หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 155.1 เด็กอ้วนแสนดุร้าย
กลับหมู่บ้าน
หมอหลวงแห่งราชวงศ์ต้าโจวยกความดีความชอบให้อวี๋หวั่น มากเกินไป หลังจากอวี๋หวั่นจากไปไม่นาน หมอหลวงก็มาถึง และ ถึงแม้เธอจะไม่ทำอะไร หมอหลวงก็ช่วยเขาได้อยู่ดี ทว่าเขาอ่อนแอ ผิดปกติ นอนอยู่ร่วมสิบวันถึงครึ่งเดือนกว่าจะลุกจากเตียงได้
พอคิดเช่นนี้ ตนเองก็มีความดีความชอบอยู่ไม่น้อย
อวี๋หวั่นลงจากรถม้า
เด็กชายทั้งสามยื่นหัวออกจากผ้าม่านของหน้าต่าง และใช้ สายตาดุร้ายมองศิษย์น้อยหวั่นเฟิง
หวั่นเฟิงตกตะลึงกับสายตาของเด็กน้อยทั้งสาม
“มีอันใดหรือ?” อวี๋หวั่นหันมองตามสายตาของเขา ทันใดนั้น เด็กอ้วนทั้งสามก็สับเปลี่ยนสีหน้าอย่างฉับพลัน เป็นการ แสดงออกด้วยท่าทีที่แสนน่ารัก!
อวี๋หวั่นตกหลุมรักในความน่ารักของบุตรชายอีกครั้ง จนแทบ ไม่อยากออกจากประตู และกอดทั้งสามไว้ในอ้อมแขนพร้อมกับจุ๊บ พวกเขา
เมื่ออวี๋หวั่นหันหน้าไปคุยกับหวั่นเฟิง เด็กอ้วนตัวน้อยก็ทำ หน้าตาดุร้ายอีกครั้ง!
หวั่นเฟิงตะลึงงันกับท่าทีของเด็กอ้วนทั้งสาม โชคดีที่ราชครู ลงมาจากรถ หวั่นเฟิงจึงรีบหันตัวกลับไปพยุงราชครู “ท่าน อาจารย์”
สายตาของอวี๋หวั่นตกกระทบกับราชครู
ช้าก่อน นี่ไม่ใช่ผู้อาวุโสที่พบกันด้านนอกสวนชมสัตว์ผู้นั้นเมื่อ สองสามวันก่อนหรอกหรือ? มิน่าท่าทางดูไม่เหมือนคนทั่วไป ที่แท้ ก็เป็นราชครูของหนานจ้าว
เขามาขอบคุณถึงที่นี่ด้วยตนเองเลยหรือ? เรื่องนั้นก็ผ่านมา นานแล้ว เหตุใดก่อนหน้านี้ไม่มา?
ราชครูคำนับอวี๋หวั่นตามธรรมเนียมของต้าโจว
อวี๋หวั่นโค้งกายคำนับเล็กน้อยเป็นการคำนับกลับ
ภาษาต้าโจวกับหนานจ้าวมีความคล้ายคลึงกัน นอกจากมี สำเนียงของตัวเองแล้วก็ไม่มีอุปสรรคสำคัญใดในการสื่อสาร
ราชครูให้หวั่นเฟิงไปขนของขวัญขอบคุณลงมา และเอ่ยกับอวี๋ หวั่น “ขอบคุณพระชายาซื่อจื่อในบุญคุณที่ท่านช่วยเหลือ”
“ท่านราชครูเกรงใจเกินไปแล้ว” อวี๋หวั่นพยักหน้าและเอ่ยกับ ราชครู “ท่านราชครูมาเยี่ยมเยียนถึงที่นี่ ตามหลักแล้วควรเชิญ ท่านเข้าไปพูดคุยกันด้านในจวน ทว่าท่านราชครูก็คงเห็นว่าข้า กำลังจะออกเดินทาง และซื่อจื่อก็ไม่อยู่ด้วย”
ความหมายก็คือ ท่านมาในเวลาที่ไม่เหมาะสม
หวั่นเฟิงกระแอมในลำคออย่างอึดอัดใจ เขาก็บอกแล้วว่าไม่ ควรไปเยี่ยมในเวลานี้ ต้าโจวให้ความสำคัญกับขนบธรรมเนียม มากกว่าหนานจ้าว และได้ยินมาว่าก่อนมาเยี่ยมเยียนถึงบ้านพวก เขาต้องได้รับคำเชิญเสียก่อน ทว่าท่านอาจารย์ก็ยังต้องการมา เขาไม่อาจหยุดยั้งไว้ได้!
