หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 238 ชนะตั้งแต่เกิด
แน่นอนว่า เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงการคาดเดาของนายท่า นรองใหญ่ ความจริงเป็นอย่างไร จะไม่มีผู้ใดรู้ไปชั่วนิรันดร์
เห้อเหลียนเป่ยหมิงพูดคุยกับนายท่านรองใหญ่อยู่ครู่หนึ่ง คุย ไปสักพักหนึ่งนายท่านรองใหญ่ก็หลับตาลง
เห้อเหลียนเป่ยหมิงตกใจ “ท่านอารอง…นอนแล้วหรือ?”
เปล่า ข้าโมโหเจ้าจนมึนหัว
นางหลี่เดินเข้ามาในเรือนเพื่อฟ้องพ่อสามี เห้อเหลียนเป่ยห มิงและอวี๋เซ่าชิงออกไปแล้ว แต่นายท่านรองใหญ่ก็หมดสติไปแล้ว เช่นกัน
เรื่องที่เห้อเหลียนเป่ยอวี้เติบโตในหมู่บ้านเหลียนฮวา หลังจาก ที่เห้อเหลียนเป่ยหมิงใคร่ครวญพักหนึ่งก็คิดว่ายังไม่จำเป็นต้อง พูดออกไป อย่างไรเสียมือสังหารก็ยังไม่ถูกกำจัด อย่าเปิดเผยตัว ตนของเถี่ยตั้นน้อยจะดีกว่า
“เถี่ยตั้นน้อยหน้าเหมือนเจ้าหรือเหมือนน้องสะใภ้?” ระหว่าง ทางเดินกลับเรือน เห้อเหลียนเป่ยหมิงถามน้องชาย
อวี๋เซ่าชิงมีสีหน้าจริงจัง “ก็ต้องเหมือนข้าน่ะสิ!”
ลูกสาวหน้าเหมือนอาซู ลูกชายหน้าเหมือนเขา เหมือนมากๆ ด้วย! เหมือนอย่างกับเคาะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน!
เห้อเหลียนเป่ยหมิงจินตนาการภาพเด็กน้อยแล้วก็อดยิ้มมุม ปากไม่ได้ “หากท่านแม่ได้พบเถี่ยตั้นน้อย ต้องชอบมากเป็นแน่ ทว่าตอนนี้ อย่าเพิ่งบอกนางดีกว่า เผื่อนางรีบร้อนอยากพบหน้า เขาแล้วไม่สบายอีก”
แน่นอนอยู่แล้ว ไม่ต้องให้เจ้าเตือนหรอก!
อวี๋เซ่าชิงทำสีหน้าบูดบึ้งใส่พี่ชายที่เผากระดาษให้เขามา ตลอดสามสิบห้าปี เขาแค่นเสียง ‘หึ’ ขึ้นจมูกแล้วแล้วเดินกลับ ห้องไป
ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้ว่ามีความเกี่ยวดองกันถึงระดับนี้ จึงคิดจะ ย้ายไปอยู่ในเรือนของเด็กน้อยทั้งสาม ทว่าบัดนี้เห็นทีคงย้ายไปไม่ ได้แล้ว เพราะระหว่างที่สองพี่น้องไปจวนตะวันตก ฮูหยินผู้เฒ่าก็ ให้บ่าวยกสัมภาระของอวี๋เซ่าชิงและนางเจียงเข้าไปยังสวนอู่ถง
จวนตะวันออกนับวันจะคึกคักมากขึ้น
บ่าวในจวนตะวันออกต่างเห็นตรงกันว่าจวนตะวันออกนั้น เงียบเหงา เงียบเหงามากขึ้นทุกปี บ่าวชายในจวนตะวันออกก็มีไม่ มาก ครั้นคุณหนูกับนายท่านใหญ่ยังอยู่ก็ยังนับว่าพอทนได้ ภาย หลังคนหนึ่งออกเรือนไป อีกคนหนึ่งล่วงลับไป หลังจากนั้นนาง ถานและคุณชายใหญ่ก็เกิดเรื่อง จวนซึ่งเดิมทีไม่ได้คึกคักมากนักก็ แปรเปลี่ยนเป็นจวนอันว่างเปล่า
