หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 27.1 ครอบครัวสี่คน
ลูกชายเรียกพ่อ (1)
อวี๋เซ่าชิงได้รับการปล่อยตัวออกมาตามคำแนะนำของเหล่า ขุนนางที่ทูลต่อฮ่องเต้ ทว่าเขายังเป็นผู้ต้องสงสัย จึงไม่อาจขยับ ตัวออกจากตำบลเหลียนฮวาได้ กระนั้นคนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย เช่นเดียวกันอย่างเหยียนฉงหมิงก็ไม่สามารถออกไปจากเมือง หลวงได้
ระหว่างคนสองคน มีคนหนึ่งที่เป็นวีรบุรุษตัวจริง ชาวบ้านมิได้ มีความเห็นต่อท่าทีของฮ่องเต้ เพียงแต่ตั้งหน้าตั้งตารอให้หาหลัก ฐานพบและเปิดเผยความจริงได้ในเร็ววัน
ฮ่องเต้มอบหมายเรื่องนี้ให้องค์ชายรอง ให้เขาร่วมมือกับคุก หลวงสืบหาความจริง
หลังจากเข้าเฝ้าเสร็จ เหยียนฉงหมิงมิได้ไปที่ใดต่อ เขาห้อ ตะบึงกลับจวนสกุลเหยียนทันที
เขารีบร้อนรุดเข้าไปยังเรือนชั้นใน แล้วถามสาวใช้ซึ่งกำลัง กวาดพื้นอยู่ “คุณหนูใหญ่เล่า?”
สาวใช้ถูกนายท่านซึ่งโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ทำให้ตกใจกลัว จึง ตอบตะกุกตะกักว่า “อยู่…อยู่ที่ศาลาเจ้าค่ะ”
เหยียนหรูอวี้กำลังเดินหมากล้อมอยู่ในศาลา หมากล้อมชุดนี้
ตกทอดมานับร้อยปี ว่ากันว่าไม่มีผู้ใดแก้ได้ นางไม่เชื่อเป็นอันขาด
ลี่จื่อถูกรถม้าขององค์หญิงซยงหนูทับจนขาหัก ทุกวันนี้ข้าง กายของเหยียนหรูอวี้ได้เปลี่ยนเป็นบ่าวระดับสองคนหนึ่ง นางชื่อ ว่าไฉ่ฉิน
ไฉ่ฉินไม่ได้ฉลาดเฉลียวเท่าลี่จือ ทว่ากลับไม่ได้เอะอาย โวยวายเหมือนลี่จือ นางเพียงยืนนิ่งเงียบอยู่ด้านข้าง
“น้องสาว!” เหยียนเซี่ยเดินเข้ามา ใช้สายตาประเมินไฉ่ฉิน
เหยียนหรูอวี้พูดอย่างไม่รีบร้อน “อย่ายุ่มย่ามกับบ่าวของข้า”
เหยียนเซี่ยเบะปาก เขาเป็นนายท่านของจวนนี้ ยุ่มย่ามกับ บ่าวแล้วอย่างไร? เพียงแต่บ่าวคนนี้ยืนนิ่ง มิได้ประจบประแจงเขา เหมือนกับลี่จือ ทำให้เหยียนเซี่ยหมดความสนใจในบัดดล หันไป จับจ้องเหยียนหรูอวี้ด้วยสายตาเปี่ยมความคาดหวัง “น้องสาวเดิน หมากอยู่หรือ? เล่นคนเดียวจะไปสนุกอะไร? พี่ชายจะเล่นเป็น เพื่อนเจ้าเอง!”
พูดจบก็ปัดหมากทั้งกระดาน ทำให้ความพยายามของเหยียน หรูอวี้ตลอดช่วงเช้านั้นหายลับไปกับตา
เหยียนหรูอวี้สีหน้าถมึงทึง “หากท่านไม่มีอะไรทำก็ไปเรียน หนังสือหรือรำกระบี่สิ! อย่ามาหาเรื่องข้า!”
