หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 4.1 คนที่ล้มคือเจ้า (1)
อวี๋หวั่นเตรียมตัวอย่างเต็มเพื่อการประลองในครั้งนี้ โดยไม่รู้ เลยว่ามารดาได้ลักพาตัวเด็กน้อยสามคนกลับมาให้เธอ อวี๋หวั่นกับ อวี๋เฟิงเลือกวัตถุดิบที่พอใช้การได้
“เหตุใดกระทั่งซีอิ๊วกับผักกาดขาวก็ไม่มี?” อวี๋เฟิงพึมพำ ทั้งที่ ผักกาดขาวเป็นผักที่พบได้มากที่สุด และเข้ากับอาหารต่างๆ ได้ หลายชนิดที่สุด ไม่ว่าทำอย่างไรก็อร่อยและไม่ส่งผลต่อรสชาติ วัตถุดิบหลัก
อวี๋หวั่นหัวเราะ “หากพี่รองอยู่ที่นี่ เขาคงบอกว่า ใยจึงมีเนื้อ น้อยยิ่งนัก?”
เมื่อวานชั้นวางวัตถุดิบเต็มไปด้วยไก่เป็ดปลา ทว่ามาวันนี้กลับ ไม่เห็นเลยสักชิ้น
“ที่เจ้าว่ามาก็ถูก” อวี๋เฟิงกล่าวอย่างสลดใจ “วัตถุดิบเหล่านี้ ตุ๋นนํ้าแกงไก่ก็ไม่เลว”
อวี๋หวั่นผายมือออก น่าเสียดายที่เนื้อไก่ก็หาได้มีให้ใช้
หลังนำวัตถุดิบมา ทั้งกลุ่มก็ช่วยกันจัดการความคาวออกจาก เนื้อปลิงทะเล
พ่อครัวหลิวกับพ่อครัวจางเลือกใช้เหล้าขาวมาลวกปลิงทะเล ก่อน จากนั้นจึงใส่ขิง เหล้าขาวและกระเทียมที่ปรุงสุกลงไป วิธีนี้
ช่วยขจัดกลิ่นคาวของปลิงทะเลได้เป็นอย่างดี วิธีนี้ทำให้วัตถุดิบ เสริมที่มีกลิ่นฉุน เข้ากับรสชาติของปลิงทะเลได้อย่างง่ายดาย
ลุงใหญ่เลือกใช้นํ้าซาวข้าว นำปลิงทะเลไปแช่ในนํ้าซาวข้าวครู่ หนึ่งจะช่วยขจัดความคาวได้ ทว่าข้อเสียของวิธีนี้คือใช้เวลานาน แต่พวกเขาก็ยังมีวัตถุดิบอื่นให้ต้องจัดการ หลังจากทำอาหารจาน นั้นเสร็จ ปลิงทะเลก็แช่ทันพอดี
ตอนนี้ยังไม่ใช่ฤดูที่หอยนางรมอ้วนที่สุด หากแต่เป็นเดือน หน้า หอยนางรมที่ได้จึงมีขนาดไม่ใหญ่นัก หากเอาไปย่างก็จะหด จนมองแทบไม่เห็น หากกินดิบๆ หอยนางรมก็ส่งมาจากที่ไกลเกิน ไป ความสดไม่เพียงพอ
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยว่า “ลุงใหญ่ มาทำสิ่งที่ ท่านถนัดที่สุดกันเถิด”
แน่นอนว่าสิ่งที่เขาถนัดที่สุดคือหมูตุ๋น
ลุงใหญ่เตรียมนํ้าต้มกระดูกสีขาวตุ๋นเนื้อซี่โครงชั้นดี ซี่โครง หรือที่เรียกว่าเนื้อสามแถว นำมาจากส่วนท้องของหมู ปริมาณไข มันกับเนื้อพอดีกัน สดนุ่มฉํ่าเด้ง
อวี๋หวั่นหั่นซี่โครงตุ๋นกับผักดองแล้ว
เมื่ออวี๋หวั่นชิมผักดอง ก็รู้ได้ว่ารสชาติไม่ดีเท่าของที่บ้านเธอ ทำเอง ทว่ารอบนี้ไม่อนุญาตให้ใช้วัตถุดิบที่หามาเอง ทำได้เพียงจำ ใจใช้มันไปก่อน
นอกจากนี้ ลุงใหญ่ก็ยังทำหมูสามชั้นหอยนางรมตุ๋นผักดอง
พอมีหมูสามชั้นเข้ามาเพิ่ม หอยนางรมขนาดเล็กจึงไม่ดูเล็ก น้อยเช่นเดิม รสชาติของหอยนางรมสดกับหมูตุ๋นสดและความ เปรี้ยวของผักดองผสมผสานกันได้อย่างลงตัว หมูตุ๋นไม่เลี่ยน หอยนางรมไม่คาว ความสดและรสเค็ม ผสมกับรสเปรี้ยวและ ความสดชื่น มากไปก็จัดน้อยไปก็จือ ทุกอย่างเหมาะสมลงตัว
