หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 168.1 คนร้ายตัวจริงถูกเปิดเผย (1)
วัดต้าเจว๋ตั้งอยู่บนยอดเขาต้าเจว๋ ซึ่งล้อมรอบไปด้วยภูเขา และนํ้า เรียกได้ว่ามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะแก่การฝึกตน มีเสียง นกร้องเจื้อยแจ้วและกลิ่นบุปผาหอม
เพียงแต่มีสภาพอากาศที่ร้อนจัด อวี๋หวั่นเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่ บางเบาและเย็นสบายที่สุด แต่ก็ยังเหงื่อออกชุ่มกาย โชคดีที่เธอ เคยทำงานหนัก เคยชินกับการเหงื่อออก แม้องค์หญิงจิ่วจะเป็น องค์หญิง แต่นางก็ไม่ได้ประสบกับความยากลำบากในชีวิตมากนัก ทว่าหัวใจของเด็ก เพียงได้ทำสิ่งที่สนุกก็พึงพอใจแล้ว
องค์หญิงจิ่ววิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน สาวใช้ไม่อาจวิ่งตามนาง ทัน มีเพียงฝูหลิงที่เท้าไวตามจับเด็กหญิงได้ทันเสมอ
ทุกครั้งที่ฝูหลิงจับตัวได้ เด็กหญิงก็หัวเราะออกมาด้วยความ ตื่นเต้น
อวี๋หวั่นเดินเล่นในป่ากับซั่งกวนเยี่ยนอย่างไม่เร่งรีบ โดยมี เซียวเจิ้นถิงเดินตามอยู่ข้างหลังพวกนางเงียบๆ บุรุษผู้นี้แม้ ประโยคก็ไม่พูด ทว่าตราบใดที่ยังมีเขาอยู่ที่นั่น อวี๋หวั่นกับซั่งกวน เยี่ยนก็รู้สึกสบายใจยิ่งนัก
อย่ามองว่าเป็นเพียงป่าที่ดูธรรมดาๆ แห่งหนึ่ง ภายในอาจ ซ่อนอันตรายที่คนไม่อาจรู้ก็เป็นได้ ภิกษุแค่บอกให้พวกเขาเดินอยู่ ในสวนเท่านั้น ทว่าสวนของวัดต้าเจว๋ไม่ใหญ่เท่าสวนผลไม้ของ
จวนคุณชาย เดินเล่นไปก็ไม่มีสิ่งใดที่น่าสนใจ พวกเขาจึงออกจาก สวนแล้วเดินเข้าไปในป่าลึก
เคยมีตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับป่าและวัดต้าเจว๋แห่งนี้ เล่ากัน ว่าเมื่อหลายพันปีก่อน วัดต้าเจว๋ไม่ได้ถูกเรียกว่าวัดต้าเจว๋ แต่เป็น เพียงซากปรักหักพังที่สร้างขึ้นโดยเหล่านายพรานที่เข้ามาในภูเขา จุดประสงค์หาใช่เพื่อไว้กราบไหว้เทพเจ้าบูชาพระพุทธ ทว่าใช้เป็น สถานที่พักผ่อนในยามที่ต้องเข้าไปล่าสัตว์บนภูเขา
อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุหนุ่มในเสื้อผ้าขาดวิ่นเดินมาจากวิหารปรัก หักพัง ภิกษุรูปนั้นสวมเสื้อผ้าเปื่อยยุ่ยรุ่งริ่ง ทว่าด้วยหน้าตาที่มี เสน่ห์ ทำให้ผู้คนที่พบเห็นต่างพากันหลงใหล
ในภูเขามีสัตว์ประหลาดตนหนึ่งอาศัยอยู่
วันหนึ่ง ภิกษุไปหาบนํ้ามาจากริมลำธาร และถูกสัตว์ ประหลาดตนนั้นเข้าจู่โจม
ปีศาจร้ายออกอาละวาดมาหลายปี ทว่ายังไม่เคยเห็นภิกษุที่ หล่อเหลาถึงเพียงนี้ พลันเกิดจิตใจโลภหลง
ปีศาจร้ายจึงแปลงร่างเป็นสตรี ภิกษุได้รับบาดเจ็บจนสลบไป ที่ทางกลับวิหารปรักหักพัง ภิกษุถูกปีศาจร้ายช่วยพากลับไป ปีศาจ ยั่วยวนภิกษุอยู่หลายครา ทว่าภิกษุก็ยังมั่นคงแน่วแน่ ปีศาจจึง ถามภิกษุว่า เหตุใดท่านถึงไม่ต้องการข้า?
