หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 26.1 พี่จิ่วรับผิด ท่านพ่อออกจากคุก (1)
อวี๋หวั่นนั่งอยู่บนหลังม้า รอคอยด้วยความวิตกกังวล
สรุปแล้วเยี่ยนจิ่วเฉาเห็นอะไร? มองจากด้านหลัง เขาเพียง ชะงักครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยืนนิ่งราวกับถูกฟ้าผ่า หลังจากนั้นก็เดิน เข้ากระท่อมไป
อวี๋หวั่นมองไปอีกครั้งก็ไม่เห็นเขาแล้ว
“คุณชายของพวกเจ้าคงไม่เป็นอะไรกระมัง?” อวี๋หวั่นเอ่ยถาม องครักษ์
องครักษ์ไม่ได้ตอบคำถามของเธอ เขาไม่ได้สนใจเธอด้วยซํ้า สายตาเอาแต่จับจ้องไปยังกระท่อมมุงหญ้าผุพังหลังนั้น
อวี๋หวั่นรู้สึกเหมือนกำลังพูดอยู่กับร่างไร้วิญญาณ เธอนิ่งไป เหมือนกับเขาไม่ผิดเพี้ยน ความสนใจไปรวมกันอยู่ที่กระท่อมมุง หญ้าเพียงจุดเดียว
ผ่านไปครู่หนึ่ง เยี่ยนจิ่วเฉาก็ออกมา เขาอุ้มบุรุษคนหนึ่งไว้ใน อ้อมแขน ดูจากลักษณะแล้วเป็นอวี๋เซ่าชิง บิดาของอวี๋หวั่น
องครักษ์เดินขึ้นหน้าไปรับอวี๋เซ่าชิงมาจากเยี่ยนจิ่วเฉา องครักษ์ที่เหลือเข้าไปเก็บตาข่าย แล้วเดินตามเยี่ยนจิ่วเฉากลับ มาทางอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นรีบร้อนกระโดดลงจากม้า วิ่งเข้าไปหาบิดา “ท่านพ่อ!”
เยี่ยนจิ่วเฉาชะงักฝีเท้า องครักษ์ก็หยุดชะงักเช่นกัน
อวี๋หวั่นยื่นมือไปอังที่จมูก แล้วจึงคลำไปบนแขนของบิดา เมื่อ แน่ใจว่าชีพจรยังเต้นอยู่ เธอก็รู้สึกโล่งใจกว่าเดิมมาก
เพียงแต่…เธอรู้สึกไปเองหรือเปล่านะ? ทำไมเยี่ยนจิ่วเฉาดู เห็นอกเห็นใจเธอกัน?
หรือเป็นเพราะพ่อของเธอได้รับความทุกข์ทรมาน เขาจึง พลอยเห็นใจลูกสาวไปด้วย?
เยี่ยนจิ่วเฉากระแอม แล้วกล่าวว่า “พ่อเจ้าได้รับยาสลบใน ปริมาณมาก ฟื้นขึ้นมาก็ไม่มีปัญหาแล้ว”
เพียงแต่ว่าอีกประเดี๋ยวเจ้าเองนั่นแลที่จะเจอปัญหา
อวี๋หวั่นไม่มีกะจิตกะใจจะไปถอดรหัสสายตาของคุณชาย เธอ มัวแต่กังวลเรื่องของบิดา “ท่านพ่อสภาพแบบนี้ ถ้าท่านแม่รู้ นาง จะต้องเศร้ามากอย่างแน่นอน บนโลกนี้ คนที่ท่านแม่รักที่สุดก็คือ ข้า รองลงมาก็ท่านพ่อนี่แหละ”
เยี่ยนจิ่วเฉายิ่งรู้สึกเห็นใจอวี๋หวั่นเข้าไปอีก…
“คนร้ายล่ะ?” อวี๋หวั่นถาม
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่มองหน้าเธอตรงๆ “หนีไปแล้ว”
อวี๋หวั่นประหลาดใจ “หนีไปแล้ว? ทำไมข้าไม่เห็น?”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “หนีไปทางด้านหลัง”
“คนร้ายหน้าตาเป็นอย่างไรท่านจำได้ไหม?” อวี๋หวั่นถาม
“อืม” เยี่ยนจิ่วเฉาสีหน้าจริงจัง ไม่เพียงจำหน้าได้ ต่อให้วัน หนึ่งคนผู้นั้นเหลือเพียงเถ้ากระดูก เขาก็ยังจำได้ “ข้าจะนำคนไป ส่งคุกหลวง”
“…อืม” แม้อวี๋หวั่นจะไม่อยากปล่อยไป แต่เธอก็รู้ดีว่าตอนนี้ ท่านพ่อยังมีความผิดติดตัว ถ้ากลับไปก็คงจะหนีคุกหลวงไม่พ้น อีกแล้ว
“เยี่ยนจิ่วเฉา” อวี๋หวั่นเอ่ยขึ้นเบาๆ “ต่อไปไม่ให้ท่านพ่อข้ากิน ยาแล้วได้ไหม?”