พ่อครัวชาววังแต่ละคนได้ชิมเนื้อหมูตุ๋นที่มีรสชาติของอาหาร ทะเลหนึ่งชิ้น หอยนางรมที่มีกลิ่นหอมนํ้าต้มกระดูกหนึ่งคำ และ ตามด้วยนํ้าแกงเผ็ดเปรี้ยวร้อนๆ อีกหนึ่งช้อน
“วิเศษ วิเศษมาก!” เหล่าพ่อครัวชาววังพยักหน้าเหมือนโขลก กระเทียมด้วยความพึงพอใจในรสชาติของอาหาร
หมูสามชั้นหอยนางรมตุ๋นผักดองมีรสชาติค่อนข้างข้น จานที่ สองที่ลุงใหญ่ทำคือไข่ตุ๋นปลิงทะเลที่รสชาติอ่อนกว่า นอกจาก ความคาวของปลิงทะเลแล้ว ปัญหาอีกอย่างคือเนื้อโสมที่แข็งเกิน กว่าจะเคี่ยวให้นิ่มได้
แน่นอนหากมีมือมีดอย่างอวี๋หวั่น
อวี๋เฟิงหวนนึกถึงภาพน้องสาวกำลังสับปลิงทะเลเป็นชิ้นๆ…
จู่ๆ ก็กังวลว่าในอนาคตน้องสาวของเขาอาจไม่ได้แต่งงาน…
นี่คือปลิงทะเลที่นุ่มที่สุดเท่าที่เหล่าพ่อครัวชาววังเคยกินมา และยังเข้ากันได้ดีกับไข่ตุ๋นอีกด้วย
พ่อครัวหลิวทำปลิงทะเลผัดต้นหอมกับไข่เจียวใบกุ้ยช่ายหอย นางรม คล้ายกับว่าเขาต้องการหลีกเลี่ยงหอยนางรมที่มีขนาดเล็ก เกินไป ใบกุ้ยช่ายสามารถขจัดความคาวได้ ไข่ไก่ให้ความสด ด้าน ล่างทอดจนเหลืองกรอบ ทว่าผิวสัมผัสนุ่มพอที่จะดูดนํ้าออกมา และละลายในปาก หอยนางรมจานนี้เป็นที่พึงพอใจของเหล่าพ่อ ครัวชาววังมากที่สุด
ทว่าพ่อครัวหลิวกลับผิดพลาดในการทำปลิงทะเล แม้กำจัด กลิ่นคาวของปลิงทะเลเป็นอย่างดี แต่เสียดายที่ไม่ได้ตุ๋นจนเปื่อย ทำให้เคี้ยวอย่างไรก็เคี้ยวไม่ออก พ่อครัวชาววังต้องส่ายหัวอย่าง น่าเศร้า
ความผิดพลาดของพ่อครัวหลิวทำให้ลุงใหญ่ชนะอย่างไม่ต้อง สงสัย
หลังจากชิมอาหารของพ่อครัวหลิว ลุงใหญ่ก็ถึงกับเหงื่อตก “หากปลิงทะเลตัวนี้ไม่ผิดพลาด เกรงว่าผลคงไม่เป็นเช่นนี้”
ไม่แปลกใจที่นายท่านฉินเตือนให้พวกเขาอย่าประมาทพ่อครัว หลิว ฝีมือของเขาพัฒนาไปไกล จนเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม เมื่อ เทียบกับสามปีที่แล้ว
อวี๋หวั่นไม่เห็นด้วย “ที่ใดในโลกหรือจะมี ‘หาก’ เกิดขึ้นได้? โชค ก็เป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งเช่นกัน ความผิดพลาดก็เกิด จากความคิดที่ผิดพลาดของเขา ลุงใหญ่ฝีมือมั่นคงแล้ว นี่คือสิ่งที่ ลุงใหญ่สมควรได้”
เอาเหตุผลประหลาดเช่นนี้มาจากที่ใด? ลุงใหญ่ทำอะไรไม่ถูก ทำได้เพียงตลกขำขัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จในครั้งนี้ของเขา ได้รับการยืนยันแล้ว
หลายอย่างในโลกนี้มีโอกาสเพียงครั้งเดียว หากคว้าไว้ได้ก็คือ ได้ หากคว้าไว้ไม่ได้ก็คือไม่ได้ หาใช่เพราะผิดพลาดจึงได้รับการ อภัย
