หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 28.1 ตกลงเรื่องงานแต่ง (1)
เนื่องด้วยโรงงานของพวกเขานับวันยิ่งแออัด การสร้างเรือน สำหรับใช้เป็นโรงงานโดยเฉพาะจึงได้รับการเสนอขึ้นมา
แต่ว่าจะสร้างอย่างไร สร้างขนาดเท่าไร และสร้างไว้ที่ใดนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องผ่านการขบคิดและปรึกษาหารือกันโดย ละเอียด
เช้าตรู่ ป้าใหญ่ต้มโจ๊กมันเทศ นึ่งหมั่นโถวแป้งข้าวเจ้าและ อัวอัวโถวผักดองอีกหลายเข่ง คนในครอบครัวต่างมานั่งกินอาหาร เช้ากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
“มันเทศกินเยอะๆ จะผายลมนะขอรับ!” เถี่ยตั้นน้อยเบ้ปาก พลางมองไปยังโจ๊กมันเทศตรงหน้า
ป้าสะใภ้ใหญ่ถลึงตาใส่เขา “ข้าว่าเจ้าไม่อยากกินมากกว่า กระมัง! เดี๋ยวนี้เลือกกิน!”
“ข้าเปล่าสักหน่อย” เถี่ยตั้นน้อยหยิบช้อนไม้ขึ้นมา ไม่ยอมรับ ว่าตนกำลังคิดถึงขนมนํ้าตาลกรอบในห้อง
อวี๋เซ่าชิงมองบุตรชายด้วยความเอ็นดู ดวงตาทั้งคู่เป็น ประกาย
อวี๋หวั่นบอกกับเขาว่า “ก่อนหน้านี้น้องไม่เป็นอย่างนี้ พอท่าน พ่อกลับมา ก็เลยกล้างอแงขึ้นมาก”
เธอกล่าวพลางมองไปยังน้องชายด้วยความขบขัน
หกปีที่ไม่มีท่านพ่อ กว่าจะได้ท่านพ่อกลับคืนมา แน่นอนว่า ต้องงอแงขึ้นบ้าง อวี๋เซ่าชิงถูกบุตรชายงอแงใส่ กลับรู้สึกดีใจ ส่ง อัวอัวโถวให้เถี่ยตั้นน้อยลูกหนึ่ง
เถี่ยตั้นน้อยไม่ได้มองหน้าเขา ทว่ารีบคว้ามากัดหนึ่งคำทันที!
“ไฉนไม่บ่นว่าเป็นผักดองแล้วเล่า?” ป้าสะใภ้ใหญ่หยอกล้อเขา
ทั้งบ้านต่างก็หัวเราะครืน
“เรื่องสร้างเรือนโรงงาน” ลุงใหญ่เอ่ยปาก “พวกเจ้ามีความ เห็นว่าอย่างไร?”
อวี๋ซงตอบว่า “ต้องดูว่าจะสร้างไว้ที่ใด”
ลุงใหญ่เอ็ดเขาว่า “ผู้ใหญ่คุยกัน เด็กอย่าพูดแทรก อาหวั่น เจ้าว่าอย่างไร?”
อวี๋ซงซึ่งถูกทำร้ายจิตใจ “…”
อวี๋หวั่นยิ้ม ตอบว่า “ข้าคิดเหมือนกับพี่รองว่าต้องคิดก่อนว่า จะสร้างเอาไว้ตรงไหน ข้าไม่ได้แค่อยากสร้างเรือนสำหรับใช้เป็น โรงงานเท่านั้น ยังอยากสร้างห้องพักสำหรับคนงานด้วย”
“อะไรพักนะ?” ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“ที่พักสำหรับแรงงานระยะยาว” อวี๋หวั่นอธิบาย
เมื่อพูดว่าคนงานระยะยาว ทุกคนก็ล้วนเข้าใจทันที แต่นั่นไม่
ได้หมายถึงบรรดาโจรลักม้าที่ทำงานอยู่หลังเขาหรอกหรือ? แม้ว่า พวกเขาจะไม่นับว่าเป็นคนดี แต่หลังจากที่ถูกยาพิษของพ่อครัว เทพเป้าเล่นงาน พวกเขาก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ด้วยกลัวว่าจะ ไม่ได้ยาถอนพิษ
เรื่องสร้างห้องพักให้พวกเขานั้น ลุงใหญ่ไม่เข้าใจเลยสักนิด แต่เขาก็ไม่ได้คัดค้าน อาหวั่นเป็นคนมีความคิด ที่ทำเแบบนี้ก็ย่อม ต้องมีเหตุผลของตนเอง ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่อาจให้พวกเขานอน เบียดเสียดกันในคอกวัวบ้านซวนจื่อได้ตลอดไป
“เช่นนั้นก็คงต้องใช้ที่ดินของทุกคนอย่างละน้อย” ลุงใหญ่ พึมพำ มองไปยังอวี๋เซ่าชิงซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ ขณะที่กำลังจะเอ่ยถามว่า เขามีความเห็นว่าอย่างไร ก็เห็นว่าอวี๋เซ่าชิงกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ อยู่
ลุงใหญ่ “…”
เขาคิดไปเองหรืออย่างไร? เหตุใดน้องสามเข้าคุกไปเพียงไม่กี่ วัน กลับดูบ๊องๆ บวมๆ ขึ้นเช่นนี้?
