หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 205.1 เด็กอ้วนผู้แสนเก่งกาจ 1 (1)
อวี๋หวั่นเป็นสตรีเพียงคนเดียวในกลุ่ม แม้แต่เธอก็ยังคิดว่า ตนเองนั้นเป็นจุดศูนย์กลางที่ทุกคนต่างทะนุถนอมและให้ความ สนใจ และหากไม่ใช่เธอ ก็คงเป็นเยี่ยนจิ่วเฉา
แม้ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา ทุกคนจะอยู่อย่างสงบสุขไม่ ทะเลาะเบาะแว้งกัน ทว่าชิงเหยียนกับเจียงไห่ ทั้งสองมองหน้ากัน ก็ต่างรู้สึกรำคาญกันเองอย่างลับๆ ส่วนชายชราก็ไม่ปริปากพูดสิ่ง ใด ทว่าในเรื่องบางเรื่องเขาก็เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เดิมที เธอเคยคิดว่าทุกคนจะโต้เถียงกันเรื่องวิธีการทั้งสองนี้อย่างไม่ หยุดหย่อน ทว่ากลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
ยามที่เหตุการณ์ปกติพวกเขาก็เอาอกเอาใจเธอ ทว่าในการ ตัดสินใจบางอย่างก็ไม่อาจยอมถอยให้ได้
“อาม่า~”
“ไม่อาจต่อรองได้”
“เยี่ยนจิ่วเฉา~”
“หึ”
“ชิงเหยียน~”
“อา”
“เจียงไห่~”
“อย่าได้หวัง”
“เยว่…” เยว่โกวคงไม่ต้องถาม เขาเป็นคนที่เชื่อฟังอาม่ามาก ที่สุด เป็นเด็กดีของอาม่า หากอาม่าบอกให้ไปชิงมา เขาก็คงวิ่งไป ด้านหน้าสุดเพื่อชิงมันมาอย่างแน่นอน
ไยพวกเจ้าไม่ละอายใจกับการแย่งชิงสิ่งของถึงเพียงนี้? นี่คือ สัจธรรมความถูกต้องที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้!!!
เอาละ อย่างไรเสีย แขนก็ไม่อาจบิดต้นขา[1] หนึ่งหมัดยาก จะชนะสี่มือ ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไปขโมย เช่นนั้นก็มาคิดเถิด ว่าจะขโมยมาอย่างไร
“วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือเข้าไปยังเขาพิษ” อวี๋หวั่นเอ่ย “ทว่าเขา พิษเป็นสถานที่ต้องห้ามของหนานจ้าว นอกจากปรมาจารย์พิษผู้ ใดก็ไม่อาจเข้าใกล้ นอกจากปรมาจารย์พิษอาวุโสผู้ใดก็ไม่อาจเข้า ได้ พวกเราจะไปเป็นปรมาจารย์พิษอาวุโสในยามนี้ได้อย่างไรกัน?”
“ยังมีอีกวิธีหนึ่ง” ชิงเหยียนเอ่ยปาก “พวกเขามิได้จะไปตาม หาคางคกหิมะหรอกหรือ? เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาหาไป เมื่อหา พบแล้ว พวกเราค่อยไปชิงมา”
อวี๋หวั่นมองเขาด้วยสายตาเหลืออด นี่เจ้ารู้หรือไม่ว่าอีกฝ่ายที่ เราจะไปปล้นคือผู้ใด? ขนาดหน่วยกล้าตายทองคำของลุงใหญ่เจ้า ยังรับหมัดเดียวของเขาไม่ไหว แล้วของจวนประมุขหญิงเจ้าคิดว่า ตัวเองจะอยู่ได้สักเท่าใด?
“หรือจะขโมยก็ได้” เยว่โกวเอ่ย
อวี๋หวั่นถึงกับผงะ ไม่อยากเชื่อว่าวาจานี้จะออกจากปากเยว่โก วเด็กดีของอาม่า!
แต่ก็ดูเหมือนไม่เลวนะ พวกเขารู้ดีว่าวิธีอื่นไม่ได้ ไปแบบมืดไม่ จำเป็นต้องล้มเหลวเสมอไป!
