หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 176.1 พบความจริง (1)
นี่คือแม่ทัพใหญ่ที่ชายหนุ่มคนนั้นพูดถึงใช่ไหม? คนสกุลเห้อ เหลียน?
หน้าตาไม่ยักเหมือนกับเห้อเหลียนฉี
เห้อเหลียนฉีหน้าตาอัปลักษณ์ ยังเทียบไม่ได้แม้แต่เส้นผม ของคนผู้นี้ด้วยซํ้า
นั่นเป็นเพราะเคยพบเห้อเหลียนฉีมากก่อน ดังนั้นอวี๋หวั่นจึง ไม่ได้จินตนาการภาพของคนสกุลเห้อเหลียนไว้มากเท่าไรนัก ไหน เลยจะรู้ว่าเขาผู้นี้กลับหล่อเหลาไม่เป็นรองเยี่ยนจิ่วเฉา
“ส่งเพียงเท่านี้ก็พอ เจ้าเมืองเชิญกลับ” เด็กหนุ่มซึ่งดูคล้าย จะเป็นบ่าวคนสนิทเอ่ยขึ้น
รอยยิ้มวาดผ่านใบหน้าของชายหนุ่มซึ่งถูกเรียกว่าเจ้าเมือง เขาเดินเข้าไปหาผู้ที่อยู่บนรถเข็นแล้วประสานมือคำนับ “ดึกมา แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่พักผ่อนเถิดขอรับ ข้าน้อยขอตัวก่อน”
ที่แท้ชายหนุ่มผู้นี้ก็คือเจ้าเมือง ข้าราชการของหนานเจ้าอายุ น้อยขนาดนี้เชียวหรือ? จะว่าไปผู้ชายที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็ไม่นับว่า อายุมาก น่าจะใกล้เคียงกับท่านพ่อของเธอ
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังใช้ความคิดอยู่นั้น เจ้าเมืองซีเฉิงก็ออกไป บ่าวคนสนิทก็เข็นรถไปยังระเบียงทางเดิน เจ้าเมืองทุ่มเทไปไม่
น้อยที่จะต้อนรับแขกคนสำคัญ ขั้นบันไดก็ใช้ไม้กระดานมาติดเพื่อ ให้สะดวกแก่การเข็นรถเข็นขึ้นลง
“แม่ทัพใหญ่ขอรับ ท่านเหนื่อยแล้วกระมัง? เมื่อครู่ข้าว่าคน เหล่านั้นมีตาหามีแววไม่ ไม่เห็นหรือว่าท่านไม่สนุกด้วย? ยังจะมา ยกแก้วให้ท่านอีกนะขอรับ!” บ่าวคนสนิทบ่น
บุรุษบนรถเข็นไม่ได้พูดอะไร เขาดูเหนื่อยล้าเต็มที
บ่าวเข็นรถไปตามทางเดิน
อวี๋หวั่นมองตามพวกเขา พลางภาวนาว่าขออย่าเป็นห้องนี้เลย อย่าเป็นห้องนี้เลย…
“ถึงแล้วขอรับ” บ่าวเอ่ยขึ้น
เป็นห้องนี้จริงๆ ด้วย!
กลัวอะไรก็ได้อย่างนั้นสินะ
อวี๋หวั่นมองไปรอบๆ หากซ่อนตัวใต้เตียงก็คงจะถูกพบได้ง่าย จะเข้าไปในตู้เสื้อผ้าก็ดูจะแคบเกินไปสักหน่อย ใคร่ครวญอยู่รอบ หนึ่ง เธอก็เหลือบไปเห็นห้องเล็กด้านข้าง เธอจึงรีบเข้าไปหลบด้าน หลังม่าน
บ่าวเข็นรถของแม่ทัพใหญ่เข้ามาในห้อง
อวี๋หวั่นตั้งสมาธิและกลั้นลมหายใจ
ในตอนนี้เธอมองไม่เห็นพวกเขา แต่ได้ยินบทสนทนาของทั้ง สองอย่างชัดเจน
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ข้าจะไปบอกให้ห้องครัวต้มนํ้าร้อนนะขอรับ ท่านจะได้แช่นํ้าร้อนบรรเทาความเมื่อยล้า ในงานเลี้ยงท่านไม่ได้ ทานอะไร ข้าจะให้พวกเขาต้มโจ๊กให้ดีไหมขอรับ? โจ๊กหวานหรือว่า โจ๊กเค็มดีขอรับ?”