ราชครูกล่าว “ไม่เป็นไร ได้ส่งของขวัญขอบคุณให้ก็พอแล้ว”
อวี๋หวั่นมิได้ปฏิเสธ พลันพยักหน้าให้เจียงไห่ เจียงไห่ก้าวไปรับ ของขวัญขอบคุณในมือของหวั่งเฟิง ทว่าทันใดนั้นลูกปัดก็หลุด ออกมาจากแขนเสื้อของหวั่นเฟิงและตกลงไปที่หน้ารองเท้าของอ วี๋หวั่น
จุดนี้ไม่สะดวกให้บุรุษสัมผัส สาวใช้ก็ไม่อยู่ อวี๋หวั่นจึงก้มลง หยิบมันขึ้นมา
มันคือลูกปัดขนาดเท่ากำปั้นของทารก เดิมที่มันมีสีขาวมุก ทว่าเมื่ออวี๋หวั่นเก็บขึ้นมา มันก็เปล่งแสงสว่างขึ้นเล็กน้อย
หวั่นเฟิงมองลูกปัดด้วยความงุนงง จากนั้นก็มองไปที่แขน เสื้อของเขา
“นี่” อวี๋หวั่นคืนลูกปัดให้หวั่นเฟิง
“โอ้…ขอบ ขอบคุณมาก” หวั่นเฟิงรับลูกปัดมาด้วยความ สับสนและใส่กลับเข้าไปในแขนเสื้อ
หวั่นเฟิงช้อนตามองเส้นผมของอวี๋หวั่น เส้นผมนั้นเงางามดุจ ผ้าซาติน เป็นมันวาวและนุ่มนวลยามต้องแสงอาทิตย์
หวั่นเฟิงขยับลำคอด้วยความประหม่า
เจียงไห่ก้มหน้าตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ
ราชครูกล่าวลา แล้วพาหวั่นเฟิงที่กำลังอยู่ในอาการงงงวยขึ้น รถม้า
หลังจากอวี๋หวั่นให้เจียงไห่นำของขวัญขอบคุณไปฝากไว้ที่ องครักษ์ ก็ขึ้นรถม้าเดินทางกลับหมู่บ้าน
“ท่านอาจารย์” หลังจากรถม้าเลี้ยวขับออกมายังถนนที่ผู้คน พลุกพล่านวุ่นวาย หวั่นเฟิงก็หยิบลูกปัดออกมาจากแขนเสื้อ “ไย ข้าถึงมีลูกปัดอยู่บนตัว? ลูกปัดอันใดกัน? เมื่อครู่ข้าเห็นมันส่อง แสง? เหตุใดมาอยู่ในมือข้าแล้วมันกลับไม่ส่องแสง?”
ราชครูกล่าวว่า “นี่คือลูกปัดกู่ มีเพียงราชันสัตว์พิษเท่านั้นที่ จะทำให้มันเปล่งประกายได้”
“รา…ราชันสัตว์พิษ?” เมื่อหวั่นเฟิงนึกถึงภาพลูกปัดส่องแสง ในมือของอวี๋หวั่น ดวงตาของเขาก็จ้องมองอย่างตกตะลึง “นางมี ราชันสัตว์พิษอยู่ในมือ? ท่านอาจารย์จงใจใส่ลูกปัดบนตัวข้าเพื่อ ทดสอบนางใช่หรือไม่? ไยท่านถึงทำเช่นนี้?”
ราชครูไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
ความสงสัยนับไม่ถ้วนผุดขึ้นในใจของหวั่นเฟิง ในช่วงที่ความ คิดสับสนวุ่นวาย ทันใดนั้นประกายความคิดหนึ่งก็สว่างขึ้น “ช้า ก่อน ท่านอาจารย์คงไม่ได้…สงสัยว่าของศักดิ์สิทธิ์ของหนานจ้าว จะอยู่ในมือนางกระมัง?”
ราชครูไม่ได้ยอมรับหรือปฏิเสธ เพียงแต่หยิบผ้าเช็ดหน้าที่ถูก พับไว้อย่างดีมาคลี่ออกช้าๆ เผยให้เห็นผมยาวเส้นหนึ่งอยู่ด้านใน
หวั่นเฟิงเบิกตากว้าง “นี่…นี่คงไม่ใช่เส้นผมของนางกระมัง”
ท่านอาจารย์ นี่ท่านถนัดสิ่งใดกันแน่?!
หากของศักดิ์สิทธิ์อยู่ในมืออวี๋หวั่นจริง เช่นนั้นเส้นผมของเธอ ก็ต้องเปื้อนไปด้วยลมหายใจของของศักดิ์สิทธิ์ ราชันสัตว์พิษที่อยู่ ในมือเธอจะเป็นสิ่งที่พวกเขากำลังตามหาอยู่หรือไม่ ราชครูมีวิธี ของตนเอง
รถม้าแล่นไปบนถนนสายหลักอย่างราบรื่น เด็กอ้วนทั้งสาม รู้สึกง่วงทันทีที่ขึ้นบนรถม้าแทบจะกลายเป็นกฎที่ไม่อาจ เปลี่ยนแปลงได้
เมื่อเจียงไห่แน่ใจว่าเด็กน้อยทั้งสามหลับไปแล้ว เขาก็ขับรถม้า ไปพลางกระซิบกับอวี๋หวั่น “ฮูหยิน ลูกปัดเม็ดนั้นมีบางอย่าง แปลกๆ”
“ข้าเห็นแล้ว มันส่องแสงในมือข้า ทว่าไม่ส่องแสงในมือของ หวั่นเฟิง” แม้ว่าหวั่นเฟิงจะรีบเก็บมันอย่างรวดเร็ว ทว่าไม่อาจ รอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของเธอ
เจียงไห่มุ่นขมวดคิ้ว “ฮูหยินคุ้นเคยกับเด็กนั่นหรือขอรับ?”