นํ้าเสียงสบายๆ แต่สำหรับเยี่ยนจิ่วเฉาแล้ว กลับแฝงไปด้วย ความรู้สึกเศร้า
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างเดียดฉันท์ว่า “คนที่ข้าส่งไป พวกเขา จะกล้าให้ยาหรือ?”
อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้นมอง นํ้าตารื้นขอบตา “ขอบคุณนะ เยี่ยนจิ่ว เฉา”
นัยน์ตาเป็นประกาย ส่องสว่างไปยังส่วนที่มืดบอดที่สุดในจิต ใจของเยี่ยนจิ่วเฉา เยี่ยนจิ่วเฉาแทบหยุดหายใจ เขาเบือนสายตา ไปทางอื่นประหนึ่งกำลังต่อต้าน แล้วกล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “ขึ้น ม้า!”
การเปลี่ยนอารมณ์อย่างฉับพลันของเขานั้น ทำให้อวี๋หวั่น กะพริบตาปริบๆ ด้วยความงงงวย เธอพูดอะไรผิดงั้นเหรอ? ทำไม อารมณ์ถึงเปลี่ยนกะทันหันอย่างนี้?
ทั้งสองคนขี่ม้าไปด้วยกันจนถึงเชิงเขา รถม้าจอดอยู่บริเวณ นั้น เยี่ยนจิ่วเฉาสั่งให้คนพาอวี๋เซ่าชิงเข้าไปในรถม้า จากนั้นเขา และอวี๋หวั่นจึงขึ้นไปนั่งด้านใน
คนทั้งหมดเดินทางไปยังคุกหลวง อีกด้านหนึ่ง เยี่ยนไหวจิ่ง และจวินฉางอันก็ยังตามเสาะหาร่องรอยของอวี๋เซ่าชิง ตามหาไป เรื่อยๆ ไม่สู้การพึ่งพาโชค คนผู้นั้นรวดเร็วเหลือเกิน ถึงแม้จะแบก บุรุษร่างสูงใหญ่อยู่ก็ยังสลัดการตามของจวินฉางอันหลุด
เรื่องเดียวที่มั่นใจได้ก็คือ ประตูเมืองปิดอยู่ คนผู้นั้นไม่มีทาง หลบหนีออกไปจากเมืองหลวงได้
“องค์ชาย ท่านดู” ขณะที่กำลังเดินทางผ่านตรอกสายหนึ่ง จ วินฉางอันก็สังเกตเห็นรถม้าและคนกลุ่มหนึ่ง
เยี่ยนไหวจิ่งกระตุกเชือก มองไปตามเสียง สายตาก็เหลือบไป เห็นสัญลักษณ์คุ้นตา เขาเอ่ยขึ้นว่า “รถม้าของคุณชายเยี่ยน? เป็น เยี่ยนจิ่วเฉารึ? เขาก็ออกตามหาอวี๋เซ่าชิงเช่นกัน”
ด้วยความสัมพันธ์ที่ยังคลุมเครือของอวี๋หวั่นและเยี่ยนจิ่วเฉา เยี่ยนจิ่วเฉาออกหน้าตามหาอวี๋เซ่าชิงไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลก ที่ แปลกก็คือองครักษ์ที่มากับเขาทั้งเก้าคนนั้น ล้วนสวมผ้าคลุมสี เงิน สวมหน้ากากสีเงิน ความน่าสะพรึงกลัวแผ่ไปรอบกาย แม้แต่
