หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 54.1 หวั่นหวั่นได้ตำแหน่ง รักกับพี่จิ่ว (1)
อาหารที่กลืนลงคออย่างยากลำบากบนโต๊ะอาหาร ถูกฮ่องเต้
กวาดลงท้องจนไม่เหลือแม้แต่นํ้าแกงก้นถ้วย
สวี่เสียนเฟยตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น มิน่าล่ะ ฮ่องเต้ทรงไม่พอ
พระทัยบรรดาพ่อครัวชาววังยิ่งนัก อาหารแต่ละอย่างไม่อาจทำให้
รสชาติเหมือนฝืมือไทเฮาได้ นางก็คิดว่าไทเฮาคงมีฝีมือปรุงอาหาร
ระดับเทพเซียน ที่แท้กลับ…มีรสชาติเหมือนอาหารหมูเช่นนี้
น่ะรึ?!
สวี่เสียนเฟยไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใดดี
ในยามนี้ไม่อาจเอ่ยว่ามันไม่อร่อย มิเช่นนั้นอาหารที่ไทเฮาทำก็
คงไม่อร่อยยิ่งกว่า แม้จะเป็นเรื่องจริงก็ตาม
สวี่เสียนเฟยไม่ได้บอกเรื่องที่อวี๋หวั่นเป็นบุตรสาวของอวี๋เซ่า
ชิง พระทัยฝ่าบาทยากคาดเดา เห็นฝ่าบาทประทับใจเช่นนี้ ผี
เท่านั้นที่รู้ว่าเขาจะละเว้นโทษประหารให้กับอวี๋เซ่าชิง เพราะแรง
กระตุ้นจากความพึงใจนี้หรือไม่?
แม้การละเว้นโทษอวี๋เซ่าชิงจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสวี่เสีย
นเฟย แต่เหตุใดนางต้องลำบากทำแทนสตรีผู้นี้ด้วย?
ซั่งกวนเยี่ยนก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้เช่นกัน เพราะนางมาที่นี่เพื่อ
ทานอาหาร และนางก็ไม่รู้จักอวี๋หวั่น หากรู้เรื่องของอวี๋หวั่นมากไป
ก็ยิ่งทำให้คนรู้ว่านางมีแรงจูงใจอื่นแอบแฝง
หลังจากนั้น อวี๋หวั่นก็ทำเครื่องเคียงมาอีกหลายอย่าง เช่น
เครื่องในแกะผัดพริกหยวก ไข่เจียวกุยช่าย มะเขือต้ม ยำถั่วงอก
ทว่าท้องของฮ่องเต้แน่นจนไม่เหลือพื้นที่ให้ยัดสิ่งใดลงไปได้อีก
ด้วยนํ้าพระทัยอันกว้างขวาง ฝ่าบาทจึงมอบอาหารที่เหลือให้กับ
ชาววังของตำหนักเสียนฝู
ชาววังต่างร้องห่มร้องไห้ ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
ฮ่องเต้รู้สึกได้ว่าพวกเขากำลังร้องไห้จริงๆ ไม่ได้แสร้งทำดัง
เช่นที่ผ่านมา พวกเขาคงเห็นอกเห็นใจในความทุกข์ทรมานที่ตัว
เขากับไทเฮาได้รับในอดีต
ชาววังผู้ร้องไห้นํ้าตาดังสายฝน : ฝ่าบาทท่านคิดไกลเกินไป
แล้ว พวกเราร้องไห้เพราะอาหารตรงหน้าเท่านั้นจริงๆ…
ฮ่องเต้จับมือสวี่เสียนเฟย “เสียนเฟยช่างเห็นอกเห็นใจข้า”
สวี่เสียนเฟยได้ยินคำนี้จากปากของฮ่องเต้เป็นครั้งที่สอง เห็น
ได้ชัดว่าความรู้สึกหนักแน่นกว่าครั้งแรกนัก ทว่าสวี่เสียนเฟยก็
ดีใจไม่ออก นี่ไม่ใช่สิ่งที่นางต้องการ ยิ่งฮ่องเต้ชื่นชมนางเท่าไหร่
นางก็ยิ่งเจ็บชํ้าใจมากเท่านั้น
ฮ่องเต้มีความสุขกับการเสวยพระกระยาหาร ย่อมต้องตบ
รางวัลให้ พระองค์มอบรางวัลให้อวี๋หวั่นด้วยเงินหนึ่งร้อยตำลึง ไม่
เพียงเท่านั้น เขายังหยิบพู่กันและเขียนว่า ‘แม่ครัวมือหนึ่งในใต้
หล้า’ ด้วยพระองค์เอง
สวี่เสียนเฟยแทบจะระเบิด ฝีมือการทำอาหารที่รสชาติ
เหมือนอาหารหมูนั่นน่ะหรือ ที่คู่ควรกับ ‘แม่ครัวมือหนึ่งในใต้
หล้า’?!