“ไม่ต้อง ข้าไม่หิว”
“แต่กินสักหน่อยก็ดีนะขอรับ”
“ของที่ให้เจ้าไปซื้อ เจ้าซื้อมาหรือยัง?”
“ซื้อแล้วขอรับ ธูปเทียน เงินกระดาษ เครื่องเซ่นไหว้ เสื้อผ้า แล้วก็บ้าน เหมือนกับปีที่แล้วเลยขอรับ!”
เสื้อผ้าและบ้านที่เขาพูดถึงนั้นเป็นของสำหรับคนตาย ใช้ กระดาษทำขึ้นมา ในโลกก่อนหน้าอวี๋หวั่นก็เคยเห็น ว่ากันว่าหาก เผาไปให้ญาติผู้ล่วงลับ พวกเขาจะได้ใช้ในปรโลก
“พรุ่งนี้ท่านจะต้องไปพบนายน้อยใช่หรือไม่ขอรับ?” บ่าวคน สนิทเอ่ยถาม
“อืม” แม่ทัพใหญ่พยักหน้า
“เข้าใจแล้วขอรับ” บ่าวเดินไปเปิดประตู เพิ่งจะเดินไปเปิด ประตู “ท่านจะรับอะไรขอรับ? บะหมี่เนื้อแพะ?”
“ข้าไม่กินแล้ว”
“ขอรับ”
บ่าวคนสนิทเดินออกไปด้วยความผิดหวัง
ทว่าเดินออกไปได้เพียงก้าวเดียว ก็ได้ยินแม่ทัพใหญ่ตวาดว่า “ใคร?!”
เขาสาวเท้ากลับมาในห้องทันที
อวี๋หวั่นปิดจมูกแน่น เมื่อครู่เธออยากจะจาม แต่ยังไม่ทันจาม ออกมา แม่ทัพใหญ่รู้ได้อย่างไรกัน?
บ่าวคนสนิทดึงมีดออกมา แล้วเดินเข้าไปทางห้องเล็กด้าน ข้างด้วยสีหน้าเย็นเยียบ “ผู้ใดกัน?”
“เอ๋ง!”
ก้อนกลมน่ารักสีขาวกลิ้งออกมา
“เอ๋?” บ่าวคนสนิทจ้อง แล้วก้มลงอุ้มเจ้าก้อนกลมสีขาวขึ้นมา เขายิ้มแล้วบอกว่า “ท่านแม่ทัพ ลูกจิ้งจอกขอรับ”
ลูกจิ้งจอกหิมะตัวน้อยทำหน้าตาน่ารักมองไปยังบุรุษบนรถ เข็น
แม่ทัพใหญ่ยื่นมือออกไป
บ่าววางเจ้าลูกจิ้งจอกหิมะลงบนอุ้งมือของเขา
เจ้าตัวเล็กขนนุ่มนิ่ม ดวงตาของมันวาวใส บนหัวของมันมีขน ตั้งเล็กน้อย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าน่ารักแค่ไหน
แม่ทัพใหญ่หัวเราะออกมาทันใด
บ่าวคนสนิทตะลึงงัน
เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม?
เมื่อครู่นายท่านบ้านเขา…หัวเราะหรือ?
นายท่านไม่ได้หัวเราะมานานเท่าไรแล้วนะ?