เจียงไห่เอ่ย “ข้าจะไปสืบข้อมูลจากจวนประมุขหญิงมาก่อน”
ชิงเหยียนพยักหน้า “ข้าจะไปกับเจ้า”
คนทั้งสองที่ดูเหมือนไม่ค่อยลงรอยกัน กลับดูเข้าขากันได้ อย่างน่าเหลือเชื่อ อวี๋หวั่นจะเอ่ยอย่างไรได้อีก ทำได้เพียงปล่อยให้ ทั้งสองไป
ทั้งสองเลือกเดินทางในคืนที่มืดมิดสายลมพัดกรรโชก สวม ชุดปฏิบัติภารกิจสีดำปิดบังศีรษะและใบหน้า มุ่งหน้าไปยังจวน ประมุขหญิง
จวนประมุขหญิงมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ทั้งสองรออยู่เนิ่น นานก่อนจะใช้ช่องโหว่ในช่วงเปลี่ยนเวรยามกระโดดข้ามกำแพง เข้าไป
ทั้งสองไม่มีใครคาดคิดว่าด้านหลังกำแพงมีขวากหนามกั้นอีก ชั้นหนึ่ง ซึ่งภายในยังมีมีดอาบยาพิษซ่อนอยู่ด้วย หากเป็นมือ สังหารธรรมดา เกรงว่าคงจะถูกแทงตายอยู่ที่นี่เสียแล้ว ทันใดนั้น เจียงไห่ก็ถีบตัวจากขอบกำแพง ออกแรงกระโดดระยะไกล ก่อนจะ คว้าตัวชิงเหยียน แล้วทั้งสองก็ร่อนลงบนทางเดินเล็กๆ ที่ปูด้วยหิน
ชิงเหยียนใช้เท้าหยั่งพื้นหญ้าในทิศที่ไปทางกำแพงเบาๆ และ
ทันใดนั้นก็ได้ทราบว่าพื้นหญ้านั้นอ่อนนุ่ม เขาพลันรู้สึกตกใจ ได้ยินเสียงของเจียงไห่กล่าวว่า “มันคือบึงนํ้า”
มิน่าถึงกระโดดมาไกลถึงเพียงนี้ เขาก็สงสัยว่าในเมื่อหลบ ขวากหนามกับใบมีดพ้นแล้ว จะร่อนลงใกล้สักหน่อยไม่ได้หรือ? ยามนี้เห็นแล้วว่าไม่ได้จริงๆ บึงนํ้าชนิดนี้เต็มไปด้วยยาพิษ ทันทีที่ จมลงไปก็หมดหนทางที่จะมีชีวิตกลับขึ้นมาได้อีก
ชิงเหยียนมีเหงื่อเย็นๆ ผุดออกมาด้วยความหวาดเกรง
มิน่าเล่า ถึงไม่มีผู้ใดกล้าล่วงลํ้าเข้ามาในจวนประมุขหญิง ทว่า นี่น่ะหรือจวน วิหารยมบาลชัดๆ
ชิงเหยียนมองไปที่เจียงไห่ “ไฉนเจ้าถึงรู้เล่ห์กลเหล่านี้? เจ้า เคยมาที่จวนประมุขหญิงมาก่อนหรือ?”
“ไม่เคย” เจียงไห่ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“เช่นนั้นหรือว่าเจ้าเคยเห็นเล่ห์กลเหล่านี้มาจากที่อื่น?” ชิงเห ยียนยังคงถามต่อ
แต่เจียงไห่กลับไม่เอ่ยสิ่งใดตอบ
ชิงเหยียนยังไม่ยอมแพ้
เจียงไห่เอ่ยด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “ข้ายังไม่ถามที่มาของพวกเจ้า เลย พวกเจ้าก็อย่าได้มาอยากรู้เรื่องข้า”
ชิงเหยียนไม่ทันคิด อยากจะเอ่ยขึ้นว่า เช่นนั้นไม่ได้หรอก ผู้ใด จะรู้ว่าเจ้าคิดอย่างอื่นต่ออาหวั่นกับเยี่ยนจิ่วเฉาหรือไม่? เมื่อคำ
พูดขึ้นมาถึงริมฝีปาก จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า พวกเขามีแผนจะพาอา หวั่นกับเยี่ยนจิ่วเฉาไปยังเผ่าปีศาจ แค่ก เกือบลืมเรื่องนี้ไปเสีย แล้ว
วิ่งห้าสิบก้าวไม่อาจหัวเราะร้อยก้าว[2] ไม่มีใครพูดกับใครอีก!
