัวน้อยทั้งสามจะน่า รักจริงๆ หัวใจของเขาเต้นรัว การมีบุตรชายเป็นเรื่องยากใน ราชวงศ์ ฮูหยินน้อยสามารถให้กำเนิดบุตรชายสามคนในท้องเดียว นับว่าช่างโชคดีเหลือล้น
………………………………..
[1] ตะกร้าสาน อุปมาถึง คนที่ไร้ความสามารถ
[2] ซื่อซูอู่จิง ซื่อซูคือ หนังสือทั้งสี่ ที่รวบรวมแนวคิดและหลักการ
ปกครองด้านความรู้และคุณธรรม อู่จิง คือคัมภีร์ทั้งห้าที่เกี่ยวกับ
โหราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ กวี พิธีกรรมและปรากฎการณ์ธรรมชาติ
บทที่ 153.2 แผนการของพี่จิ่ว
เด็กอ้วนชมนก (2)
“เลี้ยวหัวมุมด้านหน้าและเดินตรงไปอีกประมาณยี่สิบก้าวก็ ถึงแล้วขอรับ” ขันทีผู้นำทางกล่าวพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าของ เขา
เมื่อเด็กน้อยทั้งสามได้ยินว่าใกล้จะถึงแล้ว พวกเขาก็รีบวิ่งไป ข้างหน้า ขณะที่กำลังเลี้ยว เจ้าหนูทั้งสามก็ชนใครบางคนจนล้มลง กับพื้น
ทั้งสามคนลูบหัวด้วยความงวยงง
“ไอ้หยา!” ขันทีที่นำทางรีบวิ่งไปพยุงคุณชายน้อยทั้งสามคน ขึ้นมา
หนูน้อยทั้งสามได้รับการเลี้ยงดูในหมู่บ้านเป็นเวลายี่สิบวัน พวกเขาแข็งแรงบึกบึนเสียยิ่งกว่าเถี่ยตั้นน้อย อวี๋หวั่นรู้ว่าพวกเขา ทั้งสามไม่เป็นอะไร เธอเดินเข้าไปหาด้วยท่าทางสุขุมสง่างาม ที่มุม มีชายหนุ่มในชุดคลุมสีขาวขอบฟ้ายืนอยู่ อายุประมาณสิบเจ็ดหรือ สิบแปดปี รูปร่างสูงผอม หน้าตาหล่อเหลา เขานั่งยองๆ มองดูเด็ก น้อยทั้งสามอย่างอ่อนโยน “ข้าทำให้พวกเจ้าเจ็บรึไม่?”
เด็กอ้วนตัวน้อยทั้งสามเอียงศีรษะมองเขา
เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่เหมือนกับทูตหนานจ้าวที่อวี๋หวั่นเคยเห็น
ก่อนหน้านี้
เขายกมือขึ้นคำนับอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นตั้งใจมองดูเขาอีกครั้ง ทันใดนั้นก็เอ่ยว่า “ข้าจำท่านได้ ท่านเป็นศิษย์ของราชครูที่เมาล้มที่จวนเฉิงอ๋องในวันนั้น”
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจ พลันสอดประสาน กับสายตาที่จ้องมองของอวี๋หวั่น
ใบหน้าของชายผู้นี้ดูแปลกๆ ทว่ามีดวงตาคู่หนึ่งที่งดงามเกิน ธรรมดา ดวงตาสีดำสนิทดุจไข่มุกดำกลางสายธาร เหมือน ดวงดาวสุกสกาวที่สุดในท้องฟ้ายามราตรี
“ท่านคือ…” ชายหนุ่มถามด้วยความงุนงง
ขันทีดุ “บังอาจนัก! นี่คือฮูหยินคุณชายเยี่ยน ยังไม่รีบมา คารวะอีก!”
ความประหลาดใจในดวงตาของชายหนุ่มจางหายไป “ท่าน เองหรือ?”
ยามนี้ถึงคราวที่ขันทีหันมามองอย่างตกตะลึง เรียกกันเช่น นี้…หรือว่าฮูหยินน้อยกับเขารู้จักกัน?