ในรอบแรกหอจุ้ยเซียนผ่านเข้ารอบได้เป็นหนึ่งในสาม และ หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างแม่นางตู้กับพ่อครัวโหยว ปลิง ทะเลราดนํ้าเป๋าฮื้อของแม่นางตู้ได้รับความนิยมมากที่สุด
แน่นอนว่ามิได้มีนํ้าหอยเป๋าฮื้อจริงๆ ทว่ามันคือนํ้าแกงเข้มข้น ที่ทำจากเป็ด แม่ไก่แก่ ขาหมู กระดูกหมู หนังหมู หมูหมักรมควันที่ บ่มนานนับปี รวมกับเนื้อหอยพัดตากแห้งสีทองรสเลิศ อุดมไป ด้วยคุณค่าทางสารอาหาร
แม้ไม่มีไก่และเป็ด แม่นางตู้ก็เคี่ยวให้มีรสชาติเหมือนนํ้า เป๋าฮื้อได้ด้วยวิธีลับเฉพาะ เท่านี้ก็เพียงพอที่จะคว้าชัยชนะให้เป็น ของนาง
“ผู้จัดการชุยไม่ได้บอกหรือ…ว่านางไม่อาจติดหนึ่งในสิบของ หอเทียนเซียงได้?” ในที่สุดอวี๋เฟิงก็เริ่มหันมาสนใจแม่นางตู้ เพราะหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วพวกเขาคงได้พบกับแม่นางตู้ เป็นแน่
อวี๋หวั่นยิ้มจางๆ “นั่นมันก่อนหน้านี้ นางเอาแต่ปล่อยให้คนอื่น
นำหน้า”
ครั้นเมื่ออิสตรีจริงจัง ก็ไม่ต่างกระไรกับบุรุษ
ไม่แน่ใจว่าพวกเขาเป็นคู่เวรคู่กรรมกับหอเทียนเซียงหรือไม่ รอบที่สองพวกเขายังต้องพบกับพ่อครัวของหอเทียนเซียงเช่นเคย เขาเป็นพ่อครัวคนสุดท้ายจากหอเทียนเซียงที่เหลืออยู่นอกจาก แม่นางตู้และพ่อครัวเทพเป้า อวี๋หวั่นได้ยินว่าแซ่ของเขาคือฉิน ไม่ แน่ใจว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับนายท่านฉินหรือไม่
พ่อครัวฉินผู้นี้เป็นพ่อครัวอายุน้อย เขาเข้าหอเทียนเซียงหลัง จากลุงใหญ่ออกมา ทั้งสองจึงไม่เคยรู้จักกัน หอเทียนเซียงเก็บพ่อ ครัวเทพเป้าไว้เป็นไพ่ใบสุดท้าย และส่งพ่อครัวโหยวซึ่งเป็นพ่อครัว ฝีมือดี และพ่อครัวหลิวที่ทำทุกอย่างได้โดยผู้เดียว พ่อครัวฉินก็ คล้ายกับมาเก็บเกี่ยวประสบการณ์
ลุงใหญ่หาได้รู้สึกกดดันนัก ทว่าการแข่งขันที่ติดต่อกันสองวัน ทำให้ขาของลุงใหญ่เริ่มต้านทานไม่ไหว
ขณะที่กำลังทำเนื้อแกะตุ๋นโสมแดง ขาลุงใหญ่ก็เจ็บปวดเกิน กว่าจะทรงตัวยืนได้
“ลุงใหญ่!” อวี๋หวั่นวางมันหวานในมือที่หั่นได้ครึ่งหนึ่ง พลันรีบ พยุงลุงใหญ่ที่ทั้งกายชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น
ลุงใหญ่โบกมือ “ข้าไม่เป็นไร”
“ยังจะบอกว่าไม่เป็นไร ท่านเจ็บจนร่างกายเป็นเช่นนี้แล้ว” อวี๋
หวั่นหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดเหงื่อที่หน้าผากลุงใหญ่
ลุงใหญ่เผยยิ้ม “อีกไม่นานก็เสร็จแล้ว”
เมื่อเห็นบิดาต้องลำบาก จู่ๆ อวี๋เฟิงก็เกิดความคิดว่าไม่อยาก แข่งขันต่อ ทว่าเขาก็เข้าใจที่บิดาของเขาทำเช่นนี้ ไม่เพียงเพื่อ ธุรกิจของโรงงานเล็กๆ แต่ยังสู้เพื่อตนเองที่หอเทียนเซียงไม่ให้ เจิ้งหมิง ปากบอกไม่สนใจ ทว่าในใจลึกๆ ก็เจ็บปวดมิใช่หรือ?
