หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 206 เด็กอ้วนผู้แสนเก่งกาจ (2)
ปรมาจารย์พิษเมิ่ง…ในยามนี้เป็นปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่ง แล้ว
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งเห็นปรมาจารย์พิษอาวุโสน้อยที่มี พรสวรรค์สามคนกระโดดไปอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มที่เขาไม่แยแส ด้วยสีหน้าตื่นเต้นยิ่ง ราวกับกำลังรอให้ชายหนุ่มผู้นั้นชื่นชมพวก เขา
ไม่คิดถึงฐานะของตนเสียเลย!
แน่นอนว่าอาเว่ยไม่ได้ชม มีสิ่งใดน่าชื่นชม ก็แค่พาเจ้าพวกขี้ แพ้เข้าไปวิ่งเล่นเท่านั้น ต้องชื่นชมด้วยหรือ?
อาเว่ยนำนมแพะที่ต้มทิ้งไว้จนเย็นแล้ว เทใส่ขวดและยื่นให้ พวกเขา
ทั้งสามรับขวดนมเล็กๆ ของตนเองด้วยสองมือมาดื่มอึกๆ
อาเว่ยเก็บข้าวของเสร็จแล้ว จากนั้นก็ใช้มือหนึ่งถือห่อผ้า อีก มือหนึ่งจูงแพะ พาพวกขี้แพ้ทั้งสามเดินจากไป
“ช้าก่อน”
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งอดไม่ได้ที่จะเดินตามไป
อาเว่ยหันตัวกลับมา ไข่ดำทั้งสามที่ยังอมปากขวดนมอยู่เพียง ปรายตามองเขาอย่างมิได้สนใจเพียงแวบหนึ่งและดื่มนมต่อ
ที่แท้ปรมาจารย์พิษอาวุโสที่แย่งความโดดเด่นไปจากเขาก็คือ เด็กที่ปากไม่สิ้นกลิ่นนํ้านม สิ่งนี้ทำให้จิตใจของปรมาจารย์พิษ อาวุโสเมิ่งไม่เป็นสุขอย่างมาก แต่อย่างไรเขาก็ไม่อาจก่อเรื่อง วุ่นวายที่นี่ได้ สถานที่แห่งนี้แม้กระทั่งจวนของประมุขหญิงก็ยัง ต้องหลีกเลี่ยง เขาเป็นเพียงที่ปรึกษาของจวนประมุขหญิง จะมี คุณสมบัติใดไปทำได้?
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งสูดหายใจเข้าลึกๆ เอ่ยถามอาเว่ย ด้วยสีหน้าเหมือนปกติ “เจ้าคือผู้ใด? แล้วพวกเขาคือผู้ใด?”
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งมีความสงสัยว่าคนพวกนี้เล่นไม่ซื่อ ทว่าอย่างไรเขาก็ไม่มีหลักฐาน
หากปรมาจารย์พิษขั้นสูงใช้วิธีแกมโกงเพื่อเป็นปรมาจารย์ พิษอาวุโสได้อย่างง่ายดาย แล้วปรมาจารย์พิษขั้นสูงที่ไม่มีความ แข็งแกร่งเพียงพอจะใช้วิธีพิเศษช่วยให้คนอื่นผ่านการทดสอบ ปรมาจารย์พิษอาวุโสได้อย่างไร?