“น้องสาม” ลุงใหญ่เอ่ยขึ้นอย่างขึงขัง
อวี๋เซ่าเชิงได้สติกลับมา เขามองไปยังพี่ใหญ่ แล้วมองก้อนหิน ในมือ สายตาเปี่ยมไปด้วยความสุข “พี่ใหญ่ว่าสวยหรือไม่?”
ก้อนหินหน้าตาบูดเบี้ยวจะไปสวยได้อย่างไร? หรือว่าเขาจะสติ ฟั่นเฟือนไปแล้วจริงๆ?
ลุงใหญ่ยังไม่ทันได้ตำหนิน้องชาย ป้าสะใภ้ใหญ่ก็สะกิดแขน เขา บุ้ยใบ้ไปทางอวี๋หวั่น เขาจึงมองตามไปทางอวี๋หวั่น อวี๋หวั่นเม้ม ปากยิ้ม มองไปยังเถี่ยตั้นน้อย
ลุงใหญ่เข้าใจทันที
เป็นของที่ลูกให้ มิน่าเล่าจึงดูเป็นของลํ้าค่า
“สวย!” ลุงใหญ่โพล่งขึ้นมา
เถี่ยตั้นน้อยก้มหน้ากินโจ๊ก!
หลังจากที่ปรึกษากันแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะสร้างโรงงานเอาไว้ที่ เชิงเขา สร้างไว้ตรงที่ดินที่เดิมทีเป็นของอาหวั่นและป้าจาง พื้นที่ บริเวณนั้นได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวน้อยที่สุด ทุกวันนี้ ปล่อยร้างเอาไว้ ไม่ได้เพาะปลูก มิสู้นำมาทำอย่างอื่นดีกว่า
เรื่องซื้อที่ดิน ยกให้ลุงใหญ่ ผู้ใหญ่บ้าน และสกุลจางเจรจากัน
แบบของอาคารอวี๋หวั่นเป็นคนวาด
อวี๋เซ่าชิงมองบุตรสาว ผ่านไปหกปี เขียนหนังสือได้แล้วหรือ นี่…
เรื่องราวไม่กี่ปีมานี้ของอวี๋หวั่น อวี๋เซ่าชิงได้ฟังมาจากคนใน บ้านมาบ้างแล้ว เขารู้สึกปวดร้าวหัวใจเหลือเกิน นึกอยากย้อน เวลากลับไป อย่างไรก็จะไม่ยอมให้ลูกสาวหายตัวไป และถูกนาง จ้าวรังแก
“ท่านพ่อ ท่านคิดว่าอย่างนี้ได้หรือไม่?” อวี๋หวั่นพูดขึ้นขัด
ความคิดของอวี๋เซ่าชิง
อวี๋เซ่าชิงตกอยู่ในภวังค์ ไม่ได้ฟังที่บุตรสาวพูดแม้แต่น้อย เขา พยังหน้าอย่างมึนงง “ได้”
นอกจากนางเจียงและเด็กน้อยทั้งสองที่มิได้ใส่ใจฟัง คนที่ เหลือล้วนมองเขาด้วยความตะลึงงัน อย่างนี้ดีหรือ? เจ้าให้ท้าย ลูกสาวมากเกินไปหน่อยกระมัง?! นางจะใช้หินและอิฐสร้างเชียว นะ! บ้านที่พวกเราอยู่ยังไม่หรูหราถึงเพียงนี้เลย!
อวี๋เฟิงรู้สึกปวดร้าวจนไม่อยากเสวนากับอาสามและน้อง สาว…
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” อวี๋หวั่นยิ้มจนตาหยี “ท่านพ่อนี่ดี จริงๆ”
อวี๋เซ่าชิง “…”
เอ…เขาตอบอะไรที่ไม่เข้าท่าออกไปหรือเปล่านะ?