จวนประมุขหญิงมีขนาดใหญ่กว่าบ้านพักตากอากาศที่หุบเขา ปี้ลั่วมาก ทั้งสองเดินไปมาอยู่ด้านใน จนเกือบจะหลงทาง ในที่สุด ขณะที่ทั้งสองเกือบจะเดินไปรอบๆ ก็พบกับเงาร่างของปรมาจารย์ พิษเมิ่ง
เขากำลังเดินตามหญิงรับใช้ผู้หนึ่งที่แต่งกายดูดี ราวกับกำลัง จะไปที่ใดสักแห่ง
ชิงเหยียนกับเจียงไห่แลกเปลี่ยนสายตา ก่อนจะแอบตามไป เงียบๆ
ปรมาจารย์พิษเมิ่งถูกนำทางไปยังศาลาแปดเหลี่ยมที่อาบ แสงจันทร์ ขับกล่อมด้วยเสียงนกร้องและกลิ่นหอมของหมู่มวล ดอกไม้ ศาลาแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก หน้าต่างรอบด้านแขวนด้วยม่าน ม้วนไม้จันทร์ฉลุโปร่ง
“ใต้เท้าเมิ่ง เชิญ” หญิงรับใช้ถือตะเกียงด้วยมือข้างหนึ่ง และ อีกข้างหนึ่งก็เปิดม่านให้ปรมาจารย์พิษเมิ่ง
ปรมาจารย์พิษเมิ่งก้าวเข้าไปด้านในศาลา
ชิงเหยียนกับเจียงไห่ขึ้นไปบนหลังคาเพื่อแหวกช่องว่างและ ควํ่ากายแนบลงกับกระเบื้อง เผยให้เห็นดวงตาคู่หนึ่งที่สังเกตเห็น
บางอย่างได้ชัดเจน
ภายในศาลามีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ เป็นสตรี
เนื่องจากม่านไม้ที่บดบัง ทำให้พวกเขามองเห็นไม่ชัดเจน เพียงแต่คลับคล้ายคลับคลาว่าปรมาจารย์พิษเมิ่งคำนับอีกฝ่าย อย่างเคารพนบนอบ จากนั้นอีกฝ่ายก็ยกนิ้วชี้ไปยังม้านั่งหินที่อยู่ ฝั่งตรงข้าม และปรมาจารย์พิษเมิ่งก็นั่งลง
ทั้งสองพยายามฟังบทสนทนาของทั้งคู่
“องค์หญิงน้อยดื้อรั้น ทำให้ปรมาจารย์พิษเมิ่งต้องลำบาก แล้ว” สตรีผู้นั้นกล่าว
เจียงไห่ส่งสายตาแลกเปลี่ยนกับชิงเหยียน ทั้งใดนั้นเกือบใน วินาทีเดียวกัน คำคำหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของทั้งสอง ‘ประมุข หญิง’
ปรมาจารย์พิษเมิ่งเอ่ย “ได้รับใช้องค์หญิงน้อย นับเป็นเกียรติ ของกระหม่อมเมิ่ง”
ประมุขหญิงกล่าวด้วยท่าทีมีไมตรีอ่อนโยน “เด็กผู้นั้นถูกข้า กับราชบุตรเขยเลี้ยงดูจนเคยตัว ทั้งวันไม่เคยทำสิ่งใดจริงจัง นาง เอ่ยสิ่งใดท่านอย่าได้เก็บไปใส่ใจ คราหน้ากลับไปข้าจะตักเตือนนาง ให้ดี ให้นางรู้จักความผิดที่มีต่อท่าน”
สมแล้วที่นางนั่งตำแหน่งนี้มานานหลายปี ทั้งลักษณะนํ้า เสียงและท่าทางดูนุ่มนวลอ่อนโยน ทว่ากลับเผยให้เห็นความสูงส่ง สง่างามน่าเกรงขามที่ยากจะยั่วยุ
ปรมาจารย์พิษเมิ่งเอ่ย “วาจาเด็กไม่ควรถือสา กระหม่อมไม่ อาจรับไว้ได้”
วาจาเด็กไม่ควรถือสา? เจียงไห่กับชิงเหยียนต่างกลอกตา นางแค่เด็กกว่าอาหวั่นปีสองปีเท่านั้น อาหวั่นรู้ความมากกว่านาง เยอะเลยกระมัง!