สูตรนั้นเป็นของอาสามมิใช่หรือ หาได้เป็นของหอเทียนเซียง ทว่าเหตุใดหอเทียนเซียงถึงขโมยของของพวกเขาไปโดยไม่บอกสิ่ง ใด กระทั่งคำขอโทษก็ไม่เคยออกจากปาก อีกทั้งยังทำให้คนเข้าใจ ผิดว่าพวกเขาสร้างความเดือดร้อนอย่างไม่มีเหตุผล หากรอจนชื่อ เสียงความนิยมของพ่อครัวหยางเริ่มสงบลง ผู้ใดจะยังจำได้ว่า อาหารจานเด่นในอดีตเหล่านั้นถูกขโมยมาจากพวกเขา?
พ่อครัวฉินปรุงหัวใจหมูตุ๋นโสมแดง รสชาติเมื่อเทียบกับลุง ใหญ่และพ่อครัวคนอื่น นับว่ายังไม่เป็นที่น่าพอใจ
ในรอบนี้หอจุ้ยเซียนจึงได้ผ่านเข้ารอบไปอย่างง่ายดาย
ทว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็เกิดขึ้น รอบสุดท้ายของวันนี้คนสกุลอ วี๋ต้องเผชิญหน้ากับแม่นางตู้
“ข้าได้รู้มา!” ขณะพักผ่อนอยู่ในห้อง นายท่านฉินก็เดินเข้ามา ในสภาพเหงื่อท่วมตัว เขาวิ่งไปวิ่งมาหว่านกระจายทรัพย์ไปนับไม่ ถ้วนเพื่อให้แน่ใจว่าการแข่งขันจะออกมาดีที่สุด
อวี๋หวั่นรินนํ้าชาให้เขา
“ขอบใจ!” เขาดื่มมันจนหมด ไม่นานเขาก็เอ่ยปากขึ้น “ตอนนี้ เหลือเพียงสามคนแล้ว พี่อวี๋ แม่นางตู้และพ่อครัวจากโรงเตี๊ยม เวยหย่วน”
“โรงเตี๊ยมกระไรนะ?” อวี๋หวั่นมองไปที่เขา
“โรงเตี๊ยมเวยหย่วน” นายท่านฉินกล่าว
อวี๋หวั่น “…”
มันควรเป็นสำนักคุ้มภัยเวยหย่วนไม่ใช่หรือ? เป็นโรงเตี๊ยม ใย ต้องใช้ชื่อสำนักคุ้มภัย?
ฟังดูแปลกทีเดียว ทว่าก็มาถึงสามอันดับแรกได้…
นายท่านฉินรินชาอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “จริงสิ รอบนี้เจ้า สามารถใช้วัตถุดิบที่เตรียมมาเองได้ พวกเจ้าคิดจะใช้สิ่งใด?”
อวี๋หวั่นหยิบโถเล็กๆ ออกมาจากถุงผ้า “เต้าหู้ยี้สกุลอวี๋!”
หลังจากปรึกษาหารือกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน พวกเขาก็คัด สรรวัตถุดิบชั้นเลิศอย่างนํ้าต้มกระดูก ทเว็นจัง[1] หูฉลามและ เต้าหู้เหม็น ในที่สุดก็ตัดสินใจเก็บไป
…………………………………………………….
[1] ทเว็นจัง คือเต้าเจี้ยวชนิดหนึ่ง ทำจากถั่วเหลืองหมักกับนํ้าเกลือ
บทที่ 4.2 คนที่ล้มคือเจ้า (2)
เมื่อเทียบกัน เต้าหู้เหม็นซึ่งเป็นหัวใจสำคัญมาตลอด ความ อ่อนตัวของเต้าหู้ยี้ดูจะสูงกว่า ทั้งไม่ทำให้ลำดับความสำคัญผิด และใส่สีเพิ่ม ‘กลิ่นหอม’ ได้อีกด้วย แน่นอนว่าต้องใช้ระดับฝีมือที่ สูงพอตัว
นายท่านฉินเคยชิมเต้าหู้ยี้ของอวี๋หวั่น ทว่ามาพร้อมกับเต้าหู้ เหม็นที่เพิ่งทอดออกจากกระทะ รสเค็มและเย็น กับกลิ่นแหลม และรสชาติละมุน แต่ผัดอย่างไร? จะไม่เหม็นเกินไปหรือ?
เต้าหู้เหม็นก็เหม็นด้วยตัวมันเองแล้ว คู่กับเต้าหู้ยี้คงไม่เป็นไร ทว่าหาเป็นวัตถุดิบอื่น…
นายท่านฉินกระแอมในลำคอ “อะแฮ่ม! เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น? ข้าได้ยินมาว่าแม่นางตู้นำนํ้ากุหลาบมา”
นํ้ากุหลาบเป็นนํ้าที่ทำจากการนำกลีบกุหลาบสดมาบดให้เละ กับเครื่องปรุงที่ทำจากนํ้าตาลทรายขาว ราดด้วยนํ้าผึ้ง รสชาติ หวานมัน กลิ่นหอมดอกไม้อบอวลไปทั่วทุกอณูริมฝีปากและซี่ฟัน เป็นวัตถุดิบระดับสูง
“ไม่เปลี่ยน” คนสกุลอวี๋ตอบอย่างพร้อมเพรียง
“…” ได้ เช่นนั้นก็เอาที่พวกเจ้าสบายใจเถิด
รอบสุดท้ายของการแข่งขันในวันนี้ ผู้ชนะจะได้รับเกียรติไป
แข่งขันกับพ่อครัวเทพเป้า ส่วนจะได้ชัยชนะหรือไม่เป็นเรื่องของ อนาคต ขอเพียงได้ยืนอยู่บน ‘เวทีประลอง’ กับพ่อครัวเทพเป้าได้ ก็ เพียงพอจะทำให้ชื่อเสียงของหอจุ้ยเซียนดังกระฉ่อนไปทั่วหล้า
ทั้งโรงเตี๊ยมเวยหย่วนและหอจุ้ยเซียนต่างก็เป็นม้ามืดที่เผย ตัวออกมากะทันหัน ทุกคนต่างดูแคลนและเดาว่าพวกเขาคงเป็น ได้แค่หินรองเท้าให้แม่นางตู้ยํ่าผ่านไปเท่านั้น
“ผู้ใดว่าล่ะ!” ไป๋ถังเดินออกจากห้อง ตะโกนใส่แขกที่มารวม ตัวแสดงความคิดเห็นอยู่ริมทางเดิน “เจ้ารู้หรือไม่ว่าพ่อครัวของ หอจุ้นเซียนคือผู้ใด? ก็พ่อครัวอวี๋ที่ถูกหอเทียนเซียงขโมยผลงาน อย่างไรเล่า! คนที่ทำอาหารจานเด่นทั้งห้าของหอเทียนเซียงก็คือ เขา! เป็นหินรองเท้าอันใด? แม่นางตู้เป็นหินรองเท้าของพ่อครัวอวี๋ ยังใกล้เคียงเสียกว่า!”
