หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 154.1 ประทานรางวัล
เยี่ยมเยียนถึงหน้าประตู (1)
แม่ทัพเห้อเหลียนประสบกับโชคร้าย ในฐานะรองแม่ทัพ เมื่อ เขากลับไปที่หนานจ้าว เป็นไปได้มากว่าต้องรับโทษด้วยชีวิต หาก ได้รับการสนับสนุนจากราชครู ต่อไปเมื่อกลับหนานจ้าวก็จะช่วย ปกป้องครอบครัวของเขาให้รอดพ้นจากโทสะขององค์ประมุข
รองแม่ทัพหูบอกเล่าเรื่องราวที่เห้อเหลียนฉีไปหอนางโลมและ หอจุ้ยเซียน แม้สารถีในวันที่ไปหอจุ้ยเซียนไม่ใช่เขา ทว่าภายหลัง เห้อเหลียนฉีก็ไม่ได้ปิดบังเรื่องนี้กับเขา
หลังจากได้ยินสิ่งที่รองแม่ทัพหูเล่า ใต้เท้าตู้ก็ต้องตกใจจนไม่ อาจหุบปาก “เขา…เขา…เขาเอ่ยวาจาสามหาวเช่นนั้นกับคุณชาย แห่งเมืองเยี่ยนจริงหรือ?”
อะไรคือ ‘ได้ยินมาว่าฮูหยินเซียวเป็นสาวงามอันดับหนึ่งในต้า โจว…ไยเจ้าไม่ให้นางมาอยู่กับข้าสักคืนเล่า แล้วข้าจะมอบชุด เกราะให้เจ้า’? เขากล้าขึ้นไปเหยียบจมูกมารดาแท้ๆ ต่อหน้า คุณชายแห่งเมืองเยี่ยนรึ?!
“ข้าจะบอกอีกอย่างหนึ่ง” ราชครูดูเหมือนจะคุยกับรองแม่ทัพ หู ทว่าแท้จริงแล้วเขากำลังบอกกับใต้เท้าตู้ “สืบพบตัวสตรีที่หอจุ้ย เซียนผู้นั้นแล้ว นางไม่ใช่คนรับใช้ของจวนคุณชาย ทว่าเป็นเพื่อนข องฮูหยินคุณชาย นางไม่ใช่กับดักที่เยี่ยนจิ่วเฉาวางไว้เพื่อหลอกล่อ
แม่ทัพเห้อเหลียน แม่ทัพเห้อเหลียนและนางเพียงพบกันโดย บังเอิญ”
รองแม่ทัพหูตกใจ
ใต้เท้าตู้เบิกตากว้างและกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น แม่ทัพเห้อ เหลียนดูถูกมารดาของคุณชายเยี่ยนก่อน จากนั้นก็พยายาม เหยียดหยามเพื่อนของฮูหยินคุณชาย…” เป็นเช่นนี้แล้ว เขายัง มีหน้าไปหาเยี่ยนจิ่วเฉาเพื่อล้างแค้นอีกหรือ?!
เรื่องทั้งหมดเพราะเห้อเหลียนฉีแกว่งเท้าหาเสี้ยนแต่แรก หากจะกล่าวให้ดูแย่เสียหน่อย ความตายยังน้อยไปด้วยซํ้า ใน ฐานะทูตแห่งหนานจ้าว พวกเขาสามารถไปโวยวายกับฮ่องเต้แห่ง ต้าโจวได้ ทว่าเมื่อโวยวายแล้วฝ่ายที่จะดูแย่สุดท้ายก็คือหนานจ้าว แค้นเคืองศัตรูที่ลบหลู่มารดาจนไม่อยากอยู่ใต้ฟ้าเดียวกัน แม้ เยี่ยนจิ่วเฉาจะลงมือหนักไปเสียหน่อย ทว่าก็ไม่มีผู้ใดตำหนิเขาได้
ชีวิตของเห้อเหลียนฉีไม่อาจฟื้นคืนกลับเป็นเหมือนเดิม อย่างไรก็ต้องช่วยรักษาหน้าและเกียรติของเขาไว้
ใต้เท้าตู้หุบปาก
ราชครูกวาดสายตามองรองแม่ทัพหู และมองไปในคํ่าคืนอัน มืดมิดไร้ขอบเขต “มิน่าถึงได้ไว้ชีวิตเจ้า ที่แท้ก็ต้องการยืมปากของ เจ้ามาบอกพวกเราว่าฆาตกรคือเขา และเราก็ไม่อาจทำสิ่งใดกับ เขาได้!”
