หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 3.1 ฉกเด็กจํ้ามํ่าคืน (1)
ฟ้ายังไม่สว่าง เถี่ยตั้นน้อยก็เลิกผ้าห่มขึ้นและกระโดดลงจาก เตียง
“ท่านพี่ ท่านพี่ตื่นเร็ว! เช้าแล้ว เช้าแล้ว!”
“ท่านแม่อย่านอนต่อ! วันนี้ท่านต้องพาข้าไปเมืองหลวง!”
“ท่านพี่!”
“ท่านแม่!”
เถี่ยตั้นน้อยวิ่งเข้าออกสองห้องไปมา แผดเสียงดังลั่น จนอวี๋ หวั่นหมดอารมณ์ที่จะโกรธ
หลังจากอวี๋หวั่นล้างหน้าและเปลี่ยนชุดก็ไปเก็บไข่จากเล้าไก่ เธอเก็บได้วันละสามฟอง หักส่วนของเถี่ยตั้นน้อยไปวันละฟอง ส่วนที่เหลือนำไปเก็บไว้ จำนวนนั้นมีไม่น้อย หากพวกเขาได้เข้า รอบของวันพรุ่งนี้ ไข่เหล่านี้ก็จะมีประโยชน์
เธอหาได้กล่าวเกินจริง ไข่ที่บ้านของเธออร่อยกว่าตามท้อง ตลาดจริงๆ
นางเจียงไม่ได้ตื่นเช้าเช่นนี้บ่อยนัก ตอนไปทานอาหารเช้าที่ บ้านหลังเก่า เปลือกตาของนางยังคงปิดอยู่
อวี๋ซงจงใจใส่ขิงลงในชามของนางชิ้นหนึ่ง
ลุงใหญ่เคาะหัวบุตรชายด้วยตะเกียบ!
อวี๋หวั่นหยิบขิงออกมาสลับกับชิ้นเนื้อปลาให้มารดา
นางเจียงกินปลาด้วยความสะลึมสะลือ
กระทั่งมื้อเช้าผ่านไป นางเจียงก็ยังไม่ตื่น
เมื่อรถม้าของนายท่านฉินมาถึง ยังไม่ทันที่นายท่านฉินจะได้ กล่าวทักทาย นางเจียงก็อุ้มเถี่ยตั้นน้อยขึ้นมานั่งในรถม้าและหลับ ไป
“ดะ…เด็กสาวผู้นั้นเป็นใครรึ?” นายท่านฉินมึนงงเล็กน้อย
“เด็กสาว?” อวี๋หวั่น “นั่นคือท่านแม่ของข้า”
“อา…” นายท่านฉินตกตะลึงที่เด็กสาวผู้นี้เป็นมารดาของ บุตรสองคนแล้ว…แน่นอน นางเกล้ามวยผมแบบสตรีที่แต่งงาน แล้ว ทว่าดูอย่างไรก็ยังเด็กและงดงามยิ่งนัก
อวี๋หวั่นเอ่ยขู่ “ท่านอย่าได้คิดเชียว ข้าอาจไม่ขายเต้าหู้ให้ท่าน อีก อย่ายุ่งกับท่านแม่ของข้า”
“แค่ก!” นายท่านฉินสำลัก “ข้าจะคิดได้อย่างไร? ข้ามี ครอบครัวแล้ว”
เพียงแต่มิเคยเห็นผู้งามเกินจริงเช่นนี้ หากพูดถึงหน้าตา แม่ นางอวี๋ตรงหน้าก็มีรูปโฉมดั่งนางสวรรค์เช่นกัน ทว่าแม่นางอวี๋คือ รุ่นเล็ก ในสายตาของเขาก็คือความงามของเด็ก ส่วนฮูหยินผู้นี้ กลับมีเสน่ห์ที่อธิบายได้ยากมากกว่าหลายส่วน
แน่นอนว่าเขาก็อดชมไปคราหนึ่งไม่ได้เท่านั้น จะให้เขาทำ อะไร เขามิได้ไร้ศีลธรรมขนาดนั้น