เหยียนเซี่ยโมโหจนตาปูดโปน “เจ้าพูดกับพี่ใหญ่เจ้าแบบนี้รึ? เจ้าไม่รู้จักลำดับอาวุโสหรืออย่างไร? ข้าว่าหลังจากที่เจ้าเกี่ยวดอง
กับจวนคุณชายเยี่ยนแล้ว เจ้าก็ยิ่งไม่เห็นพี่ชายอยู่ในสายตา! เจ้า คิดว่าเจ้าเก่งกาจนักหรือ?”
เหยียนหรูอวี้กล่าวด้วยนํ้าเสียงเย็นเยียบ “ข้าไม่เก่งกาจ? เช่น นั้นท่านพี่ออกมาจากคุกหลวงได้อย่างไร? สกุลเหยียนพ้นโทษได้ อย่างไร? ท่านพ่อได้เป็นท่านโหวได้อย่างไร? พี่ใหญ่ทำเรื่องรนหาที่ ตายมากเพียงนั้น แต่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ได้อย่างไรกัน?”
“จะ…เจ้า…” เหยียนเซี่ยพูดจาตะกุกตะกัก เด็กคนนี้กล่าวได้ ถูกต้องทุกประการ ที่สกุลเหยียนกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง ก็ล้วน เป็นเพราะน้องสาวของเขา มิเช่นนั้นครอบครัวของเขาก็คงยังนอน อยู่ในคุก อย่าว่าแต่ท่านพ่อของพวกเขาได้เป็นท่านโหวเลย แม้แต่ ข้าวก็เกรงว่าคงจะกินไม่อิ่มท้อง
เข้าใจก็เข้าใจอยู่หรอก แต่เหยียนหรูอวี้ปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้ ทำให้เหยียนเซี่ยโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จ้องเขม็งไปยังเหยียนหรูอวี้ แค่นเสียงขึ้นจมูก “อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ความลับของเจ้า”
เหยียนหรูอวี้สีหน้าขึงขังขึ้นทันที “ความลับอันใด?”
สายตาของเหยียนเซี่ยไปหยุดที่หน้าท้องแบนราบของเหยียน หรูอวี้
เหยียนหรูอวี้กำหมัดใต้แขนเสื้อแน่น
“อวี้เอ๋อร์!”
เหยียนฉงหมิงเข้ามาขัดจังหวะช่วงหน้าสิ่วหน้าขวานของ
สองพี่น้อง เขาจับเสื้อขึ้น หายใจเป็นช่วงๆ แล้วบอกกับไฉ่ฉินว่า
“ไป…ไปรินนํ้าชามาให้ข้า!”
“เจ้าค่ะ” ไฉ่ฉินตอบรับ
สองพี่น้องปรับสีหน้าเป็นปกติ
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” เหยียนฉงหมิงเอ่ยถามบุตรชาย
เหยียนเซี่ยกล่าวว่า “ข้ามาเดินหมากเป็นเพื่อนน้อง”
เหยียนฉงหมิงถลึงตาใส่บุตรชาย “ความสามารถด้านหมาก ล้อมของเจ้าตํ่าเตี้ยเรี่ยดินเช่นนี้ ข้าว่าเจ้าต้องแพ้น้องอย่าง แน่นอน! ยังไม่รีบไปเรียนหนังสืออีก! โตถึงเพียงนี้ จะรอให้ข้าขอ ตำแหน่งให้เจ้าหรืออย่างไร?”
ทุกคนในบ้านล้วนรักและเอ็นดูน้องสาว นับวันเขายิ่งไม่เหลือ ที่ยืนในบ้าน เหยียนเซี่ยแค่นเสียงขึ้นจมูก สะบัดแขนเสื้อเดินออก ไปจากศาลา
โดยรอบปราศจากคน เหยียนฉงหมิงนั่งลงด้วยความตื่น ตระหนก “อวี้เอ๋อร์ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! อวี๋เซ่าชิงออกมาจากคุก แล้ว!”