เขาถูกซื้อมาอยู่ในจวนเห้อเหลียนตั้งแต่อายุแปดขวบ ตั้งแต่ นั้นก็ทำงานอยู่ในเรือนของแม่ทัพใหญ่มาโดยตลอด เริ่มจาก หน้าที่ปัดกวาด โตขึ้นหน่อยจึงได้มาติดตามแม่ทัพใหญ่ จนถึง ปัจจุบันนี้ก็เก้าปีเห็นจะได้ น้อยครั้งนักที่เห็นแม่ทัพใหญ่หัวเราะ และไม่มีเลยสักครั้งที่เขาหัวเราะออกมาจากใจ
บ่าวคนสนิทรู้สึกว่าเป็นไปได้มากที่ตนจะหูฝาด
เขาจึงเดินไปมองเจ้านายของตนอีกครั้ง
ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเอง เจ้าลูกจิ้งจอกหิมะพยายามดิ้น หนีจากเงื้อมมือของแม่ทัพใหญ่ มันกระโจนหนี แล้วกึ่งวิ่งกึ่ง กระโดดไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับไปชนกับเสาเข้าเต็มๆ จนมึนงง ท่าทางน่าสงสาร
แม่ทัพใหญ่หัวเราะอีกครั้ง
รอยยิ้มของเจ้านายตนนั้น งดงามจริงๆ เหลือเกิน…
บ่าวคนสนิทตื่นตะลึง
ไม่นานเขาก็ได้สติกลับมา และพบว่าเจ้านายของเขายัง หัวเราะขึ้นมาอีก เขายืนทำตาโตด้วยความเหลือเชื่อ
ตั้งแต่วิทยายุทธ์ของแม่ทัพใหญ่สูญสลายไป ก็ไม่เคยเห็นเขา
ยิ้มออกมาจากใจอีกเลย…
แต่จะว่าไป ท่าทางเซ่อซ่าของเจ้าลูกจิ้งจอกตัวนี้ก็ตลกจริงๆ นั่นแหละ
ไม่รูู้ว่าลูกจิ้งจอกหิมะตัวนี้เป็นของจวนเจ้าเมืองหรืออย่างไร แต่ไม่ว่าจะเป็นของใคร ในเมื่อแม่ทัพใหญ่ชอบ จากนี้มันก็คือของ แม่ทัพใหญ่
บ่าวคนสนิทจึงจับลูกจิ้งจอกหิมะซึ่งเมื่อครู่วิ่งชนเสาจนเห็น ดาววิบวับขึ้นมา เขายิ้มตาหยีพลางลูบพุงของมัน “ดูแลท่าน แม่ทัพให้ดี แล้วเจ้าก็จะได้อยู่ดีกินดี!”
เจ้าจิ้งจอกหิมะถูกพาตัวไปแล้ว แม่ทัพใหญ่ก็ถูกบ่าวเข็นไป อาบนํ้าแล้วเช่นกัน
อวี๋หวั่นจึงใช้โอกาสนั้นหนีออกมาจากเรือน
เรือนของแม่ทัพใหญ่นั้นเงียบสงัด ปราศจากทหารยามเดิน ลาดตระเวน อวี๋หวั่นค่อยๆ ย่องไปยังด้านหนึ่งของกำแพง เธอย้าย ก้อนหินก้อนหนึ่งมาใช้เหยียบเพื่อปีนขึ้นไปบนกำแพง ทันใดนั้นก็ มีเงาสายหนึ่งพุ่งเข้ามาโอบเอวของเธอไว้แล้วพาเธอไปยังอีกฝั่ง หนึ่งของกำแพง
อวี๋หวั่นคลำหาเข็มเงินในแขนเสื้อ
“ฮูหยิน ข้าเองขอรับ!”
เจียงไห่รีบบอก
สีหน้าของอวี๋หวั่นจึงผ่อนคลายลง เธอเก็บเข็มเข้าไป
เจียงไห่ยกมือซึ่งทั้งหยาบกร้านทั้งร้อนผ่าวขึ้นมา เขาประสาน มือกล่าวขอโทษอวี๋หวั่น “เมื่อครู่เสียมารยาทแล้ว ฮูหยินโปรดอย่า ถือโทษ”
อวี๋หวั่นชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง จากนั้นก็นึกออกว่าเจียงไห่หมาย ถึงเมื่อครู่ที่เขาโอบเอวเธอ อวี๋หวั่นโบกมือ “เรื่องเล็กแค่นี้เจ้าไม่ ต้องใส่ใจ เรื่องใหญ่สำคัญกว่า เยี่ยนจิ่วเฉาละ?”
