หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 156.1 ราชครูแห่งหนานจ้าว
เด็กอ้วนกับอาเว่ย (1)
ด้านนอกโถงตำหนักรับรองอันเงียบสงบ รถม้าคันหนึ่งค่อยๆ เคลื่อนมาหยุดลง ราชครูกับหวั่นเฟิงก้าวขาเหยียบม้านั่งไม้เดินลง มา องครักษ์หนานจ้าวที่ยืนอยู่สองฝั่งทำความเคารพโดยไร้เสียง ราชครูเดินตรงไปด้วยสีหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ หวั่นเฟิงก็เดิน ตามหลังเขาไปอย่างเชื่อฟัง
เมื่อเข้ามาในห้องโถง ราชครูก็ถอดเสื้อคลุมออก หวั่นเฟิงรีบ รับมาใส่มือพลางมองเขาอย่างงวยงง “ท่านอาจารย์”
ราชครูไม่ตอบ เพียงแต่หันตัวเดินไปยังห้องของเห้อเหลียนฉี และหยิบยาฟื้นคืนชีพโคจรลมปราณป้อนให้เขากลืนลงไป ร่างกาย ของเห้อเหลียนฉีไม่หลงเหลือร่องรอยของการมีชีวิต มีเพียงหัวใจที่ ยังคงเต้นอย่างแผ่วเบาให้หมอหลวงได้จับชีพจรอันอ่อนแรง
วิญญาณของเขากลับสู่สวรรค์ไปนานแล้ว ทว่าร่างกายกลับ เหมือนหุ่นเชิดที่ถูกคนชักใย แม้ในช่วงชีวิตเขาจะทำผิดพลาด ทว่า นาทีนี้หวั่นเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทนไม่ไหว
หวั่นเฟิงหันหน้าหนี ไม่มองเห้อเหลียนฉีที่ยามนี้เหมือนดั่ง ดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งร่วงโรยอีก
“ไปกันเถิด” ราชครูเอ่ยกับหวั่นเฟิง
เมื่อเขากลับคืนสติ หันกลับไปก็พบว่าท่านอาจารย์ได้ออกจาก ห้องไปเมื่อไรก็ไม่ทราบ กำลังยืนอยู่ที่ประตู มองดูเขาอย่างสงบ เยือกเย็น เขาเกาหัวและเดินตามไปอย่างงวยงง
วังของราชครูมีลูกศิษย์มากมาย ทว่ามีเพียงผู้เดียวที่เป็นทูต ร่วมทางกับราชครูมาต้าโจวในคราวนี้ก็คือหวั่นเฟิง หวั่นเฟิงรับ หน้าที่จัดการงานทั่วไปทั้งหมดของราชครู เขาดูแลทุกอย่างตั้งแต่ เสื้อผ้าอาหารที่พักและการเดินทาง
หลังราชครูกลับมาที่ห้อง หวั่นเฟิงก็รินนํ้าชาให้ราชครู จากนั้น ก็ไปยังห้องครัวเล็กเพื่อทานอาหารกลางวัน เดิมทีพวกเขาจะทาน อาหารร่วมกับขุนนางใหญ่สองสามท่าน ทว่าวันนี้พวกเขาออกไป ข้างนอก อาจจะมาไม่ทัน จึงบอกให้เหล่าขุนนางทานกันไปก่อน และยามนี้ก็เลยเวลามื้ออาหารไปแล้วจริงๆ
ในห้องครัวเล็กทำอาหารของเมืองหลวงแท้ๆ ไว้สองสามอย่าง หวั่นเฟิงนำอาหารใส่กล่องกลับไปที่ห้องของราชครู
หวั่นเฟิงไม่ค่อยคุ้นชินกับอาหารของเมืองหลวงสักเท่าไร โชค ดีที่เขาเอานํ้าเครื่องปรุงรสเผ็ดของหนานจ้าวติดตัวมาด้วย เขา หยิบโถมาแล้วตักใส่อาหารสองช้อน ช้อนหนึ่งสำหรับเขา และอีก ช้อนหนึ่งสำหรับท่านอาจารย์
“กินกันเถิด” ราชครูหยิบตะเกียบขึ้นมา
หวั่นเฟิงวางโถและนั่งลง
ราชครูไม่ค่อยพูด หวั่นเฟิงก็ไม่กล้าพูดกับราชครูมากนัก บน
โต๊ะจึงมีเพียงเสียงบดเคี้ยวอาหารของคนทั้งสอง หวั่นเฟิงคุ้นเคย จนเห็นเป็นเรื่องปกติ ทว่าวันนี้รู้สึกคล้ายกับขาดบางสิ่งบางอย่าง ไป ขณะที่หวั่นเฟิงกำลังลังเลว่าควรหาหัวข้อมาสนทนากับท่าน อาจารย์หรือไม่ คนสนิทท่านหนึ่งของราชครูก็ก้าวเท้าเข้ามาในห้อง
“ท่านราชครู” คนสนิทคารวะ
ราชครูพยักหน้าเบาๆ “ตรวจพบแล้วหรือ?”
