หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 25.1 นางเจียงผู้กล้าหาญ (1)
เมื่ออวี๋หวั่นพูดจบประโยค ก็เห็นเงาของคนพุ่งลงบนพื้น หัวใจ ของเธอเต้นตึกตัก
เงานั้นดูคล้ายกับเงาของผู้ชาย…
อิ่งลิ่วกับอิ่งสือซันกลับมาแล้วหรือ? หรือว่าเป็นลุงวั่น? ไม่ใช่ เยี่ยนจิ่วเฉาหรอก…ขออย่าให้เป็นเยี่ยนจิ่วเฉาเลย…
แต่ก็เป็นเยี่ยนจิ่วเฉา
ขณะที่เยี่ยนจิ่วเฉากำลังเดินไปยังห้องและยื่นใบหน้าอันหล่อ เหลาหาผู้ใดเปรียบเข้าไป ในสมองของอวี๋หวั่นก็เต็มไปด้วยประโยค ว่า ‘จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้วจริงๆ’
สีหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ค่อยสู้ดีนัก สายตาเย็นเยียบไปหยุด อยู่ที่ใบหน้าของอวี๋หวั่น ราวกับจะจ้องให้หน้าของเธอทะลุเป็นรูก็มิ ปาน
เหยียนหรูอวี้ซึ่งเดิมทีโมโหอวี๋หวั่นเป็นฟืนเป็นไฟ เมื่อเห็นสีห น้าของเยี่ยนจิ่วเฉา นางก็ถึงกับลอบถอนหายใจ แม้จะไม่รู้ว่าครั้ง ก่อนสตรีผู้นี้รอดพ้นจากเงื้อมมือของเยี่ยนจิ่วเฉามาได้อย่างไร แต่ ว่าครั้งนี้นางคงไม่ได้โชคดีถึงเพียงนั้น
ใต้หล้าล้วนรู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉาเป็นคนหัวรั้น เกลียดการถูกบังคับ เป็นที่สุด คุณชายเยี่ยนเพียงเห็นอกเห็นใจสตรีชนบทผู้นี้เพียงเล็ก
น้อย นางก็ยังพ่นคำพูดออกมาอย่างไม่รู้ที่ตํ่าที่สูง
นางคิดว่าตนเองเป็นใครกัน? นางอยากแต่งงานกับคุณชาย เยี่ยนก็หมายความว่าจะแต่งได้หรือ? ทั้งยังพูดออกมาได้ว่าจะเป็น แม่ของเด็กทั้งสาม!
น่าขันเสียยิ่งกระไร!
เหยียนหรูอวี้เป็นแม่ของเด็กน้อยทั้งสามคน ยังไม่กล้าพูดจา สามหาวเช่นนั้น คนบ้านนอกอย่างไรก็ยังเป็นคนบ้านนอก ไม่เคย เห็นโลก ไร้สมอง บุรุษให้ความเอ็นดูเข้าหน่อยก็คิดจะอยาก แต่งงานกับเขา จนลืมสำเหนียกว่าตนเองเป็นใคร
คนเรา สูงตํ่าย่อมรู้ตัวเองดี
เมื่อไรที่ไม่รู้ตัว เมื่อนั้นก็หมายความว่ากำลังรนหาที่ตายเสีย เอง
อวี๋หวั่นหลุบตาลง ไม่กล้ามองเยี่ยนจิ่วเฉาตรงๆ
เยี่ยนจิ่วเฉาเบือนสายตาออกจากอวี๋หวั่น แล้วมองไปยังเหยี ยนหรูอวี้
เหยียนหรูอวี้ก้มหน้าลงราวกับตกใจเพราะได้รับความเอ็นดู ทำท่านางเขินอาย ในขณะเดียวกันก็ยังไม่ลืมที่จะแอบคิดในใจว่า เป็นเพราะความงามของตน? หรือว่าเพราะความงามของผ้าคลุม หน้า? นางถูกองค์หญิงซยงหนูฟาดแส้ลงบนใบหน้าจนเกิดเป็น รอยแผล นางทายาจินชวง กลิ่นของยายังหลงเหลืออยู่ แต่ว่านาง