อวี๋หวั่นยิ้มและพยักหน้า “ข้าเอง”
ราวกับเข้าใจว่าเขากำลังถามสิ่งใด
ชายหนุ่มคารวะอย่างเคารพเลื่อมใส “ข้าชื่อหวั่นเฟิง ขอบคุณ ฮูหยินน้อยที่ทำการรักษาข้า”
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “เรื่องเล็กน้อย อาการบาดเจ็บของท่านเป็น อย่างไรบ้าง?”
หวั่นเฟิงตอบ “ฮูหยินน้อยเชี่ยวชาญการแพทย์ หวั่นเฟิงไม่มี ปัญหาใดแล้ว”
บทสนทนานี้ไม่ใช่สิ่งที่ขันทีจะเข้าใจได้
“พวกเขาคือ…” หวั่นเฟิงจ้องมองไปที่เด็กชายตัวอ้วนกลม สามคนอย่างเลื่อนลอย
อวี๋หวั่นยกมุมปาก “บุตรชายของข้าเอง”
“อ๋า” หวั่นเฟิงมองอย่างประหลาดใจ
เด็กชายตัวอ้วนทั้งสามกอดอวี๋หวั่น หันศีรษะมองหวั่นเฟิงอ ย่างระมัดระวัง ราวกับท่านแม่เป็นของพวกเขา ผู้ใดก็ไม่อาจพราก ไปจากพวกเขาได้
“จริงสิ โปรดอภัยให้ข้าด้วย เมื่อครู่ข้าเดินชนพวกเขา” หวั่น เฟิงเกาศีรษะ
เห็นอยู่ว่าเด็กๆ วิ่งไปชนเขาเอง อวี๋หวั่นยอมรับนํ้าใจของเขาได้ ทว่าเธอไม่อาจปล่อยให้บุตรชายของเธอไม่เข้าใจว่าตนเองผิดตรง ไหน อวี๋หวั่นไม่ได้ต่อว่าพวกเขา ทว่าเพียงแค่เฝ้าดูพวกเขาอย่าง เงียบๆ
ในตอนแรกพวกเขาทั้งสามจ้องอวี๋หวั่นอย่างหวงแหน แต่ ทำได้ไม่นาน หัวเล็กๆ ของพวกเขาก็ผงกลง
เข้าใจแล้ว ต่อไปไม่วิ่งแล้ว…
ต่อหน้าคนนอก อวี๋หวั่นไม่อาจทำให้เด็กน้อยลำบากใจมาก เกินไป หลังจากอำลาหวั่นเฟิง เธอก็พาเด็กๆ ไปห้องสุขา
ขณะที่เดินผ่านหัวมุม ผู้อาวุโสที่ท่าทางลึกลับไม่เหมือนคน ทั่วไปผู้หนึ่งกำลังเดินตรงมา อวี๋หวั่นไม่รู้จักเขา เธอจึงแค่พยักหน้า และเดินผ่านไป
ผู้อาวุโสพยักหน้าเล็กน้อยถือเป็นการทักทายอวี๋หวั่น
ไม่นาน อวี๋หวั่นและคนของเธอก็เดินจากไป
ผู้อาวุโสขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ท่านอาจารย์” หวั่นเฟิงเรียกเขา
ราชครูมองไปที่ด้านหลังของอวี๋หวั่นด้วยสีหน้าซับซ้อน “นาง คือใคร?”
หวั่นเฟิงยิ้มและกล่าวว่า “เป็นภรรยาของคุณชายเยี่ยน นาง เป็นคนที่รักษาข้าที่จวนเฉิงอ๋องวันนั้น ท่านอาจารย์ นางมีอันดีรึ?”
“ไม่มีอะไร” ราชครูถอนสายตา “การล่าจบแล้ว กลับวังกัน เถิด”
“ยังไม่ได้เข้าเขตล่าสัตว์เลย…” หวั่นเฟิงพึมพำอย่างเสียใจ ไปลงสนามพร้อมกับทุกคนไม่ทันก็นับว่าแย่พอแล้ว เหตุใดแม้แต่ เข้าไปดูก็ยังไม่ได้เข้าไป?