หากรองแม่ทัพหูตายไปด้วย พวกเขาคงไม่รู้ความจริง และ
พยายามไปหาคำอธิบายจากฮ่องเต้แห่งต้าโจวเป็นแน่ และหลัง จากล่วงรู้ความจริง หน้าตาของแม่ทัพเห้อเหลียนก็คงไม่หลงเหลือ อยู่อีกต่อไป การสังหารของเยี่ยนจิ่วเฉาก็ละเมิดกฎหมายต้าโจว เช่นกัน ผู้คนอาจเห็นอกเห็นใจเขา ทว่ากฎหมายไม่อาจช่วยอะไร เขาได้
ไม่ได้เป็นผลดีกับผู้ใดทั้งสิ้น
ยามนี้กลับแตกต่างออกไป ตราบใดที่พวกเขาเลือกที่จะเงียบ ไม่เพียงแต่จะรักษาหน้าตาของแม่ทัพเห้อเหลียนไว้ ทว่าเยี่ยนจิ่ว เฉาก็ยังไม่ต้องรับโทษใดๆ แม้จะไม่เต็มใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่ามัน คือทางเลือกเดียวที่จะทำให้ชนะทั้งสองฝ่าย
ครานี้ไม่ต้องรอให้ราชครูเอ่ยทัก ใต้เท้าตู้ก็เข้าใจได้ด้วยตนเอง เขาครํ่าครวญว่า “การใช้อุบายหลอกล่อให้อีกฝ่ายติดกับ ทั้งยัง ทำให้คนอื่นอยากจะรู้สึกขอบคุณในการกระทำของเขา…มันทำให้ ข้านึกถึงผู้ใดบางคนขึ้นมา”
ราชครูมองไปที่เขา
ใต้เท้าตู้ส่งสายตากลับเป็นนัยว่าท่านไม่มีทางเดาถูกเป็นแน่
ราชครูกล่าวว่า “ราชบุตรเขย”
อาณาจักรหนานจ้าวมีตี้จีอยู่สองพระองค์ ตี้จีองค์โตได้แยก ตัวออกจากหนานจ้าวไปนานแล้ว ราชบุตรเขยที่ใต้เท้าตู้หมายถึง คือพระสวามีของตี้จีองค์เล็ก เขาไม่ใช่คนหนานจ้าว ในคราแรก องค์ประมุขทรงไม่เห็นด้วยที่จะให้เขาอภิเษกกับตี้จีองค์เล็ก ตี้จี
องค์เล็กยืนกรานจะอภิเษกกับเขาต่อให้ต้องสละบัลลังก์ องค์ ประมุขจึงทรงไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง พระองค์ไม่ได้เอ่ยถึงการแต่ง ตั้งว่าที่กษัตริย์มานานกว่าสิบปี จนกระทั่งตี้จีองค์เล็กได้รับของ ศักดิ์สิทธิ์มา พิสูจน์ว่าตนเองเป็นคนแห่งสวรรค์ ในที่สุดองค์ ประมุขก็ทรงแต่งตั้งให้ตี้จีองค์เล็กเป็นประมุขหญิง
ราชบุตรเขยเป็นทั้งพระสวามีของตี้จีองค์เล็ก และยังเป็นที่ ปรึกษาของเขา เยี่ยนจิ่วเฉาล้อมกรอบพวกเขาไว้ในวันนี้ ช่าง คล้ายคลึงกับวิธีการของราชบุตรเขยในยามนั้นอย่างอธิบายไม่ได้
ใต้เท้าตู้ใช้วิธีการของราชบุตรเขยจนกลายมาเป็นคนสนิทของ ตี้จีองค์เล็ก แต่ไม่รู้ว่าราชครูจะใช่หรือไม่ เขาเองก็ไม่รู้ และไม่กล้า ถามเช่นกัน
…
เห้อเหลียนฉีถูกซุ่มโจมตีจากสัตว์ร้ายในเขตล่าสัตว์ แม้ว่าทูต แห่งหนานจ้าวจะไม่ได้ถามหาความรับผิดชอบจากราชวงศ์ต้าโจว ทว่าฮ่องเต้ก็ยังทรงรู้สึกผิดและเสียพระทัยอยู่บ้าง พระองค์เสด็จ ไปยังตำหนักรับรองเพื่อเยี่ยมเยียนเห้อเหลียนฉีที่อยู่ในสภาพน่า เวทนาด้วยองค์เอง และให้หมอหลวงที่เชี่ยวชาญสองสามคนคอย อยู่ดูแล และยังสัญญากับทูตแห่งหนานจ้าวว่า พระองค์จะ พยายามหายามารักษาเห้อเหลียนฉีอย่างเต็มที่ ไม่ว่าต้องใช้ยา มากเพียงใดก็ตาม
ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้ไม่สงสัยว่าเหตุการณ์นี้อาจมีเรื่องภายในบาง อย่าง ทว่าทหารรักษาพระองค์สืบไม่พบเบาะแสใดๆ ในป่าแห่งนั้น
มีข่าวมาถึงพระกรรณว่าเห้อเหลียนฉีเคยไปก่อเรื่องวุ่นวายที่ หอจุ้ยเซียน และมีใครบางคนทำร้ายเขา เขาเดาว่าคงเป็นเยี่ยนจิ่ว เฉา และยังได้ยินมาอีกว่าเยี่ยนจิ่วเฉาเคยไปตามหาเห้อเหลียนฉีที่ หอนางโลม ไปตามหาด้วยเหตุใด? แน่นอนว่าคงเป็นเพราะชุด เกราะของเซียวเจิ้นถิง ฮ่องเต้คิดว่าเยี่ยนจิ่วเฉาหาได้มีความรู้สึก อันใดกับเซียวเจิ้นถิงนอกจากความคับแค้นใจ ทว่ายามนี้เขาขัด แย้งกับทูตหนานจ้าวเพราะชุดเกราะของเซียวเจิ้นถิง จิตใจของ ฮ่องเต้พลันรู้สึกริษยาเล็กน้อย
แน่นอนสิ่งเหล่านี้หาได้หมายความว่าการบาดเจ็บของเห้อเห ลียนฉีเกิดจากบิดาเลี้ยงกับบุตรชาย วันนี้เซียวเจิ้นถิงไม่ได้มาที่ เขตล่าสัตว์เสียด้วยซํ้า และต่อให้มาเขาก็ไม่มีทางใช้วิธีลอบกัด ทำร้ายผู้อื่นเช่นนี้ ทว่าหากเป็นเจ้าเด็กตัวเหม็นผู้นั้นก็ไม่แน่ แต่ เห็นชัดเจนว่าเขาเลือกม้าซูบผอมตัวนั้น จะไล่ตามผู้ใดทัน? แล้ว องครักษ์มืดสองคนข้างกายของเขา ก็ได้ยินมาว่าเป็นหน่วยกล้า ตายที่ยอมแพ้กลางคัน แมวสามขาเช่นนี้หรือจะเอาชนะแม่ทัพ แห่งหนานจ้าวได้?