ก็ใช้กำยาน ยังพอจะช่วยกลบกลิ่นเอาไว้ได้…
ขณะที่นางกำลังคิดไปต่างๆ นานา เยี่ยนจิ่วเฉาก็เอ่ยขึ้นว่า “เจ้ามานี่”
เหยียนหรูอวี้เงยหน้าขึ้นอย่างเหลือเชื่อ นางไม่มั่นใจว่า ‘เจ้า’ ที่ เยี่ยนจิ่วเฉาพูดถึงนั้นหมายถึงตนหรือไม่ ทว่าเยี่ยนจิ่วเฉาหันหลัง กลับ แล้วเดินออกไปอย่างเย็นชา
เหยียนหรูอวี้มองไปยังอวี๋หวั่น เมื่อเห็นว่าอวี๋หวั่นไม่ขยับ ก็ แอบดีใจว่าคุณชายเรียกตนจริงๆ
พยายามมามากถึงเพียงนี้ ในที่สุดก็ได้อยู่ในสายตาของ คุณชายแล้ว
คงจะโกรธนางเด็กบ้านนอกเสียแล้วกระมัง? ในทางกลับกันก็ คงเข้าใจความอ่อนหวานของนางบ้างแล้ว
เหยียนหรูอวี้ลูบเส้นผมอ่อนนุ่ม เดินออกไปด้วยสีหน้าเปี่ยม ความยินดี
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินนำนางไปถึงห้องหนังสือ
เหยียนหรูอวี้พร้อมแล้วที่จะปรนนิบัติรับใช้เยี่ยนจิ่วเฉา แต่ ไหนเลยจะรู้ว่าทันทีที่เข้าไปในห้อง ก็ได้ยินเยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขึ้นว่า “เมื่อครู่นางพูดอันใดกับเจ้า รีบเล่ามาโดยละเอียด”
……
“เยี่ยนจิ่วเฉาน่ะสิ”
“อะไรกัน? เจ้าไม่กล้าเรียกหรือ? หรือว่าเจ้าเรียกแล้วเขาไม่ สนใจกันแน่? ”
“ข้าจะ…มาอาศัยอยู่ที่นี่อย่างไรเล่า”
“แล้วเจ้ามียางอาย?”
“พันธะ? พันธะอะไร? เขายอมรับแล้วหรือ? เขาบอกหรือว่า เขาจะแต่งงานกับเจ้า? เจ้าคิดว่าจะใช้ลูกมาเป็นข้ออ้างเพื่อพึ่งพา เขาสินะ เจ้าโง่ หรือว่าเขาโง่กันแน่?”
“คู่ควรแล้วอย่างไร? ไม่คู่ควรแล้วอย่างไร? สุดท้ายแล้ว…”
ที่กล่าวว่าคู่ควรแล้วอย่างไร ไม่คู่ควรแล้วอย่างไร สตรีผู้นี้ใจ กล้าเหลือเกิน กล้ากล่าวคำพูดพรรค์นี้ออกมาได้หน้าตาเฉย!
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินออกจากห้องหนังสือด้วยสีหน้าเย็นเยียบ ตรง ไปยังห้องที่อวี๋หวั่นอยู่
เหยียนหรูอวี้มองไปยังหลังของเยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งกำลังมีโทสะ มุมปากของนางก็พลันยกขึ้น
นางเด็กนั่นวาจาโอหังเสียจนเหยียนหรูอวี้ไม่จำเป็นต้องใส่สีตี ไข่อันใด ครานี้จะคอยดูว่านางจะแก้ต่างอย่างไร!