อวี๋หวั่น นางเจียง เถี่ยตั้นน้อยนั่งรถม้าหนึ่งคัน และบุรุษสามสี่ คนนั่งรถม้าอีกหนึ่งคันไปยังเมืองหลวงอย่างเร่งรีบ
เมื่อรู้ว่านางเจียงและเถี่ยตั้นน้อยกำลังจะไปเยี่ยมชมเมือง หลวง นายท่านฉินจึงรีบจัดแจงสารถีและผู้ติดตามให้พาพวกเขา ไปดูรอบเมืองหลวง อวี๋ซงย่อมไปด้วยเช่นกัน
อวี๋หวั่น ลุงใหญ่และอวี๋เฟิงเข้าไปในหอเทียนเซียงที่ถนนฉาง อัน
หลังจากการแข่งขันสามรอบเมื่อวาน พ่อครัวหนึ่งร้อยคนหาย ไปมากกว่าครึ่ง เหลือไม่ถึงสามสิบคนที่ได้เข้าสู่ ‘การประลอง’ ใน วันนี้
พ่อครัวรุ่นใหญ่เมื่อวานไม่อยู่แล้ว พ่อครัวชาววังสองสามคน มาชิมอาหารแทน
ทั้งองค์ชายรอง ทั้งพ่อครัวชาววัง ดูเหมือนหอเทียนเซียงทุ่ม เงินจำนวนมากเพื่อรักษาหน้าที่เยี่ยนจิ่วเฉาทำลายไป ไม่รู้ว่าพ่อ ครัวของพวกเขายังยิ้มได้อยู่หรือไม่
นายท่านฉินรีบเดินเข้าไปในห้องด้านหลังด้วยสีหน้า เคร่งเครียด “การต่อสู้อันดุเดือด…”
“ท่านว่าอย่างไรนะ?” อวี๋หวั่นถาม
นายท่านฉินรู้สึกปวดศีรษะ “หนึ่งในสาม สุดท้ายจะเหลือ เพียงคนเดียวที่ได้เข้าแข่งขันในวันพรุ่งนี้”
“เหตุใดมีคนเดียว? ปีก่อนมิใช่สามคนหรอกหรือ?” อวี๋เฟิงเอ่ย ทัก เมื่อวานเขาได้ทราบข้อมูลการแข่งขันจากผู้จัดการชุยมาไม่ น้อย
นายท่านฉินทอดถอนใจ “เช่นนั้นจะเรียกว่าการต่อสู้อันดุ เดือดหรือ?”
กฎถูกกำหนดโดยคน หากผู้จัดงานต้องการเช่นนี้ นายท่าน ฉินก็ทำอันใดไม่ได้ นายท่านฉินคิดว่า ด้วยความแข็งแกร่งของคน สกุลอวี๋ การเบียดเข้าไปในสามอันดับแรกคงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ทว่า ยามนี้ไม่ใช่สามอันดับอีกต่อไป ทว่าเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้น ไม่เช่น นั้นก็ไม่มีสิทธิ์เผชิญหน้ากับพ่อครัวเทพเป้า
นายท่านฉินเอ่ยอีกครั้ง “แม่นางตู้กับพ่อครัวโหยวไม่ต้องเอ่ย ถึง แม้แต่พ่อครัวหลิวที่ถูกย้ายไปเมื่อวานก็ยังไม่ควรประมาท”
นอกจากนี้ยังมีม้ามืดอีกหลายตัวที่เราไม่อาจสู้
นายท่านฉินตบไหล่อวี๋เฟิง “ทำให้ดีที่สุด และปล่อยให้โชค ชะตานำทาง!”
นี่หาใช่คำอวยพร ทว่าเป็นความกลัวที่แท้จริงของนายท่าน ฉิน!
