หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 175.1 จิ้งจอกแสนรู้ แรกพบแม่ทัพ (1)
ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เยี่ยนจิ่วเฉา อวี๋หวั่น และเจียงไห่ถูกนำ ตัวไปในคุกของที่ว่าการซีเฉิง
วันนี้ที่จวนของเจ้าเมืองมีงานเลี้ยง ข้าราชการในที่ว่าการ เมืองนั้นได้ล่วงหน้าไปยังงานเลี้ยงแล้ว ทำให้ไม่มีคนสอบสวนผู้ กระทำความผิด จึงทำได้เพียงนำตัวมาขังไว้ก่อน
คุกของหนานจ้าวและคุกของต้าโจวแทบไม่ต่างกัน แบ่งเป็น ห้องขังสุ่ย (⽔) ห้องขังเทียน (天) และห้องขังตี้ (地) ห้องขังสุ่ยใช้ สำหรับทรมานนักโทษ ปกติแล้วใช้กับนักโทษปากแข็ง ไม่ยอม สารภาพผิด ห้องขังเทียนใช้สำหรับขังเชื้อพระวงศ์ ส่วน ‘ชาวบ้าน ธรรมดา’ ซึ่งซื้อหนังสือผ่านทางปลอมอย่างพวกเขานั้น โดยทั่วไป ก็มักจะถูกขังในห้องขังตี้
อย่างไรก็ดีห้องขังตี้ก็ยังมีการแบ่งอีก ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไรก็จะ ขังนักโทษซึ่งมีความผิดมากขึ้นเท่านั้น ห้องขังหน้าปากประตูมักใช้ สำหรับขังผู้ซึ่งได้รับโทษสถานเบา ตามหลักแล้วพวกยังไม่ถูก ตัดสินโทษ ยังไม่ควรถูกจับขังคุก แต่ตอนนี้ที่นี่ไม่มีคนไต่สวน ความผิด จึงทำได้เพียงโยนเข้าห้องขังไปก่อน
เมื่อทหารนำตัวนักโทษสิบกว่าคนส่งให้ผู้คุมแล้ว ก็กลับไปยัง ประตูเมืองเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อ
ผู้คุมนำพวกเขาเข้าไปยังห้องทรมาน แล้วหยิบกุญแจมือออก
มา “ส่งมือมาให้ข้า…”
ยังไม่ทันพูดจบ ก็ได้ยินเสียงแกร็กๆ นักโทษซึ่งมาใหม่คนหนึ่ง หยิบกุญแจมือบนโต๊ะขึ้นมาสวมเรียบร้อยแล้ว
ผู้คุม “…”
ต้องอยากสวมกุญแจมือมากขนาดไหนกันนะ?
ในเมื่อสวมไปแล้ว กุญแจมือนี้ก็คงไม่จำเป็น ผู้คุมจึงหันหลัง ไปแขวนกุญแจมือบนกำแพง ทว่าภายในเวลาชั่วลัดนิ้วมือเดียว เขาหันหลังกลับมาหมายจะเดินไปหยิบชุดนักโทษมาขู่ให้พวกเขา กลัวสักหน่อย ตู้เก็บชุดนักโทษก็ถูกพ่อหนุ่มที่เพิ่งจะสวม กุญแจมือคนนั้นเปิดออก เขาเปลี่ยนไปใส่ชุดนักโทษใหม่เอี่ยม อย่างรวดเร็ว ทั้งยังไม่ลืมที่จะหยิบตรวนขึ้นมาสวมด้วย
เอ๊ะ…
อะไรกัน ตรวนข้อเท้าใช้กับนักโทษสถานหนัก…
เจ้าแค่ซื้อหนังสือผ่านทางปลอมจะใส่ทำไม?
ยังใส่ชุดนักโทษอีก เจ้ายังไม่ได้ถูกตัดสินโทษเลย จะสวมชุด นักโทษทำไมเล่า?!