“พบแล้ว” คนสนิทยื่นจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนถึงราชครู จากนั้นก็ถอยออกไป
ราชครูเปิดจดหมายอ่าน หลังจากอ่านจบก็พับและวางไว้บน โต๊ะ
จากมุมของหวั่นเฟิงทำให้มองเห็นเพียงสามคำ ‘จวนคุณชาย’ ทันใดนั้นตาโตก็กลอกไปมา พลันเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่าน อาจารย์ ในจดหมายเขียนว่าอย่างไรหรือขอรับ?”
“ดูเองเถิด” ราชครูกล่าว
หวั่นเฟิงเปิดจดหมายออก ก็พบว่ามันคือข้อมูลที่เกี่ยวกับอวี๋ หวั่นทั้งหมด วันเกิด บ้านเกิด ญาติสนิทของบิดามารดา…ทุกสิ่ง ทุกอย่างละเอียดถี่ถ้วน
“ท่านอาจารย์กำลังสืบเรื่องของนางอยู่?” ข้อมูลมากมายเช่น นี้คงไม่อาจสืบได้ภายในหนึ่งหรือสองวัน ท่านอาจารย์คงสืบหา ข้อมูลบรรพบุรุษทั้งสิบแปดรุ่นของนางตั้งแต่พบกับเยี่ยนซื่อจื่อ ครั้งแรกแล้ว? มิใช่ว่าแค่ต้องการสืบทราบว่าของศักดิ์สิทธิ์อยู่ใน
ตัวนางหรือไม่เท่านั้นหรือ? รู้เรื่องราวมากมายเช่นนี้ไปเพื่อเหตุใด?
“เหตุใดท่านถึงต้องตรวจสอบนางหรือขอรับ?” หวั่นเฟิงถาม ด้วยความงงงวย
ราชครูไม่ตอบ
เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีจะตอบ หวั่นเฟิงจึงหุบปากลงอย่างรู้ ความ ทว่าด้วยความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับอวี๋หวั่น จึงเปลี่ยน เรื่องถาม “ท่านอาจารย์ ผมเพียงหนึ่งเส้นจะทำให้รู้ว่าของของ ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ใดได้หรือขอรับ?”
“แน่นอน” ราชครูเอ่ยเยี่ยงคนเก่งที่ไม่จำเป็นต้องพูดให้มาก ความ
หวั่นเฟิงตักข้าวใส่ปากหนึ่งคำ จากนั้นคีบหน่อไม้แห้งรมควัน ชิ้นหนึ่งจิ้มกับนํ้าเครื่องปรุงรสเผ็ด เมื่อกินเสร็จก็เหลือบมองท่าน อาจารย์อย่างระมัดระวัง “หากพบว่าของศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมือของ พระชายาเยี่ยนซื่อจื่อจะทำอย่างไรต่อหรือขอรับ?”
“นำกลับมา” ราชครูตอบ
หวั่นเฟิงตักข้าวใส่ปากอีกคำ และคิดว่าจะหุบปากไม่เอ่ยสิ่งใด อีก ทว่าก็อดไม่ได้ “แอบนำกลับมาหรือ?”
หลังจากถามจบ ก็รู้สึกว่าตนเองถามคำถามที่โง่เขลายิ่งนัก ของมีค่าเช่นนั้น หากไม่แอบไปเอาจะให้แย่งมาอย่างโจ่งแจ้งหรือ?
เฮ้ ของศักดิ์สิทธิ์แห่งหนานจ้าวของเราอยู่ในมือเจ้า รีบนำของ
ศักดิ์สิทธิ์มาคืนเราเดี๋ยวนี้!
เอ่อ…คงมีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะยอมมอบให้กระมัง?
หากไม่เกิดเรื่องกับแม่ทัพเห้อเหลียนก็อาจจะมีความหวังริบ หรี่ที่จะเจรจา การแลกเปลี่ยนชุดเกราะกับของศักดิ์สิทธิ์ฟังดูเป็น ข้อตกลงที่ยอดเยี่ยม ทว่าแม่ทัพเห้อเหลียนกลับทำให้ทุกอย่าง เละเทะยุ่งเหยิงไปหมด ยามนี้หวั่นเฟิงรู้สึกว่าเขาสมควรได้รับ ความทรมานยิ่งนัก
ราชครูยังไม่ทันเอ่ย หวั่นเฟิงก็กล่าวว่า “หากต้องแอบเอามา ท่านอาจารย์มีแผนอย่างไรหรือขอรับ?”