นายท่านฉินที่ค่อนข้างมั่นใจในฝีมือของคนสกุลอวี๋ กลับเริ่ม
ไม่แน่ใจ เมื่อได้เห็นฝีมือของคนอื่นๆ เมื่อวานนี้ ดังคำกล่าวเหนือ ฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน คนสกุลอวี๋นั้นยอดเยี่ยม ทว่าก็ มิใช่ไร้ผู้ใดเทียบเทียม
พวกเขาถูกพาไปยังสถานที่กลางแจ้ง เตาที่สร้างชั่วคราว หลายสิบเตาวางไว้ด้วยกัน วัตถุดิบต่างๆ ถูกจัดเรียงไว้สองข้างของ ทางเดิน อวี๋หวั่นรู้สึกได้ว่าประเภทวัตถุดิบมีน้อยกว่าเมื่อวาน ซึ่ง หมายความว่าทางเลือกของพวกเขาถูกจำกัดให้น้อยลง หาก จัดการไม่ได้ และขาดส่วนผสมที่จำเป็น รสชาติก็อาจจะด้อยลง อย่างมาก
คิ้วของอวี๋เฟิงมุ่นขมวด “เหตุใดการแข่งขันจึงแตกต่างกับ ครั้งที่ผ่านมาถึงเพียงนี้?”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างใจเย็น “สร้างสรรค์สิ่งใหม่ อย่างไรทุกคนก็ อยู่ด้วยกัน หาได้เจาะจงคนใดคนหนึ่ง สถานการณ์ไม่ได้เป็นผลดี กับผู้ใด หากจะเสียก็เสียเหมือนกัน”
จริงด้วย อวี๋เฟิงรู้สึกโล่งใจ
การแข่งขันสามรอบ แต่ละรอบจะถูกจับสลากเลือกฝ่ายตรง ข้าม
สิ่งที่อวี๋หวั่นไม่คาดคิดคือพวกเขาได้พบกับพ่อครัวหลิวที่นาย ท่านฉินเกรงกลัวในรอบแรก
“ใยจึงเป็นเขาตลอด?” อวี๋เฟิงมีสีหน้าจริงจัง
“พี่ใหญ่รู้จักเขาหรือ?” อวี๋หวั่นถามด้วยความสงสัย
ลุงใหญ่กำลังลับมีด อวี๋เฟิงรีบกระซิบกับอวี๋หวั่น “เขากับพ่อ ของข้าเคยทำงานที่หอเทียนเซียงด้วยกัน พ่อของข้าบอกว่าเขาทำ อาหารเก่งมาก”
แม้ลุงใหญ่เป็นคนใจดี ทว่าฝีมือการทำอาหารเก่งกาจ หาก เขาบอกว่าเก่ง คงไม่ใช่เก่งธรรมดาเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดสามปีที่ผ่านมาเขาทำงานหนักเพื่อฝึก ปรือฝีมือทุกวัน ตอนนี้คงเก่งกล้าขึ้นมาก ไม่เช่นนั้นนายท่านฉินก็ คงไม่เอ่ยถึงเขาเป็นพิเศษ
“ข้ามั่นใจในลุงใหญ่” อวี๋หวั่นกล่าวอย่างจริงใจและจริงจัง
อวี๋เฟิงกำลังจะปฏิเสธบางอย่าง แต่อวี๋หวั่นก็ดึงแขนเสื้อของ เขามา “ดูนั่น แม่นางตู้กับพ่อครัวโหยวกำลังแข่งขันกัน”
แม้แม่นางตู้จะมาในนามของตัวเอง แต่แท้จริงแล้วนางมา จากหอเทียนเซียง การต่อสู้ระหว่างพ่อครัวแม่ครัวจากหอเทียนเซี ยง เป็นการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
เหยียนหรูอวี้ก็อยู่ที่นี่เช่นกัน นางมาให้กำลังใจแม่นางตู้ และ แน่นอนว่านางต้องการเห็นความพ่ายแพ้ของอวี๋หวั่นเช่นกัน อาหารในวันนี้ได้รับการตัดสินจากพ่อครัวชาววัง องค์ชายรองคง ไม่โง่เขลาถึงขนาดเล่นพรรคเล่นพวกกับคนในวัง หรือไม่กลัวว่า ข่าวจะไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้ ทำลายภาพลักษณ์ที่ตนเอง
พยายามสร้างมาตลอดหลายปีกระมัง?