“โอ้ว” เยี่ยนจิ่วเฉาก้มหน้ามองตนเองด้วยความพึงพอใจ
ผู้คุม “…”
เมื่อคนอื่นๆ เห็นพ่อหนุ่มคนนั้นเปลี่ยนไปสวมชุดนักโทษ กุญแจมือและตรวนข้อเท้า พวกเขาจึงทำตาม ภายในเวลาชั่ว
ประเดี๋ยวเดียว นอกจากอวี๋หวั่นและเจียงไห่แล้ว อีกสิบกว่าคนที่ เหลือต่างก็แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย
เดิมทีผู้คุมคิดเพียงว่าจะแสดงอำนาจให้พวกเขากลัวเท่านั้น แต่พวกเจ้ารู้สึกสำนึกผิดถึงเพียงนั้นเชียวหรือ…
นักโทษถูกแบ่งชายหญิง อวี๋หวั่นปลอมตัวเป็นผู้ชายจึงถูก แยกไปขังในคุกชายพร้อมกับเยี่ยนจิ่วเฉาและเจียงไห่ เพียงแต่ว่า พวกเขาถูกคุมขังคนละห้อง อวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาถูกขังอยู่ใน ห้องข้างกัน ส่วนเจียงไห่อยู่ห่างออกไปอีกสามสี่ห้อง
ในตอนนั้นเองอวี๋หวั่นพลันรู้สึกว่าโชคดีเหลือเกินที่เธอแต่งตัว เป็นผู้ชาย ไม่เช่นนั้นก็คงไม่อาจคอยปกป้องเยี่ยนจิ่วเฉาได้ และ เธอคงจะวิตกกังวลมากกว่านี้
แม้ว่าจะอยู่ห้องข้างๆ แต่อวี๋หวั่นก็ได้ยินเสียงลมหายใจ สมํ่าเสมอของเยี่ยนจิ่วเฉา เพียงเท่านี้เธอก็วางใจมากขึ้นแล้ว
เมื่อออกมาจากต้าโจวแล้วจึงรู้ว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า ในต้าโจว เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเยี่ยนอ๋องซึ่งอยู่เหนือทุกคน ยกเว้นฮ่องเต้ นอกจากฮ่องเต้แล้วก็ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องเขา ไม่ ต้องเอ่ยถึงการจับเขาเข้าคุก แค่ชี้หน้าด่าทอเขาเพียงประโยค เดียวก็อาจถูกฮ่องเต้สั่งประหารได้ ทว่าบัดนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ในต้า โจว และไม่อาจเปิดเผยตัวตนอย่างครั้นอยู่ในต้าโจวได้
มิใช่ว่าเขาไม่เคยคิดจะใช้สถานะเชื้อพระวงศ์แห่งต้าโจวเดิน ทางเข้าหนานจ้าว แต่หากทำเช่นนั้นก็ออกจะเป็นที่จับตามองไป
สักหน่อย บางทีโอกาสในการหายาถอนพิษไม่เพียงน้อยลง แต่ กลับถูกคนลอบสังหารแทน
แม้ตอนนี้จะลำบากอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีการหลบหนี
หลังจากนี้พวกเขาจำต้องระวังตัวให้มากกว่าเดิม
“ได้เวลากินข้าว!”
อวี๋หวั่นเหลือบไปมอง นั่นเป็นโจ๊กข้าวและผักดองซึ่งมีเม็ด ทรายปะปน แค่มองก็รู้แล้วว่าไม่ได้เรื่อง โชคดีที่ตอนเธอกับเยี่ยน จิ่วเฉารออยู่บนรถม้า ไม่มีอะไรทำจึงกินแผ่นแป้งไปมากโข ตอนนี้ จึงยังไม่หิว แต่ว่าเจียงไห่บังคับรถตลอดทาง ตอนนี้เกรงว่าจะหิว โซ
ในเมื่อตอนนี้ติดอยู่ในคุก จะมัวมาสนใจเรื่องนี้ไม่ได้ อวี๋หวั่น นั่งพิงกำแพงเงียบๆ คิดว่าจะหลับตาทำสมาธิ ตกดึกค่อยหาวิธี หลบหนี
ทันใดนั้นเอง เธอก็ได้ยินเสียงเปิดประตูคุก บุรุษอัปโชคอีกคน หนึ่งถูกจับเข้ามา
เธอไม่คิดจะใส่ใจ แต่ไม่รู้ว่าทำไม อยู่ๆ เธอลืมตาขึ้นและพบว่า ผู้มาใหม่ก็คือภิกษุชุดสีฟ้าอ่อนสวมหมวกสานคนหนึ่ง
หมวกสานนั้นค่อนข้างกว้าง ทำให้ใบหน้าของเขากลืนไปกับ เงาของหมวก
สายตาของอวี๋หวั่นชะงักไปเล็กน้อย
เดี๋ยวก่อน นี่มันภิกษุหนุ่มที่พักอยู่ข้างห้องของเธอกับเยี่ยนจิ่ว เฉาในชิงเหอไม่ใช่หรือ?