การสร้างโรงเรือนต้องใช้แรงงานคนจำนวนมาก เรื่องการ เลือกช่างไม้และช่างโลหะ มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของอวี๋เฟิง
แต่ก่อนที่จะทำเรื่องนั้น อวี๋เฟิงต้องเข้าไปในตำบลเหลียนฮวา พร้อมอวี๋หวั่นอีกรอบหนึ่ง ไม้สามารถหาได้จากบนเขา หินและอิฐ สามารถสั่งซื้อได้ เดิมทีอวี๋หวั่นจะไปกับท่านพ่อ แต่อวี๋เฟิงกังวลว่า อวี๋หวั่นจะซื้อของแพง และอาสามก็จะตามใจอวี๋หวั่น ทำให้เงินที่ พวกเขาหามาอย่างยากลำบากหายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเขาจึง
เอ่ยปากว่าจะไปกับอวี๋หวั่นเสียเอง
อวี๋หวั่นพยักหน้า “ดีเลย ท่านพ่อจะได้อยู่บ้านกับน้องและท่าน แม่”
เถี่ยตั้นน้อยผู้ซึ่งชื่นชอบการเดินทาง ครั้งนี้ไม่ร้องจะตามพี่ สาวไปด้วย
ทั้งสองคนถือของไปสองสามตะกร้า เดินไปยังตำบลเหลียนฮ วา
เรื่องที่อวี๋เซ่าชิงถูกจับเข้าคุกหลวง ไป๋ถังและผู้จัดการชุยก็ได้ ข่าวมาบ้าง พวกเขาต่างก็แวะมาเยี่ยมเยียนอวี๋หวั่น นายท่านฉินก็ มาเช่นกัน พวกเขาไม่มั่นใจว่าหัวหน้ากองพันแซ่อวี๋ผู้นั้นใช่ท่านพ่อ ของอวี๋หวั่นหรือไม่ แม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ยังมาไต่ถามเรื่องราวถึง บ้าน มิตรภาพที่ดีเช่นนั้น อวี๋หวั่นจดจำใส่ใจไว้เสมอ
สองพี่น้องเดินทางไปยังหอหยกขาว
ยังไม่ถึงเวลาอาหาร หอหยกขาวมีลูกค้าไม่มาก ผู้จัดการชุยมี เวลาว่างเหลือเฟือ เขาดีดลูกคิดอยู่ด้านหลังโต๊ะหน้าร้าน
ทั้งสองคนเดินมาหยุดตรงหน้า
ผู้จัดการชุยรู้สึกว่าแสงด้านหน้าของเขามืดลงในฉับพลัน เขา เงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นอวี๋เฟิงและอวี๋หวั่น ดวงตาเป็นประกายขึ้น ทันที “แม่นางอวี๋ น้องอวี๋ พวกเจ้ามาได้อย่างไรกัน? อ้อ ข้าได้ยินว่า คุกหลวงปล่อยคนแล้ว พ่อของเจ้ากลับบ้านมาหรือยัง?”
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปาก “กลับมาแล้ว ขอบคุณผู้จัดการชุยที่ เป็นห่วง เกลือเกล็ดหิมะสองโหลนี้ ผู้จัดการชุยโปรดรับเอาไว้ เถอะ”
“ไอ้หยา เจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว!” เกลือเกล็ดหิมะเป็นสินค้า ราคาสูง หนึ่งโหลต้องใช้เงินถึงห้าสิบตำลึงจึงจะซื้อได้ เด็กคนนี้ให้ มาสองโหลโดยไม่คิดเงิน! ช่าง…
“รับไว้เถิด” อวี๋เฟิงบอก
เกลือเกล็ดหิมะที่ซื้อมาครั้งก่อนใช้ไปเกือบหมดแล้ว ผู้จัดการ ชุยกำลังคิดอยู่ว่าจะไปซื้อจากอวี๋หวั่นมาเพิ่ม…
ผู้จัดการชุยรับเกลือทั้งสองโหลเอาไว้ด้วยความเกรงอก เกรงใจ
“คุณหนูไป๋ไม่อยู่หรือ?” เธอนำไข่ไก่หนึ่งตะกร้ามาให้ไป๋ถัง เป็นไข่ไก่ป่าของที่บ้าน อร่อยกว่าไข่ไก่ของที่อื่น
ผู้จัดการชุยอุทานว่า ‘ไอ้หยา’ ตอบว่า “ไม่เห็นนางมาสามวัน แล้ว”
“เกิดเรื่องอะไรหรือไม่?” อวี๋เฟิงเอ่ยปากถามขึ้น
ผู้จัดการชุยมิได้สังเกตเห็นสีหน้ากังวลของอวี๋เฟิง เขาทอด ถอนใจแล้วกล่าวว่า “ที่จริงก็ไม่มี นางจะแต่งงาน ไม่สะดวกออกไป ไหน”
อวี๋เฟิงสีหน้าเปลี่ยนในทันที
อวี๋หวั่นเหลือบมองพี่ชาย พร้อมกับถามผู้จัดการชุยว่า “ทำไม กะทันหันเช่นนี้เล่า? ครั้งก่อนมาที่บ้านข้า ก็ยังไม่เห็นนางเอ่ยถึง เลยนี่”
“เพิ่งจะตกลงได้” ผู้จัดการชุยถอนหายใจ เห็นได้ชัดว่าเขาก็ไม่ เห็นด้วยกับงานแต่งในครั้งนี้ มิทันรอให้อวี๋หวั่นเอ่ยถาม เขาก็เล่า ให้เธอฟังเอง “เป็นหลานชายฝั่งมารดาของฮูหยินไป๋ ข้าเคยเห็น เขาเป็นคนมีความสามารถ นิสัยดีมีมารยาท ก็เท่านั้น…พวกเจ้า เคยไปคฤหาสน์สกุลไป๋ รู้ว่าระหว่างคุณหนูไป๋กับฮูหยินเป็นอย่างไร ให้นางแต่งเข้าบ้านของญาติของฮูหยินไป๋ มิใช่ทำให้ชีวิตนางขมขื่น หรอกหรือ?”