เจียงไห่ตอบว่า “เจียงไห่และเยว่โกวพากลับโรงเตี๊ยมไปแล้ว ขอรับ”
หลังจากที่เขาออกมาจากจวนเจ้าเมืองแล้วจึงพบกับพวกชิง เหยียน โชคดีที่พบพวกเขา ไม่เช่นนั้นทั้งสองคงบุกเข้าไปในคุก แล้ว นอกจากนั้นสัญญาณเตือนนักโทษแหกคุกได้ดังขึ้นแล้ว หาก พวกเขาเข้าไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปติดบ่วงเสียเอง
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว พวกเรากลับจวนกัน เถอะ”
เจียงไห่นำทาง
ทั้งสองกลับถึงโรงเตี๊ยม
เยี่ยนจิ่วเฉาตื่นขึ้นระหว่างทาง ชุยเฒ่าให้ยาเขากิน ฤทธิ์ของ ยาช่วยให้จิตใจสงบและหลับง่าย แต่เขากลับลืมตาค้างอยู่เช่นนั้น จนอวี๋หวั่นกลับมาเขาจึงหลับตาลง
“เขาไม่เป็นไรใช่ไหม?” อวี๋หวั่นเอ่ยถามเสียงค่อย
ชุยเฒ่าแค่นเสียงขึ้นจมูก “เขายังตายไม่ได้! เมื่อกี้เจ้าไปไหน มา? ทำไมพวกเขากลับมาก่อน?”
แม้ว่าเขาจะใช้นํ้าเสียงที่ไม่รื่นหูนัก แต่ใจจริงก็เป็นห่วงอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นจึงเล่าเรื่องที่เข้าไปในเรือนของแม่ทัพใหญ่ให้พวกเขาฟัง
ชิงเหยียนนึกถึงเรื่องที่ตนได้ยินผู้คนพูดคุยกัน จึงเอ่ยปาก ถามชายชราว่า “อาม่า ท่านว่าแม่ทัพใหญ่คนนั้นจะใช่เห้อเหลี ยนเป่ยหมิงไหม?”
“เห้อเหลียนเป่ยหมิง?” อวี๋หวั่นชะงักไป ชื่อนี้เธอเคยได้ยิน เยี่ยนจิ่วเฉาพูดถึง เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของเห้อเหลียนฉี เป็น แม่ทัพเทพแห่งหนานจ้าว มิน่าเล่าถึงดูน่าเกรงขามถึงเพียงนั้น
อวี๋หวั่นขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่ใช่หรอกกระมัง เขาเป็นถึงแม่ทัพ เทพ จะไปนั่งรถเข็นได้อย่างไร?”
อาม่าตอบว่า “ก่อนหน้านี้เขาฝึกวิทยายุทธ์จนได้รับบาดเจ็บ วิทยายุทธ์สลายไปสิ้น เขาเดินได้ แต่เมื่อเดินแล้วจะรู้สึกเจ็บแปลบ ราวกับเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงหัวใจ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” อวี๋หวั่นอดทอดถอนใจไม่ได้ที่เห็นแม่ทัพผู้ ยิ่งใหญของยุคสมัยมีจุดจบเช่นนี้ “ถ้าอย่างนั้น อาม่า มั่นใจใช่หรือ ไม่ว่าแม่ทัพใหญ่คนนั้นคือเห้อเหลียนเป่ยหมิง?”
อาม่าพยักหน้า “คงจะเป็นเขา”
อวี๋หวั่นถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “โชคดีที่หนีออกมา ทัน”
บทที่ 176.2 พบความจริง (2)
การตายของเห้อเหลียนฉีเกี่ยวโยงกับจวนคุณชาย ถ้าหาก ตนเองตกไปอยู่ในเงื้อมมือของเห้อเหลียนเป่ยหมิงละก็ จุดจบจะ เป็นอย่างไรคงเดาได้ไม่ยาก
“สาเหตุการตายของเห้อเหลียนฉีนั้นคิดว่าพวกเจ้าคงเดาได้ จวนคุณชายมีความแค้นกับสกุลเห้อเหลียน ตอนนี้คนสกุลเห้อ เหลียนมาซีเฉิง น่ากลัวว่า…”
ชิงเหยียนกล่าวว่า “พระชายาไม่ต้องกังวลไป ข้าได้ยินผู้คนบน ถนนคุยกันว่า เห้อเหลียนเป่ยหมิงมาที่นี่เพื่อรับหลานชาย ประเดี๋ยวก็กลับแล้ว ขอเพียงเจ้าหน้าที่ไม่พบตัวพวกเรา เขาก็จะ ไม่รู้”
“มารับหลานชายหรือ? ไม่สิ เขามาไหว้ใครสักคน”
“หืม?” ชิงเหยียนขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจ “เขาเป็นคนเมือง หลวง จะมาไหว้คนที่ซีเฉิงทำไมหรือ?”