เขามาซีเฉิงเหมือนกันหรือ?
แล้วก็ถูกจับเข้าคุกด้วย?
เป็นเพราะไม่มีหนังสือผ่านทางเหมือนพวกเขา หรือว่า ทำความผิดข้อหาอื่นกันนะ?
อวี๋หวั่นกับเขาเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่บังเอิญมาพบกัน ถึง จะรู้สึกสงสัย แต่ก็ไม่คิดจะเข้าไปถามเขา
ไม่รู้ว่าภิกษุรูปนี้จดจำอวี๋หวั่นไม่ได้ หรือว่าจำได้แต่ไม่ได้ใส่ใจ เขาเพียงเข้ามาหาที่ว่างนั่ง ด้านซ้ายมือคือผู้ชายคนหนึ่งซึ่งกำลัง นอนหลับอุตุ ด้านขวาเป็นพื้นที่ว่างเปล่า
ในห้องขังโกโรโกโส เขาดูประหนึ่งพระโพธิสัตว์ รอบกายของ เขาคล้ายกับมีรัศมีบุญญาธิการของผู้บำเพ็ญเพียรแผ่ออกมา อย่างไรอย่างนั้น
อวี๋หวั่นรู้สึกว่าจิตใจของเธอสงบลง
จะว่าไปก็น่าแปลก เธอไม่ได้นับถือศาสนาพุทธสักหน่อย…
อวี๋หวั่นส่ายหน้า คิดมากเกินไปแล้ว หลับตาทำสมาธิต่อดีกว่า
อีกด้านหนึ่ง ชิงเหยียนและคนอื่นๆ หาโรงเตี๊ยมเข้าพักได้แล้ว
จื่อซูร้องไห้จนตาบวมเป่ง อาม่าจึงให้ฝูหลิงพานางกลับห้องไป ก่อน ส่วนชิงเหยียนและเยว่โกวยังอยู่ในห้อง รอพูดคุยกันเรื่องช่วย
ทั้งสามคนออกมา
ชุยเฒ่าก็อยู่ด้วย
ชุยเฒ่าเอ่ยขึ้นว่า “ที่จริงหากคิดง่ายๆ เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นถึงเชื้อ พระวงศ์ของต้าโจว ไม่ว่าอย่างไรทางการหนานจ้าวก็ไม่กล้าทำ อะไรเขาหรอก”
“เจ้าจะไปรู้อะไร?” ชิงเหยียนสวนกลับทันควัน “ผู้ที่วางยา เยี่ยนจิ่วเฉาก็คือคนหนานจ้าว หากคนหนานจ้าวรู้ว่าเขามาตามหา ยาถอนพิษละก็ เจ้าว่าพวกเขาจะเก็บยาไว้ให้เขาหรือไม่เล่า?”
ชุยเฒ่าไอโขลก “จะว่าอย่างนั้นก็เถอะ แต่เมื่อไรที่พวกเขารู้ตัว ตนที่แท้จริงของเยี่ยนจิ่วเฉา แล้วลอบสังหารเขาจะทำอย่างไร? หากตัวคนตายไปแล้ว ยังจะตามหายาถอนพิษอะไรอีกเล่า? ถ้า ถามข้า ไม่สู้เปิดเผยตัวตนไปดีกว่าหรือ อย่างน้อยคนหนานจ้าวจะ ได้ไม่ลงไม้ลงมือ”
ชิงเหยียนมองไปยังชายชรา “อาม่า ท่านคิดว่าอย่างไร?”