ไม่ว่าคุณชายเฉินผู้นั้นจะดีเลิศเพียงใด แต่ตราบใดที่เขาเป็น หลานชายของฮูหยินไป๋ ภาพลักษณ์ของเขาก็มิได้ดีเท่าไรในสายตา ของไป๋ถัง กอปรกับเรื่องแม่สามีกับลูกสะใภ้และเหล่าพี่น้อง หาก ไป๋ถังได้รับความเจ็บชํ้านํ้าใจ ฮูหยินไป๋จะช่วยนางทวงคืนความ ยุติธรรมหรือไม่? แน่นอนว่าไม่มีทาง
“เหตุใดนายท่านไป๋ตอบตกลงเล่า?” อวี๋หวั่นถาม
นายท่านไป๋โง่หรือเปล่า? ลูกสาวไม่เห็นฮูหยินไป๋อยู่ในสายตา อย่างนั้น เมื่อแต่งเข้าสกุลเฉินไป สกุลเฉินจะยอมให้ลูกสาวเขาใช้ ชีวิตอย่างสุขสบายหรือ?
ผู้จัดการชุยตอบอย่างจนปัญญา “นายท่านหูเบา”
หูเบาอะไรกัน? เขาก็แค่มีรักใหม่ลืมรักเก่า อยากมีบุตรชายจึง
ลืมบุตรสาว ให้ไป๋ถังเรียกเขาว่าท่านพ่อ แต่กลับไม่ให้ความรักกับ ไป๋ถังอย่างที่คนเป็นพ่อพึงกระทำ
หลังจากออกมาจากหอหยกขาว อวี๋หวั่นเห็นว่าพี่ใหญ่ของตน สีหน้าไม่สู้ดี จึงรีบพูดกับเขาว่า “พี่ใหญ่อย่ากังวลไป ข้าจะไปหา คุณหนูไป๋ที่คฤหาสน์สกุลไป๋ ดูว่านางว่าอย่างไรบ้าง”
อวี๋เฟิงตกใจ “เจ้าจะไปทำอะไรที่คฤหาสน์สกุลไป๋?”
อวี๋หวั่นตอบอย่างแน่วแน่ว่า “ไปแย่งพี่สะใภ้ใหญ่ข้าคืนมาน่ะ สิ! พี่สะใภ้ข้าจะถูกคนแซ่เฉินนั่นแย่งตัวไปแล้ว! จะไม่ให้ข้าไปแย่ง คืนมาได้อย่างไร?”
“เจ้า…” อวี๋เฟิงหน้าแดงกํ่า “เจ้าอย่าพูดจาเหลวไหล!”
อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว “ข้าพูดเหลวไหลอะไร? พี่ใหญ่ไม่ได้ชอบคุณหนู ไป๋หรอกหรือ?”
อวี๋เฟิงอยากโต้แย้ง แต่กลับไม่รู้ว่าตนควรโต้แย้งว่าอย่างไร เขาไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร เมื่อรู้ตัวอีกทีก็พบว่าคนคนนี้เข้ามาวนเวียน อยู่ในหัวใจของเขาตลอดเวลา
เพียงแต่ว่า นางเป็นคุณหนูจากสกุลไป๋อันสูงส่ง เขาเป็นเพียง คนจากชนบทยากจน อย่างไรก็ไม่คู่ควรกัน
“อย่าหาเรื่องเลย” อวี๋เฟิงกระซิบ
อวี๋หวั่นแค่มองท่าทางของเขาก็รู้ว่าเขาคิดอย่างไร “พี่ใหญ่นี่ น้า ท่านอย่าไม่มั่นใจในตัวเองแบบนี้สิ คุณหนูไป๋แต่งเข้าบ้านสกุล
ไป๋จะไปมีความสุขเท่ากับแต่งเข้าบ้านเราได้อย่างไรกัน?”