อวี๋หวั่นตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เคยพบกันสองครั้งเท่านั้น”
“เช่นนั้นก็อย่าได้เรียกชื่อเขา”
“อ้อ”
เอ๊ะ ช้าก่อน คำพูดของสารถี นี่เธอรับปากอะไรไป! ! !
เจียงไห่กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “ราชครูผู้นั้น…ข้าน้อยรู้สึกว่า เขากำลังทำอันใดบางอย่าง ทว่าเมื่อครู่เหตุการณ์ยุ่งเหยิงยิ่งนัก ข้าน้อยมองเห็นไม่ชัด”
อวี๋หวั่นยกมุมปากขึ้นด้วยความขบขัน เธอเห็นอยู่ชัดๆ ว่า ราชครูหยิบเส้นผมที่หลุดร่วงจากตัวเธอไป
ทว่าราชครูไม่มีทางรู้แน่ว่านั่นคือเส้นผมของเจียงไห่!
…
ปล่อยให้ราชครูกับศิษย์เสียเวลาไปอีกสักพัก ใกล้ยามอู่รถม้า ก็คงไปถึงหมู่บ้านแล้ว
ภายในเวลาไม่ถึงสิบวัน หมู่บ้านกลับเปลี่ยนแปลงไปมาก ยาม แรกอวี๋หวั่นคิดว่ามาผิดที่ เพราะเดิมทีหมู่บ้านเหลียนฮวามีผู้คนไม่ มาก ทว่าวันนี้กลับมีผู้คนแออัดคับคั่ง กระทั่งปิดกั้นปากทางเข้า หมู่บ้าน
รถม้าไม่อาจผ่านเข้าไปได้ อวี๋หวั่นมองไม่เห็นชาวบ้านที่ตนเอง คุ้นเคย เจียงไห่จึงถามไถ่จากคนต่างถิ่นเหล่านี้
เจียงไห่ลงจากรถม้า จับตัวชายหนุ่มอายุอานามราวยี่สิบปีมา ถาม “เกิดอันใดขึ้นที่หมู่บ้านเหลียนฮวา? เหตุใดจึงมีคนมา มากมายเช่นนี้?”
เมื่อเห็นว่าเขากำแส้ม้าอยู่ในมือ ชายหนุ่มจึงมองไปยังรถม้าที่ อยู่ข้างหลังเขาพลันเอ่ยว่า “พวกเจ้าคงมาทำธุรกิจกับสกุลอวี๋ กระมัง? เช่นนั้นก็น่าเสียดาย วันนี้สกุลอวี๋ไม่ว่าง!”
“เหตุใดถึงไม่ว่าง?” เจียงไห่ถาม
“สกุลอวี๋กำลังจะจ้างงาน!” ชายหนุ่มชี้ไปยังฝูงชนที่ พลุกพล่าน “เจ้าเห็นหรือไม่ ผู้คนเหล่านั้นมาทำงาน! สกุลอวี๋จ่าย ค่าแรงสูง และยังดูแลเรื่องอาหารและที่พักด้วย แม้แต่คนใน ตำบลก็ยังมาที่นี่!”
หากเป็นผู้คนในหมู่บ้านแถบนี้มาหางานยังไม่นับว่าเป็นเรื่อง แปลก ทว่าหากเป็นคนในตำบลที่ ‘ยอมลดตัว’ มาทำงานใน หมู่บ้านนับเป็นเรื่องที่น่าอิจฉาเล็กน้อย
หมู่บ้านเหลียนฮวาเคยเป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดและไม่มี ผู้คนมาอาศัยอยู่มากที่สุด ทว่ายามนี้กลับเป็นหมู่บ้านที่คึกคัก เป็น ที่ต้องการและน่าอยู่มากที่สุด ชายหนุ่มผู้นี้มาหางาน จึงคิดเพียง ว่ามาหางานเหมือนกันหมด โดยไม่รู้เลยว่าในช่วงหลายวันนี้แม่สื่อ ทั้งหลายต่างมาแออัดอยู่หน้าประตูบ้านเรือนทุกหลัง
บ้างมาสู่ขอสะใภ้ บ้างมาสู่ขอบุตรสาว ทหารเกณฑ์ทุกคนที่ถูก เลื่อนการแต่งงานเพราะสงครามก็กลายเป็นที่นิยม และเมื่อได้ยิน ว่ายาจกรุ่นพี่หวังหม่าจื่อแต่งงานแล้ว แม่สื่อก็ต่างร้องห่มร้องไห้!
คนจากหมู่บ้านซิ่งหวาได้เข้ามาสร้างความวุ่นวายครั้งหนึ่ง ทว่าถูกทหารเกณฑ์กับโจรบนหลังม้าขับไล่จนพ่ายแพ้ยับเยิน
เรื่องที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงก็คือ พวกโจรบนหลังม้าถูก เยี่ยนจิ่วเฉาขึ้นทะเบียนอย่างเงียบๆ คนที่เต็มใจอยู่ก็ได้เป็นชาว บ้านของหมู่บ้านเหลียนฮวาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย…เอ่อ ไม่ใช่สิ เป็นคนงานเหมือง!