ภิกษุกล่าว อสูรกับมนุษย์ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
ปีศาจก็กล่าวอีกว่า ท่านรู้อยู่แล้วว่าข้าเป็นปีศาจ ไยท่านไม่
จัดการข้า?
ภิกษุก็เงียบ
ตอนจบมีหลากหลายแบบ บางคนบอกว่าภิกษุมีพลังไม่เพียง พอ ทว่าสุดท้ายเขาก็จัดการปีศาจและบำเพ็ญตบะจนสำเร็จ บาง คนก็บอกว่าปีศาจฆ่าภิกษุและกลับเข้าป่าไปเป็นราชาหมื่นอสูร สิ่ง เหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล่าเกี่ยวกับภูติผีปีศาจเท่านั้น
ตอนจบที่อวี๋หวั่นคิดว่าไร้สาระที่สุดก็คือ ปีศาจยอมถอด วิญญาณอันชั่วร้ายเพื่ออยู่กับภิกษุ และกลายเป็นภูติผีธรรมดา เมื่อเห็นว่าวิญญาณใกล้จะแตกดับ ภิกษุก็ได้ใช้พลังชีวิตทั้งหมด สร้างเขตลวงตาในป่า หากภูติผีอยู่ในรัศมีไม่ก้าวออกไปก็จะไม่ตาย และร่างของภิกษุก็กลายเป็นวัดต้าเจว๋แห่งนี้เพื่อปกป้องเขต ลวงตาและภูติผีบนภูเขาตลอดไป
ไม่รู้ว่าผู้ใดมีเวลาว่างมาคิดเรื่องเช่นนี้
“ไอ้หยา ข้าอยากได้นั่น ข้าอยากได้นั่น!”
เสียงขององค์หญิงจิ่วขัดจังหวะความคิดของอวี๋หวั่น อวี๋หวั่น ตามเสียงไป และเห็นว่าองค์หญิงจิ่วกำลังยืนอยู่ใต้ต้นพุทราป่า พลางร้องและชี้ไปที่ผลพุทราสีเขียวบนต้น
ในฤดูกาลนี้พุทราเพิ่งออกผล จึงมีขนาดเล็กและมีสีเขียว องค์ หญิงจิ่วคิดว่ามันเป็นพุทราเขียวขนาดใหญ่ที่นางเคยกินในวัง จึง ตะกละอยากกินจนนํ้าลายสอ
“อันนี้ไม่อร่อย” อวี๋หวั่นเอ่ย
“ข้าเคยกินแล้ว มันอร่อย!” องค์หญิงจิ่วกล่าว
อวี๋หวั่นหัวเราะ พุทราเช่นนี้ต้องออกสีแดงถึงจะดี หากกินไป เช่นนี้รสฝาดยิ่ง ทว่าเด็กน้อยก็เป็นเช่นนี้ ต่อให้เจ้าพูดนางก็ไม่เชื่อ จนกว่าจะได้ลองชิมด้วยตนเองเท่านั้น ทว่าที่นี่ในยามนี้ ก็ไม่รู้จะไป หาเสามาจากที่ใด
เซียวเจิ้นถิงกล่าวว่า “เดี๋ยวข้าเก็บให้”
ขณะที่เอ่ย เขาก็ใช้วิชาตัวเบาปีนต้นไม้ขึ้นไปเก็บ
ขณะนั้นเององค์หญิงจิ่วก็มองเห็นเถาวัลย์องุ่นป่าอีกต้นหนึ่ง “โอ้ องุ่น องุ่น องุ่น!”
