หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 162.1 ความลับ พ่อลูก (1)
เมิ่งอี๋เหนียงหมดหนทางโต้แย้ง หากกล่าวถึงครั้งที่เกิดขี้นใน จวนเฉิงอ๋อง ยังอธิบายได้ว่าเซียวจื่อหลินพลาดพลั้งทำให้พี่สาว ของนางได้รับบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจ แต่ครั้งนี้ อาหารจานนั้นต้องถูก นำไปที่ห้องปี้สยา บรรดาญาติสตรีทุกคน เซียวจื่อเยว่และอวี๋หวั่น ไม่มีผู้ใดหลบเลี่ยงไปได้
“ข้า…” หากตอนนี้บอกว่านางพุ่งเป้าไปที่อวี๋หวั่นก็คงไม่ได้ เสียแล้ว อย่างไรเสียความคิดที่จะสั่งสอนเซียวจื่อเยว่ไปด้วยก็เป็น ความจริง แม้ว่า…นางจะได้รู้จากปากของเซียวจื่อหลินเรื่องที่ เซียวจื่อเยว่ป่วย ทว่าหากเซียวจื่อเยว่ได้รับความอับอายต่อหน้า ผู้คน บุตรสาวคนเดียวของตระกูลเซียวที่ยังเป็นหน้าเป็นตาก็จะมี เพียงจื่อหลินของนาง…
หากนางคิดได้ ไยฮูหยินใหญ่เซียวจะคิดไม่ได้
ฮูหยินใหญ่เซียวเอ่ยเสียงเย็นชา “เสียแรงที่ข้าคิดว่าเจ้าเป็น คนฉลาดรู้ดีอยู่บ้าง แต่สุดท้ายก็รู้ดีแค่เรื่องของตัวเอง ยามนี้ดู เหมือนข้าจะคิดผิด คนชั้นตํ่าอย่างไรก็คือคนชั้นตํ่า สันดานไม่อาจ แก้! ถือเสียว่าเห็นแก่ที่เจ้าเคยปรนนิบัติรับใช้นายท่านมาก่อน ข้า จะไม่ส่งตัวเจ้ากลับไปที่บ้านมารดาของเจ้า ในจวงจื่อเงียบสงบ เจ้า จงปิดประตูสำนึกผิดอยู่ในนั้นแต่โดยดีเถิด!”
“ฮูหยิน!”
สีหน้าของเมิ่งอี๋เหนียงถอดสี จวงจื่อคือสถานที่ที่เลี้ยงดูอี๋ เหนียงผู้เฒ่า หากไปแล้วจะไม่สามารถกลับมาได้อีก!
“ฮูหยิน! ฮูหยินท่านโปรดไว้ชีวิตข้าเถิด ข้าขอร้องละ!”
ศีรษะของเมิ่งอี๋เหนียงกระแทกพื้นปั้กๆ อย่างไม่ลดละจนเกิด เป็นรอยม่วงชํ้าอย่างรวดเร็ว
นางนึกเสียใจยิ่งนัก หากรู้ว่าเรื่องราวจะบานปลายถึงเพียงนี้ ไม่ว่านางกล่าวอย่างไรก็คงไม่ไปแตะต้องอวี๋หวั่น หากกล่าวแล้ว ช่างน่าประหลาดยิ่งนัก เด็กสาวผู้นั้นจะโชคดีอะไรปานนี้ ทั้งที่คิด จะจัดการ ไยกลับเป็นนางที่โชคร้ายเสียเอง?
ฮูหยินใหญ่เซียวอดทนกับเมิ่งอี๋เหนียงมาหลายปีแล้ว ทว่า ก่อนหน้านี้นางสร้างเพียงปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ยังไม่สมควรส่งนาง ออกไป แต่ยามนี้นางทำให้นายท่านใหญ่เกือบตาย หากยังไม่ส่งไป จะเก็บไว้ให้ถึงช่วงปีใหม่หรือ?
“ฮูหยิน…คุณหนูสามยังเล็กเพียงนี้ นางไม่อาจอยู่โดยไม่มี แม่…” เมิ่งอี๋เหนียงโศกเศร้าเสียใจ
“ชั่วช้า! ผู้ใดเป็นแม่ของนาง” ฮูหยินใหญ่เซียวฟาดมือตบโต๊ะ เมิ่งอี๋เหนียงสะดุ้งตกใจ นางเป็นเพียงอนุภรรยา ไม่มีคุณสมบัติ พอที่จะให้เซียวจื่อหลินเรียกว่าแม่ได้ มารดาของเซียวจื่อหลินมี เพียงผู้เดียว คือฮูหยินใหญ่เซียว
ฮูหยินใหญ่เซียวกล่าวว่า “เซียวจื่อหลินเป็นคุณหนูสามของ จวนสกุลเซียว ข้าจะปฏิบัติต่อนางไม่ดีได้อย่างไร? เมื่อนางถึงวัย
ข้าจะจัดการแต่งงานให้นางอย่างดี เจ้าอย่าได้กังวลไป!”