เธอพูดจากมุมมองของไป๋ถัง ด้านนิสัยใจคอ พี่ชายของเธอหา ผู้ใดเปรียบ ด้านรูปร่างหน้าตา ก็นับว่าไม่ได้ดารดาษทั่วไป ด้าน ความสัมพันธ์แม่สามีลูกสะใภ้ ป้าสะใภ้ใหญ่ก็รักคุณหนูไป๋เสียไม่มี และด้านพี่น้องสามียิ่งไม่ต้องพูดถึง เธอและเจินเจินชอบไป๋ถัง มากเช่นกัน
ส่วนเรื่องพื้นเพทางบ้าน สกุลอวี๋กำลังอยู่ในลู่ทางกอบโกยเงิน ทอง ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็คงรํ่ารวยขึ้นมาได้
จริงที่ว่าหากพิจารณาจากฝั่งมารดาของไป๋ถัง ก็จะนับว่า เป็นการแต่งงานระหว่างสตรีที่มีฐานะสูงและบุรุษที่มีฐานะตํ่ากว่า กระนั้นเรื่องของความรู้สึก บางครั้งก็มิได้สนใจว่าฐานะเท่าเทียม กันหรือไม่
“เอาเถอะ ถ้าพี่ใหญ่จะยอมแพ้ ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูด” อวี๋หวั่น เห็นว่าอวี๋เฟิงตัดสินใจไม่ได้สักที ก็แสร้งทำเป็นจะเดินกลับ
ทันทีที่เธอเดินผ่านอวี๋เฟิง อวี๋เฟิงก็กัดฟัน ดึงแขนเธอเอาไว้ “จะ…เจ้าไปดูนางหน่อย”
ทั้งสองจึงเช่ารถม้าเข้าเมืองหลวง
บทที่ 28 ตกลงเรื่องงานแต่ง (2)
พวกเขาจำทางได้ เพียงไม่นานรถม้าก็มาถึงคฤหาสน์สกุลไป๋
ประตูคฤหาสน์ปิดสนิท ชวนให้สั่นสะท้านสันหลังยิ่งกว่าแต่ ก่อนเสียอีก
อวี๋หวั่นบอกกับอวี๋เฟิงว่า “พี่ใหญ่ ท่านไปรอข้าที่โรงนํ้าชาที่ พวกเราผ่านมาก่อนนะ”
จอดรถม้าไว้ตรงนี้ออกจะสะดุดตาไปสักหน่อย อวี๋เฟิงครุ่นคิด ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้า
หลังจากที่รถม้าลับตาไปตรงหัวถนน อวี๋หวั่นจึงเดินขึ้นบันได ไปเคาะประตูใหญ่ของคฤหาสน์สกุลไป๋
“ผู้ใดกัน?” บ่าวคนหนึ่งลากประตูเปิดออก ยื่นหน้าออกมา มอง และเห็นว่าเป็นสตรีธรรมดาคนหนึ่ง แม้อวี๋หวั่นจะมิได้แต่งตัว เหมือนสตรีจากชนบทแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้ดูเหมือนคุณหนูจาก ตระกูลรํ่ารวย บ่าวผู้นั้นมองเธอด้วยความเคลือบแคลงใจ “เจ้ามา หาใคร?”
อวี๋หวั่นตอบว่า “ข้ามาหาคุณหนูไป๋ รบกวนท่านไปบอกนางให้ ที ข้าแซ่อวี๋”
บ่าวปัดมือ “คุณหนูบ้านข้าติดธุระ ไม่สะดวกพบแขก!”
ไม่สะดวกพบแขก หรือถูกสั่งห้ามไม่ให้พบแขกกัน?
ขณะที่บ่าวกำลังจะปิดประตู อวี๋หวั่นก็ยื่นมือไปจับเอาไว้ “คุณ หนูไป๋นัดข้ามา ท่านเพียงบอกนางว่าข้ามาหา นางก็รู้แล้ว”
พูดถึงเพียงนี้ หากเขายังจะไล่เธอกลับไป ก็ไม่รู้จะพูดว่า อย่างไรแล้ว แต่ใครจะไปคิดว่า บ่าวผู้นี้ไม่ได้แม้แต่จะเหลือบมอง เธอ เขาใช้แรงดึงประตูปิดลง
อวี๋หวั่นสูดหายใจเข้าลึก เตือนตัวเองว่าวันนี้เป็นวันดี ไม่ควร ทะเลาะกับใคร
เข้าทางประตูไม่ได้ เห็นทีคงต้องปีนกำแพงซะแล้วสิ?