“ที่จริงก็มีอยู่คนหนึ่ง” อาม่าเอ่ยขึ้น
ทุกคนหันไปมองเขาด้วยความงงงวย
อาม่าค่อยๆ เล่าว่า “เห้อเหลียนเป่ยหมิงมีน้องชายอยู่คนหนึ่ง เกิดมาได้ไม่นานก็ตกเขาไป ไม่พบศพแต่อย่างใด เหมือนว่าจะหาย ไปที่ซีเฉิงกระมัง”
“เรื่องตั้งแต่เมื่อไรกัน? ทำไมพวกข้าไม่รู้?” ชิงเหยียนถาม
อาม่าตอบว่า “สามสิบกว่าปีก่อน เจ้ายังไม่เกิด กว่าเจ้าจะโต พอรู้เรื่องก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้แล้ว”
อวี๋หวั่นจมอยู่ในห้วงความคิดครู่หนึ่ง “แต่ข้าว่าท่าทางเขา ลับๆ ล่อๆ เหมือนไม่อยากให้คนรู้”
เรื่องนี้จะเรียกว่าเป็นธรรมเนียมของหนานจ้าวก็ได้ ที่หนาน จ้าวนั้น ผู้ที่ตายด้วยอุบัติเหตุจะไม่สามารถนำไปฝังในหลุมศพ ทั่วไปได้ และห้ามมีป้ายหลุมศพด้วยซํ้าไป ผู้ตายตายที่ไหน ก็ต้อง นำไปฝังที่นั่น ไม่สามารถเซ่นไหว้ได้ มิเช่นนั้นผู้ไหว้จะได้รับความ เศร้าโศกของผู้ตาย และนำพาความอัปมงคลกลับบ้านมา
เรื่องนี้เป็นเรื่องลี้ลับเหนือธรรมชาติ แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความ เชื่อของผู้คนได้
เห้อเหลียนเป่ยหมิงเป็นถึงแม่ทัพเทพแห่งหนานจ้าว เมื่อเขา ได้รับความอัปมงคลมา ไม่ใช่เพียงสกุลเห้อเหลียนที่ได้รับผลกระ ทบ แต่อาณาจักรหนานจ้าวซึ่งอยู่ใต้ความคุ้มครองของเขาก็จะ พลอยได้รับผลกระทบไปด้วย
เพื่อป้องกันราษฎรแตกตื่น เห้อเหลียนเป่ยหมิงไม่อาจไปไหว้ หลุมฝังศพน้องชายซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุอย่างเปิดเผยได้
อวี๋หวั่นเท้าคาง “เช่นนั้นก็หมายความว่าแม่ทัพใหญ่คนนี้ให้ ความสำคัญกับครอบครัวมาก”
เช่นนั้นเรื่องการตายของเห้อเหลียนฉีคงไม่จบลงง่ายๆ
สวรรค์โปรดเมตตา อย่าให้แม่ทัพใหญ่พบพวกเขาเลย
เมื่อนึกบางอย่างออก อวี๋หวั่นก็ถามว่า “น้องชายของเขาตก เขาไปในปีไหนหรือ?”