เมื่อเมิ่งอี๋เหนียงนึกถึงคุณหนูใหญ่จากอนุภรรยาที่ได้แต่งกับ คนบ้าที่ไม่มีอะไรดี ก็พลันหนาวเหน็บไปทั้งหัวใจ…
พระชายาเฉิงอ๋องและพี่น้องสตรีกำลังจะแยกย้ายเดินทาง กลับ เซียวจื่อเยว่กับอวี๋หวั่นอยู่ส่งพวกนางก่อน จากนั้นก็เดินไปที่ ที่อวี๋หวั่นจอดรถม้า
อวี๋หวั่นหยิบกล่องผ้าเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อกว้างของเธอ
“ให้ข้าหรือ?” เซียวจื่อเยว่เปิดดูและเห็นว่าด้านในคือปิ่นปัก ผมสีทองดอกไห่ถัง นางอดใจรอไม่ไหวรีบหยิบมันขึ้นมา “งดงาม ยิ่งนัก พี่สะใภ้ช่วยใส่ให้ข้าที!”
อวี๋หวั่นก็ช่วยใส่ให้นาง สายตาเธอไม่ผิดเพี้ยนเลย ปิ่นปักผม ชิ้นนี้เข้ากับนางมาก
ด้านข้างบังเอิญมีบ่อนํ้าอยู่พอดี เซียวจื่อเยว่รีบเดินไปส่องดู ตนเอง “งามยิ่งนัก!”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้ม แน่นอนว่าโดยปกติคุณหนูแห่งสกุลเซียวไม่มี ทางขาดแคลนปิ่นปักผม แต่เพราะเธอเป็นคนให้ จิตใจของเด็ก น้อยจึงมีความสุขยิ่งนัก
เมื่อเห็นท่าทางไร้เดียงสาเหมือนผ้าขาวของนาง อวี๋หวั่นก็ นึกถึง ‘ตัวตน’ ที่เธอเคยเป็นในอดีต ในตอนแรกนางก็เป็นคนที่ไม่ คิดอะไรมากแบบนี้เช่นเดียวกัน นางถึงได้ตกหลุมรักบุรุษอย่างจ้าว เหิงกระมัง จ้าวเหิงมีความสามารถเหนือกว่าผู้อื่นอย่างแท้จริง
เป็นคนที่มีพรสวรรค์ เต็มไปด้วยภูมิปัญญาด้านการปกครอง อยู่ ในกรอบตามประเพณีมีมารยาท มีความมานะพยายาม กตัญญู ต่อผู้อาวุโส ไม่ว่ามองอย่างไรก็เป็นบุคคลที่มีศักยภาพดีเลิศ ทว่า หากได้เข้าใจว่าจ้าวเหิงเป็นคนอย่างไรจริงๆ จะรู้ว่าเขาไม่คู่ควรจะ ดูแลชีวิตของสตรีผู้ใดทั้งสิ้น
จ้าวเหิงเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมาก ในใจของเขามีเพียงตัวเขาผู้ เดียว
“พี่สะใภ้ ท่านเป็นอันใดไป? จู่ๆ ท่านก็ไม่กล่าวสิ่งใด” เซียว จื่อเยว่กะพริบตามองอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นหยุดชะงักและเอ่ยว่า “จื่อเยว่ ข้าอยากถามเจ้าว่า ใน ตอนแรกเจ้าพบกับจ้าวเหิงได้อย่างไร?”