ส่วนพวกที่ไม่เต็มใจก็ถูกเยี่ยนจิ่วเฉาจับไปนั่งในคุกแล้ว…
หมู่บ้านเหลียนฮวาจากที่มียี่สิบถึงสามสิบครัวเรือน ก็กลาย เป็นห้าสิบครัวเรือน! รู้สึกแข็งแกร่งขึ้นในพริบตาเดียว!
เจียงไห่บังคับม้าไปด้วยความยากลำบาก บ้านหลังใหม่สาม ห้องเกือบสร้างเสร็จแล้ว ทว่าของภายในยังไม่ครบครัน จึงยังคง อาศัยอยู่ที่บ้านหลังใหม่ของสกุลติง คนมาสมัครงานมีมากเกิน กว่าจะให้เข้าไปในบ้านได้หมด อวี๋เฟิงกับอวี๋เซ่าชิงจึงเรียกให้ไปที่ โรงงาน
เถี่ยตั้นน้อยนั่งยองๆ เล่นดีดลูกแก้วกับสือโถวอยู่บนพื้นหน้า ประตู อย่าได้ดูถูกลูกปัดที่ดูไม่โดดเด่นสะดุดตาเหล่านี้ เพราะ แท้จริงแล้วมันทำมาจากเหล็กเคลือบสี แม้ผู้คนในชนบทที่มีเงินก็ ยังไม่เต็มใจที่จะซื้อมัน แต่อวี๋เซ่าชิงรักบุตรชายของเขามาก จึงไป หาช่างตีเหล็กในตำบลเพื่อสั่งให้ทำมันขึ้นมา
ทั้งสองเล่นกันอย่างสนุกสนาน
เถี่ยตั้นน้อยเล่นมันบ่อยครั้งในวันธรรมดา ฝึกฝนจนชำนาญ และมีทักษะเหนือกว่าสือโถว เขาจึงชนะได้ทันที เถี่ยตั้นน้อยได้ยิน เสียงของรถม้าพลันเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเจียงไห่ที่กำลังเคลื่อน
รถม้าเข้ามา เขาจำเจียงไห่ได้
เขาตื่นเต้นดีใจจนโยนลูกปัดลง “ท่านพี่กลับมาแล้ว!”
สือโถวมองเงาร่างเล็กของเขาที่วิ่งออกไป “เฮ้ ข้าชนะแล้ว!”
ผู้ใดสนใจเจ้ากัน!
เถี่ยตั้นน้อยรีบวิ่งไปที่รถม้า
เจียงไห่หยุดรถม้าลงก่อนแล้ว
อวี๋หวั่นอยู่ด้านใน ได้ยินเสียงของน้องชาย และรถม้าก็หยุด เธอรีบเปิดม่านออก
“ท่านพี่ ท่านพี่!” เถี่ยตั้นน้อยปีนขึ้นรถม้า
รถม้าสูงเกินกว่าที่เขาจะปีนขึ้นไปเองได้ เจียงไห่จึงยื่นมือดึง เถี่ยตั้นที่กระหืดกระหอบด้วยความดีอกดีใจขึ้นมา
“ขอบคุณลุงเจียง!” เถี่ยตั้นน้อยเอ่ยเสียงใส
ที่จริงแล้วเขาก็อายุไล่เลี่ยกับอวี๋เฟิง ทว่าเจียงไห่ดูโตไวกว่า “…”
เด็กอ้วนถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงของท่านน้า พวกเขาเงยหน้า ขึ้นอย่างสะลึมสะลือ
“ไอ้หยา น้องชายก็มาด้วย!” เถี่ยตั้นน้อยยิ่งตื่นเต้น
อวี๋หวั่นหน้าบึ้ง
“บอกกี่ครั้งแล้วว่าเป็นหลาน!”