ราชครูเหลือบมองเขาปราดหนึ่ง “วันนี้เจ้าดูพูดมากขึ้น”
หวั่นเฟิงเอ่ยอย่างขวยเขิน “เพราะนางรักษาข้า นางช่วยชีวิต ข้าไว้”
“ก็แค่คำพูดตามมารยาทเท่านั้น” ราชครูเอ่ยอย่างไม่แยแส “นางเป็นหมอ เป็นหน้าที่ของนางที่ต้องช่วยชีวิต รักษาผู้บาดเจ็บ อย่าได้สับสนกับพระคุณที่ช่วยชีวิต”
“อ้อ” หวั่นเฟิงรู้ว่ายามนี้เขาควรหุบปากได้แล้ว เขากินกับข้าว ไปพลาง จ้องมองราชครูไปพลาง
ราชครูวางตะเกียบลง “หากยังมีสิ่งใดก็เอ่ยมา”
“เช่นนั้น…ต้องฆ่านางหรือไม่?” หวั่นเฟิงกะพริบตาถาม
รูปลักษณ์ของเขาไม่นับว่าน่าทึ่ง ทว่าดวงตาคู่นี้กลับดูเหมือน
พูดได้อยู่จริงๆ
ราชครูไม่ได้มองเขา เพียงแค่หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบใบผัก ลวกๆ พลางเอ่ยว่า “อยู่ที่ว่านางรู้มากเพียงใด”
หวั่นเฟิงจ้องอาจารย์อย่างเลื่อนลอย “เพราะนี่คือเรื่องใหญ่ ไม่อาจให้ผู้ใดรับรู้ว่าของศักดิ์สิทธิ์ถูกขโมยไปแล้ว และยิ่งอาจไม่ให้ ผู้ใดพบว่าตี้จีองค์เล็กไม่ได้ถูกรับเลือกจากของศักดิ์สิทธิ์แล้ว เช่น นั้น หากนางรู้ว่ามันคือของศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่อาจละเว้นชีวิตนางได้ เช่นนั้นหรือขอรับ?”
ราชครูส่งเสียงอืมอย่างเฉยเมย ซึ่งถือว่าเป็นการยอมรับโดย ปริยาย
หวั่นเฟิงก็ไม่ได้พูดสิ่งใดมากมายอีกหลังจากนั้น นั่งทาน อาหารในชามจนเสร็จเงียบๆ
หลังจากทั้งสองคนทานอาหารเรียบร้อย หวั่นเฟิงก็เรียกคนรับ ใช้มาเก็บจานชามตะเกียบบนโต๊ะไป จากนั้นราชครูก็พาหวั่นเฟิง เข้าไปในห้องด้านหลัง ยามนี้ยังไม่ใช่กลางคืน ท้องฟ้ายังสว่าง ราชครูจึงบอกให้หวั่นเฟิงไปปิดประตูหน้าต่าง ภายในห้องก็พลัน มืดลง
ราชครูหยิบกล่องเล็กๆ ออกมา
หวั่นเฟิงเคยเห็นกล่องใบนี้ มันเป็นหนึ่งในของไม่กี่อย่างใน กระเป๋าเดินทางของท่านอาจารย์ที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้อง เขายืนอยู่ด้านข้างอย่างรู้ความ โดยไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่ง เขาเห็น
อาจารย์สวมถุงมือสีเงินและหยิบขวดหยกสีมรกตขนาดเล็กที่อยู่ ด้านในออกมา
เมื่อเห็นเขาสวมถุงมือหวั่นเฟิงก็พอเดาได้เล็กน้อย
หนอนพิษกู่หรือ? เขาคิดในใจ
ราชครูดึงฝาจุกออก “ถ้วย”
หวั่นเฟิงหยิบถ้วยเครื่องเคลือบสีขาวที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วยื่น ให้
ราชครูทำท่าทางบอกให้เขาวางมันลงบนโต๊ะ หวั่นเฟิงก็ทำ ตาม
ราชครูเทสิ่งที่อยู่ในจุกไม้ก๊อกลงในถ้วย
หวั่นเฟิงเดาไม่ผิด มันคือหนอนพิษกู่จริงๆ ทว่าหาใช่หนอน พิษกู่ใดที่เขาเคยเห็นมาก่อน สัญชาตญาณบอกเขาว่าหนอนพิษกู่ ตัวนี้มีพลังที่ร้ายกาจรุนแรง
“มันคือราชันสัตว์พิษหรือขอรับ? ท่านอาจารย์” หวั่นเฟิงถาม
ราชครูพยักหน้า “ราชันสัตว์พิษสามารถทำให้ลูกปัดกู่ส่อง แสงได้ ทว่าเมื่อส่องแสงแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ามันคือราชัน สัตว์พิษตัวที่เรากำลังตามหา ราชันสัตว์พิษหนึ่งเดียวในใต้หล้าที่ ทำให้กลัวได้มีเพียงของศักดิ์สิทธิ์แห่งหนานจ้าวเท่านั้น”
ถึงตอนนี้ ในที่สุดหวั่นเฟิงก็เข้าใจว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงนำ เส้นผมของพระชายาเยี่ยนซื่อจื่อกลับมา เขาเฝ้าดูการกระทำของ
อาจารย์ด้วยความตื่นเต้น
ราชครูหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากแขนเสื้อ คลี่เปิดออกและ ใส่เส้นผมลงในถ้วย ทว่าราชันสัตว์พิษยังคงนิ่งและไม่มีผลกระทบ ใดๆ
ราชครูมุ่นขมวดคิ้ว “หรือข้าคิดผิดไป นางเป็นเพียงราชันสัตว์ พิษธรรมดาๆ หรือ?”
หวั่นเฟิงแอบรู้สึกโล่งใจ
ราชครูรู้สึกผิดหวัง เขานำราชันสัตว์พิษเก็บลงในกล่อง กำลัง จะจัดการกับผ้าเช็ดหน้าและถ้วยที่ใช้แล้ว จู่ๆ หวั่นเฟิงก็เอ่ยขึ้น “ท่านอาจารย์ให้ข้าจัดการเถิด!”