หากมีเยี่ยนจิ่วเฉาเพียงคนเดียว จะเปิดเผยตัวตนก็มิใช่ ปัญหาใหญ่ แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอวี๋หวั่นด้วย ไม่อาจให้ราชวงศ์ หนานจ้าวรับรู้ว่านางยังมีตัวตน ไม่เช่นนั้นหากเรื่องทั้งหมดถูกเปิด เผย จะไม่เป็นผลดีตัวนาง พอๆ กับที่ไม่เป็นผลดีต่อตี้จีองค์โตและ เผ่าปีศาจ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ อาม่าก็บังเกิดความคิดขึ้นมา “ช่วยพวกเขา ก่อน ช่วยมาได้แล้วค่อยว่ากัน”
ชิงเหยียนพยักหน้า “ขอรับ ข้ากับเยว่โกวจะไปที่คุก”
อาม่าถามว่า “พื้นที่ตรงนั้นเจ้าไปสืบมาจนกระจ่างแล้วหรือ ยัง?”
“กระจ่างแล้วขอรับ” ชิงเหยียนกางแผนที่ออก แล้วใช้ชาด แดงเขียน “นี่คือประตูด้านหลังที่ว่าการเมือง นี่คือคุก พวกเราเข้า จากประตูด้านหลัง แล้วก็รีบช่วยพวกเขาออกมา”
“เดี๋ยวๆ แล้วสัตว์ประหลาดตัวมหึมานี่คืออะไร?” ชุยเฒ่าชี้ไป บนแผนที่
“จวนเจ้าเมือง” ชิงเหยียนตอบ
ชุยเฒ่าถลึงตา “เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า? พวกเจ้าจะบุกเข้าไป ในคุกใต้จมูกของเจ้าเมืองน่ะรึ?”
ชิงเหยียนอธิบายว่า “จวนเจ้าเมืองกับที่ว่าการเมืองแม้จะอยู่ ติดกัน แต่ประตูใหญ่อยู่ห่างกันมาก ที่ตั้งของห้องขังตี้นั้นอยู่ติด กับเรือนที่เงียบที่สุดของจวนเจ้าเมือง ข้าไปสืบมาแล้ว เรือนหลัง นั้นไม่มีคนอยู่ จะไม่มีใครแตกตื่นตกใจ”
อาม่าเอ่ยปากเตือนว่า “ระวังตัวกันให้มาก ซีเฉิงมีแขกคน สำคัญ มีกองกำลังอารักขาอยู่ทุกสารทิศ อย่าได้วางใจ”
“เข้าใจแล้วขอรับอาม่า ข้ากับเยว่โกวจะระวังตัว” ชิงเหยียน เก็บแผนที่
ชายชรามองไปยังราตรีอันมืดมิดประหนึ่งไร้จุดสิ้นสุด “นี่ก็ช้า
มากแล้ว ลงมือเถิด”
“เอ้านี่!” ชุยเฒ่าโยนยาสองขวดให้พวกเขาคนละขวด “ยาสลบขนานแรงสิบเท่า อย่าดมเข้าไปเองเสียละ”
ทั้งสองคนเก็บขวดยา แล้วเปลี่ยนเป็นสวมชุดอำพราง หลัง จากหลบหลีกทหารลาดตระเวนมาได้ ก็ใช้วิชาตัวเบามุ่งหน้าสู่ที่ ว่าการเมือง
ขณะที่ชิงเหยียนและเยว่โกวเดินทางไปยังที่ว่าการเมือง พวก อวี๋หวั่นก็เริ่มลงมือแล้วเช่นกัน
จวนเจ้าเมืองมีแขกสำคัญ คนจากที่ว่าการเมืองถูกโยกย้ายไป อารักขาไม่น้อย ทำให้คนเฝ้าคุกมีไม่เพียงพอ และนั่นเป็นช่องโหว่ จุดใหญ่