กวางที่ฮ่องเต้ล่ามาได้ถูกส่งให้พ่อครัวในสวนล่าสัตว์ไปทำเนื้อ
กวางย่างแสนอร่อย ทว่าสุดท้ายกลับไม่มีผู้ใดมีอารมณ์ที่จะกิน เนื้อ ทูตแห่งหนานจ้าวถูกสัตว์ร้ายซุ่มโจมตี และเป้าหมายของการ ซุ่มโจมตีก็คือแม่ทัพเวยหย่วนผู้มีเกียรติและชื่อเสียงแห่งหนาน จ้าว ว่ากันว่าอาการบาดเจ็บของเขาร้ายแรงมากจนหมดหนทาง เยียวยา
ข่าวร้ายมาถึง ทุกคนแทบไม่เชื่อ แม้ทุกปีจะมีคนที่ออกไปล่า สัตว์ในฤดูใบไม้ร่วงแล้วได้รับบาดเจ็บ ทว่าพวกเขาก็ไม่ได้รับบาด เจ็บจากการล้มหรือถูกข่วนอย่างสาหัส ส่วนใหญ่จะเป็นขุนนาง ฝ่ายบุ๋นมากกว่า จะมีทหารหาญคนใดที่มาถูกเหยื่อจัดการเสีย เอง?
หรือว่าแม่ทัพเวยหย่วนเก่งกาจเพียงชื่อ แท้จริงแล้วกลับเป็น เพียงที่รองกระถางต้นไม้[1]?
ผู้คนในต้าโจวไม่รู้ว่าฝีมือด้านวิทยายุทธ์ของเห้อเหลียนฉีเป็น อย่างไร ทว่าผู้คนในหนานจ้าวรู้ดีว่า แม้แต่คนรับใช้ตัวเล็กๆ ของ สกุลเห้อเหลียนก็ยังสามารถใช้วิทยายุทธ์ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเห้อเหลี ยนฉีบุตรคนโตจากบ้านหลังที่สอง เขาเป็นนักสู้ที่กล้าหาญและ เก่งกาจที่สุดรองจากเห้อเหลียนเป่ยหมิง เห้อเหลียนเป่ยหมิงได้รับ บาดเจ็บสาหัสและสูญเสียพลังภายในไป เห้อเหลียนเป่ยหมิงไม่มี บุตร ไม่น่าแปลกใจที่เห้อเหลียนฉีจะกลายเป็นผู้สืบทอดที่เหมาะ สมที่สุดในสกุลเห้อเหลียน
ยามนี้ ผู้สืบทอดผู้นั้นถูกรายงานมาเช่นนี้ในเขตล่าสัตว์ของ
ต้าโจว สิ่งนี้บรรดาขุนนางแห่งหนานจ้าวต้องกลับไปอธิบายกับ ประมุขเอกและประมุขหญิงอย่างไร? ไม่รู้กระมังว่าเห้อเหลียนฉี เป็นที่โปรดปรานของประมุขหญิง!
ขุนนางที่ทรงอิทธิพลสามคนได้เชิญราชครูมาหารือกี่ยวกับ เรื่องเห้อเหลียนฉี
ผู้ที่เริ่มเอ่ยปากเป็นคนแรกคือใต้เท้าตู้ เป็นอัครมหาเสนาบดี แห่งหนานจ้าว และอีกสองคนที่เหลือก็เป็นอัครมหาเสนาบดีเช่น กัน อัครมหาเสนาบดีแห่งหนานจ้าวทั้งสาม ล้วนมาอยู่ที่ต้าโจว ใต้เท้าตู้อายุน้อยที่สุดในแง่ของความอาวุโส ทว่าผู้ใดให้เขาปาก หวาน เอาอกเอาใจประมุขเอกและประมุขหญิง ไม่ต้องเอ่ยว่าเป็นที่ โปรดปรานมากเพียงใด
เขาตบโต๊ะและเอ่ยว่า “จะปล่อยให้เรื่องจบเช่นนี้ไม่ได้! ข้าเชื่อ ว่าวิทยายุทธ์ของแม่ทัพเห้อเหลียนฉีไม่มีทางถูกเสือสองสามตัว ซุ่มฆ่าจนตาย คนของต้าโจวเป็นคนทำแน่!”