ก็เห็นอยู่ว่าพวกเขาโตพอๆ กับเจินเจินน้อย เจินเจินน้อยเป็น น้องสาว แล้วเหตุใดพวกเขาถึงเป็นน้องชายไม่ได้
อวี๋หวั่นไม่อาจตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจน อวี๋หวั่นกอดเด็ก น้อยทั้งสามที่เพิ่งตื่นนอนและเจียงไห่ก็อุ้มพวกเขาลงไป
“ลุงเจียง ข้าด้วย!” เถี่ยตั้นน้อยยื่นแขนออกไปหาเจียงไห่
เจียงไห่ “ลงเอง”
เถี่ยตั้นน้อย
“…”
โรงเรียนเอกชนในหมู่บ้านก็สร้างเสร็จแล้ว มันคือบ้านสกุล จ้าวแต่เก่าก่อน
บ้านสกุลจ้าวได้ถูกปรับปรุงและขยายพื้นที่ไปทางด้านตะวัน ออกเพื่อเป็นโรงเรียน
วันนี้โรงเรียนหยุดพัก เถี่ยตั้นน้อยจึงสามารถมานอนหมอบ เล่นดีดลูกแก้วกับสือโถวที่ประตูบ้านได้
บทที่ 155.2 เด็กอ้วนแสนดุร้าย
กลับหมู่บ้าน (2)
ครั้งสุดท้ายที่อวี๋หวั่นจากไป เธอเคยเอ่ยกับชายชราว่า ผู้ที่มี ทะเบียนบ้านอยู่ในหมู่บ้านเหลียนฮวา และสตรีก็สามารถเข้าเรียน ได้เช่นกัน คนในหมู่บ้านเหลียนฮวาได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม การเข้าเรียน หากเป็นคนจากหมู่บ้านอื่นต้องจ่ายเงิน ส่วนจะได้ มากน้อยอย่างไรอวี๋หวั่นไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
ในชนเผ่า บทเรียนของมหาปุโรหิตนั้นหาเงินได้ยาก เมื่อมาถึง สมัยต้าโจวชายชราไม่ได้คาดหวังเงินทองมากมาย ทว่าเงินร้อย กว่าตำลึงก็ควรจะมีติดไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่เหมาะสมกับ สถานะของมหาปุโรหิต ชายชราคิดว่าเก็บในราคาที่ถูกเช่นนี้ โต๊ะ คงมีไม่พอใช้เป็นแน่ เขาจึงควักเงินจากกระเป๋าตนเองซื้อมาถึง สามสิบตัว ผลก็คือผ่านไปหลายวันก็ไม่มีวี่แววของคนนอกหมู่บ้าน ที่จะจ่ายเงินมาเรียนสักคน…
อวี๋หวั่นพบกับนางเจียงในห้องโถง นางเจียงดูดีขึ้นกว่าแต่ ก่อนมาก เพราะหลังจากย้ายมาอยู่ที่บ้านหลังข้างๆ เถี่ยตั้นน้อยก็ ไม่ต้องนอนเบียดเตียงกับพวกเขาอีกต่อไป
เถี่ยตั้นน้อยไปเรียกหาบิดาที่โรงงาน เมื่อได้ยินว่าบุตรสาวของ เขากลับมา อวี๋เซ่าชิงก็ไม่ทำสิ่งใดอีก เขาโยนงานทั้งหมดในมือทิ้ง ทันที และรีบร้อนวิ่งกลับไป “อาหวั่น!”
เมื่อสิ้นสุดเสียง เขาก็เห็นเด็กอ้วนสามคน แล้วทันใดนั้นสีหน้า ของเขาก็หม่นหมองลง
เหตุใดถึงเป็นเจ้าตัวเล็กพวกนี้อีกแล้ว!
เจ้าตัวเล็กนั่งอยู่บนตัวของนางเจียง และมองเขาด้วยใบหน้าที่ น่ารัก ศีรษะเล็กถูไปมาในอ้อมแขนของนางเจียง
ใบหน้าของอวี๋เซ่าชิงดำมืด
“ท่านพ่อ” อวี๋หวั่นกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม จากนั้นมองไปที่ เด็กอ้วนทั้งสามพลางเอ่ยว่า “พวกเจ้าไม่ได้เอาของขวัญมาหรอก หรือ? รีบไปหยิบมาสิ”
เด็กอ้วนทั้งสามจึงนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาก็เป็นคนที่มีของขวัญ เช่นกัน พวกเขาไถลตัวลงมาที่พื้น และเดินไปหยิบของขวัญที่รถ ม้า มันคือผลท้อสีแดงผลใหญ่สามลูก
อวี๋เซ่าชิงลอบถอนหายใจ เอาละ อย่างน้อยเจ้าตัวเล็กก็ยังรู้จัก มอบของขวัญให้แก่เขา…
ยังไม่ทันจะคิดจบ ก็เห็นเด็กอ้วนทั้งสามถือ ‘ผลท้อลูกใหญ่’ วิ่ง เตาะแตะออกไป!
…ไปหาอาเว่ย
ท่านตาอวี๋ที่ถูกทิ่มแทงใจเป็นหมื่นครั้ง “…”
ไม่นาน ป้าสะใภ้ใหญ่ก็มาหา ลุงใหญ่กับอวี๋เฟิงก็อยากมา ทว่า น่าเสียดายที่อวี๋เซ่าชิงชิงทิ้งงานก่อนไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่
สามารถหนีไปไหนได้ ต้องอยู่รับสมัครคนงานที่โรงงานต่อไป
“เหตุใดเจ้าจึงกลับมาวันนี้? ไม่ใช่งานเลี้ยงกลางเดือนหรือ?” ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยพร้อมกับจับมืออวี๋หวั่น ไม่ใช่ว่านางไม่อยากเจออ วี๋หวั่น ทว่าสตรีที่แต่งงานแล้ววิ่งกลับมาบ้านมารดาบ่อยครั้งเกิน ไปอาจถูกผู้คนนินทาได้
อวี๋หวั่นหาได้คิดใส่ใจเรื่องนี้ เยี่ยนจิ่วเฉาก็ไม่ใส่ใจยิ่งกว่า การก ลับมาบ้านมารดา อวี๋หวั่นไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แม้แต่น้อย อวี๋หวั่นเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “กลางเดือนก็จะกลับมา เช่นกัน ที่ข้ามาในวันนี้เพื่อมาแจ้งข่าวดี”
“เจ้ามีแล้วหรือ?” ผู้ใหญ่ทั้งสามเอ่ยประสานเสียงกัน
มุมปากของอวี๋หวั่นกระตุก ไยพวกท่านถึงคิดเองเออเองเสร็จ สรรพเช่นนี้…
“ข้าไม่มี” อวี๋หวั่นกล่าว
ป้าสะใภ้ใหญ่ตบมือของเธอเบาๆ “ไม่เป็นไร แต่งงานมาได้แค่ หนึ่งเดือน ไม่มีก็เป็นเรื่องปกติ”
และไม่ใช่ว่าเธอไม่มีบุตรจนต้องรีบให้กำเนิดเพื่อเป็นทายาท สืบสกุล สถานการณ์ของหลานสาวตอนนี้ ไม่ว่าจะให้กำเนิดหรือไม่ ก็หาได้มีผู้ใดกล้านินทา เธอมีบุตรชายถึงสามคน ผู้ใดจะโชคดีเช่น เธอ?
ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ได้กังวลเรื่องทายาทของอวี๋หวั่น ทว่านางเกรง ว่าอวี๋หวั่นจะกังวลเกี่ยวกับตนเอง “ข้าคิดว่า รอให้พี่ชายทั้งสาม
อายุมากขึ้นแล้วค่อยมีก็ยังไม่สาย”
เรื่องบุตรอวี๋หวั่นปล่อยให้เป็นไปตามวาสนา หาได้กังวลใดๆ
อวี๋เซ่าชิงที่อยู่ด้านข้างมีแววตาของความขุ่นเคืองเล็กน้อย เขาอยากได้หลานสาวตัวน้อย หลานสาวที่น่ารักเหมือนอาหวั่น หลานสาวตัวน้อยที่จะไม่ทำให้เขาเจ็บปวด
ป้าสะใภ้ใหญ่เหลือบมองท้องของอวี๋หวั่น “หากไม่ใช่ข่าวดีเรื่อง นี้ เช่นนั้นเป็นข่าวดีเรื่องใดหรือ?”
“เรื่องของพี่รอง” อวี๋หวั่นยิ้มและบอกครอบครัวเรื่องการสอบ ได้อันดับหกของอวี๋ซง
เมื่อป้าสะใภ้ใหญ่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจหุบปากไม่ลง “เจ้า…เจ้า คงไม่ได้ฟังผิดหรอกกระมัง?”
นางไม่ได้สงสัยว่าอาหวั่นจะเอาคะแนนปลอมมาหลอกนาง อา หวั่นไม่ใช่คนแบบนั้น ทว่านางแค่ไม่อยากเชื่อว่า บุตรชายที่ไม่เคย เรียนหนังสือมาก่อนผู้นั้นจะสอบได้คะแนนดีถึงเพียงนี้ภายในหนึ่ง เดือน?
“คงไม่…ไม่ใช่ว่าในห้องมีแค่หกคนหรอกกระมัง…”
ป้าสะใภ้ใหญ่กล่าวอย่างไม่มั่นใจ
อวี๋หวั่นหัวเราะฮ่าๆ!
นี่ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่ไว้ใจบุตรชายของนางเพียงใดกัน? ถึงได้คิด ว่าพี่รองจะสอบได้เป็นลำดับสุดท้าย
ป้าสะใภ้ใหญ่ก็รู้ว่าตนกำลังสับสน พลันกระแอมไออย่างทำ อะไรไม่ถูก “หะ เหตุใดข้ารู้สึกว่ามีรางวัลร่วงลงมาจากฟากฟ้า?”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้ม พลางบอกเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ทราบมาจาก สำนักบัณฑิตให้ป้าสะใภ้ใหญ่รับรู้ตามความเป็นจริง “ในชั้นเรียนมี เจี้ยนเซิงสามสิบสามคน พี่รองมาเข้าเรียนช้าที่สุด ทว่าพี่รองขยัน ที่สุด ข้าได้ยินมาว่าพี่รองเป็นคนที่ตื่นเช้าที่สุดและนอนดึกที่สุดใน ห้อง อ่านหนังสืออย่างหนักทุกคืนจนถึงยามสามและก็ตื่นตั้งแต่ ฟ้ายังไม่สาง “
“ดึก ดึกเพียงนี้เลย…” ป้าสะใภ้ใหญ่เริ่มรู้สึกสงสารบุตรชาย ของตน ก่อนนี้นางเคยรู้สึกว่าการทำนาทำไร่ยากลำบาก มายามนี้ เมื่อได้ยินสิ่งที่อวี๋หวั่นกล่าว นางก็รู้สึกว่าการเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย แม้การทำนาจะยากทว่าก็ยังมีจุดที่เพียงพอ แต่การเรียนหนังสือ ทำให้นอนน้อยกว่าไก่อีกหรือ?