ผู้คุมนั่งอยู่บนโต๊ะไม้สุดทางเดิน จากนั้นก็ใช้มือเท้าศีรษะหลับ ไป
ก้อนกลมสีขาวย่องเข้ามา มองซ้ายมองขวา แล้ววิ่งตรงไปหา อวี๋หวั่นในคุก
อวี๋หวั่นลืมตาขึ้นก็เห็นลูกสุนัขจิ้งจอกน้อย เธอก็พลันรู้สึกดีใจ ขึ้นมา ทำท่าบอกเป็นนัยว่าไม่ให้มันส่งเสียงพลางชี้ไปยังผู้คุมซึ่ง กำลังสัปหงก
สุนัขจิ้งจอกน้อยเข้าใจทันที มันวิ่งกลับไป กระโดดขึ้นไปบน โต๊ะ แล้วคาบกุญแจของผู้คุมออกมา
บทที่ 175.2 จิ้งจอกแสนรู้ แรกพบแม่ทัพ (2)
เหล่านักโทษต่างหลับใหลอยู่ในนิทรา การเคลื่อนไหวของอวี๋ หวั่นนั้นเงียบเชียบ เธอไขกุญแจมือและตรวนข้อเท้าก่อน จากนั้น จึงเปิดประตูห้องขัง เธอย่องออกมิได้มีกะจิตกะใจห่วงใยเพื่อนร่วม ห้องขัง แต่ขณะที่จะเดินออกไปนั้น เธอก็หันไปมองภิกษุในห้อง
เขามิได้มีปฏิกิริยาแต่อย่างใด ราวกับหลับไปแล้ว
อวี๋หวั่นไม่ได้เรียกเขา
ไม่ใช่ว่าเธอใจดำแต่อย่างใด แต่การหนีออกไปได้ก็นับว่าเป็น โชคแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นหากภิกษุผู้นี้เกิดเอะอะโวยวายรายงานว่า เธอหนีออกไปต้องแย่แน่ๆ
อวี๋หวั่นพาเจ้าจิ้งจอกหิมะน้อยไปหาเยี่ยนจิ่วเฉา เยี่ยนจิ่วเฉา กำลังหลับใหล อยู่ในคุกยังหลับสบายขนาดนี้ อวี๋หวั่นละเชื่อเขาเลย เธอคิดว่าจะไปทางด้านหน้าคุกเพื่อไปช่วยเจียงไห่ด้วย
เจียงไห่ก็เตรียมตัวหนีแล้วเช่นกัน เพียงแต่ไม่คิดว่าอวี๋หวั่นจะ ลงมือเร็วกว่าเขา เขาตื่นขึ้น ลงมืออย่างรวดเร็วแล้วพุ่งไปยังอีก ฟากหนึ่งของคุกแล้วแบกเยี่ยนจิ่วเฉาขึ้นหลัง จากนั้นก็ออกไป พร้อมกับอวี๋หวั่น
วิชาตัวเบาของเจียงไห่ดีเยี่ยม ส่วนอวี๋หวั่นก็ฝีเท้าเบาไร้สุ้ม เสียง ทั้งสองจึงออกจากคุกได้อย่างง่ายดาย
จิ้งจอกหิมะน้อยก็ตามมาติดๆ
ทันใดนั้นเอง เจียงไห่ก็ชะงักฝีเท้า “ช้าก่อน”
อวี๋หวั่นก็หยุดตามที่เขาบอก
เจ้าจิ้งจอกหิมะไม่ได้มองทาง จึงชนกับด้านหลังขาของอวี๋หวั่น เข้าเต็มๆ จนมึนงง มองเห็นแต่ความมืดและดาวสีทอง
“มีอะไร?” อวี๋หวั่นถาม
ใบหูสองข้างของเจียงไห่ขยับเล็กน้อย “มีคน”
อวี๋หวั่นตั้งสมาธิฟัง จริงด้วย ด้านหน้าและด้านหลังตรอกมี ทหารลาดตระเวน แย่แล้ว
ด้วยวิทยายุทธ์ของเจียงไห่ อวี๋หวั่นเชื่อว่าพวกเขาจะฝ่าออกไป ได้ แต่หลังจากฝ่าออกไปแล้วทำอย่างไรต่อนี่สิ?