บทสนทนาของทั้งสองยังดำเนินต่อไป
ประมุขหญิงเอ่ย “ข้าเรียกท่านมาดึกดื่นเช่นนี้ แท้จริงเพราะ ต้องการหารือกับท่านเรื่องคางคกหิมะ ท่านทราบดีว่า ของ ศักดิ์สิทธิ์สูญหายไปนานแล้ว ยามแรกข้าได้ยินมาว่าอยู่ในจง หยวน ข้าจึงส่งคนไปตามหา ทว่ากลับไม่ได้สิ่งใดกลับมา ข้ากังวล ว่าของศักดิ์สิทธิ์นั้นอาจจะหาไม่เจออีกแล้ว หากข้าได้คางคกหิมะ มา ก็นับว่าพอทดแทนกันได้ ข้าทราบดีว่าความสามารถของท่าน เป็นถึงปรมาจารย์พิษอาวุโสมานานแล้ว ทว่าขาดเพียงป้ายหยก เท่านั้น”
คำพูดนี้เป็นความจริง ปรมาจารย์พิษเมิ่งมีความสามารถที่ แข็งแกร่งของปรมาจารย์พิษอาวุโสมานานแล้ว แต่ทว่า ปรมาจารย์พิษอาวุโสก็มีระดับ ตํ่าสุดคือขั้นหนึ่ง สูงสุดคือขั้นเก้า ทุกครั้งของการทดสอบปรมาจารย์พิษอาวุโสจะใช้เวลาสามเดือน
…………………………………..
[1] แขนก็ไม่อาจบิดต้นขา อุปมาถึง สิ่งที่อ่อนแอกว่าไม่อาจเอาชนะสิ่ง
ที่แข็งแกร่งกว่าได้
[2] วิ่งห้าสิบก้าวไม่อาจหัวเราะร้อยก้าว หมายถึงผู้ที่มีความผิดหรือ
ข้อบกพร่องเช่นเดียวกับผู้อื่นแม้ว่าจะเบากว่าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ควรหัวเราะ
เยาะหรือประนามผู้อื่นเพราะถึงอย่างไรตนเองก็ผิดหรือมีข้อบกพร่องเช่น
เดียวกัน
บทที่ 205.2 เด็กอ้วนผู้แสนเก่งกาจ 1 (2)
ปรมาจารย์พิษเมิ่งหมายจะรวบทั้งหมดในคราเดียว ดังนั้นเขา จึงไม่รีบร้อนที่จะไปทดสอบ
แต่ในเมื่อยามนี้ประมุขหญิงได้เอ่ยแล้ว เขาก็ไม่รีรออีกต่อไป อย่างไรเสียความสามารถของเขาในเวลานี้ก็ทำให้เขาเชื่อมั่นว่า ตนเองจะสอบผ่านระดับสูงสุดที่เคยมีได้
ปรมาจารย์พิษเมิ่งเอ่ย “วันพรุ่งกระหม่อมจะไปนำแผ่นหยก มาจากวิหารพิษ”
ประมุขหญิงคลี่ยิ้มพลางยกแก้วขึ้น “ขอยินดีกับปรมาจารย์ พิษอาวุโสเมิ่งล่วงหน้า”
วิหารพิษตั้งอยู่บนเขาพิษ ที่นี่มีทางเข้าทางเดียว และจุดทาง เข้าก็มีหน่วยกล้าตายทองคำสองคนเฝ้าอยู่ เช่นนี้แล้วความคิดที่ จะสะกดรอยตามปรมาจารย์พิษเมิ่งต่อไปจึงไม่อาจทำได้อีก จำ ต้องกลับไปรอฟังข่าวที่จวนเห้อเหลียนก่อน
ปรมาจารย์พิษเมิ่งเดินตามผู้รับหน้าที่พิเศษเข้าไปยังเขาพิษ
เขาพิษมีคนอยู่สามประเภท ปรมาจารย์พิษ สตรีพิษ และ หน่วยกล้าตาย
แน่นอนว่าปรมาจารย์พิษในที่นี้รวมถึงปรมาจารย์พิษขั้นสูง และปรมาจารย์พิษอาวุโส เพียงแต่ปรมาจารย์พิษขั้นสูงที่มา
ทดสอบประจำไม่อาจมองเห็นได้ ปรมาจารย์พิษอาวุโสทั้งหมดจะ นั่งอยู่ในห้องที่ว่างเปล่า ด้านหน้าของพวกเขามีแผ่นแก้วอัญมณี ใสดั่งเพชรเจียระไน แก้วอัญมณีนี้มีความลึกลับในตัวเอง ด้าน นอกมองเข้ามาไม่เห็น ทว่าด้านในกลับมองเห็นด้านนอกอย่าง ชัดเจน