ข่าวแพร่สะพัดไปถึงห้องครัวเล็กๆ
อวี๋หวั่น “ข้ารู้ว่าข้าเป็นม้าพันลี้ ต้องมีสักวันหนึ่งที่ข้าได้พบกับ
ป๋อเล่อ[1]ของตนเอง”
นายท่านฉิน “???”
…
เรื่องที่จู่ๆ พ่อครัวของหอจุ้ยเซียนก็ได้รับการชื่นชมจากฮ่องเต้
แพร่สะพัดไปทั่ววังหลวง ฮ่องเต้ได้ยกความดีความชอบให้กับสวี่
เสียนเฟย ตกเย็น เหล่าบรรดานางสนมน้อยใหญ่ต่างพากันมา
แสดงความยินดีกับสวี่เสียนเฟยที่ตำหนักเสียนฝู สวี่เสียนเฟย
รู้สึกขุ่นเคืองแทบสิ้นใจ
ฮ่องเต้ยกความดีความชอบให้นางแล้วมีประโยชน์อันใด? นาง
ไม่อาจขยับแม้แต่ผมเส้นเดียวของสตรีผู้นั้นได้เลยหรือ? นางทำ
อาหารรสชาติฝีมือไทเฮาได้ หากวันใดฮ่องเต้ทรงคะนึงหา
พระมารดาของพระองค์ ก็คงจะทรงเรียกตัวนางมาเข้าวังเพื่อทำ
อาหารให้อีก…
เพียงคิดถึงเรื่องนี้ สวี่เสียนเฟยก็รู้สึกโกรธแค้นดังไฟสุมทรวง
นางไม่น่าเรียกนางหญิงผู้นั้นมาเข้าวังเลย
“พระสนม ทรงพักให้พระทัยเย็นหน่อยเพคะ” มามาผู้ดูแลยื่น
ชามกุยหลิงกาว[2]ให้นาง
สวี่เสียนเฟยหยิบชามมา ใช้ช้อนตักพลางเอ่ยเสียงเย็นชา
“นางกำลังเลียนแบบข้ารึ?”
ในยามนั้น เพราะสวี่เสียนเฟยถูกคนเหยียบยํ่า จึงได้พบกับจุด
เปลี่ยนของชีวิต ทุกอย่างเป็นเพราะนางเข้าตาจนจึงต้องยอมเสี่ยง
ปลูกผักในวังหลังตามอย่างไทเฮา หลังจากนั้น ก็มีคนมากมายคิด
จะทำตาม ทว่าเรื่องเช่นนี้ มีได้เพียงครั้งเดียว เมื่อฮ่องเต้ทรงเห็น
การกระทำเช่นนี้มากเข้า ก็ไม่ได้รู้สึกสนพระทัยอีก
ครั้นเมื่อลี่เฟยหมดความโปรดปราน นางจึงพยายามทำขนมอ
วี๋เฉียน ทว่าแทนที่จะสร้างความประทับใจให้กับฮ่องเต้ ฮ่องเต้กลับ
ยิ่งรู้สึกรังเกียจ
สวี่เสียนเฟยทราบดีว่าคำกล่าวหาของนางไม่อาจใช้ได้ และอวี๋
หวั่นก็ไม่เคยลิ้มรสอาหารของไทเฮามาก่อน จะมีเจตนาเลียนแบบ
รสชาติของไทเฮาได้อย่างไร ไม่มีอย่างอื่นนอกจากประสงค์ของ
สวรรค์
“เมื่อรู้ว่าสตรีผู้นี้สามารถทำให้ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยได้มาก
ถึงเพียงนี้ ข้าก็…”
วาจาหลังจากนั้น สวี่เสียนเฟยไม่ได้เอ่ยต่อ
เมื่อเรื่องกลายเป็นเช่นนี้ ครั้นจะเอ่ยสิ่งใดอีกก็สายเกินไปเสีย
แล้ว
ตกกลางคืน อวี๋หวั่นกับชั่งกวนเยี่ยนก็เดินทางออกจากวัง
หลวงไปพร้อมกัน นายท่านฉินที่รู้จักความเหมาะสมจึงไม่เข้าไป
รบกวนพวกนาง และเดินอยู่ด้านหลังกับพ่อครัวอีกสองคน หลัง
จากคนทั้งสองขึ้นรถม้า เขาและพ่อครัวจึงค่อยขึ้นรถม้าของ
ตนเองกลับหอจุ้ยเซียน
รถม้าของซั่งกวนเยี่ยนหรูหรางามประณีตพอๆ กับอาภรณ์ที่
นางสวมใส่ อวี๋หวั่นรู้สึกว่าเธอไม่ได้นั่งรถม้า ทว่าเป็นพาหนะของ
เหล่าเทพเซียน
ภายในรถม้าค่อนข้างเงียบ
“เรื่องวันนี้ ต้องขอบคุณพระชายาแล้ว” อวี๋หวั่นกล่าวขอบคุณ
นาง แม้ว่าชั่งกวนเยี่ยนจะแต่งงานใหม่กับสกุลเซียวไปแล้ว ทว่า
เธอได้ยินว่าลุงวั่นเรียกนางเช่นนั้น เธอจึงเรียกตาม
ชั่งกวนเยี่ยนมิได้ยินดียินร้ายกับคำเรียกนั้น ชั่งกวนเยี่ยนจำ
ได้ดีว่าดรุณีผู้นี้เคยฉีกหน้านาง นางให้สตรีผู้นี้พาเด็กๆ ไปที่
คฤหาสน์สกุลเซียว ทว่านางกลับฟังเด็กๆ และพาพวกเขาไปยัง
จวนคุณชายแทน
นางผูกพยาบาทยิ่งนัก!