แขกอายุน้อยคนหนึ่งกระโดดออกมา “นางสมองทึบนี่มาจาก ที่ใดกัน! แม่นางตู้เป็นศิษย์สายตรงของพ่อครัวเทพเป้า! เอาคน เช่นนั้นมาเทียบกับแม่นางตู้ได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นข้าได้ยินมา ว่า แนวคิดอาหารจานเด่นทั้งห้าเป็นของเขาจริง ทว่าพ่อครัวหยาง เป็นคนทำให้มันสมบูรณ์แบบ หากไม่ใช่พ่อครัวหยาง ผู้ใดหรือจะ รู้จักเขา?”
“เจ้า…เจ้า… เจ้าเหลวไหล! ไร้สาระ!” ไป๋ถังโกรธจนแทบ ระเบิด เป็นคนแบบใดกัน? ยังจะคิดว่าพ่อครัวอวี๋ได้รับประโยชน์ จากโจรอีกกระนั้นรึ?
“คุณหนู พอเถิด” ผู้จัดการชุยเกลี้ยกล่อม
ไป๋ถังโกรธเกรี้ยว “ให้ข้าไม่ทำกระไรเลยได้อย่างไร? คิดว่าข้า แยกแยะถูกผิดไม่ได้รึ? คนพวกนี้ไร้สมองกันหมด!”
“ผู้ใดไร้สมอง? เจ้ากล่าวได้อย่างไร?” แขกอีกคนเอ่ยขึ้น
ไป๋ถังทำให้บรรดาแขกเริ่มโกรธเคือง ผู้จัดการชุยเห็นว่า สถานการณ์เริ่มเลวร้าย จึงรีบโน้มน้าวให้คุณหนูกลับไปที่ห้อง
ผู้จัดการชุยตักเตือนอย่างจริงใจ “ไอ้หยา คุณหนู ใยท่านลด ตัวไปตีฝีปากกับพวกเขาเล่า? คำกล่าวที่ว่า จะเป็นล่อหรือม้า ลาก ออกมาก็รู้เอง สุดท้ายแล้วก็ยังต้องรอดูผลการแข่งขันอยู่ดี”
“ข้ารู้! แต่ข้าโกรธ!” ไป๋ถังเอ่ยพลางเปิดหน้าต่างเงยหน้าขึ้น มอง อย่าคิดว่านางไม่รู้ เหยียนหรูอวี้อยู่ชั้นบนนั่น คอยจ้องมอง ความเคลื่อนไหวของคนสกุลอวี๋ ทว่าสิ่งที่ไม่รู้คือเหยียนหรูอวี้กำลัง รอชมเรื่องน่าขันของสกุลอวี๋อยู่หรือไม่?
การแข่งขันยังไม่ทันเริ่ม หลายคนก็มาแสดงความยินดีกับเห ยียนหรูอวี้กับแม่นางตู้เสียแล้ว
เหยียนหรูอวี้มีแผนของนาง ร้านค้าทั้งหมดภายใต้ชื่อสกุลเหยี ยนถูกยึดหลังจากถูกตัดสินว่ามีความผิด ทว่าตอนนี้ค่อยๆ ถูกส่ง คืนมาทีละแห่ง ในจำนวนนั้นมีโรงเตี๊ยมขนาดเล็กและร้านอาหาร มากมาย หากแม่นางตู้คว้ารางวัลชนะเลิศมาได้ในคราวเดียวคง เป็นเรื่องที่ดีสำหรับนาง
“ข้าขอแสดงความยินดีกับแม่นางตู้ล่วงหน้า ข้าจะจัดโต๊ะ เหล้าสองตัวเพื่อแสดงความยินดีแก่แม่นางตู้ในภายหลัง!”
“ดี ดี” เหยียนหรูอวี้กล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“แม่นางตู้มั่นใจหรือไม่?” หลังจากผู้มาแสดงความยินดีจาก ไป เหยียนหรูอวี้ก็ถามแม่นางตู้อย่างนุ่มนวล
แม่นางตู้พยักหน้า “ข้าฝึกฝนรํ่าเรียนมาอย่างหนักก็เพื่อวันนี้ ข้าต้องชนะ”
เหยียนหรูอวี้คลี่ยิ้ม “ด้วยชื่อเสียงของแม่นางตู้ ท่านยังสนใจ การแข่งขันที่ไม่สำคัญนี่อีกหรือ?”