ปรมาจารย์พิษอาวุโสห้าท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้ มองออกไปยัง ทางเดินด้านหน้าแผ่นแก้วอัญมณีอย่างไม่ละสายตา ทางเดินนี้ดู เหมือนไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ทว่าแท้จริงแล้วมีสัตว์พิษอยู่ทุกหนทุก แห่ง ยิ่งเข้ามาด้านใน สัตว์พิษก็ยิ่งแข็งแกร่ง บรรดาปรมาจารย์ พิษขั้นสูงที่เข้ามาด้านในต้องใช้วิชาพิษที่เชี่ยวชาญเพื่อควบคุมไม่ ให้พวกมันเข้ามาทำร้าย
สตรีพิษที่นำทางปรมาจารย์พิษเมิ่งได้อธิบายกติกาในการ ทดสอบ เมื่อเข้าไปถึงทางเดิน ทุกๆ ระยะหนึ่งจั้งนับเป็นหนึ่งระดับ ด้วยเหตุนี้ต้องเดินผ่านทั้งหมดเก้าจั้ง หากระหว่างทางไม่อาจ รับมือไหว เช่นนั้นก็หมดหนทาง ต้องรับผิดชอบความเป็นความ ตายของตนเอง
คนที่สามารถมาถึงที่นี่ล้วนเป็นผู้ที่มีความโดดเด่นในบรรดา ปรมาจารย์พิษขั้นสูง ซึ่งแต่ละคนช่างหายากยิ่ง ความเสียหายที่จะ เกิดขึ้นบนทางเดินนี้ไม่ค่อยคุ้มค่านัก ดังนั้นสตรีพิษจึงแนะนำให้ ปรมาจารย์พิษเมิ่งทำตามกำลังของตน
ปรมาจารย์พิษเมิ่งมีความมั่นใจในศาสตร์กู่ของตนเอง เมื่อ
หลายร้อยปีก่อน ศาสตร์กู่เป็นที่นิยมในหนานจ้าวอยู่ระยะหนึ่ง และถือกำเนิดปรมาจารย์พิษอาวุโสระดับแปดระดับเก้ามากมาย อย่างไรก็ตามด้วยความแตกต่างของวิชากู่และศาสตร์กู่ที่ไม่มีการ สืบทอดต่อมา ทำให้ปัจจุบันไม่มีผู้ใดสามารถเดินผ่านไปไกลกว่า หกจั้ง ปรมาจารย์พิษอาวุโสที่เดินถึงหกจั้งที่เก่งกาจที่สุดใน ราชวงศ์นี้มีอายุมากแล้ว และได้รับการถวายให้อยู่ในวิหารพิษยาม แก่เฒ่า แต่อย่างไรเสียปรมาจารย์พิษเมิ่งก็มั่นใจว่าตนเอง สามารถเดินไปไกลกว่าเจ็ดจั้งได้
ในความเป็นจริง เขาก็ทำได้จริงๆ
ขณะที่เขาก้าวเข้าไปยังทางเดินด้วยอารมณ์สงบไร้ความ กดดัน ปรมาจารย์พิษอาวุโสหลายคนที่เฝ้ามองอยู่ด้านหลังแก้ว อัญมณีก็เกิดความตื่นเต้นและรอคอย และสุดท้ายพวกเขาก็ไม่ ผิดหวัง
สิ่งที่ต้องเอ่ยถึงคือก่อนหน้านี้ไม่กี่วันเขาพิษประสบเข้ากับ แผ่นดินไหว ทำให้ทางเดินถูกปิดกั้น จนถึงวันนี้ก็ยังคงหาวิธีที่จะ เปิดเส้นทาง ทางเดินจึงมีเพียงเจ็ดจั้งเท่านั้น
แน่นอนว่าสุดความสามารถของปรมาจารย์พิษเมิ่งแล้วเช่น กัน หากเดินต่อไปอีกก็คงไม่ไหว ศาสตร์กู่ของเขาไม่เพียงพอที่จะ ควบคุมหนอนพิษที่แข็งแกร่งกว่านี้ได้อีกแล้ว
แต่นี่ก็เพียงพอที่จะประหลาดใจยินดีแล้วมิใช่หรือ?