มือของเหยียนหรูอวี้ซึ่งกำลังวางหมากหยุดชะงักครู่หนึ่ง “พบ พยานแล้วหรือ? เช่นนั้นท่านพ่อมีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?”
หากอวี๋เซ่าชิงไร้ความผิด คนที่ผิดย่อมต้องเป็นเหยียนฉงหมิง หากเป็นเช่นนั้นเขาคงจะมิได้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยในบ้านอีกต่อ
ไปแล้ว
เหยียนฉงหมิงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในราชสำนักให้บุตรสาวฟัง
เหยียนหรูอวี้คิดว่าเรื่องนี้ไม่ง่าย แม้ความดีความชอบของ บิดานางจะยิ่งใหญ่ ทว่ายังเป็นมือใหม่ในราชสำนัก เหตุใดจึงมี ขุนนางจำนวนมากแก้ต่างแทนเขากัน? หากเป็นเรื่องบังเอิญ ก็ ออกจะบังเอิญไปสักหน่อย หากไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นางก็คิดไม่ออก ว่าใครเป็นคนทำ
องค์ชายรอง? หรือว่าคุณชายเยี่ยน?
ลงทุนลงแรงถึงเพียงนี้เพื่อสตรี จะไม่มากไปสักหน่อยหรือ? เมื่อใดที่เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ฮ่องเต้ย่อมต้องสงสัยอย่าง แน่นอน
“พอแล้ว ข้าไม่คิดแล้ว” เหยียนหรูอวี้กดขมับที่ปวดหนึบ
“เป็นอะไรหรือ อวี้เอ๋อร์” เหยียนฉงหมิงเอ่ยถามด้วยความเป็น ห่วง
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” เหยียนหรูอวี้หยิบหมากสีขาวขึ้นมา แล้ว บอกกับเหยียนฉงหมิงว่า “ไม้เด่นเกินพงพนา ลมพัดมาย่อมหัก โค่น[1] ดูแล้วฝ่าบาทคงจะริษยาท่านพ่อ”
“อ่อ…” เหยียนฉงหมิงตะลึงงัน
เหยียนหรูอวี้ยิ้มจางๆ กล่าวว่า “ฝ่าบาททรงไม่ปรารถนาให้มี เซียวเจิ้นถิงคนที่สอง ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้ท่านพ่อรู้ว่า
แท้จริงแล้วใครเป็นผู้กุมชะตาชีวิตของท่านพ่อ ไม่ใช่ประชาชน ไม่ใช่เหล่าขุนนาง หากแต่เป็นโอรสสวรรค์ที่ไม่มีผู้ใดสูงส่งเกิน”
เหยียนฉงหมิงขบคิดคำพูดของบุตรสาว
เหยียนหรูอวี้กล่าวต่อว่า “ต่อไปท่านพ่อจำต้องถ่อมตน ทว่า หากมีผู้ใดมาผูกมิตร ก็ไม่ต้องสนใจ”
เหยียนฉงหมิงตกใจ “หา? เช่น…เช่นนั้นจะดีหรือ? หากเรื่อง นี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของข้าก็คงย่อยยับ”
เหยียนหรูอวี้ตอบเสียงราบเรียบว่า “ชื่อเสียงย่อยยับไม่สำคัญ การทำให้ไม่มีคนกล่าวโทษท่านได้นั้นสำคัญกว่า ท่านพ่อดูคุณ ชายเยี่ยน ก็จะเข้าใจว่าฝ่าบาททรงโปรดคนอย่างไร”
คนทั้งโลกหันหลังให้แล้วอย่างไร? ขอเพียงมีฝ่าบาทคอยคุุ้ มกะลาหัวอยู่ ชีวิตก็จะรุ่งโรจน์ มีกินมีใช้ไปทั้งชาติ!