“อา…” เซียวจื่อเยว่ตกใจ ก้มหน้าลงอย่างกระดากใจ
อวี๋หวั่นกล่าว “ข้าหาได้คิดตำหนิเจ้า ข้าเพียงแค่เป็นห่วง หาก เจ้าไม่สะดวกใจที่จะเอ่ยก็ไม่เป็นไร ข้าจะไม่บอกฮูหยินใหญ่เซียว”
“ข้ารู้จักที่ชมรมกวีนิพนธ์” เซียวจื่อเยว่เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา
อวี๋หวั่นอยู่ในเมืองหลวงมานานแล้ว ย่อมรู้ว่าชมรมกวีนิพนธ์ เป็นอย่างไร เป็นสถานที่ที่ผู้รู้หนังสือหัวกระทิและบุตรีชนชั้นสูงจะ ไปได้ พวกเขาสร้างมิตรเชื่อมสัมพันธ์จากบทกวี งดงามมีระดับ เซียวจื่อเยว่ก็นับว่าเป็นผู้มีความรู้ มีการศึกษา จึงนัดกับเหล่าพี่ น้องสตรีไปชมรมกวีนิพนธ์ทางตอนใต้ของเมือง วันนั้นไม่ใช่การ แข่งต่อบทกวี แต่เป็นการทายปริศนาโคม เซียวจื่อเยว่ไม่ได้อธิบาย
ขั้นตอนการทายปริศนาโคมอย่างละเอียด ทว่าอวี๋หวั่นไม่อาจเดา ได้ว่าจ้าวเหิงจะพยายามดึงดูดความสนใจ และทำให้บุตรีจวนสกุล เซียวตกหลุมรัก
“หลังจากนั้น ข้าก็พบเขาโดยบังเอิญอีกครั้งที่ร้านขายยา”
นางจ้าวตกลงไปในบ่อนํ้าจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และยังเป็น อัมพาตนอนอยู่บนเตียง
“เมื่อข้ารู้ว่าเขาคัดลอกหนังสือให้ผู้อื่น ก็เลยซื้อพู่กันกับหมึก ของเขา ข้านำพู่กันกับหมึกไปให้ท่านแม่ดู และเชิญเขามาเป็นครู ของข้าที่จวนสกุลเซียว ท่านแม่ก็เห็นด้วย ข้าบอกกับท่านแม่ว่า เขาดูมีความสามารถเอาดีได้ตั้งแต่แรกเห็น ไม่สู้เอาใจเขาไว้ยามนี้ ภายภาคหน้าอาจได้ใช้ประโยชน์จากเขา”
ประโยคด้านก่อนหน้านี้ฟังดูไม่มีอะไร ทว่าประโยคหลังกลับ ทำให้อวี๋หวั่นต้องประหลาดใจ เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่แท้ก็เล่นลูกไม้ เพื่ออนาคตของคนที่นางชอบ
“ดังนั้นท่านแม่ของเจ้าเลยส่งเขาไปเรียนที่สำนักบัณฑิตกั๋วจื่อ เจียน?” อวี๋หวั่นมองไปที่นาง
เซียวจื่อเยว่พยักหน้า ใบหน้าของนางแดงกํ่า “ข้าแย่มากใช่ หรือไม่?”
ไม่ถึงกับแย่ แค่โง่นิดหน่อยเท่านั้น บุรุษอย่างจ้าวเหิงอยู่ห่าง ได้เท่าใดก็ยิ่งดี ไม่คู่ควรให้นางทุ่มเทใจให้
แรกเริ่มเดิมทีอวี๋หวั่นไม่รู้ว่าเซียวจื่อเยว่กับจ้าวเหิงข้องเกี่ยว
กันมากถึงเพียงนี้ นางใช้สมองครุ่นคิดเรื่องจ้าวเหิงอย่างหนักถึง เพียงนี้ ดูเหมือนว่าคำพูดสองสามประโยคจะไม่อาจโน้มน้าวใจนาง ได้ นางก็เหมือนกับเยี่ยนไหวจิ่งที่ดูเชื่อฟังในสายตาของคนทั่วไป คนประเภทนี้ครั้นจะหัวรั้น ต่อให้เอาม้าแปดตัวมาฉุดก็ไม่อยู่