เหยียนหรูอวี้เปิดหน้าต่าง มองลงไปเห็นอวี๋หวั่นกำลังง่วนอยู่ หน้าเตา
คนหนึ่งสูงส่งอยู่ด้านบน คนหนึ่งตํ่าต้อยราวกับเศษฝุ่น
อวี๋หวั่นทุ่มเทกับการแข่งขันในครั้งนี้ ทว่าวัตถุดิบกลับเป็น ปลิงทะเลกับหอยนางรม
อวี๋หวั่นไม่ชอบปลิงทะเลมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอชอบหอยนางรม ทว่าหากไม่มีสิ่งใดมากำจัดความคาว และบวกกับปลิงทะเล ก็คือ ฝันร้ายดีๆ นี่เอง
คนสกุลอวี๋เงียบงัน แค่อาหารจานแรกก็ยุ่งยากขนาดนี้แล้ว…
…
“ฮูหยิน ถนนเส้นนี้เรียกว่าถนนฉางอัน เป็นถนนที่ใหญ่ที่สุด ในเมืองหลวง!” หลังจากออกจากหอเทียนเซียง ผู้ติดตามเสี่ยวลิ่ว จื่อก็พานางเจียงผู้เป็นมารดากับบุตรชายไปดูรอบถนน
ระหว่างทางที่รถม้าเคลื่อนไปอย่างช้าๆ เสี่ยวลิ่วจื่อก็แนะนำสิ่ง ต่างๆ บนถนนให้นางเจียงฟังเป็นครั้งคราว
อวี๋ซงนั่งข้างคนขับรถด้วยสีหน้าเย็นชา สอดมือทั้งสองข้าง เข้าไปในแขนเสื้อ
นางเจียงทอดสายตามองไปตามถนนสายยาวไม่มีที่สิ้นสุด
เถี่ยตั้นน้อยเอนตัวพิงหน้าต่างและโผล่หัวออกไป “ว้าว! ถนน ใหญ่อะไรขนาดนี้!”
คล้ายกับเด็กบ้านนาเข้ากรุงที่ตื่นเต้นกับทุกอย่าง ทว่าเถี่ยตั้น น้อยสืบทอดรูปลักษณ์ของนางเจียงและอวี๋เซ่าชิงได้อย่างสมบูรณ์ แบบไร้ที่ติ ใบหน้าสลักงดงาม ภาษาบ้านนอกบ้านนาที่ออกจาก ปากของเขา กลับทำให้ผู้คนรู้สึกว่าช่างแสนน่ารัก
เสี่ยวลิ่วจื่อยิ้มพลางชี้ไปที่แท่นพื้นสูงที่ว่างเปล่า “เห็นเวทีตรง นั้นหรือไม่? วันที่หนึ่งและสิบห้าของทุกเดือนจะมีการแสดงร้อง เพลงขนาดใหญ่”
“อ่า” เถี่ยตั้นน้อยรู้สึกผิดหวังที่วันนี้ไม่ใช่วันที่หนึ่งหรือวันที่ สิบห้า…
“ถังหูลู่ ถังหูลู่จ้า ถังหูลู่”
คนหาบเร่ที่เดินไปตามถนนตะโกนเสียงดัง
“ซู้ด~” เถี่ยตั้นน้อยดูดนํ้าลาย
เสี่ยวลิ่วจื่อยิ้ม พลันหยุดรถม้าและเรียกพ่อค้าเร่ให้มาหา
บทที่ 3.2 ฉกเด็กจํ้ามํ่าคืน (2)
ของหาบเร่มิได้มีเพียงถังหูลู่เท่านั้น แต่ยังมีส้มเชื่อมและ พุทราจีนเชื่อมอีกด้วย ขนมแต่ละไม้สีแดงสดใสเป็นประกายระยิบ ระยับ ชวนให้นํ้าลายสอ
“ขายเท่าไรรึ?” เสี่ยวลิ่วจื่อถาม
พ่อค้าเร่ตอบ “ถังหูลู่สิบอีแปะ ส้มเชื่อมสิบเอ็ดอีแปะ พุทราจีน เชื่อมสิบสองอีแปะ”
ไข่ฟองเดียวแค่หนึ่งอีแปะ ถังหูลู่เพียงหนึ่งไม้ กินไข่ได้ตั้ง หลายวัน!