เหยียนหรูอวี้เข้าไปนั่งในห้องของเด็กน้อยทั้งสาม พวกเขา หลับไปแล้ว นางนั่งคอยอย่างใจเย็นครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นเดินออกไป
อีกด้านหนึ่ง เยี่ยนจิ่วเฉาก็เดินมาถึงห้อง อวี๋หวั่นนั่งคอตกอยู่ บนเก้าอี้ สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ทว่าในดวงตาคู่นั้นกลับไร้
ความสนใจใยดี
อวี๋หวั่นรู้สึกได้ถึงเงาของคนคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามา เธอไม่ได้ เงยหน้ามอง ยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น
เยี่ยนจิ่วเฉาเดินมาตรงหน้าของเธอ มองเธอตั้งแต่ศีรษะจรด เท้า แล้วนั่งลงข้างๆ เธอ “ทุกวันนี้เจ้าจะใจกล้าเกินไปแล้วนะ ข้า ใจดีกับเจ้ามากเกินไปหรืออย่างไร? ถึงกล่าววาจาไร้กาลเทศะเช่น นั้น!”
อวี๋หวั่นคิดในใจว่า ฟ้าดินเป็นพยานได้ เธอพูดไปแบบนั้นก็ เพราะอยากให้เหยียนหรูอวี้โกรธ แต่เธอไม่เคยมีความคิดเช่นนี้อยู่ ในสมองเลย
“เจ้า…” เมื่อเยี่ยนจิ่วเฉานึกถึงคำพูดของอวี๋หวั่นก็โมโหจน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง “จะรีบร้อนกระไรเพียงนั้น!”
รีบร้อนอยากแต่งงานกับเขา รีบร้อนอยากเป็นแม่ของเด็กๆ ทั้งสาม
“ข้าตามใจเจ้ามากไปแล้ว” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวลอดไรฟัน
“…”
ชีวิตช่างทุกข์ระทม ทุกข์ระทมยิ่งกว่าโต้วเอ๋อ[1]เสียอีก!
เยี่ยนจิ่วเฉากำหมัดแน่น “ใครให้เจ้าอาจหาญถึงขนาดคิด เรื่องพรรค์นี้กับข้าได้!”
“…”
ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย…
เยี่ยนจิ่วเฉาหลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวด้วยสีหน้า คาดหวัง “ทั้งยังบอกว่าจะอยู่ในห้องของข้าอีก! เจ้า…เจ้าเป็น สตรี…ไม่รู้จักอายเอาเสียเลย!”
ที่บอกว่าให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัวอะไรนั่น ก็คือเธอนี่ แหละ
เธอยังแก้ตัวทันอยู่ไหมนะ?
อวี๋หวั่นตั้งสติ แล้วทำใจดีสู้เสือพูดกับเยี่ยนจิ่วเฉาว่า “ถ้าข้า บอกท่านว่าสิ่งที่ข้าพูดกับท่านนั้นไม่ใช่เรื่องจริง ท่านจะว่า อย่างไร?”
“เช่นอะไร?” เยี่ยนจิ่วเฉาถามด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ
อวี๋หวั่นกะพริบตาแล้วมองไปทางเขา “ก็อย่างเช่น ที่จริงวันนี้ ข้าไม่ได้จะมาหาท่าน”
สายตาของเยี่ยนจิ่วเฉาดุดันขึ้นทันที “…เช่นนั้นก็เท่ากับว่า เจ้าหลอกลวงข้า”
“แล้วท่านจะทำอย่างไร?”
“ฆ่าเจ้าเสีย!”
อวี๋หวั่นก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด “งั้นข้ามาหาท่านก็แล้วกัน”
เยี่ยนจิ่วเขาแค่นเสียง ‘เหอะ’ แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้อยู่แล้ว!”
อวี๋หวั่น “…”
“คุณชายยังไม่ได้กินอาหารเย็นกระมัง ห้องครัวทำโจ๊กธัญพืช เอาไว้” เสียงของฝางมามาดังขึ้นจากด้านนอก
“เข้ามา” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยขึ้น
ฝางมามายกโจ๊กธัญพืชเข้ามา วางไว้บนโต๊ะ แล้วเดินออกไป โดยมิได้มองพวกเขา
เมื่อนางเดินไปจนสุดทางเดิน ลุงวั่นก็รั้งนางเอาไว้ “เป็น อย่างไร? คุณชายไม่ได้รังแกแม่นางอวี๋หรอกกระมัง?”