ซั่งกวนเยี่ยนฮึดฮัด ไร้ซึ่งความรักและเมตตาต่อเธอ ต่างจาก
ตอนอยู่ต่อหน้าสวี่เสียนเฟย พร้อมกับกล่าวอย่างเย็นชา “ข้าหาได้
ทำเพื่อเจ้า!”
อวี๋หวั่นกล่าวเบาๆ “ไม่ว่าอย่างไร พระชายาก็ต้องทำให้สวี่เสีย
นเฟยขุ่นเคือง เพราะข้า…”
ซั่งกวนเยี่ยนกล่าวอย่างดูถูกเหยียดหยาม “ข้ายังต้องทำให้
นางขุ่นเคืองอีกหรือ?”
ใช่ เธอลืมไปได้อย่างไรว่าชื่อเสียงของซั่งกวนเยี่ยนในเมือง
หลวงเลวร้ายยิ่งกว่าเยี่ยนจิ่วเฉา สตรีทั่วเมืองหลวงต่างเกลียดชัง
ซั่งกวนเยี่ยน แม้ว่าซั่งกวนเยี่ยนจะไม่ทำอะไร ก็เป็นเหมือนหนาม
ยอกอกของสตรีเหล่านั้นอยู่แล้ว สวี่เสียนเฟยก็ยังไม่เว้น
อวี๋หวั่นรู้สึกว่าส่วนใหญ่มาจากความริษยา
ริษยาชาติกำเนิดของชั่งกวนเยี่ยน ริษยารูปลักษณ์ของชั่ง
กวนเยี่ยน และที่ริษยาไปกว่านั้น ก็คือการแต่งงานของชั่งกวน
เยี่ยน นางเป็นเครื่องเก็บเกี่ยวเหล่าเทพบุตรในยุคโบราณ ไม่ว่าจะ
เป็นเยี่ยนอ๋องหรือเซียวเจิ้งถิง ต่างก็รักนางสุดหัวใจ นี่คือสิ่งที่สตรี
ทั่วหล้าต่างเกลียดนางมากที่สุดแล้วกระมัง
ซั่งกวนเยี่ยนมองอวี๋หวั่นที่กำลังลังเลจะเอ่ยบางสิ่งบางอย่าง
“เอาละ ไม่ต้องมาประจบสอพลอข้าแล้ว ข้าไม่ได้ต้องการจะช่วย
เจ้า! เจ้าไม่ต้องคิดเข้าข้างตัวเอง!”
อวี๋หวั่น “อ้อ”
อ้อ? ท่าทีเช่นนี้มันอะไรกัน!
ซั่งกวนเยี่ยนขมวดคิ้วหันมามองเธอ ที่ผ่านมานางปฏิบัติ
ตัวอย่างดี พอนางทำท่าทางน่ากลัวเช่นนี้ กลับดูน่ารักราวกับเด็กผู้
หญิง “เหตุใดเจ้าไม่ถามข้า ว่าข้าไปช่วยเจ้าทำไม?”
“แล้วเพราะเหตุใดหรือเจ้าคะ?” อวี๋หวั่นกล่าวอ่อนโยน
ซั่งกวนเยี่ยนรู้สึกเหมือนชกไปบนนุ่น นางยิ่งรู้สึกรำคาญ ทั้งที่
นางดุเช่นนี้ สตรีผู้นี้ควรจะกลัว กระสับกระส่าย และวิตกกังวล
ไม่ใช่หรือ?!