แม่นางตู้ตอบ “ข้าหาได้ทำเพื่อเอาชนะผู้อื่น หากแต่เป็นตัวข้า เอง ข้าต้องการพิสูจน์ให้ท่านอาจารย์ได้เห็น ว่าข้ามีคุณสมบัติพอ จะสืบทอดมรดกวิชาของเขา”
มรดกวิชาของพ่อครัวเทพเป้า!
ใช่แล้ว บุตรชายของพ่อครัวเทพเป้าหายตัวไป เขาเฝ้าตามหา มาตลอดหลายปี ทว่าก็ไม่พบ เขาเริ่มอายุมากแล้ว ในชีวิตนี้คงไม่มี วันที่บิดากับบุตรได้พบหน้ากันอีก มรดกวิชาของเขาจำต้องมีผู้ สืบทอด ในฐานะศิษย์ที่เขาเคยภาคภูมิใจที่สุด แม่นางตู้ย่อมเป็น ตัวเลือกที่ดีที่สุด
เหยียนหรูอวี้ดีใจ นางเชิญแม่นางตู้กลับมา ก็ได้สืบทอดมรดก วิชาของพ่อครัวเทพเป้า นางโชคดีกระไรปานนี้?
แม่นางตู้ก้มมองมือ “อาจารย์ไม่เคยพอใจในฝีมือของข้า ทว่า วันนี้ ข้ามั่นใจว่าจะทำให้เขาต้องเปลี่ยนความคิด”
การแข่งขันใหญ่ใกล้เข้ามาแล้ว เหยียนหรูอวี้ไปส่งแม่นางตู้ที่ ชั้นล่างด้วยตนเองเพื่อเป็นการให้เกียรติ ทว่าเมื่อออกจากประตู หลังของห้องโถงก็พบกับอวี๋หวั่นและอวี๋เฟิงที่กำลังไปยังสถานที่ จัดการแข่งขัน
หลังจากแข่งมาสองวัน สองพี่น้องก็จำแม่นางตู้ได้ แต่เหยียน หรูอวี้ พวกเขารู้จักมานานแล้ว ถึงจะกลายเป็นขี้เถ้าก็ยังจำได้ดี
แม่นางตู้ถือโถลายครามสีฟ้าขาวที่ตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ไว้ในมือ คาดว่าด้านในคงเป็นนํ้ากุหลาบเครื่องปรุงสูตรลับของนาง กระทั่งโถก็ยังวิจิตรงดงามเพียงนี้ คล้ายกับเป็นสิ่งลํ้าค่าเกิน บรรยายของชนชั้นสูง
เมื่อเทียบกับโถดินเผาในอ้อมแขนอวี๋หวั่น กลับดูช่างตํ่าต้อย น่าอับอาย
เหยียนหรูอวี้กลั้นยิ้มมองอวี๋หวั่น “แม่นางอวี๋เตรียมวัตถุดิบใด มาหรือ?”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเมินเฉย “บอกเจ้าไปคงไม่เป็นไร มันคือ เต้าหู้ยี้ เคยกินหรือไม่?”
แน่นอนเหยียนหรูอวี้ไม่เคยกิน ทว่านางสังเกตเห็นแม่นางตู้ที่ อยู่ข้างกายคิ้วขมวดเล็กน้อย
หรือเป็นเพราะเต้าหู้อะไรนี่ทำให้แม่นางตู้ที่เตรียมตัวมาอย่าง ดีกลับรู้สึกวิตกหวาดกลัว?
เหยียนหรูอวี้จำได้ว่าในงานเลี้ยงวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย แม่ หลินวางเต้าหู้เหม็นของสกุลอวี๋ไว้บนโต๊ะของแม่นางตู้ หลังจากแม่ นางตู้ได้ลิ้มรส ก็เอ่ยออกมาห้าคำ ‘ข้าไม่อาจทำได้’
ในโลกนี้ยังมีอาหารที่แม่นางตู้ทำไม่ได้
ขณะนั้นเอง พนักงานสองคนกำลังยกโต๊ะมาทางอวี๋หวั่น พวก เขาไม่สังเกตเห็นอวี๋หวั่นที่อยู่หน้าประตู
อวี๋หวั่นกำลังจะก้าวไปด้านข้าง ทว่า…
“แม่นางอวี๋!” เหยียนหรูอวี้เรียกเธอให้หยุด
“ยังมีกระไรอีกรึ?” สิ้นเสียง ชายแบกโต๊ะก็ชนเธอเข้าเต็มแรง โถในอ้อมแขนร่วงตกลงพื้น เต้าหู้ยี้ด้านในแตกกระจาย ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นเกินบรรยายก็ลอยฟุ้งไปทั่วทุกทิศ
“ข้าขอโทษ ข้าขอโทษ!” ชายแบกโต๊ะรีบกล่าวขอโทษอย่าง ลนลาน ยังไม่ทันเอ่ยจบก็รีบบีบจมูก “ให้ตายสิ! เหม็นอันใด ปานนี้!”