“เฮ้อ” อวี๋หวั่นพาฝูหลิงเข้าไปในรถม้า
“ฮูหยินถอนหายใจด้วยเหตุใด?” เจียงไห่บังคับรถม้าพลาง เอ่ยถาม
อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างหมดหนทาง “เรื่องของสตรี บุรุษอย่างพวก เจ้าไม่เข้าใจหรอก”
เจียงไห่ที่อยู่ด้านนอกเงียบลง
อวี๋หวั่นคิดว่าเขารู้ความจึงไม่ดึงดันถามต่อ ไหนเลยจะรู้ว่าจู่ๆ ผ้าม่านก็ถูกยกขึ้น และมีฝ่ามือใหญ่หนาหยาบกระด้างยื่นเข้ามา
“นี่ขอรับ”
เจียงไห่กล่าว
นํ้าเสียงของเขาแปลกประหลาด คล้ายกับว่าทั้งประหม่าทั้ง ละอายใจ
อวี๋หวั่นรับมา มันคือนํ้าตาลทรายแดงก้อนหนึ่ง
อวี๋หวั่น “…”
เจียงไห่เป็นบุรุษไร้การศึกษา ดูซื่อสัตย์จริงใจ แต่แม้กระทั่ง เรื่องแบบนี้ก็เข้าใจ เขาคงเป็นคนหนึ่งที่ผ่านเรื่องราวมามากมาย
เช่นกัน
อวี๋หวั่นไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เธอรับมาและส่งให้ฝูหลิง ประจำเดือน ของเธอไม่ได้มา แต่ฝูหลิงมาแล้ว
สภาพอากาศร้อนอบอ้าวหนักหนา ภายในของรถม้าเหมือน เข่งนึ่ง อวี๋หวั่นเปิดม่านเป็นช่องเล็กๆ ทว่าลมที่พัดเข้ามาก็เป็นลม ร้อนเช่นกัน ไม่ได้ทำให้เย็นขึ้นแม้แต่น้อย
เจียงไห่พยายามสุดกำลังที่จะไปตามถนนที่ร่มรื่น ซึ่งต้องขับ ไปบนถนนเล็กๆ ขณะที่ผ่านซอยเปลี่ยวเงียบสงบ เสียงอุทานของ สตรีผู้หนึ่งก็ดังมาจากด้านในซอย “โจร!”
เสียงนี้ฟังดูคุ้นเคย…อวี๋หวั่นเกิดความคิด “เจียงไห่!”
เจียงไห่รู้ใจ รีบกระชับบังเหียนหยุดรถม้าและเอ่ยว่า “ฝูหลิงดู แลฮูหยินให้ดี” จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นกระโดดลงจากรถม้าและรีบวิ่ง เข้าไปในซอย
ในซอยเปลี่ยว ฮูหยินที่แต่งตัวดูดีผู้หนึ่งถูกกลุ่มโจรปิดขวาง ทางไว้ สาวรับใช้ของนางถูกพวกมันตีจนสลบไป พวกโจรกำลัง ปล้นข้าวของของนางและกระชากเสื้อผ้าของนางจนฉีกขาด ซอย นี้ทั้งมืดทั้งเงียบไร้ผู้คนเดินผ่านไปมา นางร้องจนเสียงแหบแห้ง แต่ก็ไม่มีวี่แววของความหวังใดๆ ทันใดนั้น เงาร่างอันแข็งแกร่งก็ กระโดดลงมาจากท้องฟ้า พร้อมกับรัวหมัดเข้าใส่กลุ่มโจรจนล้มลง กองกับพื้น
“ขอบ ขอบ ขอบคุณท่านนักรบมาก” นางเอ่ยด้วยเสียงสั่น
เครือ
อวี๋หวั่นลงจากรถม้า เดินเข้าไปในซอย ทันทีที่มองเห็นสตรีผู้ นั้น เธอก็เอ่ยว่า “ฮูหยินเหยา?”