“พระชายา?” อวี๋หวั่นจ้องซั่งกวนเยี่ยนตาแป๋ว
ซั่งกวนเยี่ยนพ่ายแพ้ต่อสายตาของเธอ จึงรีบหันหน้าไปมอง
ความมืดด้านนอกหน้าต่าง พลางเอ่ยว่า “เจ้าเด็กนั่นขอร้อง
อ้อนวอนให้ข้ามาดูแลเจ้า”
เป็นเวลาหลายปีที่นางไม่ได้ดูแลลูกชายของนาง จู่ๆ ก็มาหา
นางถึงหน้าประตู และบอกว่าตนกำลังจะออกจากเมือง มีคนโง่ตัว
น้อยที่เขาไม่อาจวางใจ กลัวจะถูกใครรังแก จึงขอให้มารดาอย่าง
ตนมาช่วยดูแล
นางรู้สึกปวดร้าวระบมใจ และไม่อาจเพิกเฉยได้ ผ่านมานาน
หลายปีแล้ว เป็นครั้งแรกที่บุตรชายมา ‘ขอร้อง’ นาง
อวี๋หวั่นตระหนักได้ว่าเด็กที่นางเอ่ยถึงก็คือเยี่ยนจิ่วเฉา หัวใจ
ของเธอก็พลันรู้สึกราวกับถูกลูบด้วยอะไรบางอย่าง ซึ่งทำให้เธอ
รู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย
“ทว่า…ข้าส่งข่าวให้พระชายาไม่ทัน พระชายาทราบได้
อย่างไรว่าข้าถูกสวี่เสียนเฟยกักตัวไว้? พระชายาไปที่หอจุ้ยเซียน
เพื่อทานเต้าหู้เหม็นมาหรือ?”
ดวงตาของซั่งกวนเยี่ยนเป็นประกาย นางยืดตัวขึ้นพร้อมกับ
เอ่ยว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร! ของเช่นนั้นไม่อาจนำขึ้นโต๊ะอาหาร
พระชายาเช่นข้าจะวิ่งไปไกลถึงที่นั่นเพื่อกินมันรึ? ข้า…ข้ามีสาย
อยู่ในวังหลวง!”
อวี๋หวั่น “โอ้ ทว่าวันนี้ข้าได้ยินมาว่า ท่านกินเต้าหู้เหม็นเยอะ
ที่สุดนะเจ้าคะ”
ซั่งกวนเยี่ยนวางท่าใหญ่โต “ข้าต้องทำให้ฝ่าบาทเห็น! เพราะ
เป็นของเหม็นๆ จึงส่งมาให้ข้า ข้าไม่ได้ต้องการเลยสักนิด!”
“…เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” อวี๋หวั่นหยิบโถเต้าหู้เหม็นออกมาจาก
ห่อผ้าของเธอ แล้วก็ใส่มันกลับลงไปดังเดิมเงียบๆ
ซั่งกวนเยี่ยนกัดผ้าเช็ดหน้าด้วยความข่มขื่น “…”
ฮือ~
…
วังหลวงไม่อาจปิดข่าว เหตุการณ์สะเทือนไปทั่วหล้าเช่นนี้
เกือบในทันทีที่พวกอวี๋หวั่นออกจากวังหลวง เรื่องที่พ่อครัวเทพ
ของหอจุ้ยเซียนทำอาหารให้ฮ่องเต้เสวยจนนํ้าพระเนตรไหลก็แพร่
สะพัดออกไปถึงที่ประทับขององค์ชายรอง
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? เกิดอะไรขึ้นกับเสด็จพ่อของข้า?” เยี่ยน
ไหวจิ่งวางพู่กันลงและมองไปที่ขันทีที่ตนกำลังถามหาคำตอบ
ขันทีกล่าวว่า “ตอบองค์ชายรอง ฝ่าบาททรงหลั่งนํ้าพระเนตร
ฝ่าบาทเอ่ยว่า รสชาติเหมือนกับอาหารที่พระมารดาทำขณะยังมี
พระชนม์ชีพอยู่”
เยี่ยนไหวจิ่งมีพระอัยยิกาถึงสองพระองค์ คนแรกคือเซิ่งเต๋อ
ไทเฮา เป็นพระมารดาของฮ่องเต้และเยี่ยนอ๋อง อีกคนคือเซิ่งฉือไท
เฮา จี้ฮองเฮา[3]ของฮ่องเต้องค์ก่อน
ในตอนนั้นเซิ่งเต๋อไทเฮาถูกปลดและต้องไปอยู่ตำหนักเย็น