ฝางมามาตอบว่า “เจ้าไม่รู้จักนิสัยคุณชายหรือ? เขาจะไม่ รังแกนางได้อย่างไร?”
ลุงวั่นรู้สึกขมขื่น ทว่าเขาก็ไม่กล้าเข้าไปช่วยอวี๋หวั่นออกมา ได้ แต่เดินกลับห้องไปเงียบๆ ซุกตัวใต้ผ้าห่มแล้วก่นด่าเยี่ยนจิ่วเฉา…
ในที่สุดอวี๋หวั่นก็รู้ว่าอวี๋เซ่าชิงหายตัวไปจากคุกหลวง คลื่นลูก แรกยังไม่ทันสงบ คลื่นลูกที่สองโหมซัดเข้ามาอีก โทษฐานหลอก ลวงเบื้องสูงยังสลัดไม่พ้นตัว ต้องมาเจอโทษฐานแหกคุกอีกหรือ
อวี๋หวั่นเชื่อว่าพ่อของเธอเป็นผู้บริสุทธิ์อย่างแน่แท้ แต่เชื่อไป ก็ไร้ประโยชน์ เธอต้องหาพ่อของเธอให้พบ เรื่องนี้จะได้คลี่คลายสัก ที
“ข้าไปตามหาท่านพ่อกับท่านได้ไหม? ” อวี๋หวั่นเอ่ยถามพลาง มองไปยังเยี่ยนจิ่วเฉา
เดิมทีอวี๋หวั่นคิดว่าผู้ชายคนนี้จะตอบว่า ‘อะไรกัน? ไม่ตามติด ข้าสักประเดี๋ยวหนึ่งก็ไม่ได้’ ไหนเลยจะรู้ว่าเขาไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่พยักหน้า แล้วพาเธอขึ้นรถม้าไป
เธอเป็นมาโซคิสม์หรืออย่างไร? อยู่ๆ ผู้ชายคนนี้ทำตัวปกติ เธอกลับไม่ชินเอาซะเลย…
……
อวี๋หวั่นเป็นห่วงพ่อของเธอมาก ถ้าเขาได้รับความช่วยเหลือ จากเพื่อนก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าศัตรูลักพาตัวเขาไปฆ่าทิ้งจะทำ อย่างไร แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องไปขวางไม่ให้ทหารตามหาพ่อของ เธอพบ
รถม้าเดินทางออกจากจวนคุณชายไปยังทิศทางของคุกหลวง อวี๋หวั่นเดาว่าเยี่ยนจิ่วเฉาจะไปหาเบาะแสที่ห้องขังตัวอักษรเทียน ที่เคยใช้คุมขังพ่อของเธอ
อวี๋หวั่นเลิกม่านขึ้น ก็พบว่าองครักษ์ที่ติดตามมาวันนี้ไม่ใช่อิ่ง ลิ่วและอิ่งสือซัน หากแต่เป็นบุรุษสวมหน้ากากและผ้าคลุมสีเงิน กำลังควบม้ารูปร่างสูงใหญ่ ม้านั้นสวมเกราะครอบหัว เมื่อมันและ เจ้านายของมันอยู่ด้วยกัน ก็พลันให้ความรู้สึกประหนึ่งอสูรแห่ง ความตายในตำนาน
อวี๋หวั่นรู้สึกหนาวสันหลังวูบหนึ่ง
ฉึบ!
มือสวยดุจหยกยื่นเข้ามา แล้วดึงม่านลง
อวี๋หวั่นจึงจะกลับมารู้สึกหายใจทั่วท้องอีกครั้ง
เธอเหลือบไปมองเยี่ยนจิ่วเฉา เยี่ยนจิ่วเฉาหลับตาลงราวกับ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เธอหายใจเข้าลึกๆ แล้วเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ ดังเดิม
…………………………………………………..