ม้าที่พวกเขาขี่อยู่ก็ดูเหมือนม้าอสูร ชวนให้ขนลุกขนพองยิ่งนัก
“คนกลุ่มนั้นคือผู้ใดหรือ?” เยี่ยนไหวจิ่งขมวดคิ้วพลางเอ่ย ถาม
“ทัพผู้วายชนม์” จวินฉางอันตอบ “ทัพผู้วายชนม์หน้ากาก เงิน”
เยี่ยนไหวจิ่งเคยได้ยินเกี่ยวกับทัพผู้วายชนม์มาบ้าง ใต้หล้ามี องครักษ์ที่ทำงานรับใช้ผู้ว่าจ้างเป็นจำนวนมาก แต่องครักษ์ที่ เรียกว่า ‘ทัพผู้วายชนม์’ นั้นมีไม่มาก ทัพผู้วายชนม์หน้ากาก ทองแดงนั้นนับว่าพบเห็นได้น้อย หน้ากากเงินนั้นพบเห็นได้ยาก ยิ่ง ส่วนทัพผู้วายชนม์หน้ากากทองนั้นปรากฏเพียงในตำนาน ใน จงหยวนไม่พบเห็นทัพผู้วายชนม์หน้ากากเงินมานานหลายปีแล้ว
ไม่คิดเลยว่าข้างกายของเยี่ยนจิ่วเฉาจะมีทัพผู้วายชนม์ถึงเก้า คน
จวินฉางอันกล่าวว่า “มิน่าเล่า เขาถึงสามารถล้างบางเชียนจี เก๋อได้ภายในคืนเดียว ปัญหาก็คือ คุณชายเศษสวะคนนี้ไปหาทัพ ผู้วายชนม์มาจากที่ใด”
รถม้าเคลื่อนผ่านตรอกไป
อวี๋หวั่นมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอมองออกไปซ้ายขวา “เมื่อ ครู่มีคนหรือไม่?”
เยี่ยนจิ่วเฉามิได้แยแส “มีคนผ่านไปสามสี่คน มิจำเป็นต้อง
สนใจ”
……
รถม้าหยุดลงหน้าประตูคุกหลวง
เมื่อทหารยามเฝ้าประตูเห็นว่าเป็นแม่นางที่มาเมื่อตอนกลาง วัน ก็ทำหน้าตาไม่สบอารมณ์ “บอกเจ้าไปกี่รอบแล้ว! คุกหลวง ไม่ใช่…”
เยี่ยนจิ่วเฉาลงมาจากรถม้า แล้วเดินมายืนอยู่ด้านหลังของอ วี๋หวั่น ทหารยามก็พลันหน้าซีดเผือด
“ไม่ใช่อะไร?” เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยถามด้วยนํ้าเสียงราบเรียบ
ทหารยามคุกเข่าลงทันที ทั้งร่างสั่นเทิ้ม!
อวี๋หวั่นดึงชายเสื้อของเยี่ยนจิ่วเฉา เป็นนัยว่าอย่าหาเรื่อง มี เรื่องที่สำคัญกว่าต้องทำ
ทหารยามก้มหน้า แล้วลอบมองมือที่อาจหาญดึงแขนเสื้อของ คุณชายเยี่ยน เขาถึงกับตื่นตะลึง!