แต่ต้องบอกว่า ครึ่งหน่วยกล้าตายก็ยังเป็นหน่วยกล้าตาย อยู่ดี หากพวกเขาไม่อาจเอาชนะเห้อเหลียนฉีได้ สัตว์เพียงไม่กี่ตัว จะทำร้ายเห้อเหลียนฉีได้อย่างไร?
ต่อให้ฮ่องเต้คิดใคร่ครวญอย่างไรก็ไม่อาจเดาได้ว่าเห้อเหลี ยนฉีถูกบุตรชายตะกร้าสานสองคนของเขาทำร้าย
ในเมื่อทูตหนานจ้าวเชื่อว่ามันเป็นอุบัติเหตุ ฮ่องเต้จึงไม่ ต้องการหาเหาใส่หัวเพิ่ม กล่าวตำหนิตนเองเป็นพิธีรีตอง ก่อนจะ นั่งราชรถกลับตำหนักไป
คืนนั้นราชครูมาที่ห้องของเห้อเหลียนฉี
“ท่านอาจารย์ ยาอายุวัฒนะที่ท่านต้องการ” หวั่นเฟิงถือยา อุ่นๆ ไปที่หน้าของราชครู
ราชครูมองเห้อเหลียนฉีด้วยสีหน้าว่างเปล่าและเอ่ยว่า “ป้อน ยาเขา”
หวั่นเฟิงสงสัย “นี่คือยาฟื้นคืนชีพโคจรลมปราณ ท่าน อาจารย์หมายจะ…ต่อชีวิตหรือขอรับ? เขาอาจจะเจ็บปวดทรมาน มาก”
บาดเจ็บสาหัสเพียงนี้ ความตายเท่านั้นที่ช่วยบรรเทา
ราชครูกล่าว “เขายังตายตอนนี้ไม่ได้”
หากตายแล้ว พวกเขาก็ต้องแบกร่างกลับประเทศ ทว่าของ ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนานจ้าวยังไม่ถึงมือ พวกเขาไม่อาจมาโดยเปล่า ประโยชน์ได้ เห้อเหลียนฉีจำต้องมีชีวิตอยู่ แม้จะมีลูกธนูนับพัน แทงทะลุหัวใจก็ตาม
“หรือเพราะของศักดิ์สิทธิ์ขอรับ?” หวั่นเฟิงคาดเดาถึงเรื่องนี้ ทว่าก็ยังไม่แน่ใจ และเขาก็ไม่คิดว่าจะหามันพบ การตามหาลูก เหล็กขนาดเท่าฝ่ามือในเมืองหลวงอันกว้างใหญ่เช่นนี้ ไม่ต่างอะไร กับการงมเข็มในมหาสมุทร
“อีกไม่นานก็จะพบ” ราชครูกล่าว
หวั่นเฟิงกะพริบตา ท่านอาจารย์หมายความว่าอย่างไร? หรือ ว่าทราบที่อยู่ของของศักดิ์สิทธิ์แล้ว?
ในอีกด้านหนึ่ง อวี๋หวั่นพาเด็กๆ กลับมายังจวนแล้ว หลังออก มาจากสวนชมนก เด็กๆ ก็ไปที่สวนสัตว์ สัตว์หายากมากมายถูกขัง ไว้ในกรง ทั้งอากาศร้อน และมีกลิ่นไม่น่าพิสมัย เหล่าสตรีเชื้อพระ วงศ์ส่วนใหญ่ทนไม่ไหว ทว่าเด็กๆ กลับเล่นกันอย่างสนุกสนานจน ลืมจ๊ก[1] เมื่อข่าวร้ายในเขตล่าสัตว์แพร่มาถึง เด็กอ้วนทั้งสามก็ กำลังนั่งยองๆ อยู่หน้ากรงสุนัขจิ้งจอกสีแดง สองมือจับกรง และ ใช้ศีรษะแนบซี่เหล็กหมายจะบีบตัวเข้าไปในนั้น
โชคดีที่กรงมีสองชั้น จึงไม่เกิดอันตรายในการเผชิญหน้ากัน แต่อวี๋หวั่นก็ต้องบอกให้พวกเขาออกมา
“เวลาเริ่มเย็นแล้ว กลับเรือนกันเถิด” อวี๋หวั่นเอ่ยเบาๆ
เด็กน้อยทั้งสามใช้สายตากระเง้ากระงอดมองเธอเป็นครั้งแรก
ยังไม่อยากไปเลย
แม้พวกเขาจะยังเด็ก ก็ยังเข้าใจดีว่าสัตว์เหล่านี้ที่อยู่ในกรงไม่ อาจหาได้จากภายนอก แม้จะออกไปตามหาอย่างไรก็หาไม่พบอีก แล้ว
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งและเอ่ยว่า “บ้านของเราก็มีสุนัข จิ้งจอกตัวน้อยอยู่เช่นกัน มันมีสีขาวราวกับหิมะ งดงามกว่านี้ มาก”
เด็กน้อยทั้งสามมีสีหน้าเข้าใจกระจ่างชัดในทันที พลันจับมืออ วี๋หวั่น อดใจกลับจวนไปหาจิ้งจอกหิมะตัวน้อยแทบไม่ไหว
อวี๋หวั่นขำขัน หรือว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้าคิดว่ามันเป็นเพียงลูก สุนัขกัน?