เพียงพริบตาเดียวก็ละทิ้งผลพุทราไปหาผลองุ่นเสียแล้ว
ฝูหลิงวิ่งตามไปอย่างทุลักทุเล
ทั้งสองวิ่งหายไป องค์หญิงจิ่วซึ่งเคยอยู่แต่ในตำหนัก เมื่อได้ ออกมาด้านนอกก็เหมือนกับบุตรชายของเธอ พวกเขาต่างเหมือน ม้าป่าที่ถูกถอดบังเหียน
“ข้าจะตามไปดู” อวี๋หวั่นเอ่ยกับซั่งกวนเยี่ยน
ซั่งกวนเยี่ยนพยักหน้า
เดิมทีนางคิดจะอยู่ที่นี่เพื่อรอให้เซียวเจิ้นถิงเก็บพุทราให้เสร็จ ทว่าเมื่อคิดดูอีกที เซียวเจิ้นถิงบุรุษร่างใหญ่ผู้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ หาได้จำเป็นต้องมีผู้ใดปกป้อง แต่กับสะใภ้ตัวเล็กของนาง หากเดิน หลงป่าไปคงมิใช่เรื่องดีเป็นแน่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางก็รีบตามไป
เมื่อเซียวเจิ้นถิงเก็บผลพุทรามาได้เต็มตะกร้าใหญ่ก็ลงมา เอ๊ะ? ผู้คนหายไปที่ใดกันหมด?!
แน่นอนว่าไปเก็บองุ่นแล้ว
องค์หญิงจิ่ววิ่งไปอย่างรวดเร็วราวกับติดปีกบิน
เมื่อครู่ยืนอยู่ใต้ต้นพุทรา สิ่งที่พวกนางเห็นคือเถาวัลย์องุ่น พวงหนึ่ง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ จึงพบว่ามันเป็นป่าองุ่นขนาดใหญ่ ประสบการณ์ในการขึ้นภูเขาบอกอวี๋หวั่นว่า องุ่นพวกนี้ภายนอก อาจดูดี ทว่ารสชาติอาจธรรมดา แต่เมื่อเธอนึกถึงเหล้าองุ่นที่ทำใน จวนสกุลเซียว เหล้าที่ทำจากองุ่นป่ามีกลิ่นหอมที่สุด เช่นนั้นป่า องุ่นกว้างใหญ่เช่นนี้ คงเก็บไปทำเหล้าได้มากถึงร้อยแปดสิบพวง
องค์หญิงจิ่วมีตะกร้าไม้ไผ่ขนาดเล็กติดตัว ส่วนฝูหลิงก็มี ตะกร้าใบใหญ่ที่หลัง รอบเอวของทั้งสองยังแขวนถุงผ้าไว้เพื่อใช้ใน ยามจำเป็น
“มีเยอะมากเหลือเกิน!” องค์หญิงจิ่วรอที่จะเก็บมันแทบไม่ ไหว
ป่าองุ่นที่มองเห็นอยู่ใกล้ๆ กลับมีคูนํ้าที่เต็มไปด้วยขวากหนาม กั้นอยู่ด้านหน้า หากต้องการไปฝั่งตรงข้าม ก็จำต้องเดินอ้อมไป สองฝั่ง
อวี๋หวั่นมองดูแล้วเอ่ยว่า “ไปทางด้านตะวันออกเถิด ตรงนั้นมี สะพานไม้เล็กๆ อยู่”
“ใช่! ข้าเห็นแล้ว!” องค์หญิงจิ่วรีบสาวเท้าวิ่งไปที่สะพานไม้ที่ อยู่ห่างไกล
องค์หญิงจิ่วเสียงเจื้อยแจ้ว ภายในป่ามีเพียงเสียงของนางดัง กึกก้องไปทั่ว ซั่งกวนเยี่ยนไม่กังวลว่าเซียวเจิ้นถิงจะตามหาพวก นางไม่พบ