“แต่ว่า…” เรื่องนี้เหยียนฉงหมิงเข้าใจดี กระนั้นก็ยังมีอีก เรื่องหนึ่งที่ทำให้เขาวางใจไม่ลง “แม่ทัพเซียวมีทหารคนสนิทชื่อว่า โจวไหว เขารู้ว่าข้าไม่เคยพบกับแม่ทัพเซียว อู๋ซันกำลังไปตามหา เขา หากพาเขากลับมาได้จริง เรื่องนี้ก็จะเลยเถิดกันไปใหญ่”
เหยียนหรูอวี้หลุบตาลง บีบหมากสีดำในมือแน่น “ให้พวกเขา มีปัญญาตามเขาเจอแล้วค่อยว่ากัน”
……
อวี๋เซ่าชิงได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว คนสกุลอวี๋ต่างก็โล่งอก
โล่งใจไปตามกัน ก่อนหน้าที่อู๋ซันมาที่บ้านและเล่าว่าอวี๋เซ่าชิงถูก จับเข้าคุกหลวง ลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่เกือบลมจับเสียแล้ว โชค ดีที่ในตอนนี้อวี๋เซ่าชิงกลับมาแล้ว
ได้ยินว่าชีวิตในคุกนั้นแสนลำบาก คนที่ถูกจับเข้าไปล้วนถูก ทุบตีและปล่อยให้หิวโหย น้องสามจะต้องทุกข์ทรมานเป็นแน่
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าด้านหน้าประตู ลุงใหญ่ก็ถือไม้เท้าเดิน ออกไป “น้องสามเจ้าดูผอม…ท้วมแล้ว…”
เขาไม่ได้รู้สึกไปเองใช่หรือไม่? เหตุใดน้องสามเข้าคุกไป แต่ หน้ากลมขึ้นเล่า?
ในกองทัพยังต้องฝึกซ้อมและออกรบ แต่อยู่ในคุกหลวงกับได้ แต่นอนๆๆ กินๆๆ แล้วก็นอนๆๆ แล้วก็กินๆๆ อาหารที่ลุงวั่นจัด เตรียมให้นั้นมีมากและหลากหลายเสียยิ่งกว่าอาหารในคืนฉลอง วันส่งท้ายปี อวี๋เซ่าชิงรู้สึกเสียดาย จึงกินจนหน้ากลมด้วยประการ ฉะนี้
ทว่าที่กล่าวว่าหน้ากลมนั้น ก็เพราะเปรียบเทียบกับอวี๋เซ่าชิงผู้ ผอมโซก่อนหน้านี้ การข้ามหุบเขาหิมะทำให้เหล่าทหารกล้าล้วน ผ่ายผอม ในระยะเวลาครึ่งเดือนก็ไม่อาจทำให้อวี๋เซ่าชิงมีเนื้อหนัง ขึ้นมาได้ แต่ลุงวั่นมีวิธี
บัดนี้อวี๋เซ่าชิงร่างกายกำยำและหล่อเหลาอย่างแท้จริง จน นางเจียงยืนตาเป็นประกายอยู่ข้างๆ
“ซู้ด~” นางเจียงสูดนํ้าลาย
ฝีมือทำอาหารของลุงใหญ่นั้นยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่อวี๋เซ่าชิงชอบ กินมากที่สุดกลับเป็นพริกหยวกทอดและไข่เจียวกุยช่ายฝีมือป้า สะใภ้ใหญ่ เพราะให้ความรู้สึกประหนึ่งรสมือแม่
…………………………………………………
[1] ไม้เด่นเกินพงพนา ลมพัดมาย่อมหักโค่น เปรียบเปรยถึงผู้ที่โดด
เด่น ย่อมตกเป็นเป้าหมายในการโจมตี
บทที่ 27.2 ครอบครัวสี่คน
ลูกชายเรียกพ่อ (2)
หลังจากที่ทุกคนในครอบครัวกินอาหารเย็นกันอย่างมีความ สุข ลุงใหญ่ก็ให้อวี๋ซงพาเด็กเล็กทั้งสองไปหาสือโถวที่บ้านนาย พราน
“ทำไมเป็นข้าอีกแล้ว?” อวี๋ซงบ่นอุบ อย่าคิดว่าเขาไม่รู้ว่า คนในบ้านจะปิดประตูคุยธุระกัน เขาก็เป็นผู้ใหญ่แล้วนะ อายุ มากกว่าอาหวั่นเสียด้วยซํ้า! เหตุใดคนที่ต้องเป็นผู้นำเหล่าเด็กเล็ก ต้องเป็นเขาด้วยเล่า?