ราชครูกล่าวอย่างเฉยเมย “คนต้าโจวหรือ? คนต้าโจวคนใด เล่า?”
ใต้เท้าตู้อึกอักก่อนกล่าวว่า “เซียว…เซียวเจิ้นถิง! แม่ทัพเห้อ เหลียนฉีเคยทำให้เขาอับอายต่อหน้าสาธารณชนครั้งหนึ่ง เขาจึง ห้ามใจไม่อยู่และลงมือฆ่าแม่ทัพเห้อเหลียนในเขตล่าสัตว์!”
การวิเคราะห์นี้ไม่มีเหตุผล เมื่อดูจากข้อมูลที่พวกเขามีอยู่ใน ตอนนี้ เซียวเจิ้นถิงเป็นเพียงคนเดียวที่ตรงตามเงื่อนไขสอง
ประการ คือถูกเห้อเหลียนฉีทำให้ขุ่นเคือง สองมีความสามารถ พอที่จะฆ่าเห้อเหลียนฉี
ราชครูกล่าวว่า “เซียวเจิ้นถิงไม่ได้ไปที่สนามล่าสัตว์ เขาจะ ห้ามใจไม่อยู่และลงมือฆ่าแม่ทัพเห้อเหลียนได้อย่างไร?”
ใต้เท้าตู้คิดอยู่พักหนึ่ง “เช่นนั้นเขาก็ซื้อตัวองครักษ์ภายใน!”
“องครักษ์นั่นจะเป็นคู่ต่อสู้ของแม่ทัพได้หรือ?” ราชครูถาม
ใต้เท้าตู้เป็นใบ้ไป
จริงสิ เห้อเหลียนฉีเป็นยอดฝีมือแห่งหนานจ้าวรองจากเห้อเห ลียนเป่ยหมิง องครักษ์ในเขตล่าสัตว์สองสามคนไม่คู่ควรแม้แต่ ทำให้แม่ทัพบาดเจ็บเพียงปลายเล็บ
หรือว่าจะเป็นหน่วยกล้าตาย? หน่วยกล้าตายก็ไม่น่าเป็นคู่ ต่อสู้ของแม่ทัพเห้อเหลียนอีกเช่นกัน…หากหน่วยกล้าตาย มากกว่าร้อยคนถูกส่งมาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ปัญหาคือหากใช้หน่วย กล้าตายจำนวนมากขนาดนั้นในป่าจริง เรื่องไม่มีทางเงียบเชียบ เช่นนี้แน่ ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงแม่ทัพเห้อเหลียนร้องขอความช่วย เหลือ กล่าวคือหากไม่ใช่แม่ทัพเห้อเหลียนปล่อยให้ใครบางคน กระทำจนเป็นเช่นนี้…เขาก็ได้รับบาดเจ็บแต่พยายามกลั้นเสียง ของตนเองเอาไว้
จะกลั้นเสียงไว้ด้วยเหตุใด?