เซียวเจิ้นถิงได้ยินเสียงขององค์หญิงจิ่วมาจากทางตะวันออก เฉียงใต้ และกำลังมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เขาลงมาที่พื้น เมื่อ สะพายตะกร้าไว้บนหลังอย่างดีแล้ว ก็ออกตามหากลุ่มขององค์ หญิงจิ่ว ไหนเลยจะรู้ว่าจู่ๆ เสียงอันอ่อนโยนก็ดังขึ้นจากหลังต้นไม้
“พี่ใหญ่เซียว”
ก้าวของเซียวเจิ้นถิงหยุดชะงัก
หวั่นเจาอี๋เดินอ้อมต้นพุทราไปหาเขา
หวั่นเจาอี๋ยังคงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเรียบๆ ทว่าไม่ใช่ชุดสีเทา หม่นหมองที่นางใส่ตอนอยู่ในห้อง กลับเป็นกระโปรงสีขาวเรียบๆ ทับด้วยตาข่ายโปร่งสีฟ้าอ่อน ยามมองแวบแรก ช่างดูสดใสสง่า งามและมีเสน่ห์
นางเปลี่ยนจากปิ่นปักผมมุกที่ดูหรูหรา เป็นเพียงการมัดมวย ผมแบบเรียบง่ายและประดับด้วยปิ่นหยกขาวเพียงชิ้นเดียว ดูอ่อน หวานละมุนละไมทว่ายังคงไว้ซึ่งความสง่างาม
แน่นอน เซียวเจิ้นถิงไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้ เขาเพียง เหลือบมองนางผ่านๆ หลังจากรู้ว่านางคือใครก็รีบยกมือคำนับ
อย่างเหมาะสม “กระหม่อมคารวะหวั่นเจาอี๋”
หวั่นเจาอี๋กล่าวว่า “พี่ใหญ่เซียวโปรดทำตัวตามสบายเถิด วัน นี้ไม่มีหวั่นเจาอี๋ หรือว่าแม่ทัพใหญ่เซียว ข้ากับท่านเป็นเพียงผู้ที่ ขึ้นเขามาไหว้พระเท่านั้น”
เซียวเจิ้นถิงอ้าปากเตรียมเอ่ย
หวั่นเจาอี๋เอ่ยขัดจังหวะเขาได้ทันเวลา “มิต้องมีธรรมเนียม ระหว่างสามัญชนกับเชื้อพระวงศ์ ฝ่าบาทไม่ได้กล่าวเช่นนี้เหมือน กันหรือ?”
เมื่อฮ่องเต้มาถึงวัดต้าเจว๋ เขาจะไม่ถือว่าตนเองเป็นฮ่องเต้อีก ต่อไป เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างรู้เห็น หวั่นเจาอี๋ใช้ข้ออ้างนี้เป็นกฎ เซียวเจิ้นถิงไม่อาจโต้แย้งได้ จึงต้องยอมตอบตกลง
หลังจากนั้น เขาก็มิได้เอ่ยสิ่งใดกับหวั่นเจาอี๋อีก
เสียงหัวเราะขององค์หญิงจิ่วดังก้องไปทั่วภูเขา เซียวเจิ้นถิงก็ พลันถิงคิดถึงภรรยาที่อยู่ในป่า
สายตาของหวั่นเจาอี๋ตกกระทบตะกร้าบนหลังของเขา จึงเอ่ย ถามด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่เซียว ในตะกร้ามีสิ่งใดหรือ?”
เซียวเจิ้นถิงเอ่ยด้วยสายตาไม่วอกแวก “ผลพุทรา”
หวั่นเจาอี๋ดูประหลาดใจเล็กน้อย “พี่ใหญ่เซียวก็ชอบกินพุทรา หรือ?”