แม่นางชุยมารับตัวองค์หญิงจิ่วกลับไป ยามแยกจากกันนาง มองอวี๋หวั่นด้วยสายตาโหยหา อวี๋หวั่นส่งยิ้มและสัญญากับนางว่า คราหน้าเมื่อเธอเข้าวัง เธอจะไปเยี่ยมนาง จากนั้นนางก็เดินจากไป พร้อมกับแม่นางชุยอย่างมีความสุข
เมื่อเห็นองค์หญิงจิ่วไม่อยากแยกจากกับตน อวี๋หวั่นก็แอบ ถามในใจว่าเพราะเธอมีชะตาต้องกับเด็กจริงๆ หรือเพราะเด็กคน นั้นไม่ได้รับความรักจากพระมารดาฮองเฮามากพอ? ฮองเฮาไม่มี ทางให้กำเนิดบุตรของตนเองในวัยนี้ได้อีก การเก็บองค์หญิงจิ่วไว้ ข้างกายก็เพราะต้องการใช้องค์หญิงจิ่วที่แสนน่ารักและงดงาม ดึงดูดความสนใจของฮ่องเต้ด้วย ฮองเฮาต้องการองค์หญิงจิ่ว ส่วนองค์หญิงจิ่วหาได้ต้องการฮองเฮา? มารดาผู้ให้กำเนิดของ นางตายไปตั้งแต่นางยังเด็ก ฮ่องเต้ก็ทรงงานไม่เคยว่างเว้น หาก นางไม่ได้อยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองของฮองเฮา ชีวิตของนาง คงยากลำบากกว่าที่เป็นอยู่ในยามนี้มาก
อวี๋หวั่นลูบหัวเล็กๆ ของเด็กอ้วนทั้งสาม ในเวลานี้เธอรู้สึก ขอบคุณที่เธอจำพวกเขาได้ และรับรู้ถึงประโยชน์ที่เยี่ยนจิ่วเฉา ปฏิเสธอนุภรรยา เยี่ยนจิ่วเฉาจิตใจรักมั่น หากในจวนมีอนุภรรยา
นางบำเรอจริง ผู้ใดจะรับประกันได้ว่าบุตรของเธอจะยังเป็นผู้ที่ บิดารักมากที่สุด
เด็กๆ ตื่นเต้นที่จะได้กลับไปกลั่นแกล้งสุนัขจิ้งจอกตัวน้อย ทว่าพวกเขาเหนื่อยมาทั้งวัน จึงเข้าสู่นิทราไปทันทีที่นั่งบนรถม้า
หลังจากลงจากรถ อวี๋หวั่น ฝูหลิงและจื่อซูต่างช่วยกันอุ้มพวก เขาขึ้นไปที่เรือนชั้นบน เถาเอ๋อร์กับหลีเอ๋อร์ไปนำนํ้าร้อนมาจาก ห้องครัว ปั้นซย่าก็ไปหาเสื้อผ้าสะอาดมาให้เปลี่ยน อวี๋หวั่นอาบนํ้า สระผมให้พวกเขาสามคน เด็กอ้วนถูกจับอาบนํ้าแต่งตัวอย่างไร น่าตกใจที่ไม่รู้สึกตัวตื่นแม้แต่น้อย
“เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พวกเจ้าก็ไปพักผ่อนเถิด” อวี๋หวั่นเอ่ย กับพวกจื่อซู
“เจ้าค่ะ” จื่อซูเอ่ยรับคำสั่งและออกจากเรือนนอนไปพร้อมกับ ฝูหลิง
ฝูหลิงแยกตัวไปพักผ่อน ทว่าจื่อซูยังคงรออยู่ในห้องอีกครู่ หนึ่ง เมื่อไม่มีเสียงเรียกจากอวี๋หวั่นจึงไปอาบนํ้าพักผ่อน
อวี๋หวั่นก็เหนื่อยแล้วเช่นกัน ทว่าเยี่ยนจิ่วเฉายังไม่กลับมา เธอ จึงอยากจะรอเขา
หลังจากนั้นไม่นาน เยี่ยนจิ่วเฉาก็ส่งคนมาบอกข่าวว่า เขากับ บรรดาองค์ชายกำลังจะไปเยี่ยมเห้อเหลียนฉี และขอให้เธอกับ เด็กๆ พักผ่อนไปก่อน
อวี๋หวั่นไม่เคยมีนิสัยรอผู้ใดมาก่อน เยี่ยนจิ่วเฉาเองก็ไม่มีนิสัย
ส่งข้อความมาถึงบ้าน ทั้งสองต่างเป็นคนที่ทำในแบบของตนเอง
ทว่าหลังจากพวกเขาแต่งงานกัน ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะห่วงใยคน อีกคนหนึ่ง
อวี๋หวั่นโค้งมุมปากเผยให้เห็นรอยยิ้ม เธอนอนกอดเด็กอ้วน ทั้งสามหลับไปอย่างสบายใจ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเห้อเหลียนฉีอาจทำให้ราชสำนักปั่น ป่วนวุ่นวาย
ทว่าจิตใจของอวี๋หวั่นกลับสงบนิ่งไม่ไหวหวั่น เธอรู้แล้วว่าไอ้ เคราที่เกือบจะล่วงเกินไป๋ถังคือเห้อเหลียนฉี คนระยำตํ่าช้านั่นต่อ ให้ตายก็ยังไม่สาสม ไม่ว่าจะถูกคนลงทัณฑ์หรือสวรรค์ลงโทษแล้ว เกี่ยวข้องอย่างไร? ก็แค่กรรมตามสนองเท่านั้น
หลังจากการอภิเษกระหว่างทั้งสองประเทศเสร็จสิ้นลง
องค์ชายรองแห่งซยงหนูก็ไม่มีภารกิจใดแล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะ อยู่ในต้าโจวต่อไป และเขาก็เริ่มคิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนของ ตนเองแล้วเช่นกัน เขาไปกราบทูลลาฮ่องเต้แต่เช้าตรู่ ฮ่องเต้โน้ม น้าวให้เขาอยู่ต่อ ทว่าเขาได้ตัดสินใจแล้ว
………………………………..