เจียงไห่และอวี๋หวั่นนึกบางอย่างออก ทั้งสองสบตากัน จาก นั้นก็บังเกิดความคิด และพุ่งไปยังกำแพงด้านหน้าพร้อมกันทันที
ต่อให้เจียงไห่จะเคยมาซีเฉิง ทว่าในยามที่ปราศจากแสงไฟ สว่างให้พอมองเห็นได้เช่นนี้ เขาก็ไม่อาจรู้ได้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ทั้ง สองคิดว่ามันเป็นเพียงคฤหาสน์หลังใหญ่หลังหนึ่ง ไม่ได้คิดว่าจะ เป็นสถานที่ซึ่งมีการคุ้มกันแน่นหนาที่สุดในซีเฉิงอย่างจวนเจ้า เมือง
“ไม่ทันแล้ว หาที่หลบก่อนดีไหม?” อวี๋หวั่นถาม
เจียงไห่พยักหน้า คงต้องทำเช่นนั้น
เจียงไห่ใช้วิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปบนกำแพง แล้วยื่นมือมา หาอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นอุ้มลูกจิ้งจอกหิมะ คว้ามือของเจียงไห่แล้วกระ โดดขึ้นไป
อย่างไรเสียอวี๋หวั่นก็มาจากอีกโลกหนึ่ง เรื่องจับไม้จับมือใน สถานการณ์คับขันเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเธอ อวี๋หวั่นกระโดด ไปอีกฝั่งของกำแพง กลับเป็นเจียงไห่ซึ่งยืนอึ้งอยู่ที่เดิม
“ทำอะไรอยู่? รีบลงมาเร็ว!” อวี๋หวั่นเร่งเร้า
เจียงไห่หน้าแดงกํ่า โชคดีที่ทุกสิ่งรอบตัวล้วนแต่กลืนไปกับ ความมืด จึงมองไม่เห็นสีหน้าของเขา เขารีบกระโดดลงมา เพียง แต่วินาทีที่เขายืนอึ้งอยู่นั้น หน่วยทหารลาดตระเวนก็มาถึงพอดี ทว่าพวกเขาเห็นชายเสื้อรางๆ หายลับไปในกำแพงจวนเจ้าเมือง
“พวกเจ้าเห็นอะไรหรือเปล่า?” ทหารคนหนึ่งซึ่งมีสายตา ว่องไวขมวดคิ้ว
ทหารคนอื่นๆ ส่ายหน้า
กันไว้ดีกว่าแก้ เขาจึงพาพี่น้องทหารเดินไปสำรวจบริเวณ กำแพงที่พบเห็นความเคลื่อนไหว เขานั่งยองลง และพบว่ามีรอย เท้าอยู่ตรงหน้า ทันใดนั้นเองทหารอีกคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมา ว่า”ใคร!”
ภิกษุชุดสีฟ้าอ่อนรูปนั้นแหกคุกเช่นกัน
ความสนใจของพวกเขาล้วนแต่ไปอยู่ที่ภิกษุรูปนั้น ไม่มีกะจิต กะใจจะสนใจหัวขโมยซึ่งไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่อีกต่อไป พวกเขาพุ่งไป
หาภิกษุอย่างรวดเร็ว
อวี๋หวั่นและเจียงไห่ไม่รู้เรื่องนี้ เมื่อทั้งสองกระโดดข้ามมาก็พบ กับสาวใช้ในจวนคนหนึ่ง โชคดีที่พวกเขาหลบอย่างว่องไว สาวใช้ จึงไม่ทันมองเห็นพวกเขา
ทั้งสองทำได้เพียงหาที่ซ่อนตัวอีกครั้ง หลังจากที่สาวใช้เดินไป และหน่วยทหารลาดตระเวนจากไปแล้ว พวกเขาก็ข้ามกำแพงไป
เพียงแต่เมื่อยิ่งเข้าไป สาวใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เห็นทีหากพวก เขาจะกลับทางเดิมก็คงไม่ง่ายนัก
ทั้งสองหลบอยู่ด้านหลังภูเขาจำลอง
ไม่นานองครักษ์ก็เข้ามาสมทบ
อวี๋หวั่นกระซิบว่า “นี่มันที่ไหนกัน? ทำไมมีองครักษ์เยอะขนาด นี้?”