เซียวเจิ้นถิงตอบว่า “องค์หญิงจิ่วชอบ กระหม่อมจึงไปเก็บมา
ให้สักหน่อย”
“ข้าก็ชอบเช่นกัน” หวั่นเจาอี๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม
เซียวเจิ้นถิงหยิบตะกร้าแล้วยื่นให้หวั่นเจาอี๋ “ในฤดูนี้ผลพุทรา ยังไม่ค่อยอร่อยนัก หากพระสนมไม่รังเกียจ ก็หยิบไปสักหน่อย หากไม่พอกระหม่อมจะไปเก็บมาให้พระสนมอีกครั้ง”
หวั่นเจาอี๋ยื่นมือขาวนวลของนางออกไปเลือกหยิบผลพุทราใน ตะกร้าอย่างไม่รีบร้อน
เซียวเจิ้นถิงยังคงนึกถึงซั่งกวนเยี่ยนและเด็กๆ อีกสองคน จึง เกิดสีหน้ารีบร้อนอย่างไม่อาจเลี่ยง
หวั่นเจาอี๋แย้มยิ้ม เลือกพุทรามาสองผลและเช็ดด้วย ผ้าเช็ดหน้า จากนั้นก็ยื่นผลหนึ่งให้เขา
“พี่ใหญ่เซียวก็ชิมสิ”
เซียวเจิ้นถิงกล่าวว่า
“ขอบพระทัยพระสนมที่เมตตา ทว่ากระหม่อมไม่ชอบพุทรา”
บทที่ 168.2 คนร้ายตัวจริงถูกเปิดเผย (2)
หวั่นเจาอี๋เก็บพุทรากลับมา
เซียวเจิ้นถิงมองทิศที่กลุ่มองค์หญิงจิ่วจากไป ก่อนจะเอ่ยกับ หวั่นเจาอี๋ “หากพระสนมหวั่นเจาอี๋ไม่มีสิ่งใดแล้ว…”
หวั่นเจาอี๋ถอนหายใจขัดจังหวะเขา “ข้าพลัดหลงกับหญิงรับใช้ หวัง รบกวนพี่ใหญ่เซียวไปส่งข้าสักหน่อยได้หรือไม่?”
เซียวเจิ้นถิงมีสีหน้าตะลึงงัน
หวั่นเจาอี๋กล่าวอย่างละอายใจเล็กน้อย “ข้าได้ยินภิกษุบอกว่า ด้านหลังมีสวนที่ปลูกผลไม้อยู่มากมาย แต่ไหนเลยจะรู้ว่าในสวนมี ผลไม้น้อยยิ่งนัก ข้ากับหญิงรับใช้จึงเข้ามาเดินเล่นในป่า ไม่รู้ว่า พลัดหลงกันได้อย่างไร ข้าเดินหาทางกลับมาหนึ่งเค่อแล้ว ทว่าก็ หาไม่พบเสียที”
ระยะทางจากตรงนี้ไปถึงสวนหลังวัดต้าเจว๋จะว่าไกลก็ไม่ไกล แต่จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ แม้ว่าจะไม่เจอกับจิ้งจอก หมาป่า เสือและ เสือดำ ทว่าก็ยังมีแมลงและงูพิษมากมาย อวี๋หวั่นมีประสบการณ์ และรู้วิธีหลีกเลี่ยง ทว่าหวั่นเจาอี๋ไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น
เซียวเจิ้นถิงยกมือขึ้นคำนับ “พระสนมโปรดอภัย ภรรยาและ สะใภ้ของกระหม่อมอยู่ด้านหน้า กระหม่อมไม่อาจละทิ้งพวกนางได้ หากพระสนมไม่รังเกียจ โปรดไปตามหาพวกนางกับกระหม่อมสัก
หน่อย แล้วกระหม่อมจะไปส่งพระสนมกลับห้องพ่ะย่ะค่ะ”
หวั่นเจาอี๋เงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เผยยิ้มและเอ่ยว่า “เช่นนั้น ก็ดี”
เซียวเจิ้นถิงหันหน้าเดินไปยังทิศที่กลุ่มองค์หญิงจิ่วอยู่ ฟ้าก็ ช่างไม่เป็นใจ เมื่อเดินไปได้เพียงครึ่งทางก็เกิดฟ้าแลบฟ้าร้อง พื้น ดินสั่นสะเทือนราวกับจะแยกภูเขาออกเป็นสองส่วน หลังจากนั้น ท้องฟ้าก็เปิด และเกิดฝนตกหนักซู่ลงมา
เซียวเจิ้นถิงต้องการเร่งฝีเท้า แต่ทันใดนั้นหวั่นเจาอี๋ก็ร้องออก มา ขาของนางตกลงไปในบ่อโคลน
“พระสนม!” เซียวเจิ้นถิงหยุดชะงัก
หวั่นเจาอี๋ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นอย่างหมดหนทาง และเอ่ยด้วย ความเจ็บปวด “ข้อเท้าของข้าเคล็ด”
ข้อเท้าของนางเคล็ดจริงๆ นางรู้สึกเจ็บปวดข้อเท้าขวายิ่งนัก
ฝนตกหนัก ฟ้าร้องฟ้าผ่า หวั่นเจาอี๋ก็หลั่งนํ้าตาด้วยความเจ็บ ปวด
เซียวเจิ้นถิงคิ้วมุ่นขมวด “ท่านยืนไหวหรือไม่?”