“แล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า?” อาเว่ยตอบอย่างไม่เกรงใจ
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งผงะ เป็นแค่ปรมาจารย์พิษขั้นสูง กล้าวางตัวหยิ่งผยองอวดดีต่อหน้าปรมาจารย์พิษอาวุโสเจ็ดจั้ง เยี่ยงเขา หากเป็นเมื่อก่อน ไม่จำเป็นต้องให้เขาลงมือเอง คนของ วิหารพิษก็คงมาสั่งสอนบทเรียนให้สักบทแล้ว ทว่านี่คือชายหนุ่มผู้ อยู่ข้างกายปรมาจารย์พิษอาวุโสเจ็ดจั้งทั้งสาม สามต่อหนึ่ง เขาไม่ กล้ามีเรื่อง
ไข่ดำน้อยทั้งสามหมดความอดทนที่จะเสวนากับตาแก่ผู้นี้ รีบ ดึงมืออาเว่ยเดินจากไป
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งยังใคร่จะถามต่อ แต่กลับต้องหยุด ชะงักเพราะสายตาที่ไร้ความสนใจใยดีของอาเว่ย
ปรมาจารย์พิษอาวุโสทุกคนคือบุคคลที่มีความสามารถโดด เด่นของหนานจ้าว ไม่เพียงแต่ได้รับเงินรางวัล แต่ยังมีเบี้ยเลี้ยง รายเดือน และเรือนพักอันกว้างขวางใหญ่โตอีกหนึ่งหลัง เป็นผู้ที่ ได้รับการเลี้ยงดูจากทางการเป็นอย่างดี
ปรมาจารย์พิษอาวุโสของหนานจ้าวมีค่ามากกว่าจ้วงหยวน ของจงหยวน จะดีจะร้ายอย่างไรจ้วงหยวนก็มีอย่างน้อยหนึ่งคนใน รอบสามปี ทว่าสำหรับปรมาจารย์พิษอาวุโส หากโชคไม่ดีในรอบ สามสิบปีก็อาจไม่มีสักคน ทว่าวันนี้กลับออกมาทีเดียวถึงสาม คน!!!
และทั้งสามก็เป็นพี่น้อง…พี่น้องที่ยังไม่หย่านม ยากที่จะแยก กันอยู่ หลังจากท่านอาจารย์ของพวกเขายินยอม จึงมอบเรือนอีก สองหลังให้อยู่ในการดูแลของวิหารพิษชั่วคราว และพวกเขาก็ย้าย เข้าไปอยู่เรือนหลังที่ทำเลดีที่สุด
ดีที่สุดเมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน แต่ในความเป็นจริงเรือนทั้ง สามล้วนตั้งอยู่ในทำเลทองในเมืองหลวงทั้งสิ้น รายล้อมไปด้วยที่ อยู่อาศัยของเจ้าหน้าที่และขุนนางระดับสูง
ในขณะที่บิดามารดาแท้ๆ ของพวกเขายังต้อง ‘อาศัยใต้
ชายคาคนอื่น’ ไข่ดำทั้งสามกลับเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทำเล ทองในเมืองหลวงถึงสามแห่ง
“ใต้เท้าอาเว่ย นี่คือเงินเดือนของใต้เท้าปรมาจารย์พิษอาวุโส น้อยทั้งสาม ไม่ทราบว่าควรนำไปไว้ที่ใดดีหรือขอรับ?” ผู้ดูแลวิหาร พิษที่ติดตามมาผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นขณะชี้ไปยังกล่องใบใหญ่สองกล่องที่ มีคนนำมา
เขาก็เป็นปรมาจารย์พิษขั้นสูงผู้หนึ่งเช่นกัน มีอายุมากกว่าอา เว่ยราวสิบกว่าปี มีประสบการณ์มากกว่า แต่ผู้ใดให้อาเว่ยสอนลูก ศิษย์ทั้งสามมาเป็นปรมาจารย์พิษอาวุโสเล่า? ไม่ว่าจะเพราะโชค ช่วยหรือสิ่งใด เขาก็ไม่กล้าทำตัวไม่เคารพอาเว่ยแม้แต่น้อย
อาเว่ยชี้ไปที่ห้องห้องหนึ่งอย่างลวกๆ “นำไปไว้ในห้องนั้นแล้ว กัน”
“ขอรับ!” ผู้ดูแลวิหารพิษรีบสั่งการให้นำกล่องเข้าไปไว้ที่นั่น
อาเว่ยและลูกศิษย์ทั้งสามอยู่กันอย่างมีความสุข
มีความสุขคือศิษย์ตัวน้อย ทว่าหาใช่อาเว่ย
เขาคือจอมวายร้าย วายร้ายไม่ชอบเด็ก
ลูกศิษย์ทั้งสามเดินเข้ามาหา และเงยหน้ามองเขาด้วยดวงตา ลูกแกะน้อย
หิวแล้ว…
อาเว่ยรีบเดินเข้าห้องครัวไปทำอาหารโดยทันที!