“พี่รองอย่างอแง เอ้า ข้าให้ขนม” อวี๋หวั่นยัดกล่องขนมที่ซื้อ มาจากเมืองหลวงใส่มืออวี๋ซง พลางมองเขาด้วยสายตาเอ็นดู ประหนึ่งกำลังมองลูกสุนัข
อวี๋ซง…อวี๋ซงโมโหจนกินขนมจนหมดกล่อง ไม่เหลือให้น้อง ชายและน้องสาวแม้แต่ชิ้นเดียว!
หลังจากที่เด็กๆ ออกไป ลุงใหญ่ก็เอ่ยขึ้นว่า “น้องสาม สรุป แล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
ลุงใหญ่เลี้ยงอวี๋เซ่าชิงมาตั้งแต่เล็กจนโต เขาไม่เชื่อเป็นอัน ขาดว่าอวี๋เซ่าชิงจะหน้ามืดตามัวทำเรื่องพรรค์นั้นเพียงเพราะ ความโลภ
อวี๋เซ่าชิงไม่รู้ว่าควรเริ่มเล่าจากตรงไหนดี
ป้าสะใภ้ใหญ่เอ่ยถาม “ใช่แล้ว น้องสาม วันที่เจ้าหายไป พวก เราตกใจแทบแย่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ที่ว่าการว่าอย่างไร?”
ป้าสะใภ้ใหญ่ไม่รู้จักคุกหลวง รู้เพียงว่าสถานที่ที่ใช้คุมขังคน ทำผิดเรียกว่าที่ว่าการ
อวี๋เซ่าชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด เว้นเอา ไว้เพียงเรื่องที่ตนได้รับความอยุติธรรมในค่ายทหาร และเรื่อง ประสบการณ์หฤโหดขณะข้ามเขาหิมะด้วย
อวี๋เฟิงขมวดคิ้ว “เช่นนี้ก็หมายความว่าแม่ทัพกุยเต๋อหลางอะ ไรนั่นแย่งความดีความชอบของอาสามไป เขาได้รับตำแหน่ง แต่ อาสามกลับต้องเข้าคุก”
“แม่ทัพกุยเต๋อหลาง? ทำไมชื่อนี้คุ้นหูจัง?” อวี๋หวั่นชะงัก เธอ มองหน้าอวี๋เฟิง ทั้งสองคนรู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล
“ท่านพ่อ แม่ทัพกุยเต๋อหลางเป็นมาอย่างไรกัน?” อวี๋หวั่นถาม
อวี๋เซ่าชิงตอบ “เป็นลูกชายแม่ทัพเจิ้นเป่ยคนก่อน”
จวนแม่ทัพเจิ้นเป่ย…อย่างนั้นเขาก็คือพ่อของเหยียนหรูอวี้ ไม่ใช่หรือ?
ลูกสาวหน้าไม่อาย พ่อยิ่งหน้าไม่อายเข้าไปใหญ่ แย่งความดี ความชอบทางทหารก็ยังทำได้ลงคอ ชั่วช้าสามานย์จริงๆ!