นิ้วของเถี่ยตั้นน้อยเกี่ยวกับพัลวัน
“เจ้าอยากกินไม้ใด?” เสี่ยวหลิวซีถาม
นางเจียงกล่าวว่า “ข้าเอาเงินมา อาหวั่นบอกว่าข้าใช้เงินของ พวกเจ้าไม่ได้ เอาเงินของพวกเจ้ามาแม้แต่น้อยก็ไม่ได้”
เสี่ยวลิ่วจื่อยิ้มและกล่าวว่า “ไม่เป็นไร นายท่านฉินบอกว่าเขา จะเลี้ยงเอง ให้ข้าดูแลฮูหยินกับเด็กหนุ่มทั้งสอง ฮูหยินก็มาเลือก เถิด”
“ใยช่างน่าอายเช่นนี้?” นางเจียงเขินอาย
เสี่ยวลิ่วจื่อยิ้ม “หาได้มีสิ่งใดต้องอาย…”
นางเจียงกล่าว “เช่นนั้นเอาหมดเลยแล้วกัน!”
เสี่ยวลิ่วจื่อที่ยังกล่าวไม่จบ “…”
คืบเดียวของท่านกว้างยิ่งนัก
ของบนหาบเร่ทั้งหมดถูกเหมาเกลี้ยง เด็กกับผู้ใหญ่นั่งแทะถัง หูลู่อย่างเพลิดเพลินอยู่ในรถม้า
อวี๋ซงไม่กิน เขาไม่คุ้นชินกับอาหารประเภทนี้
รถม้ายังคงเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า เสี่ยวลิ่วจื่อเดินอยู่ข้าง หน้าต่างรถตลอดทาง
“นั่นคือร้านแป้งที่ใหญ่ที่สุดบนถนนฉางอัน ฮูหยินอยากไปดูรึ ไม่?”
นางเจียงมีสีหน้าเรียบเฉย
“นั่นคือร้านอัญมณีและไข่มุกซึ่งมีชื่อเสียงมายาวนานหลาย ทศวรรษ”
สีหน้ายังคงเรียบเฉย
“นั่นคืออะไรน่ะ?” เถี่ยตั้นน้อยถามพลางชี้ไปที่ร้านอาหารที่ เสียงดังจอแจ
เสี่ยวลิ่วจื่อกระแอมเล็กน้อย “ร้านพนัน”
ดวงตาของนางเจียงเป็นประกายสีเขียว!
“โอ้ย ข้าๆๆ…ข้าปวดเบา!” เถี่ยตั้นน้อยปิดไปมา
เสี่ยวลิ่วจื่อมองไปรอบๆ และชี้ไปที่ร้านอาหาร “มีห้องสุขาอยู่ ตรงนั้น เดี๋ยวข้าพาไปเอง”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวข้าพาไปเอง” อวี๋ซงกระโดดลงมา อุ้มเถี่ยตั้น น้อยลงจากรถม้า และพาเดินไปยังทิศทางที่เสี่ยวลิ่วจื่อชี้ไป
ห้องสุขาอยู่ที่ด้านหลังโรงเตี๊ยม เดินผ่านนี้ตรอกไปก็จะถึง อ วี๋ซงส่งเถี่ยตั้นน้อยไปที่ประตูห้องสุขา “ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่ประตูหลัง อย่าวิ่งไปที่ใดล่ะ”
เถี่ยตั้นน้อยตบหน้าอกเล็กของลูกผู้ชาย “ข้าไม่ทำหรอก พี่รอง อย่าได้กังวล!”