[1] สนุกจนลืมจ๊ก อุปมาว่า ลุ่มหลงและเพลิดเพลินในความสุขจนลืม
บ้านและภาระหน้าที่ มาจากสามก๊ก
บทที่ 154.2 ประทานรางวัล
เยี่ยมเยียนถึงหน้าประตู (2)
ฮ่องเต้จัดงานเลี้ยงอำลาให้แก่ทูตหนานจ้าวด้วยพระองค์เอง บรรดาเชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนางข้าราชบริพารชั้นสูงต่างก็ไป ด้วยเช่นกัน ในบรรดาสมาชิกสตรีในราชวงศ์มีเพียงพระชายาเฉิ งอ๋องเท่านั้นที่มีสถานะพิเศษได้รับอนุญาตให้มาพบลูกพี่ลูกน้อง ของนาง
ตั้งแต่รู้ว่าตนเองจะถูกบังคับให้แต่งงานกับองค์ชายแห่งต้า โจว พระชายาเฉิงอ๋องก็มักจะทะเลาะ บ่นว่าและเกลียดชังลูกพี่ลูก น้องของนาง ทว่าเมื่อต้องแยกจากกันจริงๆ นางกลับไม่อยากให้ ลูกพี่ลูกน้องของนางจากไปมากที่สุด
ในความทรงจำของนางล้วนมีแต่เรื่องดีๆ ของท่านพี่ผู้นี้ นาง นึกถึงครั้งแรกที่ได้ขี่ม้าเมื่อนางอายุได้เจ็ดขวบ นางวิ่งเร็วมากจน หลุดออกจากสายตาของทาสรับใช้และหลงทางอยู่ในทุ่งหญ้า ท่าน พี่ผู้นี้เป็นคนแรกที่ตามหานางพบ เขาโอบนางเข้าสู่อ้อมแขนและ เอ่ยกับนางว่า ‘หมิงจู ไม่ต้องกลัวนะ พี่อยู่นี่แล้ว’
นับจากนี้ไป พี่ชายจะมาไม่ได้อีกแล้ว…
“แง—”
พระชายาเฉิงอ๋องซุกตัวเข้าในอ้อมแขนขององค์ชายรองแห่ง
ซยงหนูและเริ่มร้องไห้ออกมาโดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ของ ตนเอง
ยามนี้เป็นสตรีที่แต่งงานแล้ว ต่อให้เป็นพี่ชายแท้ๆ ก็ไม่อาจ ทำตัวเปิดเผยเช่นนี้ได้! ทุกคนส่ายศีรษะและมองไปที่เฉิงอ๋องที่ยืน อยู่ด้านข้างด้วยความสงสาร เฉิงอ๋องทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆ
องค์ชายรองแห่งซยงหนูและน้องสาวที่รักที่สุดของเขากำลัง จะพรากจากกัน ราวกับหัวใจจะแหลกสลาย เขาไม่สนใจความคิด ของคนอื่น พลันยกมือขึ้นปาดนํ้าตาของนางและเอ่ยอย่างสะอึก สะอื้น “พี่ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว ซยงหนูทำให้เจ้าต้องลำบาก แล้ว”
พระชายาเฉิงอ๋องก็ร้องไห้หนักกว่าเดิม
องค์ชายรองแห่งซยงหนูรับรู้มาตลอดว่าน้องสาวผู้นี้อยาก แต่งงานกับนกอินทรีในทุ่งกว้าง เป็นวีรบุรุษในสนามรบรูปร่างสูง สง่าดังเช่นอวี๋เซ่าชิงและเซียวเจิ้นถิง หาใช่เฉิงอ๋องที่ใบหน้าซีดขาว แม้เรี่ยวแรงจะจับไก่ก็ยังไม่มี ทว่าพวกเขาไม่มีทางเลือก
การแต่งงานครั้งนี้ถือเป็นการเข้าสวามิภักดิ์ของซยงหนู และ เป็นบุญคุณของต้าโจว น้องสาวจะแต่งกับผู้ใด เป็นการตัดสินใจ ของฮ่องเต้แห่งต้าโจว พวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือก
แต่หากคิดในแง่ดี เดิมทีจะได้เพียงแค่แต่งกับซื่อ จื่อ[1]เท่านั้น ต้องขอบคุณเยี่ยนจิ่วเฉาที่ช่วยยกระดับให้สูงขึ้นถึง เพียงนี้ แม้ว่าเฉิงอ๋องจะไม่มีอำนาจที่แท้จริง ทว่าก็ไม่มีความเสี่ยง
ใดๆ เช่นกัน เขาไม่ขอสิ่งอื่นใด ขอเพียงแค่ให้น้องสาวของเขาได้ใช้ ชีวิตครึ่งหลังอย่างสงบสุขในต้าโจวเท่านั้น
ในวันสุดท้ายของเดือนห้า คณะทูตแห่งซยงหนูได้เริ่มเดินทาง กลับไปยังประเทศบ้านเกิด ทูตหนานจ้าวให้เห้อเหลียนฉีอยู่รักษา บาดแผลที่นี่ เนื่องจากเห้อเหลียนฉีได้รับบาดเจ็บหนักถึงเพียงนั้น ไม่ง่ายที่จะเคลื่อนไหว ฮ่องเต้ไม่ได้สงสัยอันใด จึงรับสั่งให้หมอ หลวงเข้าไปดูแลทุกวัน
……………….