แต่จะว่าไป อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าเหยียนโหวคือพ่อของเหยียนหรูอวี้ก็
มิใช่เรื่องแปลก แต่เยี่ยนจิ่วเฉาย่อมต้องรู้เรื่องนี้ กระนั้นเขากลับ ยืนอยู่ข้างท่านพ่อของเธอโดยไม่สนสิ่งใด หมายความว่าระหว่างเห ยียนโหวและพ่อของเธอ เขาเลือกที่จะเชื่อพ่อของเธอ
เมื่อรู้เช่นนี้ อวี๋หวั่นก็พลันรู้สึกดีใจขึ้นมา
ดวงตาของอวี๋หวั่นเป็นประกาย มองไปยังบิดา “ท่านลุงอู๋ไป ตามหาโจวไหว ข้าเชื่อว่าเขาจะต้องหาเจอ เมื่อหาโจวไหวเจอ ก็จะ เปิดโปงแผนการของเหยียนโหวได้ ท่านพ่อก็จะพ้นผิด!”
ดึกแล้ว ทั้งสามคนกลับบ้านไป ส่วนอวี๋ซงพาเถี่ยตั้นตามกลับ ไป
อวี๋หวั่นไปต้มนํ้าร้อนหม้อใหญ่ในห้องครัว เมื่อออกมาก็พบว่า เถี่ยตั้นน้อยกำลังนั่งอยู่บนธรณีประตูห้องโถง เขาดูเหงาหงอย และน่าสงสาร
อวี๋หวั่นหอบฟืนเดินมานั่งลงข้างๆ เขา “เป็นอะไรหรือ?”
เถี่ยตั้นน้อยดึงมือขวาไปด้านหลัง
มีพิรุธ!
อวี๋หวั่นหัวเราะพลางมองเขา “ไม่ต้องซ่อนแล้ว! ไม่ใช่หินหรอก หรือ? พี่ไม่อยากได้ของเจ้าหรอก”
เถี่ยตั้นน้อยตอบว่า “ไม่ใช่ก้อนหินธรรมดาสักหน่อย!”
อวี่หวั่นคิ้วกระตุก “อ้อ งั้นเป็นหินอะไรล่ะ?”
เถี่ยตั้นน้อยไม่ตอบ
อวี๋หวั่นเอื้อมไปหยิบหินจากมือของเขามา
“ไอ้หยา!” เถี่ยตั้นน้อยตกใจ รีบยื่นมือไปแย่งกลับมา
อวี๋หวั่นเอี้ยวตัวหลบมือน้อยๆ ของเขา แล้วยกหินก้อนนั้นขึ้น มาส่องกับแสงจันทร์ “เจ้าขัดเองหรือ?”
ผิวหยาบของหินก้อนนี้ถูกขัด ไม่รู้ว่าขัดให้เป็นรูปอะไร ดูไม่ สวยงามเอาเสียเลย แต่ว่าเด็กน้อยนั่งที่พื้น ค่อยๆ ขัดออกมาเช่นนี้ ย่อมต้องทุ่มเทแรงกายและเวลาเป็นอย่างมาก
“คืนข้ามานะ!” เถี่ยตั้้นน้อยแย่งก้อนหินคืนมา
อวี๋หวั่นถามเขาว่า “ขัดได้สวยขนาดนี้ เจ้าจะเอาไปให้ใคร หรือ?”
เถี่ยตั้นน้อยเบือนหน้าไปทางอื่น “ไม่ให้ท่านหรอก”
อวี๋หวั่นถามเล่นๆ ก็เท่านั้น แต่เขาตั้งใจจะนำหินไปให้คนจริงๆ ด้วย เธอจึงเย้าหยอกเขาว่า “ให้ท่านพ่อหรือ?”
“มะ…ไม่ใช่!” เถี่ยตั้นน้อยหูแดง แต่ก็ปฏิเสธ
“ใช่”
“ไม่ใช่สักหน่อย!”
อวี๋หวั่นใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปบนอกของเถี่ยตั้นน้อยเบาๆ “โกหก ไปก็ไม่มีประโยชน์ ในใจเจ้าย่อมรู้ดี พี่ได้ยินหมดแล้ว”
เถี่ยตั้นน้อยใช้มือกุมหน้าอกของตน “ไอ้หยา ท่านได้ยินได้ อย่างไร?”