เถี่ยตั้นน้อยรีบล้างไม้ล้างมือ และขณะที่กำลังจะไปยังประตู หลัง เขาก็เห็นร่างเล็กที่คุ้นเคยสามคน
เขาวิ่งเข้าไป “เอ๋? น้องชาย เป็นพวกเจ้าจริงๆ ด้วย! ไม่ได้เจอ พวกเจ้าเสียนาน!”
ไม่รู้เหตุใดเด็กน้อยทั้งสามจึงดื้อรั้นถึงเพียงนี้ เมื่อคืนพวกเขา ไม่ดื่มกินสิ่งใด ฮูหยินเหยียนกังวลว่าพวกเขาจะอดอาหารทรมาน ตนเอง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป นางก็เกรงว่าพระชายากับคุณชาย เยี่ยนจะตำหนิว่าพวกนางไม่ดูแลเด็ก จึงพาเด็กๆ ออกมาผ่อน คลาย
นี่คือโรงเตี๊ยมภายใต้ชื่อของฮูหยินเหยียน ธุรกิจดำเนินไปได้ เรื่อยๆ ทว่าด้วยการสนับสนุนจากคุณชายเยี่ยน จึงมีแขกมากกว่า
เมื่อก่อน
บนโต๊ะมีถั่วแดงหวาน เผือกม้วนบดนุ่มหอมอร่อย ถั่วแดง หวานยังนึ่งอยู่ ดูไปแล้วน่าจะมีไว้สำหรับพวกเขา
“ซูดด~” เถี่ยตั้นน้อยดูดนํ้าลาย “เหตุใดเจ้าไม่กินล่ะ?”
เหล่าเด็กน้อยกระสับกระส่าย
เถี่ยตั้นน้อยครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งและทำตามพี่สาว เขาลูบหัว ของเด็กน้อยทั้งสาม “ข้าป้อนพวกเจ้าเอง! น้องเจินเจินก็ชอบให้ข้า ป้อนนะ! ของที่ข้าป้อนอร่อยทั้งนั้น!”
เถี่ยตั้นน้อยหยิบชามขึ้นมา ตักถั่วแดงหนึ่งช้อนป้อนน้องชาย ตัวน้อย
ในที่สุดพวกเขาทั้งสามก็อ้าปากเล็กๆ
ขณะนั้นฮูหยินเหยียนที่เจรจากับผู้จัดการก็หันกลับมา พบว่า สาวใช้ข้างกายเด็กๆ หายไป และเด็กชายวัยห้าหกขวบคนหนึ่ง กำลังขโมยอาหารหลานชายของนาง
ดูการแต่งตัวของมัน คงไม่ใช่บุตรของคนสติดีแน่!
ฮูหยินเหยียนเดินไปด้วยท่าทางเย็นชา “เด็กบ้านป่าจากที่ใด? มาขโมยของกินผู้อื่น!”
เถี่ยตั้นน้อยเงยหน้าขึ้นมองอย่างงุนงง “ข้าไม่ได้ขโมย ข้า อยากเอาให้พวกเขากิน”
“หา!” ฮูหยินเหยียนคลี่ยิ้มเย้ยหยัน “โกหกยังไม่ได้ด้วยซํ้า พ่อ แม่เจ้าอยู่ที่ใด? ผู้ใดใช้ให้เจ้ามาขโมยกิน!”
เถี่ยตั้นน้อยวางช้อนและชามลง “ข้าไม่ได้โกหก ข้าไม่ได้ ขโมย!”