หวั่นเจาอี๋ส่ายหัวอย่างเจ็บปวด “ข้าไม่รู้”
เซียวเจิ้นถิงมองไปรอบๆ “มีกระท่อมเล็กๆ อยู่ตรงนั้น กระหม่อมจะพยุงพระสนมไป”
หวั่นเจาอี๋พยักหน้า
เซียวเจิ้นถิงกำหมัด “กระหม่อมล่วงเกินแล้ว!”
สิ้นเสียง เขาก็ประคองร่างของหวั่นเจาอี๋ขึ้นมา
เท้าขวาของหวั่นเจาอี๋ไม่สามารถรับแรงใดๆ ได้แม้แต่น้อย คน ทั้งคนเกือบต้องพิงกับแขนของเซียวเจิ้นถิง เซียวเจิ้นถิงซื่อตรง กระทั่งลมหายใจก็ไม่ติดขัดแม้แต่น้อย
หลังจากช่วยหวั่นเจาอี๋เข้าไปในกระท่อมหลังเล็กๆ ที่ถูกทิ้งร้าง ได้ เซียวเจิ้นถิงก็วางตะกร้าลง “กระหม่อมจะไปตามหาภรรยาก่อน แล้วอีกครู่หนึ่งจะพาพระสนมกลับไป”
หวั่นเจาอี๋นั่งบนเก้าอี้เย็นๆ มองท้องฟ้าที่มืดสว่างสลับกัน พลางเอ่ยด้วยความวิตกกังวล “ด้านนอกฟ้าร้องฝนตกหนัก อันตราย ท่านรออีกสักพักแล้วค่อยไปเถิด”
เซียวเจิ้นถิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ภรรยาและสะใภ้ของ กระหม่อมยังอยู่ด้านนอก อีกทั้งองค์หญิงจิ่วก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน”
หวั่นเจาอี๋เป็นพระสนมของฮ่องเต้ ทว่าองค์หญิงจิ่วเป็นธิดา หากเทียบบรรดาศักดิ์ เจาอี๋ไม่อาจเทียบกับองค์หญิงจิ่วได้ แน่นอน ว่าสิ่งสำคัญที่สุดก็คือในใจของบุรุษผู้นี้ มีเพียงซั่งกวนเยี่ยนและ บุตรชายกับสะใภ้ของนางเท่านั้น
แววตาของหวั่นเจาอี๋หม่นลง
“หากพระสนมหิว โปรดกินพุทราประทังความหิวไปก่อนพ่ะย่ะ ค่ะ” เซียวเจิ้นถิงวางตะกร้าพุทราเขียวไว้บนโต๊ะ แล้วหันตัวเดิน ออกไปจากประตู
ตลอดชีวิตนี้ของนาง นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของนาง ไม่มีผู้ใดรู้ ว่านางรอวันนี้มานานเพียงใด และไม่มีผู้ใดรู้ว่านางมีอนาคตอีก หรือไม่…
อารมณ์นับพันฉายผ่านดวงตาของหวั่นเจาอี๋ ขณะที่เซียว เจิ้นถิงกำลังจะผลักประตูออกไป นางก็ไม่สนใจความเจ็บปวดที่เท้า พลันลุกขึ้นวิ่งเข้าโผกอดเขาจากด้านหลัง!