ฮูหยินผู้เฒ่าและแม่ทัพใหญ่ตัดขาดจากการติดต่อกับโลก ภายนอก บ่าวสังเกตเห็นว่าแม้แต่นกกระจอกก็ไม่บินผ่านจวน
ตะวันออกดังเคย
ราวกับว่าความคึกคักเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับจวนตะวันตกเพียงฝั่ง เดียว
หากเปรียบว่าท้องฟ้าเหนือจวนตะวันออกเป็นสีเทา ท้องฟ้า เหนือจวนตะวันตกก็คงเป็นสีคราม แต่งแต้มด้วยสายรุ้ง
ทว่าบัดนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกอิจฉาจวนตะวันตกอีกต่อ ไป
พ่อครัวหลิวเป็นผู้อาวุโสในจวนตะวันออก เขาเป็นพ่อครัวใน จวนมาสามสิบปี ตั้งแต่ครั้นนายท่านใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ หลานๆ ของ เขาล้วนแต่เกิดในจวน แต่ไหนแต่ไรมาเขาไม่เคยมีงานมากเพียงนี้ งานยุ่งจนตัวเป็นเกลียว งานยุ่งจนไม่ได้ดื่มนํ้า แต่เขาก็มีความสุข ที่ได้ทำ
“อาจารย์หลิว วันนี้ทำอะไรหรือขอรับ?” ลูกศิษย์ถาม
ก่อนที่คุณชายใหญ่จะกลับจวนมา ฮูหยินผู้เฒ่าค่อนข้างจุกจิก แต่หลังจากที่รับหลานชายกลับจวนมาแล้ว หลานชายแสนดีกับ หลานสะใภ้ของนางกินอะไร นางก็กินอย่างนั้น
นอกจากนั้น สิ่งใดถูกปากคุณชายใหญ่ ฮูหยินน้อย รวมไปถึง คุณชายน้อยทั้งสาม พ่อครัวหลิวล้วนแต่สืบทราบมาพอสมควร กับข้าวที่เขาเลือกซื้อมาก็ล้วนเป็นของที่พวกเขาชอบ ส่วนนายท่า นรองกับฮูหยินรองที่เพิ่งเข้ามาอยู่นั้น…จากการสังเกตของพ่อ ครัวหลิว เขาพอจะมีแผนอยู่ในใจแล้ว
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม อาหารร้อนกรุ่นก็ถูกยกเข้ามาจัดวางจน เต็มโต๊ะ
คนทั้งครอบครัวกินอาหารกันอย่างคึกคัก ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยินดี ให้ลูกสะใภ้คอยยืนรับใช้ตามธรรมเนียม จึงดึงมือของนางเจียงเพื่อ ให้นางนั่งลง
นางเจียงรูปร่างหน้าตางดงาม ทั้งยังป่วยกระเสาะกระแสะ ไม่ ต้องบอกก็รู้ว่าทำให้คนรู้สึกเห็นใจได้มากเพียงใด
พ่อครัวหลิวทำไข่ตุ๋นหอยตลับ เห็ดโคนแห้งผัดกุ้ง เต้าหู้ผัดไข่ ปู เนื้อแพะตุ๋นนํ้าแดง นํ้าแกงแฟงใส่ลูกชิ้น ผักกาดดองเปรี้ยว หวาน บวบผัด ทั้งยังมีหมูสามชั้นนํ้าแดงมันเลื่อมน่ากิน มี กระเทียมและต้นหอมเป็นกับแกล้ม อยู่เบื้องหน้าของนางเจียง
นางเจียง: ต้นหอม! กระเทียม! ซู้ดดด!
ฮูหยินผู้เฒ่าไม่รู้ว่าลูกสะใภ้ชอบกินอะไร จึงคีบให้นางเจียงกิน ทุกอย่าง
เมื่อเห็นต้นหอมและกระเทียมกองพูนชามข้าวของนางเจียง จุดไท่หยางของอวี๋เซ่าชิงก็กระตุกตุบๆ ของรสจัดเช่นนี้ อาซูไม่กิน หรอก! อาซูเป็นสตรีบอบบาง!