สาวใช้ที่ละทิ้งหน้าที่ทั้งสองเดินเข้ามาด้วยตัวสั่นงันงกเมื่อ ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว
ฮูหยินเหยียนจ้องพวกนางคล้ายจะกินเลือดกินเนื้อ “เจ้าดูแล คุณชายน้อยอย่างไร? นี่ข้ายังเห็น หากข้าไม่เห็น คุณชายน้อยถูก ลักพาตัวไปก็คงไม่รู้! ยังไม่รีบไปเอาคุณชายน้อยออกมาอีก?”
สาวใช้รีบอุ้มเด็กจํ้ามํ่าขึ้นไปบนห้องพร้อมกับองครักษ์
จากนั้นฮูหยินเหยียนจึงสั่งคนงานโรงเตี๊ยม “พวกเจ้าจับหัว ขโมยเด็กนี่ซะ!”
เถี่ยตั้นน้อยวิ่งหนี ฮูหยินเหยียนผลักเถี่ยตั้นน้อยจนล้มลง
คนงานโรงเตี๊ยมก็รีบไปจับตัวเถี่ยตั้นน้อย
“หยุดนะ!” อวี๋ซงวิ่งเข้ามา
“พี่รอง!” เถี่ยตั้นน้อยลุกขึ้นวิ่งเข้าไปในอ้อมแขนอวี๋ซง
อวี๋ซงเห็นปากของเถี่ยตั้นน้อยถูกกระแทก สายตาของเขา กลับเปลี่ยนเป็นเย็นชา “แม้แต่เด็กก็รังแก พวกเจ้าก็ทำธุรกิจกัน เยี่ยงนี้รึ?”
เถี่ยตั้นน้อยกล่าว “พี่รองข้าไม่ได้ขโมยอันใด!”
อวี๋ซงเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว “ยังใส่ร้ายน้องชายข้าว่าขโมยขอ งด้วยรึ!”
ฮูหยินเหยียนเอ่ยอย่างเย็นชา “หากไม่ได้ขโมยแล้วจะวิ่งไป ใย?”
อวี๋ซงตอกกลับ “พวกเจ้าหลายคนมารังแกเด็กคนเดียว จะไม่ ให้วิ่งหนีได้หรือ?”
เสี่ยวลิ่วจื่อรอทั้งสองบนรถม้าไม่ไหว จึงรีบวิ่งมาดู เมื่อเห็นว่า ท่าทางไม่ดี จึงรีบโน้มน้าวให้อวี๋ซงไปเจรจากับผู้จัดการโรงเตี๊ยม เมื่อเปิดเผยตัวตนของนายท่านฉิน ผู้จัดการพยักหน้ากระซิบกับฮู หยินเหยียนสองสามคำ
ฮูหยินเหยียนใช้สายตาดูถูกเหยียดหยามก่อนจะหันหลังเดิน จากไป
อวี๋ซงกัดฟัน “จากไปเช่นนี้ได้รึ? รังแกน้องชายข้า ยังไม่ได้คิด บัญชีกับเจ้าเลย!”
“พี่อวี๋โปรดใจเย็นก่อน ที่นี่อยู่ภายใต้ชื่อจวนแม่ทัพ เราไม่อาจ รุกรานได้” เสี่ยวลิ่วจื่อโน้มน้าวอวี๋ซงให้กลับไปยังรถม้า
เมื่อนางเจียงเห็นของบุตรชายปากแตกในแวบแรก ก็บีบคาง ของเขาและเอ่ยถามว่า “ไปทำอันใดมา?”
…
หลังจากโดนแมวสุนัขสองสามตัววิ่งชน ฮูหยินเหยียนก็ไม่มี อารมณ์จะผ่อนคลาย สั่งให้สาวใช้กับองครักษ์อุ้มเด็กน้อยขึ้นรถม้า ส่วนนางก็เดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องเพียงผู้เดียวและรีบไปขึ้นรถ ม้า
ไหนเลยจะรู้ว่าเพียงเอื้อมมือเปิดม่าน เท้ายังไม่ทันก้าวเข้าไป ก็ถูกมือหนึ่งยื่นมาจับผมนางจากด้านหลัง และกระชากลงจากรถ ม้า!