ร่างกายของเซียวเจิ้นถิงแข็งทื่อ
เกือบเป็นเวลาเดียวกัน ประตูบานนั้นก็ถูกเปิดออก ทว่าเซียว เจิ้นถิงไม่ใช่ผู้ที่เปิด กลับเป็นกลุ่มของอวี๋หวั่นที่ทั้งตัวเปียกปอน เพราะเจอฝนตกหนัก จึงวิ่งกลับมาหลบฝนที่กระท่อมเล็กหลังนี้
ผู้เปิดประตูคือองค์หญิงจิ่ว
อวี๋หวั่นและซั่งกวนเยี่ยนก็วิ่งตามมาติดๆ
เซียวเจิ้นถิงร่างกายแข็งทื่อ ผลักหวั่นเจาอี๋ออกไปอย่างเย็นชา หลังจากผลักออกไป เขาจึงหันกลับมาเห็นคนที่อยู่ด้านนอกประตู ทว่าคนด้านนอกประตูกลับไม่ได้เห็นเช่นนั้น
องค์หญิงจิ่ว อวี๋หวั่น ซั่งกวนเยี่ยน และฝูหลิงที่รั้งท้าย ต่างก็ เห็นหวั่นเจาอี๋กอดเซียวเจิ้นถิง
องค์หญิงจิ่วตกใจ “อา…”
อายุยังน้อยจึงไม่เข้าใจความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยามากนัก เป็นเพียงเรื่องแปลกใจธรรมดาเท่านั้น
ใบหน้าของซั่งกวนเยี่ยนเปลี่ยนเป็นสีเขียวคลํ้า
อวี๋หวั่นไม่คิดว่าจะได้เห็นฉากเช่นนี้ในกระท่อมหลังเล็กๆ เธอ ยอมรับว่าหวั่นเจาอี๋ถูกเธอหลอกล่อออกมา ทว่าจุดประสงค์ของ เธอหาใช่เพื่อจับอ้อมกอดของหวั่นเจาอี๋ที่มีต่อเซียวเจิ้นถิง เธอ เพียงต้องการหาสถานที่ที่ไม่มีผู้คน และผูกร่างหวั่นเจาอี๋ไว้ได้ จะ คุกคามก็ดีหรือทำให้หวาดกลัวก็ได้ เพื่อเค้นความจริงออกมา ไหน เลยจะรู้ว่าระหว่างทางหวั่นเจาอี๋จะได้พบกับเซียวเจิ้นถิง เป็นเช่นนี้ ก็ยังไม่อาจยับยั้งชั่งใจ?
ดูเหมือนคำพูดของหวั่นเจาอี๋ที่บอกว่านางไม่ได้สนิทชิดเชื้อ กับเซียวเจิ้นถิงจะเป็นเท็จ เซียวเจิ้นถิงจะมีใจให้นางหรือไม่ ไม่ต้อง เอ่ยถึง ทว่านางมีใจให้เซียวเจิ้นถิงเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน
“เยี่ยนเอ๋อร์ ฟังข้าอธิบายก่อน…”
“ฮึ!”
ซั่งกวนเยี่ยนเดินจากไปด้วยความโกรธเกรี้ยว!
เซียวเจิ้นถิงรีบวิ่งตามไปด้วยความร้อนรน
องค์หญิงจิ่วมองหวั่นเจาอี๋ที่กำลังกระอักกระอ่วนด้วยความ งุนงง จากนั้นก็มองอวี๋หวั่นที่อยู่ด้านข้าง ในใจของนางก็พลันเกิด ความวิตกกังวลที่อธิบายไม่ได้ นางจึงจับมือของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นลูบหัวของนางอย่างปลอบโยน และส่งนางให้กับฝูหลิง “ไปยกฟืนมาจุดไฟผึ่งเสื้อผ้าขององค์หญิง”
“เจ้าค่ะ” ฝูหลิงพาองค์หญิงจิ่วไปที่ห้องด้านใน
ในห้องโถงเหลือเพียงอวี๋หวั่นและหวั่นเจาอี๋ สายลมพัดผ่าน หวีดหวิว ผสมกับเม็ดฝนใหญ่ที่ร่วงลงมาบนพื้นห้องโถง
อวี๋หวั่นทัดผมที่เปียกไว้หลังหูอย่างลวกๆ พลางมองไปที่หวั่น เจาอี๋ผู้ซึ่งถูกเซียวเจิ้นถิงผลักลงไปที่พื้น และเอ่ยเสียงแผ่วเบา “พระสนมหวั่นเจาอี๋ ยามนี้ท่านยังอยากจะบอกว่าไม่สนิทชิดเชื้อ กับแม่ทัพใหญ่เซียวอยู่อีกหรือไม่?”