[1] โต้วเอ๋อ เป็นตัวละครจากบทละครสมัยราชวงศ์หยวนเรื่อง ความ
ทุกข์ระทมของโต้วเอ๋อ โดยกวนฮั่นชิง เนื้อเรื่องเกี่ยวกับสตรีนามว่าโต้วเอ๋อ
ใช้ชีวิตด้วยความขมขื่น ถูกใส่ร้ายและได้รับความอยุติธรรม จนสุดท้ายแล้ว
นางก็ถูกประหารชีวิต
บทที่ 25.2 นางเจียงผู้กล้าหาญ (2)
“ทางนี้! พวกเขาอยู่ทางนี้!”
ทหารกลุ่มหนึ่งพบร่องรอยของอวี๋เซ่าชิงและบุคคลปริศนา คนผู้นั้นปกปิดใบหน้า สวมชุดพรางสีดำ แบกบุรุษที่สูงถึงหกฉื่อ ทว่ายังสามารถลอยตัวข้ามกำแพงได้
ทหารคนอื่นๆ ได้ยินเสียงร้องของเขา จึงไล่ตามไปในทิศทาง นั้น
ทางเส้นนั้นเป็นตรอกตรงเส้นหนึ่ง ทหารองครักษ์แบ่งกันเป็น สี่กลุ่ม สองกลุ่มแรกเตรียมยิงเกาทัณฑ์ลงมาจากหลังคาของทั้ง สองฟากของตรอก อีกสองกลุ่มใช้คนและม้าดักทางเข้าออกทั้ง สองด้าน
เมื่อบุคคลปริศนาและอวี๋เซ่าชิงถูกขังเอาไว้ในตรอกนั้น ก็เป็น เพียงลูกไก่ในกำมือ
“พลธนูเตรียมพร้อม!”
หัวหน้าทหารออกคำสั่ง พลธนูง้างธนู แล้วเล็งไปยังเงาคนใน ตรอกด้านล่าง
“ดูซิว่าจะหนีไปไหน!” หัวหน้าทหารเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียง ค่อนแคะ
อีกชั่วลัดนิ้วมือต่อมา ในตรอกก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้น…
“องค์หญิง! ได้ยินหรือไม่?” องครักษ์ขององค์หญิงซยงหนูดึง เชือก หยุดม้าที่ตนขี่มา
องค์หญิงซยงหนูก็หยุดม้าเช่นกัน แล้วตั้งใจฟังเสียง “ทาง ตะวันออก!”
ทั้งสองควบม้าไปทางตะวันออกของตรอก แต่พวกเขาก็ต้อง ตกตะลึงกับภาพที่เห็น พลธนูสิบเจ็บสิบแปดคนห้อยลงมาจาก หลังคา บนพื้นมีทหารเจ็ดแปดคนนอนกองอยู่บนพื้น
นี่…นี่มันเรื่องจริงหรือ!
ผู้ใดลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้ ตั้งแต่ที่พวกเขาได้ยินเสียงจนมา ถึงที่นี่ ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อ เหตุใดบรรดาทหารฝีมือสูงส่งเหล่านี้ ต่างถูก ‘ปราบ’ เสียแล้วเล่า?
องครักษ์กล่าวด้วยนํ้าเสียงหวาดกลัวว่า “องค์หญิง ข้าเกรงว่า อีกฝ่ายน่าจะมีจำนวนมาก พวกเราอย่ากวนนํ้าให้ขุดจะดีกว่านะ ขอรับ”
องค์หญิงซยงหนูโมโหจนควันออกหู “คนมากแล้วอย่างไร? ข้าไม่กลัวสักหน่อย กล้าจับคนของข้าไป ก็ต้องชดใช้!”
หลังจากนั้นอีกหนึ่งเค่อ องค์หญิงซยงหนูก็เผชิญหน้ากับ บุคคลปริศนา นางเฆี่ยนแส้ออกไป ไหนเลยจะรู้ว่า แส้กลับตวัดมา โดนตัวนางเสียเอง
“อ๊าาาา”
นางร้องลั่น ร่วงจากหลังม้าลงไปในเล้าหมู ศีรษะทิ่มลงบน กองอุจจาระหมู…
ทันใดนั้น บุคคลปริศนาก็ปะทะกับจวินฉางอันและเยี่ยนไหวจิ่ง
บุคคลปริศนาแบกอวี๋เซ่าชิงจากไปโดยมิได้สนใจพวกเขาเลย แม้แต่น้อย
เจ้าแมวอ้วนกลมพุ่งเข้าไปก่อน มันกางกรงเล็บแหลม แยก เขี้ยวซึ่งสามารถกัดเหล็กกล้าได้ มันพุ่งเข้าไปหมายจะกัดที่หัวไหล่ ของบุคคลปริศนา!