เขาเป็นปรมาจารย์พิษอาวุโสเพียงคนเดียวที่มาถึงเจ็ดจั้งได้
ในราชวงศ์นี้!
เขาอายุเพียงแค่สี่สิบปี!
เขายังเยาว์นัก!
ในอนาคตต่อไปยังมีความเป็นไปได้อีกมาก!
ในนาทีนี้ ปรมาจารย์พิษเมิ่งลืมเลือนทุกสิ่งอย่าง จมอยู่กับ ความยินดีในชัยชนะของตนเอง เขาออกมาจากทางเดินนั้น และ ไม่รีบร้อนที่จะไปพบกับบรรดาปรมาจารย์พิษอาวุโส เขาไปหาที่ สงบความรู้สึกตื่นเต้นในใจ
ในที่สุด เขาก็มาถึงโถงใหญ่สถานที่มอบป้ายหยก
“ขอแสดงความยินดีกับปรมาจารย์พิษอาวุโสเจ็ดจั้ง!”
เขายังไม่ทันก้าวเท้าเข้าประตู คนกลุ่มนั้นก็มาเอ่ยคำยินดีเสีย แล้ว ดูสิ นี่เป็นการต้อนรับบุตรอันเป็นที่รักยิ่งแห่งสวรรค์!
ปรมาจารย์พิษเมิ่งเงยหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ ทันใดนั้น กลิ่นนมร้อนก็ลอยมาปะทะจมูก เขาพลันมุ่นคิ้วขมวด มองไปตาม ทิศที่กลิ่นนั้นลอยมา ก็พบกับบุรุษผู้หนึ่งในชุดเสื้อคลุมปรมาจารย์ พิษขั้นสูงนั่งยองๆ รีดนมแพะตัวอ้วนกลมอยู่ที่หัวมุมเรือน
เขาทำด้วยความชำนาญ ไม่นานก็ได้นมแพะมาชามใหญ่
ด้านข้างของเขามีเตาพกพาตั้งอยู่
เขานำนมแพะที่รีดมาใส่ลงในโถ เติมฟืนกำหนึ่งใส่ในเตา และ ต้มมันด้วยความอดทน
ความดูถูกดูแคลนฉายชัดในดวงตาของปรมาจารย์พิษเมิ่ง เป็นถึงปรมาจารย์พิษขั้นสูง ไม่ทำการทำงาน แต่มานั่งต้มนมแพะ ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ เจ้าเป็นพี่เลี้ยงเด็กหรือ? คนประเภทนี้ คงมาเป็นปรมาจารย์พิษขั้นสูงด้วยโชค การฝึกฝนในภายภาคหน้า ดูท่าเกรงว่าจะหยุดอยู่แค่นี้
ปรมาจารย์พิษเมิ่งไม่มีทางเสียพลังงานที่เหลืออยู่ให้ความ สนใจกับรุ่นน้องปรมาจารย์พิษขั้นสูงที่ไม่เป็นโล้เป็นพาย พลันสาว เท้าก้าวข้ามธรณีประตูไป
“ปรมาจารย์พิษอาวุโสเจ็ดจั้งเชิญสู่ที่นั่งแขกคนสำคัญ——” มีใครบางคนตะโกนออกมา
ที่นั่งแขกคนสำคัญ? ปรมาจารย์พิษเมิ่งคลี่ยิ้มผ่านดวงตา เขาสาวเท้าก้าวแหวกฝูงชนที่แน่นขนัดไปยังเก้าอี้โอ่อ่าที่ตั้งอยู่ ด้านหน้าผู้คน
ไหนเลยจะรู้ว่า ก่อนที่เขาจะย่อกายนั่งในชั่วพริบตา เขาก็ถูก แขนคู่หนึ่งที่ไม่ทราบว่ายื่นมาจากที่ใดดึงร่างเขาให้ออกไป
นั่นคือสตรีพิษ
สตรีพิษกล่าวดุดัน “จะทำอันใด? นี่คือที่ที่เจ้าจะนั่งก็ได้หรือ?”