ในวันแรกของเดือนหก ฮ่องเต้ได้ออกพระราชกฤษฎีกาที่ท้อง พระโรง ให้องค์ชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้วทั้งหมดได้รับการแต่งตั้งเป็น อ๋อง องค์ชายใหญ่เป็นชิ่งอ๋อง องค์ชายรองเยี่ยนไหวจิ่งเป็นจิ้งอ๋อง องค์ชายสามเป็นอู่อ๋อง และองค์ชายสี่เป็นเจาอ๋อง
เยี่ยนจิ่วเฉาถูกแต่งตั้งเป็นซื่อจื่อ เขารับตำแหน่งนี้ด้วยความ เต็มใจ และการสืบทอดตำแหน่งอ๋องก็อยู่อีกไม่ไกลแล้ว
หลังจากผ่านงานศพของเยี่ยนอ๋อง ฮ่องเต้ก็ตั้งใจให้เยี่ยนจิ่ว เฉารับช่วงต่อในตำแหน่งอ๋อง ทว่าเด็กผู้นี้ก็ปฏิเสธหัวชนฝา ไม่ เพียงแต่ไม่รับตำแหน่งอ๋อง กระทั่งตำแหน่งซื่อจื่อก็ยังไม่ยอมรับ แต่ในที่สุดเขาก็คิดได้แล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นซื่อจื่อแล้ว เช่นนั้นเธอก็เป็นพระชายาซื่อจื่อ อ วี๋หวั่นดีใจยิ่งนัก ทว่าเรื่องน่าดีใจหาได้มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว ผล สอบของอวี๋ซงประกาศแล้ว เขาได้อับดับหกของห้องสอง
ผลสอบของอวี๋ซงทำให้อวี๋หวั่นดีใจออกหน้าออกตา พี่รองเข้า เรียนได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ก็ได้อยู่อันดับหกของห้อง แม้ว่าห้องเรียน ของพี่รองจะเป็นระดับที่ตํ่าที่สุดในสำนักบัณฑิต ทว่าสอบได้ถึง ระดับนี้ก็ไม่เลวเลยทีเดียว เจี้ยนเซิงสามสิบสามคน พี่รองเข้าเรียน ช้าที่สุดและมีพื้นฐานแย่ที่สุด เธอเคยคิดว่าคงได้อันดับสุดท้าย ไหนเลยกลับทะยานขึ้นมาเป็นหนึ่งในสิบคนแรกของห้อง
ข่าวนี้เจียงเสี่ยวอู่เป็นคนนำมา หลังจากเนรเทศซูมู่ ลุงวั่นก็ถูก เยี่ยนจิ่วเฉาพากลับไปที่เมืองเยี่ยน เปลือกนอกเข้าใจว่าให้ลุงวั่นก ลับไปดูแลจวนเยี่ยนอ๋อง ทว่าผู้มีสายตาเฉียบแหลมก็คงมองออก ว่ามันคือการลงโทษลุงวั่นเพราะเรื่องซูมู่
เจียงเสี่ยวอู่ได้ถามถึงผลการเรียนของอวี๋ซง และถามเผื่อถึง ผลการเรียนของจ้าวเหิงด้วยเช่นกัน จ้าวเหิงเป็นเจี้ยนเซิงของเฉิง ซินถัง ซึ่งเป็นห้องที่ดีที่สุดของชั้นปีที่สอง ไม่น่าแปลกใจที่เขาได้ อันดับหนึ่งอีกครั้ง
จ้าวเหิงไม่ขาดแคลนทั้งความสามารถและความขยันหมั่น เพียร เขาสอบผ่านระดับซิ่วไฉตั้งแต่ปีแรกๆ อวี๋หวั่นไม่อยากเอาพี่ รองของเธอไปเปรียบเทียบกับเขา เธอเชื่อว่าพี่รองมีแนวโน้มที่ดีก็ เพียงพอแล้ว
อวี๋หวั่นอดใจรอจะบอกข่าวนี้กับครอบครัวแทบไม่ไหว ทว่าเธอ จำได้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาได้ถามถึงผลการเรียนของอวี๋ซงเช่นกัน เธอจึง ลงมือทำขนมด้วยตนเองและให้เจียงเสี่ยวอู่นำไปเน่ย์เก๋อ[2] และ
บอกเรื่องของพี่รองและแผนที่เธอตระเตรียมไว้
หลังจากเจียงเสี่ยวอู่จากไป อวี๋หวั่นก็ไปหาบุตรชาย
ตั้งแต่รู้ว่าสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยเป็นสายพันธุ์เดียวกับในสวน สัตว์ เหล่าเด็กอ้วนก็กอดมันไม่วางมือตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ กอดมันไปด้วยทุกที่ สามพี่น้องผลัดกันกอดมัน ยังมีแมวป่วยอีก ตัวที่ถูกเก็บมาเลี้ยงในตอนแรก มันถูกอวี๋หวั่นใช้ชาดวาดตัวอักษร คำว่ากษัตริย์(王)บนหน้าผาก เด็กๆ จึงมองว่ามันเป็นลูกเสือ และ รู้สึกชื่นชอบจนไม่อาจวางมันลงได้
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังเดินไปที่ประตูสวน ก็ได้ยินเสียงเด็กอ้วน ทั้งสามหัวเราะคิกคักดังลั่น ในจวนพวกเขาไม่เคยหัวเราะดังขนาด นี้มาก่อน หรือพวกเขาสนุกสนานกับสัตว์ร้ายตัวน้อยทั้งสองจริงๆ?