“เมื่อสามสิบห้าปีก่อน”
อาม่าตอบ
ที่อาม่าจำได้อย่างแม่นยำก็เพราะในปีนั้น เขาเพิ่งได้ขึ้นเป็น นักบวชของเผ่า ได้ยินว่าสกุลเห้อเหลียนแห่งอาณาจักรหนานจ้าว ได้บุตรชาย เดิมทีจะเป็นตัวแทนของเผ่าไปแสดงความยินดี ทว่า กลับได้ยินข่าวร้ายเสียก่อน เขาไม่ต้องไป เนื่องจากบุตรชายคนรอง ของสกุลเห้อเหลียนได้จากไปแล้ว
“สามสิบห้าหรือ…”
อวี๋หวั่นพึมพำ
เกิดปีเดียวกับท่านพ่อของเธอสินะ
……
พวกเขาพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมต่ออีกหนึ่งคืน
ต้องขอบคุณเห้อเหลียนเป่ยหมิง ที่ว่าการเมืองมิได้ตามจับ พวกเขา ถ้าหากปล่อยให้เห้อเหลียนเป่ยหมิงรู้ว่าที่ว่าการเมือง จัดการนักโทษคดีซื้อหนังสือผ่านทางปลอมไม่ได้ ตำแหน่งของ พวกเขาก็คงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้เช่นกัน
เพียงแต่การตรวจตราหนังสือผ่านทางก็เข้มงวดกว่าเดิมมาก
เงินมหาศาลก็ไม่อาจซื้อหนังสือผ่านทางได้เสียแล้ว
อาม่าถอนหายใจ “ตอนนี้เหลือเพียงแผนการเดียวเท่านั้น”
หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม พวกเขาก็มาอยู่ที่หน้าเรือนหลังหนึ่ง ด้านทิศใต้ของเมือง
อวี๋หวั่นมองไปยังตัวอักษรบนป้าย ซึ่งเขียนว่า ‘สถานีคุ้มกัน สินค้าหลงเหมิน’
อาม่าบอกว่า “ที่หนานจ้าว มีเพียงคนประเภทเดียวที่ไม่ต้องใช้ หนังสือผ่านทาง”
“ผู้คุ้มกันสินค้า?” อวี๋หวั่นพูด
“ปรมาจารย์วิชาพิษ” อาม่าตอบ
สถานีคุ้มกันสินค้าของหนานจ้าวไม่ได้คุ้มกันสินค้าเพียงอย่าง เดียว แต่ยังคุ้มกันปรมาจารย์พิษอีกด้วย เนื่องจากหนานจ้าวบูชา วิชาพิษ เพราะฉะนั้นปรมาจารย์พิษย่อมมีสถานะสูงส่งไม่ต่างกัน ขอเพียงพวกเขาโชคดีพอ ก็จะสามารถได้งานคุ้มกันปรมาจารย์ พิษ เช่นนั้นก็จะรอดพ้นจาการตามล่าของทางการได้แล้ว
อวี๋หวั่นครุ่นคิด แล้วถามว่า “พวกเขากล้าใช้งานคนที่ไม่มี หนังสือผ่านทางหรือ?”
อาม่าตอบว่า “ปรมาจารย์พิษจะใช้พิษกับผู้คุ้มกัน เมื่อถึงที่ หมายแล้วจึงถอนพิษให้”
“เป็นเช่นนี้เอง” อวี๋หวั่นกระจ่างทันที
“ปรมาจารย์พิษนั้นสูงส่ง แต่ในขณะเดียวกันก็อ่อนแอ” ยอด ฝีมือแข็งแกร่งอย่างอาเว่ยนั้นร้อยปีจะหาได้สักคนหนึ่ง เวลาที่ ปรมาจารย์เลือกผู้คุ้มกัน พวกเขาจะเลือกเพียงผู้ที่มีวรยุทธ์เก่ง กล้า มิได้สนใจว่าเป็นใคร
ในตอนนี้อาม่าเริ่มนึกเสียดายที่ไม่ได้พาอาเว่ยมาด้วย การมี ปรมาจารย์พิษในณะที่อยู่ที่หนานจ้าวนั้นนับว่าเป็นโชคเหลือเกิน
พวกเขาก็นับว่าโชคเข้าข้าง ได้พบกับปรมาจารย์พิษซึ่งกำลัง จะเดินทางไปเมืองหลวงพอดี