ณ วิหารพิษ ปรมาจารย์พิษอาวุโสฮือฮากับการค้นพบ ปรมาจารย์พิษผู้มีพรสวรรค์ทั้งสามคน ทว่าปรมาจารย์พิษอาวุโส เมิ่งกลับไม่อาจรู้สึกยินดีแม้แต่น้อย มิใช่เพราะเหตุผลใด แต่ เพราะวันนี้ควรจะเป็นวันที่น่าจดจำและมีหน้ามีตาที่สุดในชีวิตของ เขา ทว่าผู้ใดจะคิดว่า กลับไม่มีแม้แต่คนเดียวที่มาแสดงความ ยินดีกับเขา กระทั่งตะวันใกล้ลับฟ้า ถึงมีสตรีพิษคนหนึ่งเอ่ยเตือน บรรดาปรมาจารย์พิษอาวุโส “ไอ้หยา ไม่ใช่ว่ามีปรมาจารย์พิษ อาวุโสเจ็ดจั้งอีกคนหนึ่งหรอกหรือ? เขาไปที่ใดแล้วละ?”
ในที่สุด ก็เริ่มมีคนนึกถึงปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่ง
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งรับป้ายหยกที่เขาเฝ้าใฝ่ฝันด้วย ความหดหู่ ทว่ากลับอดกลั้นที่จะโยนมันทิ้งแทบไม่ไหว
เขาเอาแต่คิดว่ามันไม่ใช่ความจริง จะมีปรมาจารย์พิษอาวุโส ที่อายุน้อยได้อย่างไร? เขาสงสัยยิ่งนักว่าคนพวกนั้นใช้กลวิธีบาง อย่าง ทว่าผู้คนในวิหารพิษล้วนเชื่อมั่นว่าทุกอย่างคือความ ประสงค์ของเทพกู่ เทพกู่ได้ประทานพรให้แก่พวกเขา ดังนั้นพิษกู่ ที่เข้าไปจึงไม่อาจทำอันตรายพวกเขาได้
พวกเขาใช้ศาสตร์กู่ได้หรือไม่ ไม่สำคัญ เพียงแค่พวกเขาเป็น คนที่เทพกู่ประทานพรให้ก็เพียงพอแล้ว
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งยังหมายจะโต้แย้งบางอย่าง ปรมาจารย์พิษอาวุโสก็เอ่ยปากขึ้น “เจ้าอย่าลืมละว่าประมุขหญิงก็ เป็นคนที่เทพกู่ประทานพรให้เช่นกัน หากเจ้าบอกว่าเทพกู่
ประทานพรเป็นเรื่องเท็จ เช่นนั้นอีกนัยหนึ่งก็คือ ของศักดิ์สิทธิ์ของ ประมุขหญิงก็มีบางสิ่งไม่ชอบมาพากลกระมัง?”
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งหุบปากลงในทันที
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งนั่งรถม้ากลับไปที่จวนประมุขหญิง
ประมุขหญิงทราบว่าวันนี้เขาไปที่วิหารพิษ จึงรอฟังข่าวดีอยู่ ในจวนแต่เช้าตรู่ วิหารพิษได้ชื่อว่าเป็นดินแดนต้องห้ามแห่งหนาน จ้าว เพราะนอกจากองค์ประมุขก็ไม่มีผู้ใดที่เข้าไปได้ ผลการ ทดสอบเป็นเช่นไร ประมุขหญิงไม่อาจทราบได้เลย
หลังจากปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งลงจากรถม้า ก็ถูกหญิงรับ ใช้ของประมุขหญิงนำทางไปยังโถงบุปผา
“กระหม่อมเมิ่งคารวะฝ่าบาท” ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งโค้ง กายคารวะ
สายตาของประมุขหญิงจ้องมองไปที่ตราสัญลักษณ์ ปรมาจารย์พิษอาวุโสบนเสื้อคลุมของเขา รอยยิ้มค่อยๆ เผยออก จากดวงตา “ยินดีกับใต้เท้าเมิ่ง ไม่ทราบว่าใต้เท้าเมิ่งเป็น ปรมาจารย์พิษอาวุโสกี่จั้ง?”