ทันใดนั้นป้าสะใภ้ใหญ่ก็นึกถึงจ้าวเหิง มิน่าจ้าวเหิงถึงได้ดูซูบ ผอมยิ่งนัก ที่แท้ก็เป็นเพราะเขาเรียนหนังสือนี่เอง…
“เจ้ารอประเดี๋ยว ข้าจะไปเก็บไข่มา…” ป้าสะใภ้ใหญ่จะรู้ได้ อย่างไรว่าการเรียนหนักหนาถึงเพียงนี้? นางแอบก่นด่าตนเองที่ ไม่มีความรู้ ไม่รู้จักบำรุงส่งเสริมร่างกายของบุตรชายให้มาก
อาหารที่สำนักบัณฑิตก็ไม่เลว และอวี๋หวั่นมักจะส่งอาหารไป ให้อวี๋ซงทานอยู่เสมอ ทั้งอาหารเสื้อผ้าที่อยู่อาศัยและการเดินทา งอวี๋ซงมิได้ขาดเหลือ ทว่าด้วยจิตใจที่เป็นมารดา อวี๋หวั่นก็ไม่
ปฏิเสธ เธอคลี่ยิ้มมองส่งป้าสะใภ้ใหญ่
หลังจากป้าสะใภ้ใหญ่เดินจากไปไม่นาน ป้าจาง ป้าไป๋และแม่ ซวนจื่อก็มาที่บ้าน
“อาหวั่นกลับมาแล้วหรือ” ป้าจางอุ้มฟักทองลูกใหญ่ที่นาง ปลูกไว้ในสวนผักเดินเข้ามาในห้องด้วยยิ้มเริงร่า
“ป้าจาง ป้าไป๋ ป้าอู่ เชิญเข้ามานั่งในห้องก่อน” อวี๋หวั่นต้อนรับ ทั้งสามเข้ามาในห้อง
บรรดาป้ามาที่บ้าน อวี๋เซ่าชิงเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ที่ไม่ควร อยู่ในห้องต่อไป ก็พาเถี่ยตั้นน้อยที่กำลังแกะของขวัญไปที่โรง ฝึกงาน
ป้าทั้งสามเห็นรถม้าของอวี๋หวั่นที่จอดอยู่ด้านนอก จึงมาหาอ วี๋หวั่นโดยเฉพาะ ทว่าทั้งสามมีท่าทีอํ้าอึ้งเล็กน้อย สุดท้ายป้าไป๋ก็ ตบหน้าอกและเอ่ยขึ้นว่า “ข้าพูดเอง! มีแม่สื่อมาสู่ขอเหมาตั้น เอ้ อร์หนิวและพี่ชายของซวนจื่อ ขอไปขอมา ขอจนพวกเราลายตาไป หมด!”
อวี๋หวั่นส่งเสียงอ้อ “ท่านป้าเลยอยากให้ข้าช่วยพวกพี่เหมา ตั้นตัดสินใจหรือ?”
“ไม่ใช่” ป้าไป๋กล่าวต่อ “น้องสาวของพวกเขา มีแม่สื่อมาสู่ขอ ถึงบ้าน มาดูเด็กผู้หญิงของพวกเรา ทว่านํ้าดีไม่ไหลออกนอก นา[1] พวกเราจะให้เด็กสาวแต่งงานออกไปได้อย่างไร? พี่ชายคน โตของเจ้าเป็นดอกไม้ที่มีเจ้าของแล้ว พวกเราไม่มีโชคดีแบบนั้น”
“พวกท่านป้าก็เลยชื่นชอบพี่รองของข้าหรือ?” เรื่องที่พี่รอง ของเธอไปเรียนหนังสือในเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบัง ผู้คน จึงทราบว่าพี่รองของเธอมีแนวโน้มอนาคตที่ดี
“ไม่ใช่พี่รองของเจ้า!” ป้าไป๋เอ่ย “แต่เป็นอาเว่ย!”
อวี๋หวั่น “…”
แล้วผู้ใดกล่าวเสียดิบดีว่า นํ้าดีไม่ไหลออกนอกนา?
“บุตรสาวของข้ามีความสามารถมากเพียงใด? ปลูกต้นไม้ทำ ไร่นาหรือจะทำไม่ได้? ทำได้ดีเสียยิ่งกว่าบุรุษ! ได้แต่งงานกับบุตร สาวข้าละก็ นับเป็นโชคดี!” ป้าไป๋ยืดเอวตรง
ป้าจางไม่เห็นด้วย “ทำได้ดีกว่าบุรุษแล้วมีประโยชน์อันใด? แค่อารมณ์ของบุตรสาวเจ้า มีบุรุษสักกี่คนที่ทนได้? บุตรสาวคนที่ สองของข้าอ่อนโยนและมีคุณธรรมที่สุด!”