แม้ว่านางจะได้ออกมาหลังจากนั้น ทว่าฮ่องเต้องค์ก่อนก็ได้แต่ง
ตั้งจี้ฮองเฮาไปแล้ว จี้ฮองเฮาไม่ได้ทำอะไรผิดร้ายแรง จึงไม่มี
เหตุผลให้ปลดจี้ฮองเฮาหรือเปลี่ยนตำแหน่งของนางอีก
เซิ่งเต๋อไทเฮาถูกปลดเป็นสนมเต๋อเฟย จนกระทั่งฮ่องเต้องค์
ก่อนสิ้นพระชนม์ และพระโอรสองค์โตขึ้นครองราชย์ จึงแต่งตั้งให้
นางและจี้ฮองเฮาเป็นไทเฮาทั้งคู่
เซิ่งเต๋อไทเฮาสิ้นพระชนม์ไปก่อน จากนั้นสามปีต่อมาก็เป็น
คราวของเซิ่งฉือไทเฮา ไม่น่าแปลกใจที่สวี่เสียนเฟยไม่เชื่อข้ออ้าง
ของเยี่ยนไหวจิ่ง ที่ไม่ยอมอภิเษกเพราะไว้ทุกข์ให้กับเซิ่งฉือไทเฮา
เป็นเวลาสามปี
เยี่ยนไหวจิ่งไม่ได้มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับไทเฮา สิ่งที่เขาจำ
ได้มากที่สุดคือนางมักจะกอดเยี่ยนจิ่วเฉาซึ่งอายุน้อยกว่าเขาหนึ่ง
ปี เขาหกล้มร้องไห้ ไทเฮาก็มิได้สนพระทัย ทว่าเพียงเยี่ยนจิ่วเฉา
ทำฮึดฮัดนิดหน่อย ไทเฮาก็ทรงกังวลใจจนต้องตำหนิคนในวัง
…………………………….
[1] ป๋อเล่อ 伯乐 คำเรียกคนคัดสรรม้าศึกในสมัยโบราณ มาจาก
สุภาษิต 伯乐相⻢ ที่มีความหมายว่า รู้จักและสามารถค้นหา สืบเสาะ
พิเคราะห์แยกแยะ คนเก่ง คนดี คนมีความสามารถ
[2] กุยหลิงกาว ⻳苓膏 ในอดีตเป็นอาหารว่างสำหรับฮ่องเต้ หน้าตา
คล้ายกับเฉาก๊วย ทำจากสมุนไพรจีน
[3] จี้ฮองเฮา หมายถึง ฮองเฮาที่มารับตำแหน่งต่อ ศักดิ์อาจไม่ได้สูง
เท่าฮองเฮาองค์แรก
บทที่ 54 หวั่นหวั่นได้ตำแหน่ง รักกับพี่จิ่ว (2)
คงเพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทเฮากับฮ่องเต้ไม่ค่อยลงรอย กัน นางจึงไม่ค่อยชอบบุตรที่เกิดจากฮ่องเต้
เยี่ยนไหวจิ่งคิดว่าความริษยาของเขาที่มีต่อเยี่ยนจิ่วเฉา เริ่ม ตั้งแต่ไทเฮายังมีพระชนม์ชีพ
“อันที่จริงข้าไม่เข้าใจ” เยี่ยนไหวจิ่งกล่าวอย่างครุ่นคิด
ขันทีมองเยี่ยนไหวจิ่งอย่างงุนงง และหันไปมองจวินฉางอันที่ อยู่ด้านข้าง
พระองค์เอ่ยกับผู้ใด? แล้วจะตอบรับได้อย่างไร?
จวินฉางอันโบกมือ ขันทีก็ถอยออกไปอย่างรู้ความ จวินฉาง อันจึงเอ่ยถาม “ฝ่าบาทไม่เข้าใจเรื่องใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เยี่ยนไหวจิ่งกล่าวว่า “ข้าไม่เข้าใจ ไทเฮาทรงรักเยี่ยนอ๋องถึง เพียงนั้น เหตุใดเสด็จพ่อของข้าจึงไม่อิจฉา?”
จวินฉางอันชะงักก่อนจะกล่าวว่า “บางทีฮ่องเต้อาจคิดว่าได้ ครอบครองแผ่นดินแล้ว จึงไม่ร้องขอสิ่งใดอีก”
“จริงหรือ?” เยี่ยนไหวจิ่งพึมพำอย่างเหม่อลอย และหันไป เขียนสาส์นกราบทูลต่อ
ขันทีชะเง้อชะแง้อยู่ด้านนอกประตู
จวินฉางอันจึงรีบเดินไปหาและพาตัวเขาออกห่างจากห้อง หนังสือ พร้อมกับถามว่า “ยังมีเรื่องใดอีก?”