ปรมาจารย์พิษผู้นี้ได้รับคำเชิญจากตระกูลหนึ่งในเมืองหลวง เดิมทีพวกเขาส่งองครักษ์มาอารักขา ทว่าระหว่างทางกลับปะทะ กับเหล่าโจรจนองครักษ์ได้รับบาดเจ็บ ปรมาจารย์พิษไม่ปรารถนา ให้ล่าช้า จึงมาหาองครักษ์ที่สถานีคุ้มกันสินค้าหลงเหมิน
วิทยายุทธ์ของเจียงไห่ ชิงเหยียน และเยว่โกวโดดเด่นว่าคน อื่น ปรมาจารย์พิษจึงตัดสินใจเลือกพวกเขา
แต่ทั้งสามคนยื่นข้อเสนอว่าต้องพาคนในครอบครัวของพวก เขาไปด้วย ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะไม่ตอบรับการว่าจ้างในครั้งนี้
ปรมาจารย์พิษตอบตกลง
เพียงแต่ปรมาจารย์พิษก็ยื่นข้อเสนอให้พวกเขาเช่นกันว่าทุก คนที่เดินทางไปด้วยจะต้องรับหนอนพิษชนิดพิเศษของเขา
เขากล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “พวกเจ้าวางใจได้ ขอเพียงข้าเดิน ทางไปถึงเมืองหลวงอย่างปลอดภัย ข้าก็จะให้ยาถอนพิษแก่พวก
เจ้า”
พวกเขาขึ้นไปบนรถม้า
ปรมาจารย์พิษคือบุคคลที่สกุลชั้นสูงมักจะแย่งชิงกัน ไม่มีผู้ใด กล้าล่วงเกินปรมาจารย์พิษ เพราะไม่มีผู้ใดรู้ว่าปรมาจารย์พิษท่าน นี้มีสกุลใหญ่สกุลใดหนุนหลังอยู่หรือไม่
ขณะที่เดินทางออกจากเมือง เมื่อทหารเห็นปรมาจารย์พิษ ก็ หลีกทางให้ขบวนของพวกเขาอย่างเคารพนบนอบ
“หึ”
รถม้าเคลื่อนไปตามเส้นทางของทางการ ในรถม้าคันที่สอง เยี่ยนจิ่วเฉาแค่นเสียงขึ้นจมูกเบาๆ
เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นถึงซื่อจื่อ เมื่อก่อนรถม้าของเขาจะนำเป็นคัน แรกอย่างสง่าผ่าเผยเสมอ ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นปรมาจารย์พิษ เส็งเคร็งมานำหน้า ทำให้รถม้าของเขากลายเป็นคันที่สอง ไม่น่า แปลกใจที่เยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งไม่เคยตามหลังผู้ใดจะกลอกตาอย่างไม่ สบอารมณ์
อวี๋หวั่นปอกลำไยสดให้เขา ช่วงเดือนแปดกลางสารทฤดู เมือง หลวงก็ไม่มีลำไยลูกอวบอิ่มเช่นนี้ให้กินแล้ว แต่ที่หนานจ้าวยังคง หาซื้อได้อยู่บ้าง
อวี๋หวั่นป้อนลำไยที่ปอกเสร็จให้เยี่ยนจิ่วเฉากิน
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่กิน
ผู้ชายคนนี้ ยังโกรธอยู่เหรอเนี่ย
คิดดูแล้ว จะโทษเขาก็ไม่ได้
ตอนที่อยู่ในหมู่บ้านเหลียนฮวา เยี่ยนจิ่วเฉาเคยพบกับ ปรมาจารย์พิษมาก่อน ปรมาจารย์พิษคนนั้นละโมบโลภมาก ทั้งยัง หลอกลวงพวกเขา ทำให้เยี่ยนจิ่วเฉาเกิดความรู้สึกไม่ชอบ เรื่องนั้น พักไว้ก่อน ปรมาจารย์พิษอายุน้อยตรงหน้าผู้นี้ดูไม่ใช่คนที่น่า คบหาด้วยเท่าไรนัก เจียงไห่ ชิงเหยียนและเยว่โกวเป็นคนที่เขา จ้างมาแท้ๆ แต่กลับเรียกให้เยี่ยนจิ่วเฉาทำนู่นทำนี่อยู่เรื่อย
เยี่ยนจิ่วเฉาโตมาจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครกล้าเรียกใช้เขาเลย!