ดรุณีน้อยที่ถูกเขาตะคอกใส่ผู้นี้กล้าแตะต้องคุณชายเยี่ยน ครานี้คอของเขาจะถูกบั่นทิ้งหรือไม่…
“ออกไป!” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวเสียงค่อย
ทหารยามวิ่งหัวหกก้นขวิดหนีไป
ลุงวั่นและอิ่งสือซันออกมารับอวี๋เซ่าชิงซึ่งยังหลับไม่ได้สติ
แล้วส่งเขาเข้าไปในห้องขังที่พวกเขามาจัดแจงให้เป็นห้องขังที่ สะดวกสบาย
ลุงวั่นกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “แม่นางอวี๋วางใจเถิด ข้ากับ อิ่งสือซันอยู่ที่นี่ จะไม่ยอมให้ผู้ใดทรมานใต้เท้าอวี๋อีก”
อวี๋หวั่นค้อมตัวคำนับ “เช่นนั้นก็รบกวนลุงวั่นและองครักษ์อิ่ งด้วย”
……
แม้ว่าอวี๋เซ่าชิงจะกลับมาแล้ว แต่เรื่องของคนร้ายก็ยังไม่ สามารถปล่อยไปได้ และเมื่อเกิดขึ้นใต้จมูกของฮ่องเต้ ก็มิอาจใช้ คำว่า ‘หลบหนีไป’ แล้วจบเรื่องได้ ฮ่องเต้โมโหเป็นอย่างมาก รับสั่ง ว่าหากเหล่าทหารยังหาไม่พบ ก็จะให้ทัพผู้วายชนม์ของวังหลวง ออกโรง
หลังจากที่ส่งอวี๋หวั่นกลับจวน เยี่ยนจิ่วเฉาก็เข้าวัง
ย่างเข้ากลางดึก ฮ่องเต้เพิ่งได้เข้านอน ครั้นล้มตัวลงนอนไป เพียงครู่เดียว ขันทีวังก็ปลุกและทูลว่าเยี่ยนจิ่วเฉามาเข้าเฝ้า เขา รู้สึกมึนงงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็พลันตื่นเต็มตาด้วยข่าวของเยี่ยน จิ่วเฉา “เจ้าว่าอย่างไรนะ? เจ้าเป็นคนลักพาตัวเขาไป?”
เยี่ยนจิ่วเฉาสูดหายใจเข้าลึกๆ “…พ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้มองเขาด้วยความสงสัย “เจ้าให้ผู้ใดทำ?”
“ทัพผู้วายชนม์ที่เสด็จลุงให้ข้า” เยี่ยนจิ่วเฉาตอบ
ฮ่องเต้โมโหสุดขีด
“เหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้? มีเรื่องอันใดก็คุยกันดีๆ ไม่ได้หรือ? มิจำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่!” ฮ่องเต้โมโหมากขึ้นเรื่อยๆ และ รู้สึกว่าตนอยากตีเด็กนี่ให้รู้แล้วรู้รอด “เราจะถามเจ้าเป็นรอบ สุดท้าย เจ้าทำเรื่องนี้จริงหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาสูดหายใจเข้า “…พ่ะย่ะค่ะ”
หน้าอกของฮ่องเต้กระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธ “…ของ เซ่นไหว้ ของเซ่นไหว้เจ้าก็ขโมยกินไปใช่หรือไม่?”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เข้าใจ
ขันทีวังจึงกระซิบว่า “เครื่องเซ่นไหว้ในหอบรรพชนถูกขโมย กิน”
หอบรรพชนของราชวงศ์ได้รับการอารักขาอย่างแน่นหนาเสีย ยิ่งกว่าคุกหลวง เครื่องเซ่นไหว้มิได้ถูกขโมยมาเป็นเวลานาน ที่ ผ่านมาไม่เกิดเหตุ กลับมาเกิดเหตุในช่วงเวลาเดียวกับเรื่องนี้พอ ดิบพอดี ทำให้ผู้คนอดเชื่อมโยงทั้งสองเหตุการณ์เข้าด้วยกันมิได้
คนผู้นั้นแม้แต่ลูกจิ้งจอกหิมะก็เกือบจะจับย่างกิน เรื่องพรรค์ นี้ก็น่าจะทำได้เช่นกัน
เยี่ยนจิ่วเฉามุมปากกระตุก แบกรับหายนะครั้งนี้ด้วยความ ลังเล “…เป็นข้า”
ฮ่องเต้หันข้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความโกรธและขมขื่น “อันนั้น
ของเราเจ้าก็โกนไปใช่หรือไม่?”