บุตรชายมีความสุข เธอก็จะมีความสุขเช่นกัน
มุมปากของอวี๋หวั่นยกยิ้มโดยไม่รู้ตัว พร้อมกับย่างก้าวเข้าไป ในสวน
เมื่อเด็กอ้วนทั้งสามเห็นเธอ พวกเขาก็หันกลับมาและมองเธอ อย่างออดอ้อน มือน้อยๆ หลบอยู่ข้างหลังราวกับว่ากำลังซ่อนอะไร บางอย่าง
อวี๋หวั่นยิ้มด้วยความสงสัย “มีของอันใดที่ไม่อาจให้แม่ดูได้ หรือ?”
ทั้งสามทำท่าให้ดูน่ารัก ใสซื่อ ไร้เดียงสา!
ไม่ให้ดูหรอก
พวกเขาโตมากกว่าเดิมครึ่งปี มีความคิดของตนเองมากขึ้น และไม่ได้เชื่อฟังคำพูดของเธอเหมือนตอนที่ยังเป็นเด็ก
อนิจจา บุตรชายเติบโตขึ้น แม่ใจหายยิ่งนัก
อวี๋หวั่นก้มลงบีบจมูกของเด็กชายทั้งสาม “เจ้าเด็กฉลาดแสน ซน”
อวี๋หวั่นจะพาพวกเขากลับไปที่หมู่บ้านเหลียนฮวา นานมาก แล้วที่ไม่ได้กลับไป บิดามารดาของเธอจะต้องคิดถึงเธอมากเป็น แน่ อวี๋หวั่นให้จื่อซู เถาเอ๋อร์และหลีเอ๋อร์พาเด็กน้อยทั้งสามลงไป ล้างหน้าล้างตา และให้ปั้นซย่าอยู่ทำผมให้เธอ
เมื่อเด็กน้อยทั้งสามล้างเนื้อตัวจนสะอาดแล้วก็เริ่มเลือกว่าจะ ใส่เสื้อผ้าชุดใด ในอดีตให้ใส่ชุดใดก็ใส่ชุดนั้น ยามนี้พวกเขารู้แล้ว ว่าสิ่งใดงดงามหรือน่าเกลียด ชุดที่จื่อซูหยิบมาไม่ใส่ พลันกระดก ก้นเล็กๆ ขึ้นและเดินไปรื้อค้นเสื้อผ้า
พวกเขาทั้งสามเลือกเสื้อคลุมยาวสีฟ้าตัวน้อยสามชุด เมื่อ สวมใส่แล้วดูราวกับเป็นบัณฑิตซิ่วไฉตัวน้อยยิ่งนัก อวี๋หวั่นถูก ความน่ารักของพวกเขาทำให้หลงใหลจนไม่อาจห้ามใจให้จุ๊บพวก เขาได้
ทั้งสามเขินจนหน้าแดง และจุ๊บกลับอวี๋หวั่นคนละที
เด็กตัวน้อยขี้อายนี้ทำให้อวี๋หวั่นรู้สึกว่าเด็กจํ้ามํ่าที่ตามติด และเอาใจยามอดีตกลับมาอีกครั้ง
อวี๋หวั่นมีความสุขมากจนจูบหอมพวกเขาอีกหลายครา ทั้ง สามเวียนหัว แก้มของพวกเขาเป็นสีแดงราวกับผิงกั๋ว(แอ ปเปิ้ล)ผลน้อย
อวี๋หวั่นเลือกของขวัญให้กับครอบครัว และบอกเด็กน้อยทั้ง สามว่าสามารถเลือกของขวัญให้คนที่อยากมอบให้ได้
ทั้งสามคิดอยู่พักหนึ่งและวิ่งไปที่สวนผลไม้ พลันเก็บผลท้อที่ ทั้งแดงทั้งใหญ่มาสามผล
อวี๋หวั่นมองผลท้อในมือของพวกเขาและคิดในใจว่าคงเป็น ของท่านพ่อ ท่านแม่และเถี่ยตั้นน้อย นับว่าพวกเขาสนิทสนมกันที เดียว
เจียงเสี่ยวอู่ไปส่งข่าวให้เยี่ยนจิ่วเฉาที่เน่ย์เก๋อ หลังจากคดีขอ งอวี๋เซ่าชิงจบลง เยี่ยนจิ่วเฉาก็ไม่ได้ไปเอาเรื่องกับข้าราชการที่วัด ต้าหลี่อีก ที่เขามาที่เน่ย์เก๋อเป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้ เจียงเสี่ยว อู่ได้บอกเรื่องผลคะแนนของอวี๋ซงและเรื่องที่อวี๋หวั่นวางแผนจะ กลับไปประกาศข่าวดีที่หมู่บ้าน
เรื่องแบบนี้ให้คนรับใช้ไปก็เพียงพอแล้ว ดรุณีตัวน้อยเดินทาง ไปด้วยตนเองคงคิดถึงบ้านแน่แล้ว เยี่ยนจิ่วเฉายังมีหน้าที่ทาง การบางอย่างที่ฮ่องเต้บังคับให้เขาทำ ไม่อาจปลีกตัวไปได้แม้เพียง ครู่เดียว จึงเอ่ยกับเจียงเสี่ยวอู่ว่า “เจ้าให้พระชายาซื่อจื่อกลับ หมู่บ้านไปก่อน แล้วข้าจะไปรับนางในภายหลัง”
เจียงเสี่ยวอู่ “…”
เอ่อ…พระชายาซื่อจื่อไม่ได้หมายความเช่นนั้น นางเพียง ต้องการบอกกล่าวกับท่านว่า นางจะกลับไปที่บ้านมารดาของนาง เท่านั้น
“ทำไมหรือ? นางไม่เต็มใจหรือ? ไม่มีข้าไปด้วย นางก็เลยไปไม่ ได้รึ?” ขณะที่กล่าวเยี่ยนจิ่วเฉาก็เพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น บรรดา ขุนนางทั้งหลายในห้องต่างได้ยิน
เหล่าขุนนางมองหน้ากัน แม้จะแต่งงานกันได้ไม่นาน ทว่าครั้น จะเดินทางออกจากเรือนต้องมีสามีไปด้วยทุกครั้ง เช่นนั้นดูจะมาก เกินไป…และแล้วขุนนางทุกคนในเน่ย์เก๋อก็รู้ว่าพระชายาซื่อจื่อ ของเยี่ยนจิ่วเฉาติดสามีมากเพียงใด
เจียงเสี่ยวอู่แทบจะร้องไห้ พระชายาซื่อจื่อของพวกเขาหาได้ เป็นเช่นนี้เลย พระชายาซื่อจื่อจัดการได้อย่างสง่างาม! บอกว่าจะ ไปก็ย่อมไปได้!