อวี๋เซ่าชิงคิดจะคีบอาหารในชามของนางเจียงมาให้ตนเอง นางเจียงแตะมือของเขา แล้วบอกด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยนว่า “เป็น ความปรารถนาดีของแม่สามี ข้าเป็นลูกสะใภ้ ไม่ควรปฏิเสธ”
อวี๋เซ่าชิงรู้สึกซาบซึ้งใจ อาซูของเขา ช่างเป็นสตรีที่ปราด
เปรื่องและอ่อนโยนเหลือเกิน
ต้นหอมและกระเทียมในจานถูกกวาดลงในท้องของนางเจียง อย่างรวดเร็ว จะบอกว่าราวกับถูกพายุพัดหายไปในพริบตาก็ว่าได้
อวี๋เซ่าชิงซึ่งตกใจจนอ้าปากค้าง: อะ…อาซูทำไปก็เพื่อเอาใจฮู หยินผู้เฒ่า ต้องเป็นเช่นนั้นแน่…
หลังจากเวลาอาหารเย็น ทุกคนเดินออกมาจากในเรือน เดิน ทอดน่องเพื่อย่อยอาหาร
เด็กน้อยทั้งสามเดินเตาะแตะอยู่ด้านหน้าสุด นางเจียงเดินอยู่ ด้านข้างฮูหยินผู้เฒ่า อวี๋เซ่าชิงถูกส่งให้ไปเข็นรถเข็นของเห้อเหลี ยนเป่ยหมิง เขาไม่ได้ยินดีเท่าไรนัก ได้แต่เดินเชิดหน้าด้วยความ ขุ่นเคือง
เจ้าเห้อเหลียนเป่ยหมิงจอมเจ้าเล่ห์ ใช้ตำราการทหารหลอก ล่อเขา ยกมากองให้ตั้งมากมาย สุดท้ายเขาก็ติดบ่วงจนได้
เห้อเหลียนเป่ยหมิงลอบยิ้มน้อยๆ น้องชายของเขาเป็นบุตร ชายจากภรรยาเอกของสกุลเห้อเหลียน ภายภาคหน้าสกุลเห้อ เหลียนต้องตกเป็นของเขา ตำราทางทหารเหล่านี้ก็เป็นของเขา ตนนำของของเขามาหลอกล่อเขา เขายังคิดไปว่าตนกำลังเอา เปรียบเขาอยู่
วันเวลาสนุกๆ เช่นนี้อยู่ได้ไม่นาน เพราะทันทีที่น้องชายเริ่ม คุ้นเคยกับสกุลเห้อเหลียนแล้ว ตนก็จะไม่อาจแกล้งเขาได้อีก เมื่อ คิดได้เช่นนี้ เห้อเหลียนเป่ยหมิงจึงเริ่มคำนวณว่าตนมีเวลาเท่าไร
และจะแกล้งเขาอย่างไรดี
อวี๋เซ่าชิงกล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบว่า “ข้าจะบอกอะไรเจ้าให้ ข้าคืออวี๋เซ่าชิง ไม่ใช่เห้อเหลียนเป่ยอวี้ ข้าอยู่ที่นี่ก็เพราะลูกสาวข้า ได้ตัวยามาเมื่อไหร่ ข้าก็จะกลับต้าโจวแล้ว”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงพยักหน้า “ข้ารู้ เจ้าเป็นท่านโหวแห่งต้า โจว”
“ข้าได้มาด้วยตัวเองนะ!” อวี๋เซ่าชิงยืดออก
เห้อเหลียนเป่ยหมิงหัวเราะด้วยความเอ็นดู “ข้ารู้แล้ว น้อง ชายข้าเก่งกาจจริงๆ เติบโตในชนบท ไม่มีชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ช่วยยังเป็นใหญ่เป็นโตได้ขนาดนี้ สร้างความดีความชอบที่ ชายแดน จนฮ่องเต้แต่งตั้งให้เป็นท่านโหว หากท่านพ่อที่อยู่ใน ปรโลกรู้ จะต้องภูมิใจในตัวลูกชายอย่างเจ้าเป็นแน่”
นี่เป็นการกล่าวยกยอน้องชาย แต่จะว่าไปก็เป็นความจริง เขา กลายเป็นเทพสงครามแห่งหนานจ้าว นอกจากด้วยพรสวรรค์และ ความมุมานะแล้ว ชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลก็ยังเปรียบประหนึ่งปีก ที่ทำให้เขาบินได้สูงกว่าเดิม เขาได้เรียนวรยุทธ์อันสูงส่งตั้งแต่เกิด อ่านตำราพิชัยสงครามที่ลํ้าลึกที่สุด มีท่านพ่อที่อบรมสั่งสอนเขา มาเป็นอย่างดี มีหน่วยกล้าตายคอยคุ้มกัน เขาไม่จำเป็นต้องเริ่ม ต้นจากการเป็นพลทหารระดับล่างสุด เพียงเขาเอ่ยปากก็จะมีคน จำนวนมากคอยตอบรับ เขาเป็นคนสกุลเห้อเหลียน เขาได้รับ ชัยชนะมาตั้งแต่เกิดแล้ว!