“อะไรนะ?” สองพยางค์นี้ เยี่ยนจิ่วเฉาฟังไม่ถนัด
ฮ่องเต้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ริมฝีปากไม่ขยับ “อันนั้น!”
เยี่ยนจิ่วเฉาสับสนไปหมด
ฮ่องเต้กำหมัดดัง ‘กร็อบ’ แล้วกล่าวว่า “ขนขา! ขนขาของ เรา!”
เยี่ยนจิ่วเฉาแข้งขาอ่อนแรง แทบจะทรุดฮวบลงกับพื้น!
สตรีผู้นี้ขโมยกินเครื่องเซ่นไหว้ไม่พอ ยังโกนขนฮ่องเต้อีก หรือ?!
นางจะใจกล้าบ้าบิ่นเกินไปเสียแล้ว!
ไม่สิ นางคิดได้อย่างไรกัน?!
หากเรื่องที่คุกหลวงถูกพบช้าอีกสักนิด นางคงจะไม่ได้โกนแค่ ขนขา แต่จะโกน…
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่อยากคิดต่อ ตอนนี้เขาอยากจะบ้าตายเหลือ เกิน…
บทที่ 26.2 พี่จิ่วรับผิด ท่านพ่อออกจากคุก (2)
ฟ้าสว่างแล้ว เรื่องที่อวี๋เซ่าชิงกลับมายังคุกหลวงก็ได้แพร่ สะพัดออกไป ว่ากันว่าพบตัวผู้ร้ายแล้ว เป็นนักโทษประหารในคุก หลวงคนหนึ่ง เขาติดสินบนพัศดีในคุกหลวง ทั้งสองร่วมมือกันพา อวี๋เซ่าชิงออกมา กล่าวกันว่าที่นักโทษคนนี้ทำเช่นนี้ ก็เพราะอวี๋เซ่า ชิงเคยมีบุญคุณกับเขา เขาจึงเสี่ยงชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณ
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนเป็นถึงนักโทษประหาร หลบหนีพ้นก็ นับว่าเป็นโชค หากถูกจับได้ก็คงหนีความตายไม่พ้น
คำบอกเล่าเหล่านี้คนอื่นคงเชื่อ แต่เยี่ยนไหวจิ่งไม่เป็นเช่นนั้น
เพราะว่าหลังจากที่เขาเจอกับเยี่ยนจิ่วเฉา เขาและจวินฉาง อันก็สะกดรอยตามไป เห็นกับตาตนว่าเยี่ยนจิ่วเฉาพาอวี๋เซ่าชิงไป ส่งยังคุกหลวง หลังจากนั้นเยี่ยนจิ่วเฉาก็เข้าวัง และภายหลังก็มี ข่าวลือเรื่องผู้ร้ายแพร่ออกไป
“เขาเป็นคนช่วยอวี๋เซ่าชิงกลับมา หากอวี๋เซ่าชิงถูกนักโทษ ประหารจับไปจริง เขาก็ควรจะจับนักโทษคนนั้นกลับมาด้วย แต่ข้า เห็นเพียงอวี๋เซ่าชิง ไม่เห็นนักโทษคนนั้นเลย”
ในตำหนักของเสียนเฟย เยี่ยนไหวจิ่งเล่าถึงความสงสัยของ ตนให้มารดาฟัง
สวี่เสียนเฟยกำลังจัดดอกไม้ ตัดก้านดอกไม้พลางกล่าวว่า
“เรื่องเหล่านี้ ในใจเจ้ารู้ดีก็พอแล้ว”
เยี่ยนไหวจิ่งชะงักไป “เสด็จแม่หมายความว่าอย่างไร?”
สวี่เสียนเฟยหยิบดอกโบตั๋นสวยสดขึ้นมาปักลงในแจกัน “ใน ใต้หล้า มีผู้ใดที่จะยอมให้เสด็จพ่อของเจ้าปกปิดเรื่องนี้ให้?”