ราชครูพยักหน้า พร้อมกับเก็บกล่องกลับเข้าที่และเดินไปยัง ห้องตำรา
หวั่นเฟิงเริ่มลงมือเก็บกวาดสิ่งของบนโต๊ะ สายตาของเขา พลันจับจ้องเส้นผมที่อยู่ในถ้วย ไม่รู้สิ่งใดดลจิตดลใจให้เขาหยิบ มันขึ้นมาและสูดดมที่ปลายจมูก ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็แปร เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง!
นี่ นี่ไม่ใช่เส้นผมของนาง!
ตอนที่นำของขวัญขอบคุณไปที่จวนคุณชาย เขายืนอยู่ใกล้กับ นาง เส้นผมของนางต้องลมที่พัดมา หวั่นเฟิงจึงได้กลิ่นโดยบังเอิญ
เส้นผมของนางมีกลิ่นหอมของดอกระฆังแก้วจางๆ กับกลิ่น
หอมอ่อนๆ ที่เขาไม่อาจบอกได้ แน่นอนเขาไม่รู้ว่านั่นคือผมของ เยี่ยนจิ่วเฉาหรือไม่ ทว่าสิ่งที่รู้แน่ชัดก็คือ มันไม่ใช่ผมของนางเป็น แน่!
ท่านอาจารย์ของเขาทำพลาด หรือเพราะ…นางจงใจทำให้มัน ผิดพลาดกันแน่?
หากเป็นอย่างหลังก็หมายความว่า นางเฝ้าระวังท่านอาจารย์ อยู่ตั้งแต่แรกแล้วเช่นกัน?
เหตุใดนางต้องเฝ้าระวังท่านอาจารย์? หรือว่าของศักดิ์สิทธิ์ อยู่ในมือของนางจริงๆ?
และนางรู้ว่ามันเป็นของศักดิ์สิทธิ์ของหนานจ้าว และยังรู้ด้วย ว่าทูตแห่งหนานจ้าวมาที่นี่เพื่อของศักดิ์สิทธิ์ เป็นสตรีที่ฉลาดหลัก แหลมยิ่งนัก! เขากับอาจารย์ถูกนางหลอกให้งมโข่งเข้าอย่างจัง!
“หวั่นเฟิง”
ราชครูเปิดประตูเดินเข้ามา
หวั่นเฟิงรีบเปลี่ยนสีหน้า และเก็บเส้นผมไว้ในมือ
“เกิดอันใดขึ้น?” ราชครูสังเกตเห็นสีหน้าผิดปกติของเขา
แววตาของหวั่นเฟิงเป็นประกาย เขาหยิบถ้วยบนโต๊ะขึ้นมา และเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือ “ท่าน ท่านอาจารย์ ราชันสัตว์พิษตัวนี้ มีพลังมาก ถ้วยที่สัมผัสกับมันจะมีพิษหรือไม่? ข้าคงจะไม่ถูกพิษ ของมันกระมัง?”
ราชครูถอนหายใจ “เจ้ากลัวเรื่องนี้เองหรอกรึ?”
หวั่นเฟิงขยับลำคอ “ใช่ ใช่แล้วขอรับ”
“ไม่ถูกหรอก” ราชครูเอ่ยอย่างหมดหนทาง
“เช่นนั้นก็ดี ข้าคิดว่าข้าจะตายเสียแล้ว” หวั่นเฟิงแสร้งทำท่า ทางโล่งใจ
ราชครูกล่าวอย่างเฉยเมย “วันพรุ่งนี้ข้าจะออกไปข้างนอก อย่าลืมเตรียมรถม้าให้ข้าละ”
หวั่นเฟิงรีบตอบกลับไป “ขอรับ ต้องการให้ข้าไปกับท่าน อาจารย์ด้วยหรือไม่?”