อวี๋หวั่นเดินไปถึงตรอกระหว่างจวนสกุลเหยียนและคฤหาสน์ สกุลไป๋ เยี่ยนจิ่วเฉาเคยข้ามกำแพงตรงนี้ เดินข้ามไปด้วยมือเปล่า
ครั้งก่อนที่เธอมาคฤหาสน์สกุลไป๋ คฤหาสน์สกุลไป๋จัดงาน เลี้ยงใหญ่ วันนี้ดอกไม้ โคมไฟ และผ้าไหมประดับต่างถูกปลดลงไป แล้ว เรือนของพวกเขาดูว่างเปล่า ราวกับว่างานเลี้ยงที่ไป๋ถังทุ่มเท จัดขึ้นเพื่อท่านพ่อนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง
อวี๋หวั่นไม่เคยไปเรือนของไป๋ถัง เธอสะกดรอยตามสาวใช้ไป จนในที่สุดก็มาถูกทาง
แม้แต่กำแพงของคฤหาสน์ เธอก็ข้ามมาแล้วอย่างง่ายดาย นับประสาอะไรกับกำแพงของเรือน
อวี๋หวั่นปีนขึ้นไปด้านบนของกำแพง ทันใดนั้นเองก็มีสตรีกลุ่ม
หนึ่งเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน เธอตกใจและรีบซ่อนตัว
หลังจากที่คนกลุ่มนั้นผ่านไปแล้ว อวี๋หวั่นก็ค่อยๆ โผล่ศีรษะ ขึ้นมา จ้องพวกนางตาไม่กะพริบ
สตรีที่เดินนำหน้า สวมอาภรณ์หรูหราฟู่ฟ่าก็คือแม่เลี้ยงของ ไป๋ถัง ฮูหยินไป๋ ด้านหลังของนางมีสาวใช้เดินตามมาอีกเจ็ดแปด คน ในมือของทุกคนล้วนถือถาด บนถาดมีชุดแต่งงานและเครื่อง ประดับศีรษะฝังเพชรนิลจินดา
ชุดแต่งงานสีสันสดใส สีแดงจนแสบลูกตา
ฮูหยินไป๋หยุดอยู่ด้านหน้าประตูห้องซึ่งปิดสนิท
จากมุมที่อวี๋หวั่นอยู่นั้น เธอสามารถมองเห็นเพียงด้านหลัง ของนาง แต่อวี๋หวั่นกลับรู้สึกว่านางกลอกตา
ฮูหยินไป๋เอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงอ่อนโยนว่า “ถังเอ๋อร์ แม่มาหา เจ้าแล้ว”
“แม่ข้า? ใครกัน? ท่านแม่ข้าเสียไปตั้งนานแล้ว! อย่ามาตี สนิทกับข้า! เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร!”
ไม่เสียแรงที่เป็นนักเลงแห่งตำบลเหลียนฮวา แรงไม่ตกเลย จริงๆ!
อวี๋หวั่นยังคงนอนดูเหตุการณ์อยู่บนกำแพง เธอมองสีหน้า ของฮูหยินไป๋ไม่ถนัด แต่เธอก็ยังคงรู้สึกว่าฮูหยินไป๋กลอกตาอีก ครั้ง
ฮูหยินไป๋พูดด้วยนํ้าเสียงอ่อนหวาน “ถังเอ๋อร์ เจ้าดุด่าข้าก็ไม่ เป็นไร แต่เจ้าอย่านำความโกรธไปลงที่ตนเองเลย ข้านำเสื้อผ้า และเครื่องประดับมาให้ ทั้งหมดนี้ล้วนทำขึ้นมาเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ เจ้าลองสวมดู หากไม่ชอบ ข้าจะให้คนไปทำให้ใหม่”
“ใครอยากได้ของของเจ้ากัน! ไสหัวไป! ไสหัวไปให้หมด!”
ฮูหยินไป๋ส่งสายตาให้สตรีสูงอายุด้านหลัง สตรีผู้นั้นหยิบ กุญแจแล้วเดินออกจากห้องไป
ในตอนนั้นเอง อวี๋หวั่นก็สังเกตเห็นว่าห้องของไป๋ถังถูกลง กุญแจ เช่นนั้นฮูหยินไป๋ก็เสแสร้งว่าตนให้ไป๋ถังออกไปข้างนอก ออกไปอย่างไรกัน?
กุณแจถูกปลดออกแล้ว สตรีสูงอายุผลักประตูเปิดออก นาง ไม่คาดคิดว่าไป๋ถังจะยืนอยู่ที่หน้าประตู เมื่อเปิดมาเห็นคน นางก็ ตกใจจนผงะถอยไปหลายก้าว!
ไป๋ถังไปหมู่บ้านเหลียนฮวาเมื่อสามวันก่อน เมื่อเทียบกับวัน นั้นแล้ว ไป๋ถังในตอนนี้ดูอิดโรยและผ่ายผอมลงกว่าเดิม ผมเผ้า ยุ่งเหยิง ขอบตาบวมแดง
ไปถังจ้องฮูหยินไป๋ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วกล่าวด้วย เสียงแหบพร่าว่า “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าคิดจะทำอะไร เจ้าอยาก จะรวมสกุลไป๋เข้ากับสกุลเฉินใช่ไหมเล่า? ฝันไปเถอะ!”
ฮูหยินไป๋กล่าวด้วยนํ้าเสียงเศร้าสร้อย “ถังเอ๋อร์ เจ้าพูดอะไร?