นางร้องเสียงหลงล้มลงกับพื้น ริมฝีปากแตก!
“โอ๊ย! ผู้ใด…”
นางกรีดร้องโหยหวน หมายจะหันไปดูว่าผู้ใดกล้าทำร้ายสตรี ของจวนแม่ทัพกลางวันแสกๆ
ทว่าไม่ทันได้เห็นหน้าตาของอีกฝ่าย มือที่ดึงนางออกจากรถ ม้า ก็คว้าคอเสื้อด้านหลังของนางอีกครั้ง
และลากนางราวกับเป็นกระสอบเข้าไปในตรอกด้านข้าง
ฮูหยินเหยียนไม่เคยถูกปฏิบัติเช่นนี้ นางหวาดกลัวยิ่งนัก!
“เจ้าเป็นใคร? เจ้าจะทำอันใด?”
“ปล่อยนะ! ปล่อยฮูหยินผู้นี้ได้ยินรึไม่? ข้าจะตามคนมา!”
“ข้าเป็นนายหญิงของจวนแม่ทัพ!”
ไม่ว่าฮูหยินเหยียนจะข่มขู่อย่างไร เจ้าของมือที่ลากยังคงไม่
หยุดลากนางเข้าไปในตรอกลึก
ฮูหยินเหยียนหวาดกลัวอกสั่นขวัญแขวน
โบราณว่าไว้ คนเก่งยังกลัวคนเก่งกว่า คนเก่งกว่ายังกลัวคน ไม่คิดชีวิต นางเผยสถานะว่าเป็นคนของจวนแม่ทัพ ทว่าอีกฝ่ายก็ ยังเฉยเมย หรือเป็นพวกคนไม่คิดชีวิตกัน?
“มีอันใดก็ค่อยๆ คุยกัน! เจ้าต้องการเงินเท่าใด!”
มือที่ลากยังคงไม่ไหวติง
ฮูหยินขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน หันไปหามือสังหาร “เจ้ารู้หรือไม่ว่า บุตรสาวของข้าคือใคร บุตรสาวของข้าเป็นคู่หมั้นของคุณชาย เยี่ยน ข้าเป็นแม่ยายของคุณชายเยี่ยน!”
ในที่สุด คนข้างหลังก็เกิดปฏิกิริยา ฮูหยินเหยียนรู้สึกว่าฝีก้าว ของอีกฝ่ายหยุดลง ในที่สุดก้นที่ถลอกปอกเปิกของนางก็ไม่รู้สึก ปวดแสบปวดร้อนเช่นเดิม
นางคิดว่าตนเองทำให้อีกฝ่ายตกตะลึงได้สำเร็จ จึงยืดอก อย่างมั่นใจ “ยังไม่รีบเอามือสกปรกของเจ้าออกไปอีก! ไม่เช่นนั้น จวนคุณชายไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!”
มือนั้นปล่อยนาง
วินาทีถัดมา มือนั้นก็ดึงนางขึ้นมาและจับหัวกระแทกกับ กำแพง!
สายลมพัดเย็น
นางเจียงเดินออกจากตรอกด้วยท่าทางอิดโรย ในมือถือ ผ้าเช็ดหน้า ปิดปากไอเยี่ยงคนป่วยทว่ายังอ่อนช้อยงดงาม
เมื่อผู้คนที่สัญจรไปมาเห็นนางก็อดไม่ได้ที่จะหลีกทางให้ เกรง ว่าพวกเขาจะทำให้นางล้มลงอย่างไม่ตั้งใจ
นางเจียงเดินมาที่รถม้าที่จอดอยู่ข้างทาง นางยกม่านขึ้นและ สวมกอดเด็กน้อยทั้งสามที่ซูบผอมลงไปมาก