มิน่าเสียงถึงฟังดูคุ้นหูยิ่งนัก ที่แท้ก็เป็นมิตรสหายคนสนิท ของซั่งกวนเยี่ยน ยามอวี๋หวั่นกับเยี่ยนจิ่วเฉาตกลงเรื่องการ แต่งงาน ฮูหยินเหยาก็เคยไปที่บ้านสกุลอวี๋ ในวันแต่งงานก็ไปที่ จวนคุณชายด้วย ทั้งสองเคยพบกันสองสามครั้ง นับว่ามีความ สัมพันธ์ที่ดี
เมื่อเห็นเธอครั้งแรก ฮูหยินเหยายังจำอวี๋หวั่นไม่ได้ ไม่มี เหตุผลอื่นใด เพียงแต่อวี๋หวั่นเปลี่ยนไปจากช่วงก่อนแต่งงานมาก แม้ใบหน้ายังคงเหมือนเดิม ทว่ากลับดูเหมือนเกิดใหม่ ดูสูงส่งสง่า งามเกินบรรยาย
บทที่ 162.2 ความลับ พ่อลูก (2)
เมื่ออวี๋หวั่นเข้ามาใกล้ นางจึงนึกออกในที่สุด นางรู้สึกโล่งใจ เหมือนยกภูเขาออกจากอก หัวใจที่แทบจะหลุดออกมาก็กลับไปที่ เดิม นางมองเจียงไห่ แล้วก็มองไปที่อวี๋หวั่น “เป็นคนของเจ้าเอง หรอกหรือ…”
“เขาเป็นสารถีของข้า ชื่อเจียงไห่” อวี๋หวั่นแนะนำเขาให้นาง รู้จัก
เจียงไห่ยกมือคำนับ “ข้าฮูหยินเหยา”
ฮูหยินเหยาไม่เคยพบเจียงไห่ แต่นางรู้สึกว่าการเตะต่อยของ เขาร้ายกาจกว่าองครักษ์เสียอีก ดูไม่เหมือนสารถีรถม้าแม้แต่น้อย
ฮูหยินเหยาพยักหน้าอย่างสุภาพ
อวี๋หวั่นกล่าวกับเจียงไห่ “เจ้าไปรายงานต่อทางการและให้ บอกฝูหลิงมาที่นี่”
“ขอรับ” เจียงไห่หันตัวเดินกลับไป
หลังจากนั้นไม่นานฝูหลิงก็เดินมา และอุ้มสาวรับใช้ที่หมดสติ อยู่ที่พื้นขึ้นมา
เมื่อเห็นสาวรับใช้ร่างสูงใหญ่กำยำ ฮูหยินเหยาก็ตกตะลึง สารถีที่ไม่เหมือนสารถีก็ว่ามากแล้ว เหตุใดแม้กระทั่งสาวใช้ก็ยังไม่ เหมือนสาวใช้อีก? รสนิยมของพระชายาซื่อจื่อผู้นี้…ช่าง…ไม่
เหมือนผู้ใดจริงๆ…
รถม้าของฮูหยินเหยาจอดอยู่ใกล้ๆ ทว่าตอนนี้นางยังไม่อยาก ขึ้นรถม้า นางอยากสงบอารมณ์อีกสักพัก
อวี๋หวั่นจับชีพจรของสาวใช้ ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล จึงสั่งให้ฝูหลิ งอุ้มสาวรับใช้กลับไปที่รถม้าของฮูหยินเหยา ส่วนตนกับฮูหยิน เหยาจะไปที่ร้านนํ้าชาใกล้ๆ
ฮูหยินเหยายังเสียขวัญ นางดื่มชาสมุนไพรไปสามถ้วยในรวด เดียว จากนั้นจิตใจของนางจึงค่อยๆ สงบลง “วันนี้ขอบคุณเจ้ามาก หากไม่ได้เจ้าช่วยไว้ ข้าคงต้องโชคร้ายกว่านี้”
เงินทองหายไปยังไม่สำคัญ กลัวก็แต่พวกมันจะฆ่าชิงทรัพย์ มากกว่า
คนพวกนั้นล้วนเป็นพวกใจกล้าบ้าบิ่น ไม่สนใจชีวิต ไร้ความ ปรานี พวกเขาจะกระทำเรื่องเลวร้ายหรือไม่ ก็ไม่มีผู้ใดรับประกันได้
อวี๋หวั่นยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ฮูหยินเหยา “คราหน้าฮูหยินออกมา ข้างนอกก็พาคนมาเยอะสักหน่อย”
“อืม” ฮูหยินเหยารับผ้าเช็ดหน้ามาพลางถอนหายใจ “ข้า อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมาหลายปี แต่ก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้ ทั้งที่อยู่ในเมืองหลวง กลางวันแสกๆ ยังมีคนกล้ากระทำเช่นนี้…”
“ฮูหยินไปที่นั่นด้วยเหตุใด?” อวี๋หวั่นถาม
ฮูหยินเหยากล่าวด้วยความหวาดกลัว “ข้าคิดว่าจะไปเลือก
เครื่องประดับสักสองสามชุดให้สะใภ้ที่ยังไม่เคยผ่านพิธี ด้วย อากาศร้อนที่ร้อนจัด บนถนนก็แดดแรง ข้าจึงไปทางซอยนั้น แต่ ไหนเลยจะรู้ว่าต้องมาพบกับคนกลุ่มนั้น หากรู้แต่แรกข้าก็คงไป ตามถนนใหญ่เสียดีกว่า”
หลังจากซับเหงื่อ ฮูหยินเหยาก็กลับมารู้สึกตัวว่านั่นคือ ผ้าเช็ดหน้าของอวี๋หวั่น จึงรีบร้อนเอ่ย “ขอบคุณมาก”
อวี๋หวั่นโค้งมุมปาก “อย่าได้เกรงใจเลยเจ้าค่ะ”
เธอเคยติดต่อกับฮูหยินเหยาอยู่หลายครั้ง ฮูหยินเหยาเป็นคน ดีมาก ไม่เช่นนั้นนางก็คงไม่กลายมาเป็นสหายเพียงคนเดียวใน เมืองหลวงของซั่งกวนเยี่ยน
“จริงสิ มัวแต่ห่วงเรื่องของข้า เจ้าล่ะไยถึงได้ไปทางนั้น?” ยา มนี้ฮูหยินเหยาจิตใจสงบลงมากแล้ว การสนทนาจึงเริ่มเปิดกว้าง มากขึ้น
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “ข้าเพิ่งกลับจากจวนสกุลเซียว และต้องการ เลี่ยงทางหลักไปใช้ถนนในร่ม จึงเดินทางผ่านตรอกนั้น”
“อ๋า ไปจวนสกุลเซียวมาหรือ?” ฮูหยินเหยาแปลกใจ “เจ้าไปที่ นั่นคนเดียวหรือ?”