หวั่นเจาอี๋เมินหน้าหนีอย่างไม่แยแส
อย่างที่โบราณว่าไว้ จะจับโจรก็ต้องหาของโจร จะจับชู้ก็ต้อง จับทั้งคู่ หวั่นเจาอี๋ถูกจับได้คาหนังคาเขา หากคิดดึงดันไม่ยอมรับ ก็ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่
กล่าวตามตรงว่าอวี๋หวั่นประหลาดใจยิ่งนัก ฮ่องเต้ไม่ดีหรือ อย่างไร? แม้จะผ่านไปหลายปีก็ยังไม่อาจทำให้นางลืมบุรุษผู้นั้นได้ บุรุษผู้นั้นให้สิ่งใดแก่นางหรือ? เงินทองหรือคำมั่นสัญญา?
หรือไม่มีสิ่งใดเลย ทุกอย่างเป็นเพียงความปรารถนาของนาง ฝ่ายเดียว รักษาความปรารถนาเช่นนี้มานานหลายปีได้ก็พอจะเห็น ถึงความเสียสติของคนผู้นี้แล้ว
คนเช่นนี้จะไปวางยาบุตรชายของศัตรู อวี๋หวั่นก็ไม่แปลกใจ
“คงเป็นท่านกระมัง?” อวี๋หวั่นกล่าว “ในงานเลี้ยงวันเกิดอายุ แปดปีของเยี่ยนจิ่วเฉา ท่านเคยสมคบคิดกับคนหนานจ้าววางยา พิษเยี่ยนจิ่วเฉา”
หวั่นเจาอี๋กล่าวอย่างเย็นชา “ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังเอ่ยสิ่งใด แม้ข้าจะไม่สามารถควบคุมความรู้สึก ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าข้า จะทำร้ายซื่อจื่อแห่งเมืองเยี่ยน”
อวี๋หวั่นเอ่ยอย่างไม่เร่งรีบ “แน่นอนว่าท่านคงไม่ยอมรับ แต่ หากไม่ใช่ท่านแล้วจะเป็นผู้ใด? ในวังหลังผู้ที่อยากให้เยี่ยนจิ่วเฉา ตาย ก็มีเพียงสวี่เสียนเฟยกับท่าน ทว่าสวี่เสียนเฟยรู้เรื่องที่เยี่ยน จิ่วเฉาไม่อาจอยู่เกินอายุยี่สิบห้า นางจึงไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใด เพียงแค่รออยู่เงียบๆ โดยที่ตนเองไม่ต้องแปดเปื้อน ทว่าต่างกับ ท่าน ยามนั้นเซียวเจิ้นถิงขอซั่งกวนเยี่ยนแต่งงาน หากรอต่อไป ซั่ งกวนเยี่ยนก็จะเข้าพิธีผ่านประตู แต่หากบุตรชายของนางตาย ชีวิตของนางก็จะพังทลาย ไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ และไม่อาจ แต่งงานกับเซียวเจิ้นถิง”
ดวงตาของหวั่นเจาอี๋เป็นสีแดงเลือด “พี่ใหญ่เซียวเป็นของข้า มาก่อน! ฮูหยินผู้เฒ่าได้ตอบตกลงเรื่องการแต่งงานแล้ว! หาก ไม่ใช่เพราะซั่งกวนเยี่ยนเข้ามาแทรก คนที่ได้แต่งงานกับเขาก็ต้อง เป็นข้า!”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้มบางๆ “จริงหรือ? เช่นนั้นท่านรู้อีกหรือไม่ว่า แม่ทัพใหญ่เซียวได้ชื่นชอบซั่งกวนเยี่ยนก่อนที่ท่านจะปรากฏตัว เสียอีก? ในชีวิตนี้หากเขาไม่ได้แต่งงานกับนาง และแม้ว่านางจะ ตายจากไป คนผู้นั้นก็ยังไม่ใช่ท่านอยู่ดี!”
“เหลวไหล!” หวั่นเจาอี๋เอ่ยเสียงดัง
องค์หญิงจิ่วที่อยู่ในห้องตัวสั่นด้วยความตกใจ ฝูหลิงรีบปิดหู ของนาง
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าเหลวไหล หรือท่านกำลังหลอก ตนเองกันแน่?”