สกุลไป๋สกุลเฉินอะไรหรือ? ข้าแต่งงานเข้าสกุลไป๋ ย่อมต้องเป็นคน สกุลไป๋ จะเห็นผู้อื่นดีกว่าครอบครัวได้อย่างไรกัน?”
“เช่นนั้นก็ต้องถามตัวเจ้าเองแล้วละ!” ไป๋ถังโมโหจนควันออก หู
ฮูหยินไป๋ทอดถอนหายใจ “ถังเอ๋อร์ เจ้าอย่าได้โมโหไป ข้า เข้าใจว่าเจ้าดูแคลนข้ามาโดยตลอด เจ้าอยากให้ข้าออกจากบ้าน ไป แต่ไม่ว่าเจ้าจะปฏิบัติต่อข้าอย่างไร สำหรับข้าแล้ว เจ้าก็เปรียบ เหมือนลูกสาวที่ข้าให้กำเนิด”
“เช่นนั้นรึ?” ไป๋ถังแดกดัน
ฮูหยินไป๋กล่าวด้วยนํ้าเสียงเป็นห่วงเป็นใยว่า “ทั้งเจ้าและโจว เอ๋อร์ต่างก็ไม่สบาย ข้าทิ้งโจวเอ๋อร์เอาไว้ แล้วมาที่ห้องเจ้า เรื่อง แบบนี้เสแสร้งได้ด้วยหรือ?”
ไป๋ถังถามกลับ “ไม่ใช่หรอกรึ? เจ้าก็แค่แสดงให้ท่านพ่อข้า เห็น!”
ฮูหยินไป๋มีสีหน้าเจ็บปวด “ถังเอ๋อร์ เจ้าพูดเช่นนี้ หักหาญนํ้าใจ ข้าเหลือเกิน พอเถิด เรื่องเก่าไม่ต้องเอ่ยถึง เรื่องการแต่งงานของ เจ้า นายท่านเป็นคนตัดสินใจเอง ข้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น”
ไป๋ถังเอ่ยขึ้นด้วยนํ้าเสียงเย็นชา “เจ้าไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น เจ้า ใช้เขาบังหน้า เพื่อทำเรื่องทุเรศพรรค์นี้! เจ้าอย่าคิดว่าข้าแต่งงาน แล้วสกุลไป๋จะเป็นของเจ้า!”
ฮูหยินไป๋ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดมุมปาก “เจ้าไม่แต่ง แล้ว สกุลไป๋จะไม่เป็นของข้างั้นหรือ?”
ไป๋ตะลึงงันกับท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของนาง
สีหน้าเจ็บปวดและโศกเศร้าของฮูหยินไป๋อันตรธานหายไป มี เพียงการเย้ยหยันด้วยความเกลียดชังเข้ามาแทนที่ นางมองไป๋ถัง ประหนึ่งมองนกคีรีบูนที่ถูกขังอยู่ในกรง แล้วพูดด้วยเสียงที่ได้ยิน เพียงสองคนว่า “น้องชายของเจ้าเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของ ท่านพ่อเจ้า ไม่ช้าก็เร็วสกุลไป๋ก็จะเป็นของเขา ทรัพย์สมบัติของแม่ เจ้าก็ต้องตกเป็นของสกุลเฉิน แต่ว่าสกุลเฉินเป็นของผู้ใดกันนะ? ที่ผ่านมาเจ้าปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้ หลังจากที่แต่งเข้าสกุลเฉินไปแล้ว สกุลเฉินก็ย่อมต้อง ‘ดูแล’ เจ้าแทนข้าอย่างแน่นอน”
ไป๋ถังคิดว่าสมองของคนผู้นี้มีปัญหาแล้วเป็นแน่ ตลอดเวลาที่ ผ่านมาแสร้งทำเป็นอ่อนแอ เหตุใดอยู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นยโสโอหังเช่น นี้ได้เล่า? เป็นเพราะนางกำลังจะแต่งออกไป ดังนั้นฮูหยินไป๋จึงไม่ จำเป็นต้องเห็นหัวนางอีกต่อไปหรือ?
สตรีผู้นี้คิดจะฮุบสกุลไป๋ยังไม่พอ แม้แต่สมบัติของท่านแม่ นางก็ไม่ปล่อย คิดว่าตนเองเป็นใคร?
ฮูหยินไป๋หัวเราะเย็นชา “แม่เจ้าชาติกำเนิดสูงส่งแล้วอย่างไร? สุดท้ายแล้วก็สู้ชาวบ้านอย่างข้าไม่ได้ สมควรแล้วที่ตายเร็ว”
“อย่าพูดถึงท่านแม่ข้าเช่นนั้น!” ไป๋ถังโทสะพลุ่งพล่าน นาง คว้าฮูหยินไป๋เอาไว้!
“เดรัจฉาน! เจ้าทำอะไร!”