แต่อาจเป็นเพราะเขาได้ใช้ผลบุญที่สั่งสมมาตั้งแต่ชาติปาง ก่อนจนหมด ฝึกวิทยายุทธ์ไม่ทันระวัง จนธาตุไฟเข้าแทรก เขาไม่ สามารถจับดาบควงทวนได้อีกตลอดชีวิต และสุดท้ายก็มาถึง จุดจบของเทพสงครามแห่งยุคสมัย
กระนั้นสิ่งที่มาช่วยปลอบประโลมจิตใจของเขาก็คือ น้องชาย ของเขากลับมาอย่างไร้รอยบอบชํ้า
เห้อเหลียนเป่ยหมิงใจหนึ่งรู้สึกเศร้าโศกแทนน้องชายซึ่ง ลำบากตรากตรำอยู่ชนบทนานหลายปี แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเปรม ปรีดิ์ หากน้องชายยังอยู่ในจวน ก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดมาจนวันนี้ หรือไม่
“หึ อย่าคิดว่ายกยอปอปั้นข้าแล้วข้าจะอยู่ต่อนะ! ข้ามีพ่อมีแม่ พวกเขาแซ่อวี๋!” อวี๋เซ่าชิงกล่าวขึ้นตัดบทความคิดของเห้อเหลี ยนเป่ยหมิง
เห้อเหลียนเป่ยหมิงยิ้มแล้วพยักหน้า “ข้าเคยบอกแล้วว่าข้า จะไม่บังคับให้เจ้าอยู่ที่นี่ เพียงแต่ข้าไม่ได้ให้เจ้าอยู่โดยไม่มีเงื่อนไข หรอก”
“เจ้า…เจ้าจะเสนอข้อแลกเปลี่ยนหรือ?” เจ้าพี่ชายโง่เง่า!
เห้อเหลียนเป่ยหมิงยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้ “ใครให้เจ้าไม่ ยอมรับข้าเป็นพี่ชายสักทีเล่า? ข้าเป็นพี่ชายเจ้า ย่อมต้องช่วยเจ้า โดยไม่มีเงื่อนไข หากเจ้าไม่…”
อวี๋เซ่าชิงตัดบทเขาด้วยความรำคาญ “ได้ๆๆ! เจ้าว่ามา!
เงื่อนไขอะไร!”
เห้อเหลียนเป่ยหมิงยกยิ้มมุมปาก “หลังจากนี้สองสามวัน สกุลเห้อเหลียนจะไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษ อาการบาดเจ็บของข้ายัง ไม่หายดี ไปไม่ได้ เฉาเอ๋อร์ไม่มีชื่ออยู่ในสกุลก็ไปไม่ได้เช่นกัน เจ้า มีชื่ออยู่ในสกุล ไม่สู้ให้เจ้าไปจุดธูปแทนข้า”
“ก็แค่จุดธูป? ง่ายๆ แค่นั้นเองหรือ?” อวี๋เซ่าชิงถามเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงด้วยความสงสัย คิดในใจว่าเขาต้องมีแผนการ
“ไม่ง่าย เจ้าต้องไปคำนับ ต้องคุกเข่าให้คนท่องบทสวด เพียง วันเดียวเจ้าก็จะมึนหัวและร้อนจนผิวแทบลอกทีเดียวเชียว” เห้อ เหลียนเป่ยหมิงกล่าวไปพลางแสร้งถอนหายใจ “เฮ้อ เมื่อก่อนข้า กลัวการเซ่นไหว้บรรพบุรุษเป็นที่สุด”
อวี๋เซ่าชิงยังคิดว่ามีเรื่องที่ยากกว่านี้เสียอีก เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ การใช้แรงงานหนึ่งวันหรอกหรือ? คนที่เติบโตในชนบทอย่างเขา ไหนเลยจะกลัวงานประเภทนี้?