ขันทีกระซิบ “แม่ครัวของหอจุ้ยเซียนผู้นั้น…คือแม่นางอวี๋! ฮู หยินเซียวก็ไปเข้าวังเช่นกัน แล้วจู่ๆ ฝ่าบาทก็ทรงเสด็จไปยังตำ หนักเสียนฝู…มิใช่ว่าองค์ชายรองส่งคนไปจับตาดูแม่นางอวี๋หรือ? เรื่องใหญ่เพียงนี้ยังไม่เห็นสายลับมาแจ้งข่าว คิดๆ ดูแล้ว หรือจะ เกิดเรื่องอันใดขึ้น สายลับถูกพระสนมเสียนเฟยจัดการไปแล้ว? หากเป็นเรื่องจริง การเข้าวังหลวงของแม่นางอวี๋ในวันนี้ คงไม่ราบ รื่นนักขอรับ”
จวินฉางอันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไปได้”
“ขอรับ” ขันทีเดินออกไปจากเรือน
จวินฉางอันกลับไปยังห้องหนังสือ
“มีอันใดรึ?” เยี่ยนไหวจิ่งถาม
“ไม่มีอันใดพ่ะย่ะค่ะ” จวินฉางอันตอบ
…
ลมหนาวโพยพัดแผดเสียงคำราม รถม้าคันหนึ่งแล่นไปบน ถนนทางการที่ราบเรียบ เสียงไอที่ไม่อาจอดกลั้นดังออกมาจาก ด้านในรถม้า
“ช้าลงหน่อย”
อิ่งสือซันสั่ง
ในขณะที่สารถีรถม้าจับบังเหียนและกำลังจะชะลอความเร็ว เยี่ยนจิ่วเฉาก็เอ่ยเบาๆ “ไม่จำเป็น เจ้ารีบไปต่อเถิด ไปถึงก้งเฉิงให้ เร็วที่สุด”
อิ่งสือซันเอ่ย “มีอิ่งลิ่วอยู่ ช่วงสองสามวันนี้อย่าได้กังวลเลย เบาะแสไม่มีทางเสียหายแน่ขอรับ”
“ไม่ใช่เรื่องเบาะแส…” เยี่ยนจิ่วเฉายกผ้าห่มขึ้นคลุมตัว แสง ระยิบระยับของไข่มุกราตรีตกกระทบใบหน้าที่ซีดขาว ยิ่งทำให้คน ด้านในดูซูบผอม
“คุณชายยังไม่คลายกังวลเรื่องแม่นางอวี๋หรือ?” อิ่งสือซัน กล่าวถาม
เยี่ยนจิ่วเฉาถอนใจ “ไม่ได้พบข้าวันเดียว นางก็เคยงอแงจนไป ขัดขวางข้าถึงโรงเตี๊ยมมาแล้ว คุณชายอย่างข้าจากมาเช่นนี้ ไม่รู้ ยามนี้นางจะดีดดิ้นไปมาอย่างไรแล้ว”
อิ่งสือซัน “…”
ข้าผิดเอง ข้าผิดเองจริงๆ ข้าไม่ควรปากมาก!
เยี่ยนจิ่วเฉามีสีหน้าจนปัญญา “เจ้าคิดว่าตอนนี้นางจะร้องไห้ แทบเป็นแทบตายที่บ้านอยู่หรือไม่? หรือว่านางกำลังจะไปตามหา คุณชายผู้นี้อยู่? เฮ้อ โชคดีนักที่ข้ามองการณ์ไกล ทิ้งบุตรทั้งสามไว้ ที่เมืองหลวง เอาละ เจ้าเขียนจดหมายไปบอกนาง หากคิดถึง คุณชายผู้นี้มากนัก ก็ให้นางไปหาเด็กๆ ที่คฤหาสน์สกุลเซียวเพื่อ
เป็นการปลอบโยนความโหยหาเถิด”
มุมปากของอิ่งสือซันกระตุก ยังไม่ทันได้ออกจากเมืองหลวง ก็ จะเขียนจดหมายฉบับที่สามสิบห้าแล้วเรอะ?!