สารภาพออกมาเองเลย
เด็กเล็กนี่หลอกง่ายจริงๆ
อวี๋หวั่นยกยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย “ไม่บอกเจ้าหรอก”
เถี่ยตั้นน้อยกัดฟันกรอด อวี๋หวั่นสะกิดไหล่เถี่ยตั้นน้อย “ท่าน พ่ออยู่ในสวนหลังบ้าน”
“ขะ…ข้า…ข้า…ข้าสนที่ไหนกันล่ะ?” เถี่ยตั้นน้อยยืนขึ้น แล้ว เดินตรงไปหลังบ้าน
อวี๋เซ่าชิงกำลังทำกรงไก่อันใหม่ กรงไก่เดิมพังไปแล้วหนึ่งอัน ไก่สองตัวถูกขังอยู่ในกรงเดียวกัน ก็มักจะตีกันอยู่เสมอ ทั้งยังจิก ไข่ของอีกตัวจนแตก อวี๋เซ่าชิงจึงคิดว่าจะทำกรงไก่ให้เสร็จก่อนเข้า นอน
เถี่ยตั้นน้อยยืนอยู่ที่ประตูหลังของโถงกลางบ้าน มองไปยัง ท่านพ่อซึ่งทำงานจนเหงื่อตกอยู่หลังบ้าน
ท่านพ่อขยันและเก่งกาจ ทั้งยังทำกับข้าวเป็น ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่หยิ่งยะโส ที่สำคัญที่สุดก็คือหน้าตาหล่อเหลา
“เถี่ยตั้นน้อยมาแล้วหรือ?” อวี๋เซ่าชิงเงยหน้าขึ้น มองไปยัง ลูกชายสุดที่รัก แล้วก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยนด้วยความเอ็นดู
เถี่ยตั้นน้อยรีบก้มหน้างุด
เขาวางกรงที่เพิ่งทำไปได้เพียงครึ่งเดียวลง แล้วเข้าไปอุ้ม เถี่ยตั้นน้อยขึ้นมา
เถี่ยตั้นน้อยมิใช่ไม่เคยถูกคนอุ้ม ท่านพี่ก็อุ้มเขา พี่ใหญ่และพี่ รองก็อุ้มเขา แต่ว่าไม่เหมือนกับบุรุษคนนี้
เหมือนกับว่า…เหมือนกับว่าเขากลัวความมืด แต่ว่าตอนนี้ เขาไม่กลัวอีกแล้ว
อวี๋เซ่าชิงอุ้มเขาเข้าไปในบ้าน ชี้ไปยังกล่องสองใบบนโต๊ะ “เปิด ดูสิ”
เถี่ยตั้นน้อยเปิดกล่องดู
กล่องด้านซ้ายมีพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่งฝนหมึก ส่วน กล่องด้านขวามีกระบี่ไม้ซึ่งมีขนาดกำลังพอดีและทำออกมาได้ อย่างประณีตงดงาม
สายตาของเถี่ยตั้นน้อยถูกของเหล่านี้ดึงดูดไปชั่วขณะหนึ่ง
ท่านพ่อรับปากเอาไว้ ว่าจะซื้อของขวัญมาให้เขาสองชิ้น ท่าน พ่อก็ทำเช่นนั้นจริงๆ
อวี๋เซ่าชิงซื้อของเหล่านี้หลังออกมาจากคุกหลวงและกำลังจะ เดินทางกลับหมู่บ้าน แม้ว่าจะเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น เขาก็ไม่เคย ลืมสัญญาที่ให้เอาไว้กับบุตรชาย
อวี๋เซ่าชิงมองเถี่ยตั้นน้อยแล้วพูดว่า “พ่อไม่รู้ว่าเจ้าชอบเรียน หนังสือ หรือว่าชอบฝึกวิทยายุทธ์ หากเจ้าอยากเรียนวิทยายุทธ์
พ่อจะสอนให้เจ้าเอง แต่ถ้าเจ้าอยากเรียนหนังสือ พ่อก็จะส่งเจ้าไป โรงเรียน”
เถี่ยตั้นน้อยก้มหน้า
“นั่นอะไรน่ะ?” อวี๋เซ่าชิงสังเกตเห็นก้อนหินที่เถี่ยตั้นน้อยวาง เอาไว้บนโต๊ะโดยไม่ทันระวัง
“ไม่มีอะไร!” เถี่ยตั้นน้อยรีบเข้าไปคว้าก้อนหิน
อวี๋เซ่าชิงหัวเราะ “เช่นนั้นพ่อไปทำงานก่อน”
พูดจบ อวี๋เซ่าชิงก็ลูบศีรษะของเถี่ยตั้นน้อยเบาๆ แล้วลุกขึ้น เดินออกไป
เถี่ยตั้นน้อยมองด้านหลังของเขา แล้วก็พูดขึ้นมาว่า “หลัง… หลังจากนี้ท่านอย่ามีเรื่องแล้วได้ไหม?”