คำพูดเหล่านี้เป็นความจริงอย่างยิ่ง บุตรสาวของป้าไป๋ถอด แบบมาจากนาง เสียงดังสะเทือนฟ้าดิน ทำงานคล่องแคล่วยิ่งกว่า บุรุษ ในเดือนที่แล้วคนที่หาเงินได้มากที่สุดก็คือนาง ส่วนบุตรสาว ของป้าจางวาจาอ่อนหวานนุ่มนวล ไม่ได้ไปทำงานที่โรงฝึกงาน เพียงแต่อยู่บ้านทำงานบ้านและเพาะปลูกบ้างเล็กน้อย
“บุตรสาวของข้างดงาม!” แม่ซวนจื่อกล่าว
นี่ก็ไม่ใช่เรื่องโกหกเช่นกัน น้องสาวของซวนจื่ออายุสิบสามใน ปีนี้ ใบหน้าของนางยังเป็นเด็ก ยังเป็นดรุณีน้อยที่แสนอ่อนเยาว์ แต่มีผิวพรรณงดงามหยาดเยิ้ม เป็นตัวอ่อนของสาวงามที่
สมบูรณ์แบบ
ทั้งสามเปรียบเทียบกันไปมาจนทะเลาะกัน ต่างก็บอกว่าบุตร สาวของตนดี ควรให้อาเว่ยมาแต่งงานด้วย
อวี๋หวั่นมองทั้งสามด้วยความแปลกใจ “ขออภัยที่ข้าต้อง กล่าวตรงๆ เรื่องนี้เป็นการแต่งงานของอาเว่ย พวกท่านควรไป ถามความเห็นของอาเว่ยมิใช่หรือ?”
ในห้องเงียบสงัด
ป้าไป๋ “เสื้อผ้าข้ายังไม่ได้ซัก”
ป้าจาง “อาหารบ้านข้ายังไม่ได้ทำ”
แม่ซวนจื่อ “วัวบ้านข้ายังไม่ได้ให้อาหาร!”
ทั้งสามเดินจากไปอย่างรู้กันดีเป็นที่สุด!
อวี๋หวั่น “…”
เมื่อถูกป้าทั้งสามมาก่อกวนก็ทำให้อวี๋หวั่นนึกถึงการแต่งงาน ของพี่ชายขึ้นได้ ‘ไข้ทรพิษ’ ของไป๋ถังรักษาหายไปนานแล้ว และ นายท่านไป๋ก็คงจะลืมเรื่องที่โรงเตี๊ยมแล้ว จึงถึงเวลาที่ควรไปสู่ขอ
เมื่อป้าสะใภ้ใหญ่เดินมาพร้อมกับตะกร้าไข่ อวี๋หวั่นก็บอก ความคิดของเธอให้นางฟัง
ป้าสะใภ้ใหญ่เอาแต่ครุ่นคิดกังวลเรื่องการแต่งงานของบุตร ชาย นางกลัวว่าอีกฝ่ายจะดูถูกดูแคลนครอบครัวนาง แม้ยามนี้ ชีวิตในครอบครัวดีขึ้น น้องสามกับอาหวั่นก็เริ่มมีอนาคตที่ดี ทว่า
หากจะกล่าวตามความจริง นั่นก็เป็นความสามารถของบ้านสาม บ้านใหญ่ของพวกเขายังเป็นเพียงคนบ้านนอกเท่านั้น
ป้าสะใภ้ใหญ่ดีทุกอย่าง ทว่านางซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบผู้ใด อย่างแท้จริง หากเป็นสกุลกัวหรือสกุลหลัว ก็คงจะเป็นอีกเรื่อง หนึ่ง
แต่อวี๋หวั่นก็เข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นมารดา นางหวังว่าบุตร ชายทั้งสองของนางจะมีอนาคตที่ดี สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยความ สามารถของตนเองไม่ต้องพึ่งผู้ใด หากเป็นในอดีต ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ อาจไม่มี ‘ความทะเยอทะยาน’ เช่นนี้ แค่หวังให้บุตรชายทั้งสองไม่ อดตายก็พอ ทว่าหลังจากได้เห็นความสามารถของพวกเขา นางก็ เริ่มตั้งหน้าตั้งตารอคอยบุตรชาย
อวี๋หวั่นก็รอคอยเช่นกัน เธอเชื่อว่าด้วยความขยันหมั่นเพียร ของพี่ใหญ่ กับสมองและปัญญาของพี่รองจะทำให้พวกเขาประสบ ความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
แต่การแต่งงาน พี่ใหญ่กำลังรอคอย อายุอานามของไป๋ถังก็ไม่ น้อยแล้ว ผู้ใดจะรู้ว่าวันใดนายท่านไป๋จะลบเลือนบาดแผลลืม ความเจ็บปวด เริ่มกลับมาเตรียมการแต่งงานให้กับไป๋ถังอีกครั้ง หรือไม่?
อวี๋หวั่นพยายามเกลี้ยกล่อมนาง แต่เกลี้ยกล่อมจนคอแหบ แห้ง
ป้าสะใภ้ใหญ่ก็ยังไม่อาจตัดสินใจได้ เหตุส่วนใหญ่เพราะนาง
ไม่มีความมั่นใจในตนเองเกินไป
นางเจียงเอ่ยอย่างนุ่มนวล “พี่สะใภ้ ลองดูเถิด ให้อาหวั่นกับ เสี่ยวเฟิงไปบ้านสกุลไป๋ดูสักรอบหนึ่ง”
ป้าสะใภ้ใหญ่ยอมตกลง
อวี๋หวั่น “…”
เธอพูดมาครึ่งค่อนวันเพื่ออะไร? ท่านแม่พูดประโยคเดียวก็ จบเรื่องแล้ว!
…………………………………………………….
[1] นํ้าดีไม่ไหลออกนอกนา อุปมาถึง การไม่ปล่อยผลประโยชน์ให้คน
อื่น