อวี๋เซ่าชิงเบ้ปาก กล่าวว่า “สกุลใหญ่อย่างพวกเจ้ามีหน้ามีตา แต่ใช้การไม่ได้!”
“เช่นนั้นก็หมายความว่าเจ้าตกลง?” สายตาของเห้อเหลี ยนเป่ยหมิงราวกับกำลังคาดคั้น แม้ว่าการทำเช่นนี้อาจทำให้เห้อ เหลียนเฟิงรู้สึกน้อยใจ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เขาไม่อยากทำให้อวี๋ เซ่าชิงน้อยใจเสียมากกว่า ต่อให้ดูเป็นคนเลว เขาก็ยอม
“อือฮึ” อวี๋เซ่าชิงตอบอย่างเย่อหยิ่ง
เมื่อไปจุดธูป ก็นับว่าเจ้าไปแสดงตัวต่อหน้าบรรพบุรุษแล้ว เจ้าน้องชายจอมเซ่อ เมื่อเป็นเช่นนี้เจ้าก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว
หลังจากที่ทุกคนเดินเล่นกันแล้ว ก็กลับมายังเรือน
เมื่อมั่นใจว่าพวกเขาเดินไปไกลแล้ว เงาซึ่งหลบอยู่หลังภูเขา จำลองก็พุ่งปราดไปยังจวนตะวันตก
“นายท่าน!” คนชุดดำเข้าไปในห้องของนายท่านรองใหญ่ คุกเข่าลงข้างเตียง และนำความที่ได้ยินมาเล่าให้นายท่านรองใหญ่ ฟังอย่างไม่มีตกหล่น “…แม่ทัพใหญ่ต้องการให้เห้อเหลียนเป่ยอวี้ ไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษ!”
นายท่านรองใหญ่โมโหจนปวดแปลบที่หน้าอก
เจ้าเห้อเหลียนเป่ยหมิง ปากบอกว่าจะให้หลานชายข้าไป แต่ มากลับคำให้เห้อเหลียนเป่ยอวี้ไป! เจ้าคนไม่รักษาคำพูด! เจ้าทำ อะไรไว้ ข้าจะเอาคืนให้สาสม!
“นายท่าน ทำอย่างไรดี?” คนชุดดำลุกขึ้นยืนอย่างองอาจ แล้วมองไปยังนายท่านรองใหญ่ผู้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
อย่างไรเสียก็เป็นคนสนิทของนายท่านรองใหญ่ ย่อมอ่าน สายตาของเจ้านายออก
คนชุดดำถามว่า “นายท่านจะให้ข้าไปจัดการเห้อเหลียนเป่ยอ วี้ใช่หรือไม่? จวนตะวันออกเพิ่มการอารักขา อีกอย่างเห้อเหลียนเป่ ยอวี้ก็มีวรยุทธ์ เกรงว่าเข้าไปในจวนตะวันออกแล้วยากที่จะลงมือ”
นายท่านรองใหญ่กะพริบตา
“นายท่านหมายความว่า…จะให้ข้าหลอกล่อคนมาที่จวน หรือ? จะ…จะให้หลอกล่อมาอย่างไร?”
วรยุทธ์ของคนชุดดำนั้นไม่เลว แต่สมองกลับใช้การไม่ค่อยได้
หนังตาของนายท่านรองใหญ่แทบจะเป็นตะคริวอยู่แล้ว
เจ้าก็ไปจับคนใกล้ตัวเขามาไงเล่า!!!
คนชุดดำเข้าใจแล้ว
คนใกล้ตัว?
คนชุดดำตีหน้าผากตนเองเบาๆ
“ข้าคิดออกแล้ว ภรรยาของเห้อเหลียนเป่ยอวี้ นางป่วยกระ เสาะกระแสะ”
นายท่านรองใหญ่: ก็ไปจับนางสิ! จับนางมา คิดว่าจะใช้ขู่เห้อ เหลียนเป่ยอวี้ไม่ได้รึ!
“แต่ว่า…”
คนชุดดำรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ลังเลอะไร? นางก็แค่คนป่วย เจ้าคิดว่านางเป็นยอดฝีมือจอม วิปริตอะไรพรรค์นั้นรึ? ยังไม่รีบไปจับตัวมาอีก!!!