เยี่ยนจิ่วเฉาถอนหายใจ “ข้ามีภารกิจทางการ เจ้าบอกให้นาง อย่าได้สร้างปัญหา”
เจียงเสี่ยวอู่ : นางไม่ได้สร้างปัญหาเสียหน่อย!
เหล่าขุนนางที่ได้ฟังคนโอ้อวดความรักจนแทบกระอัก “…”
เจียงเสี่ยวอู่ไม่กล้ารอต่อไปแม้เพียงเค่อเดียว หากรอต่อไปก็ ไม่รู้ว่าพระชายาซื่อจื่อจะถูกมองเป็นเช่นไรอีก เจียงเสี่ยวอู่รีบกล่าว ลา
เยี่ยนจิ่วเฉาแสร้งทำทีพลิกเปิดสาส์นกราบทูลฉบับหนึ่ง และ
ชำเลืองมองสายตาที่ถอนกลับไม่ทันของเหล่าขุนนาง พลันเอ่ย อย่างหมดหนทาง “การประชุมในคืนนี้ข้าจะไม่ไปเข้าร่วม เพราะ เหตุใดพวกเจ้าคิดเอาเอง”
มารดาเจ้านี่!
อยากฆ่าบุรุษผู้นี้ให้ตายเสียจริง!
…
อวี๋หวั่นกลับบ้านมารดาของเธอครานี้ไม่ได้พาสาวใช้มาด้วย เพียงแต่ให้เจียงไห่ช่วยขับรถม้าพามารดาและบุตรชายทั้งสี่คน กลับไปหมู่บ้านเหลียนฮวาเท่านั้น
วันนี้ท้องฟ้ามีแสงแดดสว่างสดใส มีลมพัดโชยมาอ่อนๆ เหมาะแก่การเดินทางอย่างยิ่ง
ทว่าขณะที่รถม้ากำลังจะเคลื่อนออกมาจากประตูจวน คุณชาย ก็พบกับรถม้าอีกคันหนึ่งที่กำลังเคลื่อนมาจอดหน้าประตู จวนคุณชายพอดี สารถียกม่านขึ้น เผยให้เห็นบุรุษหนุ่มหน้าตา หล่อเหลาผู้หนึ่งเดินลงมา
เขาคลี่ยิ้มให้อวี๋หวั่นเล็กน้อย ดวงตาคู่หนึ่งที่ราวกับกำลังพูด คุยกับผู้ที่สบตาส่องประกายแวววาวดั่งแก้วใส “พระชายาซื่อจื่อ”
เมื่อสถานะสูงขึ้น คำเรียกก็เปลี่ยนไปโดยธรรมชาติ เมื่อเทียบ กับฮูหยินน้อย อวี๋หวั่นชอบพระชายาซื่อจื่อมากกว่า เพราะอย่างไร พระชายาซื่อจื่อก็มีเบี้ยหวัด จากนี้ไปเธอก็คือคนที่กินเงินหลวง!
อวี๋หวั่นประทับใจชายหนุ่มผู้นี้อยู่ไม่น้อย เมื่อเห็นเขาเดินมาหา
เธอก็เผยรอยยิ้มสดใส
“หวั่นเฟิง ท่านเดินทางมาหาข้าโดยเฉพาะเลยหรือ?”
หวั่นเฟิงเกาศีรษะ ท่าทีดูโง่เขลาเล็กน้อย
“อันที่จริงเป็นท่านอาจารย์ของข้าน่ะ เขามาเพื่อขอบคุณที่ ท่านรักษาข้าในวันนั้น หมอหลวงบอกว่า หากไม่ใช่เพราะท่านช่วย เหลือไว้ได้ทันเวลา ข้าก็อาจเสียเลือดมากเกินไปจนถึงแก่ชีวิตได้”
…………………………………………………….
[1] ซื่อจื่อ 世⼦ คือ ตำแหน่งผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ของขุนนางระดับ
โหวไปจนถึงเชื้อพระวงศ์ยศชินอ๋อง ส่วนใหญ่จะเป็นบุตรชายคนโต
[2] เน่ย์เก๋อ 内阁 หรือศาลาใน เป็นองค์กรในระบบราชการของรา
ชวงศ์หมิง โดยนิตินัยแล้วเป็นหน่วยประสานงาน แต่โดยพฤตินัยเป็น
สถาบันสูงสุดในการปกครอง เน่ย์เก๋อในปัจจุบันใช้เรียกคณะรัฐมนตรี