ราชครูกล่าว “ไม่ต้อง ข้าจะไปคนเดียว”
“โอ้” หวั่นเฟิงยังรู้สึกผิดเรื่องที่ตนเองโกหก จึงไม่ถือสาที่ท่าน อาจารย์ทอดทิ้งตน
…
ว่ากันว่าหลังจากเยี่ยนจิ่วเฉาปฏิบัติหน้าที่ทางการที่เน่ย์เก๋อเส ร็จแล้ว เขาก็ไม่ได้ไปร่วมการประชุมตามปกติ แต่สะบัดแขนเสื้อ แล้วเดินจากไปขึ้นรถม้าของตนเองด้วยท่าทางภาคภูมิใจ
เมื่อเข้าเดือนหก เวลากลางวันก็ยิ่งยาวนานขึ้น ตอนที่เยี่ยนจิ่ว เฉาและอิ่งสือซันมาถึงหมู่บ้านเหลียนฮวา ท้องฟ้ายังคงสว่างอยู่ ชาวบ้านที่มาหางานทยอยเดินทางกลับไป หมู่บ้านก็กลับสู่ความ เงียบสงบตามเดิม ควันฟุ้งลอยออกจากปล่องเตาเผา กลิ่นหอม
ของข้าวอบอวล ผู้ใหญ่ร้องเรียกบุตรหลานให้กลับบ้าน เริ่มต้น เพลิดเพลินกับอาหารมื้อเย็นในวันนั้น
ตั้งแต่สกุลอวี๋เปิดโรงฝึกงาน ชีวิตของผู้คนก็เริ่มดีขึ้น ไม่ต้อง ทนหิวอีกต่อไป มีเนื้อสัตว์ให้กินจนอิ่มหนำ เยี่ยนจิ่วเฉากับอิ่งสือ ซันที่ต้องผ่านเส้นทางสายนี้ ถูกกลิ่นหอมของเนื้อจากเรือนแต่ละ หลังสั่งให้ความตะกละในท้องของพวกเขาตื่นขึ้นมา
บทที่ 156.2 ราชครูแห่งหนานจ้าว
เด็กอ้วนกับอาเว่ย (2)
เยี่ยนจิ่วเฉาหยุดรถม้าที่หน้าบ้านของเขา อิ่งสือซันก็พาม้าไป กินหญ้าที่สนามหลังบ้าน เมื่ออวี๋หวั่นได้ยินการเคลื่อนไหวของรถ ม้าก็เดินออกมาดูและถึงกับตะลึงเมื่อเห็นเยี่ยนจิ่วเฉา
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินทางมาจากเน่ย์เก๋อ จึงไม่มีเวลาเปลี่ยนชุด เขาสวมชุดราชสำนักสีม่วง เนื้อผ้าสีม่วงทำให้เข็มขัดลายงูสีดำ โอบรัดเอวแกร่งของเขาไว้แน่น รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลา แขนเสื้อยาวห้อยลงมาตามธรรมชาติ ดูมีความสง่างามน่าเกรง ขามมากกว่าในอดีตเล็กน้อย
แสงอาทิตย์ยามพลบคํ่าส่องกระทบใบหน้างามดั่งหยกสลัก ของเขา ดูคล้ายกับถูกเคลือบด้วยแสงพระพุทธรูปจางๆ
อวี๋หวั่นตกตะลึงหลงใหลในใบหน้าของสามีอีกครั้ง เกรงว่า เทพบุตรบนสวรรค์ทั้งเก้าก็คงไม่งดงามไปกว่านี้
หลังจากอยู่บ้านมาหนึ่งวัน ก็ได้รู้ว่าเขาทำสิ่งใดให้กับสกุลอวี๋ บ้าง ปัญหาของโจรบนหลังม้าถูกแก้ไขแล้ว คนที่เต็มใจอยู่กลาย เป็นคนงานเหมืองที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนคนที่ไม่เต็มใจอยู่ ต่อ เขาก็จัดการอย่างสันติ นอกจากนี้ เอกสารราชการสำหรับการ ขุดเหมืองก็ได้มาเช่นกัน เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เธอไม่รู้มาก่อน
ในโลกนี้มีบุรุษที่เอาแต่พูดทว่าไม่ทำ และก็มีบุรุษที่เอาแต่ทำ ทว่าไม่พูด เห็นได้ชัดว่าสามีของเธอเป็นอย่างหลัง
อวี๋หวั่นมองเขาด้วยดวงตาและคิ้วที่ยิ้มแย้ม
“มองอันใด?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามอย่างเฉยเมย
“ก็มองท่านอย่างไรละ” อวี๋หวั่นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ไม่อายฟ้าดิน” เยี่ยนจิ่วเฉาเชิดหน้าอย่างเย็นชา
ท่าทางบูดบึ้งเช่นนี้หาได้ทำให้เธอโกรธ ทว่ากลับรู้สึกน่ารักยิ่ง นัก อวี๋หวั่นยังคงจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเฉยเมย “แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันร่วมรัก แต่เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องใจร้อนถึงเพียงนี้”
“หือ? วันร่วมรัก?” อวี๋หวั่นผงะและทำท่านับนิ้ว
เยี่ยนจิ่วเฉาขมวดคิ้ว
อวี๋หวั่นจ้องมอง
“เจ้าลืม?”
“ท่านจำได้?”
ทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน
เป็นเรื่องน่าขัดเขินเสียจริง
คนหนึ่งเอ่ยถึงการกินเนื้ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คนหนึ่งเย็นชาดุจ นํ้าแข็งงดเว้นดั่งเทพเซียน ทว่าคนแรกกลับลืมเลือน คนหลังกลับ
จำขึ้นใจ สีหน้าคนทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออกใน ชั่วพริบตา
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ย “วันสำคัญเช่นนี้คิดว่าเจ้าจะเอ่ยถึงทั้งวันทั้ง คืน แท้จริงเจ้ากลับลืมไปนานแล้ว หากข้ารู้แต่แรกคงไม่มาที่นี่”
“กล่าวราวกับท่านคอยนับวันคืนอยู่ตลอดอย่างนั้นละ” อวี๋ หวั่นพึมพำไปตามใจตนเอง
สีหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉาจริงจังขึ้นในทันที
อวี๋หวั่นกล่าว “ท่านนับจริงหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวเคร่งขรึม “เปล่า!”