ปรมาจารย์พิษเมิ่งกำลังจะเอ่ยว่า เจ้าแหกตาดูให้ดี ข้าคือ ปรมาจารย์พิษเจ็ดจั้งที่พวกเจ้าเชิญมา ทันใดนั้น เงาดำร่างเล็กทั้ง สามที่ดูองอาจสง่างามก็เดินเข้ามา!
ทั้งสามมีสีผิวดำคลํ้าเข้ม สวมเสื้อคลุมปรมาจารย์พิษขั้นสูง
ขนาดเล็ก ทว่าที่หน้าอกเล็กของพวกเขามีตราสัญลักษณ์ ปรมาจารย์พิษอาวุโสแขวนอยู่
ใบหน้าของสตรีพิษเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มด้วยความเลื่อมใส ศรัทธาในทันที “ยินดีต้อนรับใต้เท้าปรมาจารย์พิษอาวุโสน้อย!”
ขมับของปรมาจารย์พิษเมิ่งเต้นตุบๆ ปะ…ปรมาจารย์พิษ อาวุโสน้อย? ก็คือเจ้าไข่ดำทั้งสามนี่น่ะรึ?!
หาได้มีเพียงสตรีพิษที่เลื่อมใสศรัทธาเช่นนี้ กระทั่งปรมาจารย์ พิษอาวุโสที่ผ่านโลกมามากมายก็ยังทยอยออกมาแสดงความ ยินดี ปรมาจารย์พิษอาวุโสเจ็ดจั้งมิใช่ว่าพวกเขาไม่เคยพบมาก่อน อย่างเช่นเมื่อครู่มีบุรุษมากถึงสี่สิบกว่าคนที่เดินผ่านมาถึงจั้งที่เจ็ด ทว่าบุรุษเหล่านั้นก้าวเดินมาอย่างยากลำบากเพียงใดมิต้องเอ่ยถึง แล้วอายุยังมากถึงเพียงนั้น
ปรมาจารย์พิษอาวุโสอายุสามขวบเจ้าเคยเห็นหรือไม่เล่า? แล้วยังเป็นเจ็ดจั้งอีกด้วย! อนาคตอันยาวไกลไร้ขีดจำกัดของพวก เขา พวกเจ้าประมาณได้หรือ?
บุรุษเหล่านั้นที่มาถึงเจ็ดจั้งได้ เพราะความสามารถของพวก เขามีเพียงเจ็ดจั้ง ทว่าไข่ดำเหล่านี้เดินมาได้เจ็ดจั้ง เพราะด้านหน้า มีเพียงเจ็ดจั้งเท่านั้น
ดังนั้นถึงแม้ว่าได้เจ็ดจั้งเท่ากัน ทว่าเปรียบเหมือนกันได้หรือ?
ความโดดเด่นของปรมาจารย์พิษเมิ่งถูกเด็กน้อยทั้งสามกลบ จนมิดไม่เห็นแวว
บรรดาปรมาจารย์พิษอาวุโสมอบป้ายหยกให้กับปรมาจารย์ พิษอาวุโสน้อยเจ็ดจั้งที่อายุน้อยที่สุดด้วยตนเอง ทั้งยังมอบ ขนมอบรสเลิศที่สวยงามที่สุดแก่พวกเขาด้วย
เหล่าไข่ดำหยิบของมาแล้วก็วิ่งออกไปโดยไม่เอ่ยคำพูดใดๆ!
พวกเขาวิ่งไปถึงเรือน มาหยุดอยู่ด้านหน้าชายหนุ่มที่กำลังต้ม นมแพะ และหยิบป้ายหยกกับขนมอบยัดใส่อ้อมแขนของเขา
จากนั้นมือเล็กก็ม้วนไปอยู่ด้านหลัง เอียงศีรษะ มองเขาด้วย ท่าทางสุดแสนน่ารัก
อาเว่ย พวกเรายอดเยี่ยมใช่หรือไม่?