…
ในที่สุดก็เดินทางออกจากเมืองหลวง
อิ่งสือซันส่งจดหมายฉบับที่ห้าสิบสามออกไปด้วยใบหน้า มืดมน
…
ก้งเฉิงอยู่ทางตะวันออกของต้าโจว รถม้าออกเดินทางจาก ประตูเมืองตะวันออก ตรงไปยังทิศตะวันออก หลังจากเจ็ดวันก็จะ ถึงจี้โจว จี้โจวและก้งเฉิงอยู่ติดกัน หลังจากข้ามสะพานจี้โจวไป ก็ จะเป็นเมืองยวนหยางของก้งเฉิง
“คุณชายฟ้าเริ่มมืดแล้ว ไปหาโรงเตี๊ยมพักผ่อนกันก่อนเถิด วันพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ” แม้ว่าอิ่งสือซันจะทนไม่ได้กับนิสัยบาง อย่างของคุณชาย ทว่าเยี่ยนจิ่วเฉากำลังป่วยไข้ เขาจำต้องไปหา หมอมาตรวจดูอาการของเยี่ยนจิ่วเฉาเสียหน่อย
เยี่ยนจิ่วเฉาพิงผนังด้านข้างของรถม้าด้วยท่าทางออดๆ แอดๆ เขาเวียนหัวอย่างหนักจนอ้าปากด้วยความอ่อนแรง
อิ่งสือซันรีบเอ่ยว่า “ข้ารู้แล้ว ข้าจะรีบไปเขียนจดหมายเดี๋ยว นี้”
เยี่ยนจิ่วเฉาปิดปากและหลับไปอย่างพึงใจ
เมื่อเยี่ยนจิ่วเฉาตื่นขึ้น ก็พบว่าตนอยู่ในโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุด ในจี้โจว เขากำลังนอนอยู่บนเตียงของห้องพักรายวัน โดยมีอิ่งสือ ซันและอิ่งลิ่วเฝ้าอยู่ข้างเตียง
เยี่ยนจิ่วเฉาเหลือบมองอิ่งลิ่วด้วยท่าทางอิดโรยพร้อมกับ ประหลาดใจ “เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่? เจ้าไม่ได้อยู่ที่ก้งเฉิงหรอก หรือ?”
“คุณชายเชิญดื่มยาถ้วยนี้ก่อนเถิด ข้าจะค่อยๆ เล่าให้คุณชาย ฟัง” อิ่งลิ่วเทยาบนเตาที่อุ่นกำลังดีลงในถ้วย แล้วนำไปให้เยี่ยนจิ่ว เฉา
เยี่ยนจิ่วเฉาลุกขึ้นนั่ง
เขาใช้ชีวิตเหมือนแช่อยู่ในหม้อยาขนาดใหญ่ เขาไม่อิดออดที่ จะดื่มยา ผ่านไปเพียงไม่นานก็มองเห็นก้นถ้วย
เขาส่งถ้วยยาคืนให้กับอิ่งลิ่ว อิ่งสือซันที่อยู่ด้านข้างก็เปิดโถ นํ้าตาลและหยิบนํ้าตาลกรวดยื่นให้เขา
แม้เขาจะไม่อาจลิ้มรสชาติของมัน ทว่าเมื่อเยาว์วัยเด็กคนอื่น ก็กินยาเช่นนี้ เยี่ยนจิ่วเฉาได้เห็น จึงค่อยๆ เรียนรู้และทำตาม
เยี่ยนจิ่วเฉาอมนํ้าตาลกรวดที่ไม่มีรสชาติใดๆ สำหรับเขา พลางเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ว่ามา”
อิ่งลิ่วอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา “…ข้าถูก
ไล่ล่าจนมาถึงจี้โจว”
ที่แท้ หลังจากที่อิ่งลิ่วไปยังก้งเฉิง เขาก็พบเบาะแสเกี่ยวกับเห ยียนหรูอวี้ หลังจากได้เบาะแสแล้ว เขาพบพยานปากเอกคน สำคัญ ทว่าพยานปฏิเสธที่จะเล่าความจริงในสิ่งที่เขารู้ เว้นแต่จะ ต้องช่วยครอบครัวของเขาออกมา
การช่วยชีวิตคนไม่ใช่จุดแข็งของอิ่งลิ่ว อิ่งลิ่วจึงส่งจดหมายไป ถึงเยี่ยนจิ่วเฉา และขอให้เขาส่งหน่วยกล้าตายมาให้สองคน
และในระหว่างที่รอหน่วยกล้าตายมาถึง อิ่งลิ่วก็ได้พบกับโจว ไหวโดยบังเอิญ