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งเอ่ย “กระหม่อมเมิ่งไม่สามารถ ทำได้ เพียงเจ็ดจั้งเท่านั้น”
ประมุขหญิงลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้น “ใต้เท้าเมิ่งสมกับเป็น ปรมาจารย์พิษอันดับหนึ่งแห่งหนานจ้าว แม้แต่บรรดาปรมาจารย์ พิษอาวุโสที่วิหารพิษก็ไม่อาจเทียบเทียมท่านได้”
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งค้อมกาย “ฝ่าบาทกล่าวชื่นชมเกินไป แล้ว กระหม่อมมิกล้ารับ”
หากเป็นอดีต นี่ก็เป็นเพียงคำพูดตามมารยาทเท่านั้น ทว่า บัดนี้กลับกลายเป็นวาจาที่ออกมาจากใจจริงๆ เขาพ่ายแพ้ให้กับ ศิษย์อาจารย์ไร้นามทั้งสี่ แล้วจะยังเรียกว่าเป็นปรมาจารย์พิษ อันดับหนึ่งแห่งหนานจ้าวได้อย่างไร?
เขาไม่ต้องการเอ่ยถึงเรื่องนี้ จึงไม่ได้บอกกับประมุขหญิง ทว่า เมื่อผ่านไปเพียงสามวันห้าวัน คนของวิหารพิษก็เดินทางมาเข้า เฝ้าองค์ประมุข ย่อมเป็นธรรมดาที่ประมุขหญิงก็จะรับรู้ด้วยเช่น กัน
เมื่อประมุขหญิงเห็นว่าเขาดูไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ก็คิดว่าเขา คงจะเหนื่อยมากเกินไป ไม่ได้คิดสิ่งอื่นนอกเหนือจากนี้ จึงรีบ เจรจาเรื่องสำคัญและให้เขากลับไปพักผ่อนที่ห้องเร็วกว่าปกติ “ใต้ เท้าเมิ่งในเมื่อบัดนี้ท่านเป็นปรมาจารย์พิษอาวุโสแล้ว ข้าคิดว่า ท่านคงมีคุณสมบัติพอที่จะเข้าไปยังเขาพิษได้แล้ว ไม่ทราบว่า ใต้เท้าคิดว่ามีโอกาสที่จะจับคางคกหิมะกลับมาได้มากน้อยเพียง ใดหรือ?”
ปรมาจารย์พิษอาวุโสเมิ่งตอบด้วยความมั่นใจ “ฝ่าบาทโปรด วางพระทัย กระหม่อมมั่นใจสิบในสิบส่วนว่าต้องช่วยพระองค์นำ คางคกหิมะกลับมาได้อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ประมุขหญิงยกมือของเขาขึ้นมาตบเบาๆ ด้วยความดีใจ “เช่น
นั้นข้าเป็นหนี้ใต้เท้าเมิ่งแล้ว”
…………..
ด้านไข่ดำทั้งสามที่ได้ทานข้าวหอมกรุ่นที่อาเว่ยเป็นคนปรุงจน อิ่มหนำสำราญ หน้าท้องก็เริ่มปูดออกมา อาเว่ยเข้าครัวไปล้างจาน ไข่ดำทั้งสามก็ออกไปเดินเล่นในลาน
พวกเขาป้อนหญ้าแม่แพะเสียจนตัวมันอ้วนกลม จากนั้นก็ ลากมันไปเดินเล่น
เดินเล่นไปเดินเล่นมาก็เดินออกไปนอกเรือน
ทว่าเรื่องนี้จะตำหนิพวกเขาก็ไม่ได้ แท้จริงแล้วยามที่พวกเขา อยู่หมู่บ้านเหลียนฮวาก็มักจะเดินเตร่ไปทั่วหมู่บ้าน ไม่มีผู้ใดจับกุม พวกเขา เดินเล่นได้ไม่หมดไม่สิ้น ทว่าที่นี่น่าอึดอัดเกินไปแล้วมิใช่ หรือ?