เยี่ยนไหวจิ่งขมวดคิ้ว “คนที่ลักพาตัวอวี๋เซ่าชิงไป…ก็คือเยี่ยน จิ่วเฉาหรือ? เป็นไปไม่ได้ เมื่อวานเขายังไปตามหาคน เมื่อได้ยินว่า อวี๋เซ่าชิงหายตัวไป สีหน้าตกใจของเขามิได้เสแสร้ง”
สวี่เสียนเฟยยิ้มน้อยๆ “หากไม่ใช่เขา ก็เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับ เขา”
เยี่ยนไหวจิ่งนิ่งไปครู่หนึ่ง “บุกคุกหลวงมีโทษถึงประหาร เหตุ ใดเสด็จพ่อถึงยังตามใจเขาอยู่?”
สวี่เสียนเฟยเลือกดอกโบตั๋นมาดอกหนึ่ง “เขาเหลือเวลามี ชีวิตอยู่อีกแค่สองปี เสด็จพ่อเจ้าตามใจเขาแล้วอย่างไร? อย่างไร เสีย ที่ชีวิตเขาสั้นถึงเพียงนี้ก็เป็นเพราะเสด็จพ่อของเจ้า”
“เขาอ่อนแอตั้งแต่กำเนิดหรือ?” สวี่เสียนเฟยไม่ค่อยอยาก เอ่ยถึงเรื่องอาการป่วยของเยี่ยนจิ่วเฉาสักเท่าไร ดังนั้นเยี่ยนไหว จิ่งจึงไม่ค่อยรู้เรื่องนี้
สวี่เสียนเฟยวางดอกโบตั๋นไว้ด้านข้าง แล้วเลือกดอกเสาเย่า ขึ้นมาดอกหนึ่ง “เจ้าเด็กโง่ พวกเราเป็นราชวงศ์ ทายาทของ ราชวงศ์เรามีคนที่ร่างกายอ่อนแอโดยกำเนิดหรือไม่เล่า? มีแต่คน
ที่ตายตั้งแต่ยังไม่คลอดและคนที่เลี้ยงไม่โต”
เรื่องของวังหลัง เยี่ยนไหวจิ่งไม่ค่อยอยากรู้เท่าไรนัก
สวี่เสียนเฟยตัดดอกโบตั๋นดอกใหญ่ที่สุด แล้วนำดอกเสาเย่า ในมือปักเข้าไป “บางเรื่องเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องเข้าใจนัก ขอเพียงเจ้า จำเอาไว้ว่าเสด็จพ่อของเจ้ารู้สึกผิด จึงปฏิบัติต่อเขาเช่นนั้น เจ้าไม่ จำเป็นต้องรู้สึกอิจฉาเขา”
เยี่ยนไหวจิ่งเงียบ เป็นเพราะรู้สึกผิดเท่านั้นหรือ? เหตุใดเขา จึงรู้สึกว่าเหตุผลไม่ได้มีเพียงเท่านี้กันเล่า?
……
คุณชายเยี่ยนซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาปล่อยให้ผู้อื่นยอมรับผิดแทน หลังจากเข้าห้องทรงพระอักษรไปได้ไม่ถึงครึ่งถ้วยชา ครานี้ก็ต้อง แบกรับความผิดมากกว่าที่ทำมาทั้งชีวิตเสียอีก
เพราะฉะนั้น ทำสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นย่อมคืนสนอง
ฮ่องเต้โกรธอย่างถึงที่สุด หากไม่ได้ขันทีวังช่วยเกลี้ยกล่อมว่า คุณชายไม่สบาย ไม่รู้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ ฮ่องเต้คงอดรนทนไม่ ได้ สั่งประหารเยี่ยนจิ่วเฉาไปเสียแล้ว
กระนั้น ต่อให้พ้นโทษประหาร แต่ก็ยังต้องได้รับโทษสถานอื่น เยี่ยนจิ่วเฉาถูกหักเงินเป็นเวลาหนึ่งปี ปิดประตูทบทวนตนเองหนึ่ง เดือน ถูกโบยหนึ่งร้อยไม้ ทว่าเขาเป็นคนป่วย องครักษ์จึงรับโทษนี้ แทน