เรื่องนี้เริ่มต้นจากการล้างพิษ ซื่อสัตย์ต่อสัญชาตญาณ แม้ การต่อสู้อันดุเดือดเร่าร้อนยามราตรีทุกคํ่าคืนทำให้อวี๋หวั่นเหลือ อด สาเหตุหลักๆ เพราะเขาใช้เวลานาน จำนวนครั้งไม่ถือว่ามากนัก เวลากลางวันเขาไม่ยอมให้เธอสัมผัสตัวแม้แต่น้อย หลังจาก ประกาศว่าสิบวันครั้ง เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีทุกข์ร้อนใดๆ เธอเคย คิดว่าเขาคงไม่ชอบเรื่องแบบนี้จริงๆ
อวี๋หวั่นนึกภาพเขาที่กำลังแอบเฝ้านับวันทั้งเช้าเย็น ก็กลั้นไว้ ไม่อยู่ หลุดขำคิกคักออกมา
“อวี๋อาหวั่น!” เยี่ยนจิ่วเฉาหันหน้าขวับ!
อวี๋หวั่นกลั้นยิ้มสุดกำลัง
เยี่ยนจิ่วเฉาหน้าแดงกํ่าพลันเอ่ยด้วยเสียงเย็นชา “เข้าบ้าน!”
อวี๋หวั่นไม่ขยับ
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินนำไปสองสามก้าว แต่พบว่านางไม่เดินตาม มาจึงหันกลับไปถาม “มัวทำอันใดอีก?”
อวี๋หวั่นยื่นมือไปให้เขา
มือที่อยู่ด้านหลังของเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้ขยับ แต่เขากลับจ้อง เธอด้วยสายตาเย็นชา “เสื่อมศีลธรรม!”
เอ่ยจบ เขาก็ก้าวข้ามธรณีประตูไปเยี่ยงสุภาพบุรุษที่ไม่มีผู้ใด ทัดเทียม
อวี๋หวั่นมองดูเงาหลังที่ดูคล้ายสงบเยือกเย็นของเขา พลันยก ยิ้มมุมปาก “รอให้ถึงราตรี มาดูกันว่าท่านจะยังเอ่ยเช่นนี้ได้อยู่หรือ ไม่”
ทั้งครอบครัวมาทานอาหารเย็นกันที่บ้านใหม่สกุลติง ป้าสะใภ้ ใหญ่ได้เห็นหลานเขยอย่างเยี่ยนจิ่วเฉาก็ยิ่งรู้สึกชอบมากขึ้นทุกที นางเอ่ยกับเขาว่าฟ้ามืดแล้ว อยู่ต่ออีกสักคืนแล้วพรุ่งนี้ค่อยเดิน ทางกลับไม่ดีกว่าหรือ
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยปฏิเสธ “วันพรุ่งนี้ต้องไปว่าราชกิจตั้งแต่รุ่ง สาง กลางเดือนแล้วจะกลับมาอยู่ใหม่สักสองสามวัน”
หากไม่ใช่เขา ป้าสะใภ้ใหญ่คงคิดว่าอีกฝ่ายรังเกียจที่จะอยู่ บ้านนอก ทว่าเยี่ยนจิ่วเฉาอาศัยอยู่ในชนบทมานานแล้ว ทั้งยังซื้อ บ้านอยู่หลังหนึ่ง ป้าสะใภ้ใหญ่จึงรู้ว่าเขาไม่ใช่คนแบบนั้น แต่ เพราะต้องไปว่าราชกิจแต่เช้า ป้าสะใภ้ใหญ่จึงไม่บังคับให้อยู่ต่อ
กลับยังรีบส่งเขาขึ้นรถม้าอีกด้วย
เด็กอ้วนทั้งสามไปกินมื้อเย็นที่บ้านอาเว่ย เมื่อเห็นว่าอาเว่ย เป็นคนทำอาหารเองกับมือ เด็กน้อยทั้งสามก็รู้สึกดีใจเนื้อเต้น รีบ กวาดลงท้องจนหมดเกลี้ยงในคราวเดียว!
…ทว่าในความเป็นจริง ทั้งบ้านทำอาหารที่คนกินเข้าไปอาจ ถึงตาย มีเพียงอาเว่ยที่มีทักษะการทำอาหารยอดเยี่ยม เขาจึงเป็น คนเดียวที่รับหน้าที่ทำอาหารมาโดยตลอด
เมื่ออาเว่ยยกแกงใสไข่คนชามสุดท้ายออกมา ก็เหลือเพียง จานอาหารสำหรับคนทั้งบ้านที่ว่างเปล่าวางอยู่บนโต๊ะ…
อาเว่ยก็ไปนึ่งหมั่นโถวมาอีกถาดหนึ่ง ทว่าเมื่อหันกลับมาอีกที หมั่นโถวในถาดก็ถูกเด็กอ้วนทั้งสามกินจนไม่เหลือ
อาเว่ยไม่รู้ว่าตนเองทำอาหารไปกี่มื้อแล้ว ปรุงจนตาลายมือไม้ สั่นเทา กว่าจะป้อนให้เด็กอ้วนเหล่านี้อิ่มได้ ข้าวสารก็เหลืออยู่ก้น ถุงเสียแล้ว…
และแล้วโชคดีก็มาถึง! เถี่ยตั้นน้อยมาตามพวกเขากลับไป!