นายท่านไป๋แผดเสียงด้วยความโกรธจากด้านหลังฝูงชน
บรรดาบ่าวเฒ่าเปิดทางให้ ไม่รู้ว่านายท่านไป๋มายืนฟังอยู่ ตั้งแต่เมื่อไร
ฮูหยินไป๋ถูกตบเข้าหนึ่งฉาด นางถลาลงบนพื้น แล้วหันไปมอง ไป๋ถังซึ่งใช้แรงทั้งหมดตบประหนึ่งจะให้นางตายคาที่ก็มิปาน
“ฮูหยิน!” บ่าวสูงวัยปรี่เข้ามาพยุงนาง
“หลีกไป!” นายท่านไป๋แผดเสียง บ่าวถอยหลังไป นายท่านไป๋ เข้าไปพยุงฮูหยินไป๋ด้วยตนเอง
ฮูหยินไปสีหน้าอิดโรย ท่าทางคล้ายจะเป็นลม มุมปากมีเลือด ไหล
ตบตีเสียจนเลือดตกยางออก นายท่านไป๋ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่!
ไป๋ถังกลับมองไปยังบิดาของตนด้วยความตกตะลึง มิน่าเล่า ท่าทีของสตรีคนนั้นจึงเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ที่แท้ก็เป็นเพราะนาง พยายามทำให้ไป๋ถังโมโห นางรู้มาตั้งแต่แรกแล้วว่าท่านพ่อมา… หรือว่านางจะเป็นคนพาท่านพ่อมา…
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ…เป็นนาง…นางว่าท่านแม่…”
เพียะ!
ไป๋ถังยังไม่ทันพูดจบ นายท่านก็ไปตบเข้าเต็มฝ่ามือ!
ไป๋ถังถูกตบจนมึนงง…
“นายท่าน อย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ อย่าตีถังเอ๋อร์เลย” ฮูหยินไป๋ โน้มน้าวด้วยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าว
นายท่านไป๋ปัดมือของนางออก “เจ้าให้ท้ายนางเกินไปแล้ว! นางรังแกเจ้าถึงเพียงนี้! นางไม่เห็นหัวแม่อย่างเจ้าด้วยซํ้าไป!”
ฮูหยินไป๋ตอบว่า “ใช่ๆๆ เป็นข้าที่ให้ท้ายถังเอ๋อร์ หากนายท่าน โมโหก็มาลงที่ข้า ถังเอ๋อร์ยังเด็ก…”
“เจ้าเลิกเสแสร้งสักที!” ไป๋ถังนํ้าตานองหน้า
นายท่านไป๋ยกมือขึ้นมาหมายจะตบบุตรสาว ฮูหยินไป๋รีบปรี่ เข้ามาคุกเข้าต่อหน้าเขา “นายท่าน! ท่านอย่าตบตีนาง ข้าขอร้อง!”
สุดท้ายแล้วนายท่านไป๋ก็มิได้ลงไม้ลงมือ เขาหันไปหาไป๋ถัง กล่าวด้วยความโกรธว่า “เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องงามหน้าของเจ้า หรือ? ออกไปเดินเสนอหน้า อยู่กับบุรุษทั้งวัน! คุณชายบ้านไหนจะ อยากแต่งงานกับเจ้า? ชื่อเสียงในตำบลเหลียนฮวาของเจ้าเป็น อย่างไรเจ้าไม่รู้บ้างเลยหรือ? ลูกพี่ลูกน้องของเจ้ายินดีจะแต่งงาน กับเจ้า ก็นับว่าเป็นบุญเท่าไร! เจ้ายังมาตีอกชกหัว แล้วเอาความ โกรธมาลงที่แม่เจ้า! แม่เจ้าไม่ดีกับเจ้าตรงไหน! หากไม่ใช่เพราะ นาง ป่านนี้แม้แต่สกุลเฉิน เจ้าก็คงแต่งเข้าไปไม่ได้!”
สิ่งที่กรีดแทงหัวใจของนางมากกว่าความเจ็บจากการถูกตบ หน้าก็คือคำพูดของนายท่านไป๋
ไป๋ถังพยายามอย่างมากที่จะเป็นบุตรสาวที่ท่านพ่อภาคภูมิใจ ไม่คาดคิดเลยว่าสิ่งที่นางกัดฟันทนฝ่าฟันมาทั้งหมด กลับมิได้อยู่ ในสายตาของท่านพ่อเลยแม้แต่น้อย
“นำของเข้าไปวาง!”
นายท่านไป๋ตะคอก บรรดาบ่าวต่างก็รีบนำถาดเข้าไปจัดวาง เอาไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย
ไป๋ถังเดินเข้าไปในห้อง มองไปยังกรรไกรบนโต๊ะเครื่องแป้ง
ประตูห้องปิดลงด้านหลังของนาง หยดนํ้าตาใสไหลรินลงอาบ แก้ม