ผู้คนรอบข้างต่างเหม็นจนแทบอาเจียน
คนที่กินเต้าหู้เหม็นมีน้อยนัก ส่วนมากไม่รู้ว่าเต้าหู้ยี้คืออะไร แต่ละคนล้วนมีสีหน้ารังเกียจ
เหยียนหรูอวี้เอาผ้าเช็ดหน้าปิดปลายจมูก หมายจะทำให้อวี๋
หวั่นอับอาย “แม่นางอวี๋ หากเจ้าไม่มีวัตถุดิบก็บอกข้ามาดีๆ เถิด ข้าเตรียมให้เจ้าได้ ใยต้องเอาของที่มีกลิ่นเช่นนี้มาทำอาหารเล่า? การพ่ายแพ้ในการแข่งขันมิใช่เรื่องใหญ่ ทว่าการทำลายท้องของ พ่อครัวชาววังเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง”
อวี๋หวั่นมองนางด้วยสายตาเย็นชา “เจ้าจงใจ?”
“ข้าไม่ได้ควํ่าเสียหน่อย” เหยียนหรูอวี้กล่าวด้วยสีหน้า ประหลาดใจ
“ข้าขอโทษ! ข้าเอง ข้าเอง…โอ้กก” พนักงานผู้นั้นรีบกล่าว ขอโทษอีกครั้ง ทว่าด้วยกลิ่นเหม็นอบอวลทำให้ต้องกลับไป อาเจียนอีกครั้งแล้วครั้งเล่า
“ทุกความผิดมีผู้กระทำ ทุกก้อนหนี้มีลูกหนี้ ผู้กระทำคือชาย ยกโต๊ะ มาโทษผู้อื่นได้อย่างไร?”
“ใช่ ไร้เหตุผลเสียจริง”
ทุกคนกล่าวหาอวี๋หวั่น อวี๋เฟิงพลันคิ้วมุ่นขมวด
“ไปกันเถิด” แม่นางตู้กล่าว
คนเดียวที่ไม่ได้รับผลกระทบคงเป็นนาง เพราะนางเข้าใจว่า มันเป็นเรื่องดี หากไม่มีสิ่งนั้น คนสกุลอวี๋ก็จะกลายเป็นฝ่ายที่พ่าย แพ้ให้กับนาง
เหยียนหรูอวี้เดินผ่านอวี๋หวั่นพร้อมกับคลี่ยิ้มอย่างมีชัย และ จับมือแม่นางตู้เดินจากไป
ทันทีที่นางก้าวข้ามธรณีประตู อวี๋หวั่นก็ยื่นเท้าข้างหนึ่งออก ไปอย่างใจเย็น ทำให้เหยียนหรูอวี้สะดุดล้ม
ไม่มีผู้ใดเห็นว่าเหยียนหรูอวี้ล้มได้อย่างไร รู้แต่เพียงเหยียนหรู อวี้จับมือแม่นางตู้ไว้ เมื่อนางล้มลงก็ลากแม่นางตู้ลงมาด้วยอย่าง ไม่ทันคาดคิด
โถลายครามสีฟ้าขาวในมือของแม่นางตู้ร่วงแตกละเอียดเป็น ชิ้นเล็กชิ้นน้อย นํ้ากุหลาบหอมกรุ่นไหลนองไปทั่วพื้น
“นํ้ากุหลาบ!” แม่นางตู้กรีดร้อง
สีหน้าของเหยียนหรูอวี้พลันแปรเปลี่ยน ใช้สายตาโหดเหี้ยม หันมองจ้องอวี๋หวั่นอย่างอาฆาตแค้น
อวี๋หวั่นหงายมือพร้อมกับส่งคืนประโยคนั้นให้กับนาง “ข้าไม่ ได้ควํ่าเสียหน่อย”