อาเว่ยรอที่จะส่งเด็กอ้วนๆ กลับไปแทบไม่ไหว ในที่สุดชีวิตที่ ยากลำบากของท่าน(พ่อ)อาจารย์(นม)ก็สิ้นสุดลง เขาจะได้เป็น วายร้ายแห่งเผ่าปีศาจที่มีความสุขอีกครั้ง!
ไหนเลยจะรู้ว่ายังไม่ทันจะได้ภาคภูมิใจ เสียงเคาะประตูจาก ด้านหลังก็ดังขึ้นอีกครั้ง ปัง ปัง ปัง!!
อาเว่ยลากร่างอันอ่อนระโหยโรยแรงไปเปิดประตู ทันใดนั้น สายตาก็พลันปะทะกับเด็กน้อยตัวอ้วนกลมสามคน
เหล่าเด็กอ้วนมาด้วยเท้าเปล่ากับหมอนใบเล็ก จ้องมองอาเว่ย ด้วยสายตาอันน่ารัก
ท่านแม่บอกว่าพวกเราไม่ต้องไปก็ได้ คืนนี้พวกเราจะนอนกับ ท่าน!
อาเว่ยที่พังทลาย “! ! !”
เยี่ยนจิ่วเฉากับอวี๋หวั่นขึ้นรถม้ากลับไปยังจวนคุณชาย เมื่อจื่อ ซูไม่เห็นคุณชายน้อยทั้งสามกลับมาด้วยก็ถามด้วยความสงสัย “เด็กๆ ละเจ้าคะ?”
อวี๋หวั่นอธิบายด้วยใบหน้าเรียบเฉย “ท่านพ่อท่านแม่ของข้า ไม่อยากแยกจากพวกเขา จึงปล่อยให้พวกเขาอยู่ที่นั่น”
จื่อซูมองใบหน้าที่แดงกํ่าไปถึงหูของคนทั้งสอง จึงแสร้งทำ เป็นเชื่อในสิ่งที่ผู้เป็นนายกล่าว
คนทั้งสองเข้าไปในบ้าน
ฝูหลิงมาพร้อมกับตระกร้าผลหลี่จื่อและลิ้นจี่ที่เพิ่งเก็บมาสดๆ ตะกร้าใหญ่ กำลังจะเข้าไปในห้อง ทว่าถูกจื่อซูรั้งไว้
“เจ้าจะทำอันใด?” ฝูหลิงถาม
“เจ้าเล่าจะทำอันใด?” จื่อซูถามย้อน
ฝูหลิงกล่าว “ก่อนที่พระชายาซื่อจื่อจะเดินทางไป นางบอกให้
ข้าไปเก็บมา มิใช่ว่านางกลับมาแล้วรึ? ข้าจะนำไปให้นาง!”
จื่อซูจ้องมองนางด้วยความขัดใจ “ยามนี้ผู้ใดจะกินผลไม้ที่เจ้า เก็บมาลง?”
“หากกินไม่ลง เหตุใดจึงให้พ่อครัวเตรียมอาหารมื้อเย็น?” ฝู หลิงสับสนงงงวย
“นั่นก็เพราะ…” จื่อซูไม่รู้จะอธิบายให้นางฟังอย่างไร สตรีผู้นี้ ก็ไม่เด็กแล้ว เหตุใดเรื่องเช่นนี้ถึงไม่เข้าใจ? ไม่เห็นสายตาที่สู้ใครไม่ ไหวของซื่อจื่อกับพระชายาซื่อจื่อหรือ? งดมาสิบวัน เกรงว่าใจของ คู่แต่งงานใหม่ในยามนี้คงเร่าร้อนดั่งกองเพลิง
เสียงการเคลื่อนไหวในบ้านเริ่มดังขึ้น จื่อซูหน้าแดงรีบคว้ามือ ฝูหลิงเดินออกไปราวกับกำลังหนีบางสิ่ง
เรื่องหลอมรวมกลมกลืนกันเช่นนี้คนทั้งคู่ต่างชื่นชอบ ไหนจะ ถูกห้ามมานาน ไหนจะลืมวันสำคัญเช่นนี้อีก อวี๋หวั่นจึงคิดที่จะ ชดเชยให้เขา ทว่าเธอก็เผลอยั่วยวนมากเกินควร
ราตรีนี้ จึงมีนํ้าร้อนถึงสามครา
อวี๋หวั่นสุขสมดังใจปรารถนา ทว่าก็ทำจนสภาพน่าสังเวชเป็น อย่างยิ่ง กระทั่งว่าหลับไปได้อย่างไรเธอก็ลืมไปแล้ว เธอนอนบน ที่นอนแห้งที่เปลี่ยนใหม่ ลมหายใจหอมหวานเข้าออกสมํ่าเสมอ ผมสีนํ้าหมึกห้อยสยายลงมาพาดบนไหล่นวลเนียนราวกับหยกขาว
เยี่ยนจิ่วเฉาดึงผ้านวมบางมาคลุมบนร่างเธอ พร้อมกับนอน ลงข้างๆ มือข้างหนึ่งรองหลังศีรษะ ข้างหนึ่งวางบนท้อง
เปลือกตาของเยี่ยนจิ่วเฉาค่อยๆ ปิดลงช้าๆ
เพียงครู่หนึ่ง เขาก็ย้ายมือที่รองศีรษะออกมาวางไว้บนผ้านวม
และเพียงครู่หนึ่งเขาก็ย้ายมันไปข้างกายเธอและจับมือเธอ เบาๆ
เป็นคืนที่หลับฝันดี
…