ข้าพาเจียงไห่กับฝูหลิงไปด้วย แต่เห็นได้ชัดว่า ‘คน’ ในคำพูด ของฮูหยินเหยาไม่ได้หมายถึงผู้ใต้บังคับบัญชา
อวี๋หวั่นได้แต่หัวเราะ
ฮูหยินเหยาตกตะลึง “ซื่อจื่อยอมให้เจ้าไปหรือ?”
อวี๋หวั่นยังไม่ทันจะเอ่ยตอบ ฮูหยินเหยาก็คลี่ยิ้มอย่างพอใจ “ก็ ควรเป็นเช่นนี้นานแล้ว หลายปีที่ผ่านมามันไม่ง่ายเลยสำหรับจื่อจ วิน พวกเขาสองคนปฏิบัติต่อซื่อจื่อด้วยความจริงใจเสมอมา”
จื่อจวิน คำเรียกของซั่งกวนเยี่ยน
อวี๋หวั่นเข้าใจว่าเซียวเจิ้นถิงกับซั่งกวนเยี่ยนทำดีต่อเยี่ยนจิ่ว เฉาอย่างจริงใจ ทว่าเธอก็ไม่อาจพูดแทนสามีได้ เธอไม่เคยประสบ กับสิ่งที่เขาเคยประสบมา ไม่อาจบอกให้เขาลืมเลือนมันไปหรือ ยอมรับมันได้
หากกล่าวตามตรง เขาเป็นคน หาใช่ท่อนไม้ ไม่ใช่เพียงเพราะ มันเป็นสิ่งที่ถูกเขาก็ต้องทำเช่นนั้น เขามีหัวใจ มีความรู้สึก และมี ความเจ็บปวดในวัยเด็กที่ไม่สามารถลบออกไปได้
“อันที่จริง…” ฮูหยินเหยายกถ้วยขึ้นถือ ทันใดนั้นอารมณ์ใน นํ้าเสียงของนางก็ลดตํ่าลง
อวี๋หวั่นดึงสติกลับมาและมองไปที่นางอย่างงวยงง “ฮูหยิน เหยาต้องการบอกอันใดกับข้าหรือ?”