อิ่งสือซันถูกโบยหนึ่งร้อยไม้ ถูกโบยจนเขาร้องโอดโอย เมื่อ โบยเสร็จ เขาก็เดินหัวทิ่มหัวตำ โซซัดโซเซไปยังคุกหลวง
แม้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคุกหลวงจะได้รับการ ‘เปิดเผย ความจริง’ อวี๋เซ่าชิงก็ยังมิได้รับการชำระมลทิน เขายังคงเป็น นักโทษประหารที่ขัดคำสั่งแม่ทัพเซียว ขโมยรายชื่อสายลับ และ หลอกลวงฮ่องเต้ มีเพียงโจวไหวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะยืนยันได้ ว่า ตั้งแต่แม่ทัพเซียวได้รับรายชื่อนั้นจนจากโลกนี้ไป เขายังไม่เคย พบกับเหยียนฉงหมิงเป็นการส่วนตัว
ขอเพียงยืนยันได้ว่าทั้งสองยังไม่เคยไปมาหาสู่กัน ก็จะพิสูจน์ ได้ว่าสิ่งที่เหยียนฉงหมิงอ้างว่าแม่ทัพเซียวมอบรายชื่อให้ตนนั้น ล้วนเป็นความเท็จ
เพียงแต่ในตอนนี้โจวไหวหายตัวไป และคงไม่อาจตามเขาพบ อย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น
“ช่วงนี้คงมีการเคลื่อนไหวภายในกองทัพ” ในห้องทรงพระ อักษร ฮ่องเต้เอ่ยถามเสนาบดีกรมทหาร
หลังจากชนะสงคราม ทหารปลดประจำการกลับบ้านเกิดไป แล้ว ส่วนทหารที่ยังไม่ปลดประจำการก็ยังคงอยู่ในค่ายต่างๆ ของ เมืองหลวง ทหารจำนวนไม่น้อยรู้จักอวี๋เซ่าชิง สำหรับพวกเขาแล้ว อวี๋เซ่าชิงไม่ใช่คนที่จะเป็นขโมยอย่างแน่นอน
เสนาบดีกรมทหารกล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่มี?” ฮ่องเต้ประหลาดใจ “ไม่มีผู้ใดคิดว่าอวี๋เซ่าชิงถูกใส่ ร้ายเลยหรือ?”
เสนาบดีกรมทหารกล่าวว่า “อวี๋เซ่าชิงประจำการในค่ายใหญ่ซี เป่ยมายาวนานที่สุด เขารู้จักคนในค่ายจำนวนมาก ทว่าค่ายใหญ่ซี เป่ยถูกบุกโจมตีกลางดึกคืนหนึ่ง ทหารที่มีชีวิตรอดกลับมายี่สิบ สามสิบคนล้วนกลับมาที่เมืองหลวงแล้ว…ได้ยินว่า พวกเขากำลัง ตามหาหลักฐานมายืนยันว่าอวี๋เซ่าชิงบริสุทธิ์พ่ะย่ะค่ะ”
ยี่สิบสามสิบคนนั้นมิได้อยู่ในสายตาของฮ่องเต้ กองทัพไม่มี การเคลื่อนไหว ก็หมายความว่าเซียวเจิ้นถิงสามารถจัดการได้ด้วย ตนเอง และยังหมายความว่าอวี๋เซ่าชิงอะไรนี่มิได้น่ากลัวอย่างที่ ตนจินตนาการ
“แต่ว่า…” เสนาบดีกรมทหารพูดแล้วก็หยุด ราวกับว่ามีสิ่งใด ในใจ
ฮ่องเต้กล่าวว่า “แต่ว่าอันใด? เจ้าพูดมาอย่าได้ปิดบัง เรา ละเว้นโทษเจ้า”
เสนาบดีกรมทหารเป็นญาติฝั่งมารดาของฮ่องเต้ ซื่อสัตย์และ ภักดี ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากฮ่องเต้เป็นอย่างมาก