อวี๋เซ่าชิงหันไปมองอย่างไม่เข้าใจนัก
คนในครอบครัวต่างก็ปิดเรื่องที่คุกหลวงกับเด็กทั้งสอง แต่ เด็กคนนี้สังเกตเห็นความผิดปกติอย่างนั้นหรือ?
“กว่า…กว่าข้าจะมีท่านพ่อสักคนได้ ถ้าอยู่ๆ หายไปละก็…” เสียงของเขาเบาลงเรื่อยๆ จนสุดท้ายเสียงก็หายไปประหนึ่งถูกเขา กลืนลงท้อง
ทว่าคำพูดของเขากลับทำให้อวี๋เซ่าชิงทำตาโต “เมื่อครู่เจ้า เรียกข้าว่าอะไรนะ?”
“ข้าเปล่า” เถี่ยตั้นน้อยกอดอก
อวี๋เซ่าชิงดีใจเหลือเกิน เขาสาวเท้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของ บุตรชาย นั่งยองอยู่ในระดับเดียวกับเขา สีหน้าปกปิดสีหน้าที่เต็ม ไปด้วยความปลื้มปีติ “เรียกอีกครั้งหนึ่งสิ!”
“ไม่เรียก” เถี่ยตั้นน้อยตอบ
“ครั้งเดียว” อวี๋เซ่าชิงกล่าว
“ไม่เรียก!”
อวี๋เซ่าชิงดึงเขาเข้ามากอด แล้วกล่าวด้วยนํ้าเสียงวิงวอน “เด็กดี เรียกพ่อสักครั้งเถิด”
“ใครจะเรียกท่านกัน?” เถี่ยตั้นน้อยดิ้นหลุดจากอ้อมแขนของ เขา แล้ววิ่งเตาะแตะออกไป!
วิ่งออกไปแล้ว แต่ก็จำต้องวกกลับมาหยิบกล่องของขวัญสอง ใบ แล้ววิ่งออกไปอีกครั้ง!
ย่างเข้ากลางดึก คนทั้งหมู่บ้านต่างหลับใหล อวี๋หวั่นเองก็ หายใจอย่างสมํ่าเสมอ
เถี่ยตั้นน้อยซึ่งนอนอยู่ข้างเธอลืมตาขึ้น ค่อยๆ ปีนข้ามตัวพี่ สาว เขาลงจากเตียง สวมรองเท้า แล้วเดินไปยังห้องฝั่งตรงข้าม
เขาเขย่งปลายเท้า แล้วนำก้อนหินซึ่งถืออยู่ในมือจนอุ่นใส่ไว้ ใต้หมอนของอวี๋เซ่าชิง
จากนั้นเขาก้มหน้า พูดกับอวี๋เซ่าชิงซึ่งกำลังหลับสบายว่า
“ท่านพ่อ”