ไข่ดำทั้งสามจูงแม่แพะออกไปบนถนนซึ่งรายล้อมไปด้วยจวน ของคนใหญ่คนโตมากมาย ระหว่างเรือนแต่ละหลังกั้นด้วยตรอก เล็กๆ
คนสามคนแพะหนึ่งตัวเดินเข้าออกตรอกไปมา เดินไปเดินมา จนกระทั่งหาทางกลับเรือนของตนไม่เจอ
อาเว่ยกล่าวว่า หากหาทางกลับเรือนไม่ได้ ก็ให้รอเขาอยู่ตรง นั้นอย่าไปที่ใด เขาจะออกไปตามหาเอง
ไข่ดำทั้งสามจึงมองหาประตูเรือนหลังที่ปิดสนิท และเมื่อเดิน ไปถึงขั้นบันไดก็ทิ้งตัวลงนั่ง
ทีแรกพวกเขายังคงตื่นตัวเต็มที่ ทว่าจากความเหนื่อยล้าใน ตอนกลางวัน ไม่นานพวกเขาก็นั่งพิงกำแพงและผล็อยหลับไป
สายจูงแม่แพะค่อยๆ ผ่อนคลายลง ทว่าแม่แพะกลับไม่ได้วิ่ง หนีไปที่ใด มันคุกเข่าลงและใช้ขนยาวๆ มอบความอบอุ่นแก่ไข่ดำ ทั้งสาม
ฮูหยินผู้เฒ่าที่กลับมาจากการเยี่ยมเยียนนางหลี่ เดินออกมา จากจวนตะวันตกได้มองเห็นฉากนี้
เดิมทีจวนตะวันออกเชื่อมต่อกับจวนตะวันตก สามารถเดินไป ถึงกันได้จากด้านใน แต่ด้วยจวนทั้งสองกว้างใหญ่มาก เส้นทาง ภายในจึงซับซ้อนห่างไกล ไม่สะดวกเหมือนการเดินทะลุตรอก
หญิงรับใช้ที่คอยพยุงฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยขึ้น “โอ้ นั่นเด็กบ้านใด กัน? เหตุใดจึงมาหลับอยู่ที่ประตูด้านหลังจวนตะวันออกของพวก เราได้?”
ฮูหยินผู้เฒ่าเดินไปข้างหน้าเพื่อมองดูพวกเขา ไอ้หยา เด็ก พวกนี้ผิวดำยิ่งนัก! แต่เหตุใดถึงดำได้ดูดีเช่นนี้? ดูใบหน้าเจ้าเนื้อ นั่นสิ เหมือนกับหนิวตั้นตอนเด็กๆ ไม่มีผิด!
“ฮูหยินผู้เฒ่า เรา…อ๊ะ!”
หญิงรับใช้เอ่ยได้เพียงครึ่งหนึ่งก็มองเห็นฮูหยินผู้เฒ่าที่ต้องใช้ คนพยุงเดินเหวี่ยงไม่เท้าทิ้ง ไม่อาจรู้ได้ว่าเอาแรงมาจากที่ใด ก้ม ลงอุ้มหนึ่งในเด็กอ้วนทั้งสามขึ้นมา
หญิงรับใช้ตกใจ
“ฮูหยินผู้เฒ่า ท่านจะทำสิ่งใดเจ้าคะ?”
“ชู่ว~” ฮูหยินผู้เฒ่าบอกให้นางหุบปาก พลางมองไปรอบๆ ด้วยคิ้วมุ่นขมวดและเอ่ยว่า
“เร็วเข้า อุ้มมาให้หมด ขโมยกลับไปเป็นเหลนข้า!”