มีเสียง ‘ป้าบ’ ดังขึ้น เจ้าก้อนอ้วนกลมก็ถูกตบจนกระเด็น เข้าไปในกำแพง ติดแน่นจนแกะไม่ออก…
จวินฉางอันชักดาบออกมา เขาเป็นมือดาบหมายเลขหนึ่งของ องค์ชายรอง เขามีความสามารถเหนือคนธรรมดา พลังภายใน แกร่งกล้า ทว่าเขายังหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายไม่ได้
เพลงดาบที่มีก็งัดออกมาใช้หมดแล้ว แต่ก็ยังปล่อยให้อีกฝ่าย รอดไปได้
ไม่เพียงเท่านี้ ดาบลํ้าค่าที่เขาได้มาจากอาจารย์ก็ยังแตกออก อีกด้วย
เขาจำได้แม่นว่า อีกฝ่ายเพียงแค่แตะดาบของเขาเบาๆ เพียง เท่านี้ก็ทำให้ดาบเซียนของเขาแตกได้เชียวหรือ?
“องค์ชายรอง” เขามองไปยังเยี่ยนไหวจิ่งซึ่งกำลังเดินเข้ามา
เยี่ยนไหวจิ่งมองไปยังรอยร้าวบนดาบในมือของเขา สีหน้า ประหลาดใจเล็กน้อย “แม้แต่เจ้าก็ยังสู้เขาไม่ได้หรือ?”
“นางพ่ะย่ะค่ะ” จวินฉางอันเอ่ยทัดทาน พร้อมกับค้อมตัวลง ไปเก็บลูกปัดเม็ดเล็กขึ้นจากพื้น
“สตรีรึ?”
ยอดฝีมือที่เก่งกาจเช่นนี้ ที่แท้ก็เป็นสตรี เยี่ยนไหวจิ่ง…เยี่ยน ไหวจิ่งไม่รู้ว่าจะแสดงความรู้สึกตื่นตะลึงของตนออกมาอย่างไรดี
“จงหยวนมียอดฝีมือเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?” เยี่ยนไหวจิ่ง พึมพำด้วยความเหลือเชื่อ
จวินฉางอันกล่าวว่า “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ยอดฝีมือระดับนี้ แต่ ไหนแต่ไรมาข้าไม่เคยพบในจงหยวน”
ต่อให้เป็นบุรุษ ก็ยากที่จะหาผู้มีฝีมือถึงขั้นนี้ได้ คนผู้นี้อาจจะ เทียบชั้นได้กับเซียวเจิ้นถิงและหัวหน้าเผ่ามารที่ได้รับการกล่าว ขานผู้นั้นได้
“จะตามไปทันไหม?” เยี่ยนไหวจิ่งถาม
จวินฉางอันส่ายหน้า “ต้องพึ่งโชคเท่านั้น”
ยอดฝีมือประเภทนี้ หากออกตามหา ย่อมไม่มีทางหาตัวพบ นอกจากว่านางบังเอิญเจอกับเจ้าเสียเอง
………………
“ตกลงได้หรือไม่ เยี่ยนจิ่วเฉา?” อวี๋หวั่นเลิกม่าน แล้วมองไป ยังจิ้งจอกหิมะหน้าตาคล้ายขนมโมจิ แม้ว่าสุนัขจิ้งจอกจะมี ประสาทรับกลิ่นที่ดี แต่มันก็ยังเป็นแค่ลูกสุนัขจิ้งจอกเอง อีกทั้งมี ฝนตก กลิ่นได้จางไปบ้างแล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉาถามกลับว่า “เจ้าคิดว่าในวันที่เจ้าตกหน้าผา ใคร เป็นคนหาเจ้าพบ?”