“เรื่องนี้ค้างคาอยู่ในใจข้ามานานแล้ว ข้าไม่ได้บอกผู้ใด กระทั่ง จื่อจวินข้าก็เก็บเป็นความลับ…” ฮูหยินเหยาไม่ควรบอกอวี๋หวั่น แต่วันนี้นางตกใจกลัวมากเกินไป และอวี๋หวั่นก็มาช่วยนางไว้ ใน ที่สุดความลับในใจของนางก็ไม่อาจปกปิดไว้ได้อีกต่อไป
นางกล่าวว่า “สามีของข้าเข้ารับตำแหน่งอยู่ที่เมืองเยี่ยน ช่วง
หนึ่งข้าเคยอาศัยอยู่กับเขาที่จวนเยี่ยนอ๋องในเมืองเยี่ยนมานาน กว่าครึ่งปี”
อวี๋หวั่นนั่งฟังอย่างสงบเงียบ
ฮูหยินเหยาจิบนํ้าชาแล้วกล่าวต่อ “ยามนั้นซื่อจื่ออายุเจ็ดขวบ ว่ากันว่าตอนนั้นเขาเริ่มป่วยแล้ว ไม่ค่อยอยากกินสิ่งใด อารมณ์ก็ ไม่ดี ลูกชายของข้าดื้อรั้น กลัวมีปัญหากับเขาจึงไม่กล้าเข้าไป รบกวน แค่พบกันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น
ครั้งหนึ่งข้าอยู่ที่ถนนและได้พบเด็กคนหนึ่งที่ดูเหมือนเขามาก ทว่าอายุน้อยกว่าเขาไม่กี่ปี ยามนั้นข้าไม่ได้เก็บมาใส่ใจ โลกกว้าง ออกเพียงนี้ หากจะพบคนที่หน้าตาเหมือนกันก็คงไม่แปลก จน กระทั่ง…ข้าได้พบเด็กผู้นั้นอีกครั้ง”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ฮูหยินเหยาก็หยุดชะงัก ด้วยสัญชาตญาณอ วี๋หวั่นคิดว่าเด็กคนนั้นอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเยี่ยนจิ่วเฉา
ฮูหยินเหยาสูดหายใจและเอ่ยต่อ “เด็กคนนั้นอยู่กับสตรีนาง หนึ่ง นางสวมผ้าคลุมหน้า แต่ดูเหมือนว่านางจะเป็นมารดาของ เด็กคนนั้น ขณะนั้นที่ถนนใหญ่ เยี่ยนอ๋องก็เดินมาพบพวกเขาโดย บังเอิญ ข้าได้ยินเสียงเด็กคนนั้น…เรียกเยี่ยนอ๋องว่า ‘ท่านพ่อ’”
นี่เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างเหลือเชื่อ ถ้าหากฮูหยินเหยาไม่ได้ โกหก…แต่ฮูหยินเหยาจะโกหกด้วยเหตุใด? หากนางต้องการ แพร่งพรายเรื่องนี้ก็คงทำไปนานแล้ว ไม่มีทางรอมาถึงตอนนี้ ทุก อย่างล้วนชัดเจน
อวี๋หวั่นกล่าว “ฮูหยินเหยาหมายความว่า…เยี่ยนอ๋องมีบ้าน เล็กหรือ?”
ไม่เพียงแต่มีบ้านเล็กเท่านั้น แต่ยังให้กำเนิดบุตรชายที่น่ารัก อีกด้วย นั่นเป็นเรื่องที่น่าตกใจยิ่งกว่า ราวกับมีฟ้าผ่ากลางวัน แสกๆ
บิดาที่ใครก็ไม่อาจแทนที่ในใจของเยี่ยนจิ่วเฉา ได้ทรยศต่อ มารดาของเขาและให้กำเนิดน้องชายกับสตรีอื่น เขาจะยอมรับ ความจริงนี้ได้หรือไม่?
ความลับนี้เก็บงำอยู่ในใจของฮูหยินเหยามานานหลายปี ใน ที่สุดนางก็เอ่ยออกมา ทว่ากลับยังไม่รู้สึกโล่งใจ และยังเป็นทุกข์อยู่ “ขนาดจื่อจวินข้ายังไม่กล้าบอก นับประสาอะไรกับซื่อจื่อ ข้าหวังให้ ตนเองได้ยินผิด เพราะอย่างไรเสียเยี่ยนอ๋องก็ดูไม่ใช่คนเช่น นั้น…”
บุรุษที่ถือจอบมาขุดบ่อนํ้า สร้างสวนผลไม้ให้บุตรชายจะทรยศ ภรรยากับบุตร และหันหน้าไปหาสตรีอื่นได้หรือ? อวี๋หวั่นก็ยังไม่ อยากเชื่อว่ามันเป็นความจริง
ฮูหยินเหยาทอดถอนใจ “ในช่วงหลายปีมานี้ทุกครั้งที่ข้าเห็น ซื่อจื่อไม่เต็มใจยอมรับจื่อจวินกับแม่ทัพใหญ่เซียว หัวใจของข้าก็ เหมือนถูกกรีด รอไม่ไหวที่จะบอกความจริงกับเขาในทันที…ข้าก็ ไม่รู้ว่าตนเองกำลังกลัวสิ่งใด ข้าช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก…”
อวี๋หวั่นกล่าวออกมาจากใจจริง “ขอบคุณฮูหยินที่บอกเรื่องนี้
กับข้า”
ฮูหยินเหยากล่าวว่า “ยามนี้ปมในหัวใจของพวกเขาพ่อลูกได้ ถูกแก้แล้ว ข้าก็โล่งอกได้เสียที”
อวี๋หวั่นมองดูท้องฟ้าที่มืดลงอย่างกะทันหัน ปมในหัวใจถูกแก้ แล้วหรือ? ไม่จำเป็นหรอก…
สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวนี้ หาได้ไร้เหตุผล ทันทีที่ยามเซิน ผ่านไป กลุ่มเมฆดำทะมึนก็เริ่มก่อตัว เกิดเป็นฝนที่ตกลงมาห่า ใหญ่ ปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองหลวงในพริบตา คนเดินถนนรีบหลบ เข้าไปในร้านค้า พ่อค้าแม่ค้าก็ต่างตื่นตระหนกรีบหาที่กำบัง
……………….