เสนาบดีกรมทหารกล่าวว่า “เหยียนโหวไม่เพียงสังหารอูเหิงอ๋ อง ทั้งยังนำเหล่าทหารข้ามหุบเขามรณะ นำรายชื่อมาถึงโยวโจวได้ อย่างไม่กลัวตาย เรียกได้ว่ามีทั้งความอาจหาญและกลยุทธ์ อีกทั้ง เหยียนโหวยังเกิดในตระกูลแม่ทัพ…”
ฮ่องเต้กล่าวอย่างหมดความอดทน “พูดภาษาคน”
เสนาบดีกรมทหารฝืนใจพูดต่อไปว่า “ในกองทัพลือกันว่า… เหยียนโหวอาจเป็นแม่ทัพใหญ่เซียวคนต่อไป”
“ไร้สาระ!” ฮ่องเต้ใช้กำปั้นทุบโต๊ะ
เซียวเจิ้นถิงเป็นเหมือนหนามยอกอกของฮ่องเต้มาโดยตลอด สังหารก็ไม่ได้ เลื่อนตำแหน่งก็ไม่ดี หากสังหารเขาเสีย ก็อาจเกิด เรื่องทั้งในและนอกราชสำนัก หากไม่สังหาร เซียวเจิ้นถิงก็จะมี อำนาจเหนือพระองค์
เพราะฉะนั้น คำพูดจำพวกการเทียบชั้นเหยียนโหวและเซียว เจิ้นถิงนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรเอ่ยขึ้นเป็นที่สุด
วันต่อมา ฮ่องเต้ได้รับฎีกาจากเหล่าขุนนาง ส่วนใหญ่ก็ขอร้อง ให้พระองค์สั่งประหารอวี๋เซ่าชิงโดยเร็ว และยกยอปอปั้นเหยี ยนฉงหมิงยกใหญ่ เรียกร้องให้พระองค์เลื่อนตำแหน่งให้เขาเพิ่ม
ฮ่องเต้แค่นหัวเราะด้วยความโกรธ “เราให้เขาเป็นท่านโหว แล้ว ยังอยากได้ตำแหน่งสูงกว่านี้อีกหรือ? คงจะไม่ได้ เราต้องให้ ตำแหน่งใดเขาดีเล่า แม่ทัพใหญ่หรือผู้บัญชาการทัพ?”
ฝูงชนช่วยกันเติมฟืน บางครั้งอาจมิได้มาพร้อมกับเปลวไฟที่ โชติช่วง แต่มาพร้อมกับมีดที่มองไม่เห็น
เช้าวันที่สี่ ขุนนางคนหนึ่งซึ่งปกติมักจะสงบเสงี่ยมไม่พูดจา กลับลุกขึ้นยืน แล้วทูลฮ่องเต้ว่า “รายชื่อนั้นแท้จริงแล้วส่งให้ผู้ใด
ทั้งสองฝ่ายต่างมีคำพูดของตนเอง ในเมื่อไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ จะยืนยันได้ว่าอวี๋เซ่าชิงไร้ความผิด และไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะ ยืนยันได้ว่าอวี๋เซ่าชิงมีความผิด จะใช้คำบอกเล่าของเหยียนโหวจับ อวี๋เซ่าชิงเข้าคุกหลวง ออกจะไม่เหมาะเท่าไรนัก ตามความเห็น ของกระหม่อม ทั้งสองล้วนเป็นผู้ต้องสงสัย หากจะจับก็จับไปด้วย กัน เหยียนโหวก็สมควรเข้าคุกเช่นกัน!”
“เจ้า…” เหยียนฉงหมิงโทสะพลุ่งพล่าน
“จับวีรบุรุษสงครามเข้าคุกหลวงเช่นนั้นย่อมต้องทำให้ ประชาชนเศร้าโศก…แต่ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผล…” ฮ่องเต้เผย สีหน้าขมขื่น
เสนาบดีกรมทหารลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลัน “ฝ่าบาท มิสู้ปล่อย ตัวอวี๋เซ่าชิงออกมาก่อน รอจนมีหลักฐานเพียงพอแล้วค่อยจับเขา มาลงโทษ เช่นนี้ก็จะไม่เป็นข้อครหาแก่ประชาชนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”