อวี๋หวั่นชะงักไป ครั้งนั้นรู้สึกว่าเจ้าจิ้งจอกหิมะจะมาถึงก่อน จา กนั้นเยี่ยนจิ่วเฉาจึงจะตามมา
ที่แท้…ก็เป็นเจ้าจิ้งจอกหิมะน้อยหรอกเหรอเนี่ย?
อวี๋หวั่นเอ่ยชมด้วยความจริงใจ “มันเก่งจริงๆ”
จิ้งจอกหิมะดีใจจนเดินไม่ดูทาง เปรี้ยง! มันชนเข้ากับเสาต้น หนึ่ง……
อวี๋หวั่น “…”
จิ้งจอกหิมะน้อยเดินตุปัดตุเป๋นำอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉาไปยัง เขาลูกหนึ่ง เส้นทางบนเขาไม่สามารถใช้รถม้าขึ้นไปได้ พวกเขาจึง ต้องขี่ม้าขึ้นไปแทน
เยี่ยนจิ่วเฉาให้ม้าอวี๋หวั่น หลังจากที่ตนกระโดดขึ้นม้าไปแล้วก็ เห็นอวี๋หวั่นยังไม่ขยับ “ขี่ไม่เป็นหรือ?”
อวี๋หวั่นตอบ ‘อืม’ เบาๆ
เยี่ยนจิ่วเฉาจึงยื่นมือให้อวี๋หวั่น
สายตาของอวี๋หวั่นไปหยุดอยู่ที่มือสวยราวกับถูกแกะสลักด้วย หยก เธอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วจึงส่งมือให้
เยี่ยนจิ่วเฉาดึงอวี๋หวั่นขึ้นบนม้า เธอนั่งอยู่ด้านหน้าของเยี่ยน จิ่วเฉา มือทั้งสองของเขาจับเชือกแน่น แขนแกร่งโอบอวี๋หวั่นเอา ไว้ อานม้าค่อนข้างกว้าง หลังของเธอแนบกับอกของเขา มีเพียง อาภรณ์บางๆ กั้นเอาไว้ เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากอกของเขา ค่อยๆ รุกลํ้าเข้ามา
“นั่งนิ่งๆ” เยี่ยนจิ่วเฉาบอกเสียงค่อย
ความอบอุ่นจากลมหายใจของเยี่ยนจิ่วเฉารดลงบนใบหูของ เธอ เสียงนุ่มของเขาน่าฟังเสียจนเธอรู้สึกจั๊กจี้
“เยี่ยนจิ่วเฉา”
“หืม?”
“ท่านเคยขี่ม้ากับสตรีอื่นไหม?”
“เหตุใดข้าต้องไปขี่ม้ากับสตรีอื่นด้วย?”
“ข้าก็แค่ถามไปอย่างนั้น ไม่เคยก็ไม่เคย ท่านโมโหอะไร?”
“อวี๋อาหวั่น เจ้ากำลังหึงอยู่ใช่หรือไม่?”
“เปล่าสักหน่อย!”
อวี๋อาหวั่นอะไรกัน ฉันนี่เฉาอาหม่าน[1]ต่างหาก!
บรรยากาศของคนกระหนุงกระหนิงกัน โดยรอบเต็มไปด้วย
กลิ่นของดินปืน ม้าอาชาไนยเยื้องย่างด้วยท่าทางกระเสาะกระแสะ ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงด้วยความฮึกเหิม
ทันใดนั้นเอง เยี่ยนจิ่วเฉาก็กระตุกเชือก ยกมือขึ้น ทุกคนล้วน ชะงักเช่นกัน
อวี๋หวั่นกำลังจะเอ่ยปากพูดกับเยี่ยนจิ่วเฉา เธอมองไปข้าง หน้า และพบว่าด้านหลังไม้ใหญ่เขียวชอุ่ม มีกระท่อมมุงหญ้าเก่าๆ อยู่หลังหนึ่ง
ลูกจิ้งจอกหิมะวิ่งไปหน้ากระท่อมหลังนั้น กรงเล็บเล็กครูดกับ ประตู
ทันใดนั้นก็มีเสียงเปิดประตูออก จิ้งจอกหิมะพุ่งเข้าไปด้านใน!