อวี๋หวั่นลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เยี่ยนจิ่วเฉาก็ออกไปว่าราชกิจ แล้ว อวี๋หวั่นนึกขุ่นเคืองตนเองจนหน้าแดง เจ้าสาวใหม่คนใดใน สมัยโบราณนอนจนตะวันโด่งฟ้าเช่นนี้? ช่างเป็นการกระทำที่ไม่ สนใจศีลธรรมกฎบ้านกฎเมืองยิ่งนัก
“อ๊ะ แย่จริง” เมื่อนึกขึ้นได้ อวี๋หวั่นก็ตบหัวตนเอง เมื่อวานเธอ ถูกสามียั่วยวนจนสิ้นสภาพ ลืมบอกเรื่องที่ราชครูพยายามมา ตรวจสอบเธอเสียสนิท
แต่ถึงแม้ว่าอวี๋หวั่นไม่ได้บอก เยี่ยนจิ่วเฉาก็ได้ทราบจากปาก ขององครักษ์ที่อยู่ในเหตุการณ์แล้วว่าราชครูกับศิษย์ของเขามาที่ นี่เพื่อมอบของขวัญขอบคุณ และกล่าววาจาตามมารยาท จากนั้น ก็บังเอิญทำลูกปัดที่ส่องแสงได้ตกลงมา…
หลังจากเยี่ยนจิ่วเฉาได้ฟังก็ทราบได้ทันทีว่าราชครูมาที่นี่เพื่อ ตรวจสอบอวี๋หวั่น
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่คิดว่ามีใครปล่อยข่าวเรื่องของศักดิ์สิทธิ์แห่ง หนานจ้าว แม้แต่อวี้จื่อกุย หากเขาคิดทรยศอวี๋หวั่นก็คงทำไปนาน
แล้ว ดังนั้นที่ราชครูคิดสงสัยอวี๋หวั่น ส่วนใหญ่คงเป็นเพราะได้พบ กับอวี๋หวั่นในวันล่าสัตว์
“คุณชาย เขาจะตรวจสอบพบสิ่งใดแล้วหรือยัง?” บนเส้นทาง ไปยังจวนคุณชายหลังกลับจากการว่าราชกิจ อิ่งสือซันถามด้วย ความสงสัย
เยี่ยนจิ่วเฉาส่ายศีรษะ “สตรีผู้นั้นไม่ได้โง่ถึงขนาดปล่อยให้เขา กระทำได้สำเร็จ สิ่งที่ข้ากังวลที่สุดในยามนี้ไม่ใช่เขาสืบพบสิ่งใด ทว่าเขานึกสิ่งใดได้หรือยังมากกว่า”
อิ่งสือซันขมวดคิ้ว “คุณชายหมายถึง…”
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยอย่างเฉยเมย “เขาเป็นราชครูแห่งหนานจ้าว เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่เคยเห็นตี้จีองค์โต หากเขาได้พบเพียงสตรีที่ มีลักษณะคล้ายกับตี้จีองค์โต เราอาจยังบอกได้ว่ามันเป็นเรื่อง บังเอิญ ทว่าหากเขาได้พบกับตี้จีองค์โตตัวเป็นๆ ละ? เกรงว่ามันจะ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
“คุณชาย!” อิ่งลิ่วควบม้าไล่ตามมา
“เขาไปแล้วรึ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
อิ่งลิ่วพยักหน้า “ไปที่ประตูเมืองทิศใต้ขอรับ!”
เยี่ยนจิ่วเฉาสะบัดแขนเสื้อ “ดูเหมือนว่ากำลังมุ่งหน้าไป หมู่บ้านเหลียนฮวา ลงมือเร็วเสียจริง”
เมื่อวานนี้คนมาสมัครงานในหมู่บ้านเหลียนฮวามากมาย
ตำแหน่งต่างๆ ถูกสรุปไว้คร่าวๆ แล้ว วันนี้จึงมีคนที่มาจากนอก หมู่บ้านไม่มากนัก
รถม้าคันหนึ่งขับเข้ามาในหมู่บ้านอย่างราบรื่น และหยุดลงที่ หน้ากระท่อมเล็กหลังหนึ่ง เด็กหญิงหกเจ็ดขวบกำลังนั่งยองๆ เล่น โคลนอยู่บนพื้น
ราชครูลงจากรถม้าพร้อมกับขนมโซวทึ้ง[1] และเดินไปหา นาง “ข้าขอถามเจ้าสักหน่อย บ้านสกุลอวี๋อยู่ที่ใดหรือ?”
…………………………………………………….
[1] ขนมโซวทึ้ง 酥糖 หมายถึง ขนมที่ทำจากถั่วหรือธัญพืชที่นำไป
เคี่ยวกับนํ้าตาลจนสุก แล้วนำไปผึ่งลมให้นํ้าตาลแข็งตัวกรอบ