บ้านของตระกูลใหญ่อย่างคฤหาสน์สกุลไป๋หรือจวนคุณชาย ยังไม่มีคนอารักขามากถึงเพียงนี้
เจียงไห่สัมผัสได้ถึงลางร้าย นั่นเป็นเพราะองครักษ์เหล่านั้น ไม่ใช่องครักษ์ประจำคฤหาสน์ทั่วไป แต่เป็นองครักษ์ซึ่งถูกฝึกฝน มาเป็นอย่างดี
“แย่แล้ว พวกเราเข้ามาในจวนเจ้าเมืองขอรับ!”
ในที่สุดเจียงไห่ก็รู้แล้วว่าพวกเขาได้ก้าวมาในถํ้าเสือเป็นที่ เรียบร้อย ที่นี่ไม่ได้ดีไปกว่าในคุกสักเท่าไร ในคุกก็มีเพียงประตูคุก
ผู้คุมก็มิได้น่ากลัวแต่อย่างใด ทว่าองครักษ์ในจวนเจ้าเมืองนั้นมี แต่เหล่ายอดฝีมือ
เจียงไห่กระซิบว่า “ซีเฉิงเป็นศักดินาของสกุลเห้อเหลียน เจ้า เมืองก็เป็นขุนนางของสกุลเห้อเหลียน องครักษ์ที่พวกเขามีล้วน แต่เป็นยอดฝีมือที่สกุลเห้อเหลียนฟูมฟักมาเป็นอย่างดี ฮูหยิน ขอรับ ถ้าหากหลบไม่พ้นแล้ว ข้าจะไปหลอกล่อพวกเขา แล้วฮูหยิน พาซื่อจื่อออกไปนะขอรับ”
อวี๋หวั่นส่ายหน้า “ไม่ ข้าจะหลอกล่อพวกมัน เจ้าพาเยี่ยนจิ่ว เฉาไป”
“มิได้ขอรับ”
อวี๋หวั่นจึงบอกว่า “ข้าใช้วิชาตัวเบาไม่ได้ ถ้ามีใครตามมาข้ากับ เยี่ยนจิ่วเฉาก็หนีไม่รอด แต่เจ้าไม่เหมือนกัน เจ้าสามารถหนีไปได้”
“แต่ว่าฮูหยิน…”
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก “เจ้าต้องเชื่อใจข้า เรื่องเอาตัวรอดเป็น ความสามารถของข้า”
เจียงไห่กระจ่างในทันใดว่าแผนนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว เขาไม่ใช่ คนคิดเล็กคิดน้อย แม้ว่าจะเป็นห่วงอวี๋หวั่นแต่ก็จำต้องทำตาม แผนการ
อวี๋หวั่นส่งสัญญาณมือให้เจียงไห่ “เราแยกทางกันไป พยายามอย่าให้ถูกใครเห็นเข้า”
เจียงไห่พยักหน้า
“เจ้าเก่งวิชาตัวเบา เจ้าไปก่อน” อวี๋หวั่นบอก
เจียงไห่สกัดจุดให้เยี่ยนจิ่วเฉาหลับ จากนั้นก็ใช้เข็มขัดรัด เยี่ยนจิ่วเฉาไว้บนหลัง ก่อนไปเขาหันมาหาอวี๋หวั่น “ฮูหยินโปรด ระวังตัว เมื่อข้าพาซื่อจื่อออกไปได้อย่างปลอดภัยแล้ว ข้าจะกลับ มารับท่าน”
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ได้”
เจียงไห่แบกเยี่ยนจิ่วเฉาแล้วหายวับไปในความมืด
อวี๋หวั่นตัดสินใจซ่อนตัวในที่ลับตาคน เธอหลบพ้นสายตาของ สาวใช้ และเข้าไปในเรือนเล็กซึ่งมีแสงตะเกียงริบหรี่
เรือนหลังนี้สงบเงียบ น่าจะพอให้เธอซ่อนตัวได้สักสองชั่วยาม
ไหนเลยจะรู้ว่าอวี๋หวั่นเพิ่งจะมาถึงระเบียงทางเดินได้ครู่เดียว เจ้าจิ้งจอกหิมะน้อยที่อุ้มอยู่ก็ส่งเสียงร้องออกมา
“อุ๊บบบ” อวี๋หวั่นปิดปากมันแล้วเงี่ยหูฟังเสียง
“ท่านแม่ทัพใหญ่ เชิญทางนี้ขอรับ!”