ประตูก็ปิดลง
ทุกคนที่ล้อมรอบกระท่อมล้วนเงียบเชียบ ราวกับว่าเมื่อครู่ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“รอข้าอยู่ที่นี่” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างสง่างาม พลิกตัวลงจาก หลังม้า สั่งให้องครักษ์คนหนึ่งคอยอารักขาอวี๋หวั่น ส่วนอีกแปด คนที่เหลือตามเข้าไปในกระท่อม
อวี๋หวั่นมององครักษ์เหล่านั้นจากระยะไกล พวกเขาดูราวกับ อสูรซึ่งขึ้นมาจากนรกก็มิปาน รัศมีของความน่ากลัวและน่าเกรง ขามแผ่ปกคลุมร่างของพวกเขา นกแลสัตว์ป่าประหนึ่งถูกปลุกให้ ตื่นจากนิทรา พวกมันส่งเสียงร้องกันระงม
ทั้งแปดคนล้อมกระท่อมเอาไว้ ลากตาข่ายพิษคลุมกระท่อม เอาไว้แน่นหนา หากคนในกระท่อมพุ่งออกมา ก็จะถูกตาข่ายนี้ตัด จนกลายเป็นก้อนเนื้ออย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ถ้าอีกฝ่ายโยนท่านพ่อของเธอออกมา พ่อของเธอก็จะถูก ตัดเป็นก้อนเนื้อเสียเอง…
ไม่มีผู้ใดสามารถหลบหนีจากตาข่ายนี้ไปได้ เซียวเจิ้นถิงทำไม่ ได้ หัวหน้าเผ่ามารก็ทำไม่ได้เช่นกัน
เยี่ยนจิ่วเฉาหยุดลงหน้าประตูกระท่อม
“ออกมา” เขากล่าวด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ
แกร็ก
ประตูเปิดออก
จิ้งจอกหิมะน้อยกลิ้งกลุกๆ ออกมา อีกเพียงนิดเดียวก็คงจะ กลายเป็นสุนัขจิ้งจอกย่าง
“ไม่ใช่มัน เจ้า” เยี่ยนจิ่วเฉาพูด
คนในกระท่อมชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วประตูก็เปิดออกกว้างขึ้น
อวี๋หวั่นอยู่ห่างออกไป ไม่รู้ว่าด้านในเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงว่า ทันทีทีประตูเปิดออก เยี่ยนจิ่วเฉาก็ผงะไปครู่หนึ่ง
ปฏิกิริยาเช่นนี้…เพราะเขาเจอพ่อของเธอแล้วใช่ไหม?
อวี๋หวั่นไหนเลยจะรู้ว่าเยี่ยนจิ่วเฉามิได้เห็นพ่อของเธอ
“เจ้า…” เยี่ยนจิ่วเฉามองไปยังคนในกระท่อม เขาประหลาด ใจจนสูดหายใจเข้าเฮือกหนึ่ง
หากจำไม่ผิด คนผู้นี้คือ…
อีกฝ่ายกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา ก้มหน้าลงมองรองเท้าปัก ดิ้น แล้วพูดอย่างน่าสงสารว่า “อย่าจับข้าเลย”
“ไม่ได้หรอก เจ้าบุกคุกหลวง ลักพาตัวนักโทษประหาร ทั้งยัง ทำร้ายทหาร…”
“อาหวั่นข้ายกให้เจ้า”
เยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งบัดนี้ในสมองเต็มไปประโยคนี้นับร้อยประโยค “…”
…………………………………………..
[1] เฉาอาหม่าน เป็นชื่อเล่นของเฉาเชา (โจโฉ) ภายหลังใช้เป็นคำแสลง
หมายถึงน่ารัก