หากไม่ใช่เพราะชิงเหยียนเข้ามาขวางไว้อย่างรวดเร็ว คุณชาย เยี่ยนก็คงจะแหวกกะโหลกปรมาจารย์คนนั้นออกมาแล้ว
อวี๋หวั่นกระซิบว่า “สามีข้าใจกว้างกว่าผู้ใด ไม่มานั่งโกรธเคือง คนแบบนี้หรอกใช่ไหม?”
คิ้วโก่งได้รูปของเยี่ยนจิ่วเฉาขมวดเล็กน้อย “อวี๋อาหวั่น เจ้าไม่ ได้กำลังแอบด่าว่าข้าใจแคบหรอกใช่ไหม?”
“ข้าเปล่าสักหน่อย”
“หึ!”
เยี่ยนจิ่วเฉาทิ้งตัวลงบนเบาะ ม้วนตัวเข้าไปในผ้านวม แล้วหัน ก้นให้อวี๋หวั่น!
อวี๋หวั่นเข้าไปหอมแก้มเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“อวี๋อาหวั่น!”
“ข้าอยู่นี่ไง”
หมัดของเยี่ยนจิ่วเฉาต่อยลงบนหมอนนุ่ม แก้มของเขาพอง ด้วยความเดือดดาล จากนั้นจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดหน้านอน
อวี๋หวั่นจับไหล่ของเขา แล้วกล่าวปลอบเบาๆ ว่า “เขาไม่ใช่เป็น เจ้างั่งคนหนึ่งหรือ? พวกเราไม่สนใจเขา ไม่พูดกับเขาก็พอแล้ว”
แต่เพียงครู่เดียว อวี๋หวั่นก็ตระหนักได้ว่าตนนั้นไร้เดียงสาเกิน ไป มีคนบางประเภทที่ต่อให้เราไม่ไปหาเรื่องเขา แต่เขาก็อยากมี เรื่องกับเราอยู่รํ่าไป
ปรมาจารย์พิษผู้นี้อายุน้อย แต่ไม่รู้ว่าไปมีนิสัยน่ารำคาญเช่น นี้มาได้อย่างไร ตอนกลางคืนพักอยู่ในสถานีส่งสาร เขาไม่ยอมเผา หญ้าไล่ยุง แต่กลับให้เจียงไห่จับยุงในห้องจนหมด ห้ามเหลือ แม้แต่ตัวเดียว
ตกดึกรู้สึกหิวขึ้นมา ไม่ยอมกินอาหารในโรงเตี๊ยม แต่กลับ เรียกเยว่โกวให้ไปซื้อเหลียงเฝิ่นจากร้านซึ่งปิดไปแล้วในตำบล เล็กๆ ที่ห่างออกไปยี่สิบหลี่
ชิงเหยียนซื้อขนมเกาลัดมาให้อวี๋หวั่นกล่องหนึ่ง ยังไม่ทันเดิน เข้ามาในโรงเตี๊ยมก็ถูกปรมาจารย์ผู้นั้นแย่งไปเสียแล้ว
“แล้วก็ มีผ้าที่ต้องซักอีก”
พูดจบ เขาก็ชิมขนมเข้าไปหนึ่งคำ ทำท่าทำทางว่ารสชาติแย่
จากนั้นก็คายขนมใส่กล่องแล้วส่งคืนให้ชิงเหยียน
ชิงเหยียนโมโหจนนึกอยากอัดเขาให้เละ!
เป็นแค่ปรมาจารย์พิษระดับล่าง เทียบไม่ได้แม้แต่นิ้วโป้งเท้า ของอาเว่ย อาเว่ยยังไม่กล้าทำกับพวกเขาเช่นนี้ เจ้าคนเส็งเคร็งนี่ กลับกล้า?!
ไม่ได้มีเพียงพวกชิงเหยียนเท่านั้นที่ถูกกลั่นแกล้ง แม้แต่จื่อซู และฝูหลิงก็ยังหลบหลีกเคราะห์ร้ายนี้ไม่พ้น ทว่าเรื่องชวนโมโหที่ เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกันแต่อย่างใด