นอกเรือนมีเสียงแหบห้าวของผู้ชายดังขึ้น
อวี๋หวั่นนัยน์ตากระตุกเล็กน้อย เธอคงไม่ได้โชคร้ายขนาดนั้น หรอกใช่ไหม ดันมาเจอเรือนที่มีคนมาพักอีก?
“ข้าน้อยรู้ว่าท่านแม่ทัพไม่ชอบให้ใครมารบกวน เรือนหลังนี้ อยู่ในมุมที่เงียบที่สุด ตอนกลางวันข้าให้คนมาทำความสะอาดให้
แล้วขอรับ”
เจียงไห่บอกว่าซีเฉิงอยู่ในครอบครองของสกุลเห้อเหลียน ถ้า อย่างนั้นคนที่ผู้ชายคนนั้นเรียกว่า ‘แม่ทัพใหญ่’ ก็คงเป็นคนสกุล เห้อเหลียน
เห้อเหลียนฉีตายไปแล้ว แล้ว ‘แม่ทัพใหญ่’ ผู้นี้คือใครกัน?
ขณะที่อวี๋หวั่นพยายามตั้งสติ คนกลุ่มนั้นก็เข้ามาพอดี
คิดจะออกไปตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว อวี๋หวั่นจึงเปิดประตูห้อง หนึ่งเข้าไป
เจ้าจิ้งจอกหิมะน้อยยังคงยืนงงอยู่ที่เดิม
ประตูห้องแง้มออก มือข้างหนึ่งยื่นออกมาดึงเจ้าจิ้งจอกหิมะ น้อยเข้าห้องไปด้วย
อวี๋หวั่นกอดมันเอาไว้ ดวงตาของเธอยังคงมองผ่านรอยแยก ที่หน้าต่าง สาวใช้สองคนถือโคมไฟเดินนำอยู่ด้านหน้า องครักษ์อีก นับสิบคนเดินเป็นแถวตอนสองข้าง บุรุษหนุ่มรูปร่างกำยำสูงใหญ่ ก้าวเข้ามาในเขตเรือน เขาอายุประมาณสามสิบเห็นจะได้ เสื้อผ้า อาภรณ์ที่เขาสวมอยู่นั้นดูโดดเด่นไม่ธรรมดา
เขาผายมือออกไปอย่างเคารพนบนอบ คล้ายกับกำลังเชิญ ท่านแม่ทัพอะไรนั่นเข้าไป
แต่สิ่งแรกที่อวี๋หวั่นเห็นก็คือรถเข็น ตัวรถสีเงิน ส่องแสง ประกายวาววับล้อแสงจันทร์
หลังจากนั้นสายตาของอวี๋หวั่นจึงไปหยุดที่คนที่นั่งอยู่บนรถ เข็น
เขาเป็นบุรุษท่าทางน่าเกรงขาม แต่ความน่าเกรงขามของเขา ดูประหนึ่งถูกกักเก็บเอาไว้ในเสื้อคลุมตัวใหญ่ ไม่อาจสำแดงออก มาได้ องคาพยพบนใบหน้าของเขาได้รูป กรอบหน้าเด่นชัด คิ้วโก่ง คมเข้ม หากไม่ใช่เพราะเดินไม่ได้และหน้าตาอมทุกข์เช่นนี้ ต่อให้ เขานั่งอยู่บนรถเข็น ก็ดูราวกับทำให้ใต้หล้ายอมสยบแทบเท้าได้