ณ ประตูใหญ่ของเนย์เก๋อ ก้าวของเยี่ยนจิ่วเฉาก็หยุดลง
เดิมทีเขากำลังจะกลับบ้าน ทว่าฝนก็กลับตกลงมากะทันหัน เสียก่อน เมื่อนึกถึงดรุณีตัวเล็กๆ ก็ได้แต่หวังว่านางจะอยู่ทาน อาหารเย็นที่จวนสกุลเซียว
“คุณชาย ข้าจะไปยืมร่มมาขอรับ” อิ่งสือซันเอ่ย
เยี่ยนจิ่วเฉาพยักหน้า อิ่งสือซันรีบเดินไปท่ามกลางสายฝนที่ เทกระหนํ่า
ฝนตกหนักเกินไป แม้จะมีชายคาอยู่เหนือหัวก็ไม่ช่วยอะไร ไม่ นานชายเสื้อของเยี่ยนจิ่วเฉาก็เริ่มเปียก
ทันใดนั้น บุรุษร่างสูงดั่งภูผาก็เดินถือร่มคันใหญ่เข้ามา ร่มมี
ขนาดใหญ่พอๆ กับคน เขารูปร่างสูงใหญ่ ร่มในมือก็ใหญ่จนไม่เข้า ท่า
เยี่ยนจิ่วเฉาขมวดคิ้วมองเขา
เซียวเจิ้นถิงคลี่ยิ้มสดใสพร้อมกับยื่นร่มในมือให้ พายุฝนพลัน ซัดสาดเข้าใส่ร่างกาย
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่รับ
เซียวเจิ้นถิงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนแห้งออกจากเสื้อฟางกันฝน มาเช็ดเม็ดฝนเม็ดเหงื่อตรงคันร่มแล้วยื่นให้เขาอีกครั้ง
ดวงตาของเยี่ยนจิ่วเฉาทอประกายสั่นไหว มีทีท่าลังเล
อีกด้านหนึ่ง อิ่งสือซันที่ไปยืมร่มกลับมา เมื่อเห็นเซียวเจิ้นถิง ยืนอยู่ท่ามกลางพายุฝนในชุดฟางกันฝน เขาก็ตะลึงและกล่าว ทักทาย
“แม่ทัพใหญ่เซียว”
เซียวเจิ้นถิงพยักหน้ารับ
อิ่งสือซันมองร่มที่เขาไปยืมมา จากนั้นก็มองร่มของเซียว เจิ้นถิงที่เขายื่นไปกลางอากาศครู่หนึ่ง โดยไม่รู้จะทำอย่างไร
“กางร่ม” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเย็นชา
“…ขอรับ”
อิ่งสือซันถอนสายตากลับด้วยความลำบากใจ และกางร่ม กระดาษนํ้ามันที่เปียกชุ่ม
เซียวเจิ้นถิงมองดูเยี่ยนจิ่วเฉาเดินเข้าไปใต้ร่มของอิ่งสือซัน และจากไปท่ามกลางสายฝน แววตาก็พลันหม่นหมอง
ฝนที่กระหนํ่าลงมาบนตัวเขา กระเซ็นถูกร่มคันใหญ่ที่เขาเพิ่ง เช็ดจนสะอาดเมื่อครู่
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็เดินเข้ามา
เซียวเจิ้นถิงตกตะลึง
เยี่ยนจิ่วเฉาที่ยืนอยู่ท่ามกลางสายฝน เอื้อมมือออกมาและ คว้าร่มคันใหญ่ของเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ร่างผอมบางที่ถือร่มคันใหญ่ล้าสมัย ดูช่างน่าขันเล็กน้อย
เซียวเจิ้นถิงมองเงาหลังของเขาที่รีบเดินจากไป ริมฝีปากหยัก พลันยกยิ้มอย่างมีความสุข!