ใต้เท้าตู้รู้สึกว่ามีบางสิ่งผิดปกติ
เมื่อเขารู้สึก เพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นก็รู้สึกได้เช่นกัน ทว่าก่อนมา ที่นี่ฮ่องเต้มีรับสั่งว่าทุกอย่างให้ปฏิบัติตามการตัดสินใจของราชครู ดังนั้นอัครมหาเสนาบดีเมิ่งกับอัครมหาเสนาบดีสวี่จึงไม่ได้เอ่ยสิ่ง ใด
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบแปลกประหลาด ยามนี้ หวั่น เฟิงเดินเข้ามาด้วยท่าทีเคร่งขรึม “ท่านอาจารย์ หูโย่วตื่นแล้ว ขอรับ”
หูโย่วเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของเห้อเหลียนฉี นายทหารที่ได้รับ รางวัลเป็นชุดเกราะของเซียวเจิ้นถิง และได้ไปล่าสัตว์กับเห้อเหลี ยนฉีในวันนี้ด้วย เขาถูกหน่วยกล้าตายของเยี่ยนจิ่วเฉาตีจนสลบไป ตอนที่พบเห้อเหลียนฉี เขาก็ ‘บังเอิญ’ นอนสลบอยู่ไม่ไกล จึงส่งตัว เขากลับมาที่วัง
ราชครูกล่าวว่า “ข้าจะไปดูหูโย่ว ใต้เท้าทั้งสองเชิญกลับไป ก่อนเถิด หากมีข่าวอันใดข้าจะรีบแจ้งให้พวกท่านทราบในเช้าตรู่ วันพรุ่งนี้”
ทั้งอัครมหาเสนาบดีเมิ่งและอัครมหาเสนาบดีสวี่ไม่ได้คัดค้าน ทว่ามีเพียงใต้เท้าตู้ที่ปฏิเสธที่จะจากไป
ราชครูถอนหายใจ “เอาละ เช่นนั้นใต้เท้าตู้ไปดูท่านรองแม่ทัพ หูกับข้า”
ใต้เท้าตู้เดินไปอย่างไม่ลังเล
รองแม่ทัพหูได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อราชครูและใต้เท้าตู้เข้า
มาในห้อง เขาไม่สามารถลุกจากเตียงและคำนับพวกเขาได้ คนรับ ใช้ช่วยกันพยุงให้เขาเอนตัวนั่ง พร้อมกับวางหมอนใบใหญ่รองหลัง ให้เขาพิง
เขาต่อต้านความเจ็บปวดในร่างกาย ค้อมกายไปทางใต้เท้าทั้ง สอง “ท่านราชครู ใต้เท้าตู้ ท่านแม่ทัพเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่ต้องมากพิธี” ราชครูเอ่ย “หวั่นเฟิง เจ้าไปเฝ้าด้านนอก”
“ขอรับ” หวั่นเฟิงพาคนรับใช้ในห้องออกไป และเฝ้าหน้าประตู ด้วยท่าทางระแวดระวัง
ราชครูกล่าวว่า “แม่ทัพไม่รอด”
กล่าวได้ว่าเห้อเหลียนฉีถูกตัดสินประหารชีวิต
รองแม่ทัพหูรู้สึกราวกับเลือดทุกหยดในร่างกายแข็งตัว
“เป็นไปได้เยี่ยงไร? ท่านแม่ทัพมีวิทยายุทธ์แกร่งกล้า ไม่ว่า บาดเจ็บอย่างไรก็รอดมาได้ทุกครั้ง!”
มันคือข้อเท็จจริงที่ถูกตั้งไว้ ไม่อาจช่วยชีวิตเห้อเหลียนฉีได้ แล้ว ส่วนเขาจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นทางเลือกของรองแม่ทัพหู
ราชครูกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ในสองสามวันนี้แม่ทัพเห้อเหลียนได้พบกับผู้ใด และทำอัน ใดบ้างในเมืองหลวง บอกข้ามาตามความจริง”
รองแม่ทัพหูได้แต่พูดไม่ออก
หากราชครูถามว่าเกิดอะไรขึ้นในสนามล่าสัตว์ รองแม่ทัพหู
กล่าวได้เป็นนํ้าไหลไฟดับ บอกเล่าทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นได้
ทว่าหากถามถึงสองสามวันนี้…รองแม่ทัพหูไม่รู้ว่าควรบอก หรือไม่ควร
เมื่อเห็นท่าทีของเขาเช่นนี้ ใต้เท้าตู้ก็พลันขมวดคิ้ว
ราชครูมองเขาอย่างเย็นชาและกล่าวว่า
“แม่ทัพเห้อเหลียนเป็นผู้สืบทอดของสกุลเห้อเหลียน ความ เป็นความตายของเขาเกี่ยวข้องกับประเทศ เจ้าคิดดูให้ดีเถิดว่า ควรปิดบังมันไว้หรือไม่”
…………………………………………………….
[1] ที่รองกระถางต้นไม้ อุปมาว่าภายนอกดูดี แต่ใช้ประโยชน์ใดไม่ได้