คุณชายเยี่ยนส่งสายลับอีกคนมาจับตาดูโจวไหว ทว่าโจวไหว เจ้าเล่ห์เกินไป และสลัดสายลับจากจวนคุณชายหลุดได้สำเร็จ อิ่ง ลิ่วที่กำลังครุ่นคิดเรื่องนี้ ก็เกิดการปะทะกันขึ้น จะดีกว่าหากให้อิ่ง ลิ่วอยู่ต่อ รอให้เสร็จสิ้นภารกิจของเหยียนหรูอวี้แล้วเขาค่อยพาตัว โจวไหวกลับไปเมืองหลวง
ขณะนั้น คนขององค์ชายรองก็ปรากฏตัวขึ้น
อิ่งลิ่วไปยังจี้โจวอย่างลับๆ เขาไม่อาจปล่อยให้ผู้ใดล่วงรู้ตัวตน ของเขาได้ เขาจึงปล่อยโจวไหวและรีบหนีไป ทว่าโจวไหวกลับโกรธ แค้น และล่อให้คนขององค์ชายรองไปหาอิ่งลิ่ว
ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังต่อสู้กัน โจวไหวก็ถือโอกาสหนี
“พวกเขาจำเจ้าได้หรือไม่?” อิ่งสือซันขัดจังหวะอิ่งลิ่ว
อิ่งลิ่วส่ายศีรษะ “ไม่ ข้าปิดบังใบหน้าไว้ได้ทันเวลา และวิ่งออก มาอย่างรวดเร็ว มิให้พวกเขาจำข้าได้”
“พวกเขาไล่ล่าเจ้าไปถึงจี้โจวหรือ?” อิ่งสือซันมองอิ่งลิ่วด้วย สายตาดูถูกเหยียดหยาม คนผู้นี้อ่อนหัดเกินไปแล้วกระมัง? สายลับสองสามคนของจวนองค์ชายรองก็ไม่อาจเอาชนะได้ จะ เหมือนหนุ่มน้อยตัวเล็กน่ารักน่าปกป้องเกินไปแล้วกระมัง?
เมื่ออิ่งลิ่วเห็นสายตาสังเวชของอิ่งสือซัน ก็ทราบได้ทันทีว่าเขา กำลังคิดบางอย่างที่ไม่บริสุทธิ์ใจ เขาจ้องไปที่อิ่งสือซัน แทบจะทะลุ เข้าไปในหัว “นี่เจ้าคิดอันใดอยู่?! ข้าไม่ได้ถูกไล่ล่าโดยสายลับพวก นั้น!”
ฝีมือต่อสู้ของเขาไม่ดีนักหากเทียบกับอิ่งสือซัน ทว่าหากเทียบ ในยุทธจักร ก็นับว่ามีคู่ต่อสู้อยู่เพียงไม่กี่คน!
“เช่นนั้นเกิดเรื่องใดขึ้น?” เยี่ยนจิ่วเฉาขมวดคิ้วมุ่น
“ข้าได้พบกับโจวไหวอีกครั้ง” เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ อิ่งลิ่วก็จน ปัญญา คนอื่นๆ ต้องการตามหาตัวโจวไหว ทว่าหาเช่นไรก็ไม่พบ เขาที่กำลังฉี่แต่กลับยังได้พบ กั้นกลางเพียงประตูไม้ไผ่ เขาอยู่ห้อง ส้วมทางนี้ ส่วนโจวไหวอยู่ห้องส้วมอีกทาง ทั้งสองต่างกำลังถือ นกเขา ทั้ง (นกเขา) สอง (นกเขา) มองหน้ากัน ภาพเช่นนั้น…ไม่ อาจทนมองตรงๆ ได้
อิ่งลิ่วข้ามฉากนี้ไป บอกเพียงว่าเขาได้พบกับโจวไหวโดย บังเอิญที่ถนนใหญ่ “…ข้าโกรธที่เขาเคยหยามข้ามาก่อน ข้าจึง
อยากสั่งสอนเขา!”
“แล้วหลังจากนั้น เจ้าก็ถูกเขาสอนบทเรียนให้หรือ?” อิ่งสือ ซันกล่าวปลงใจ
อิ่งลิ่วเอ่ยหน้าเขียว “จะเป็นไปได้อย่างไร? เพราะมีคนอื่นมา อีกต่างหาก ทว่าครานี้ไม่ใช่สายลับจากจวนองค์ชายรอง กลับ เป็นกลุ่มของ…”
เมื่อเอ่ยถึงตอนนี้ จู่ๆ ท่าทีของอิ่งลิ่วก็หยุดชะงักลง เขากำหมัด แน่น ดวงตาปรากฏร่องรอยของความตื่นตระหนกที่เขาไม่ทันรู้สึก ตัว
เยี่ยนจิ่วเฉาจ้องมองเขาอย่างอดทนเพื่อรอให้เขาเอ่ยต่อ
อิ่งลิ่วสูดหายใจเข้าลึก กลืนนํ้าลายลงคอ และค่อยๆ เอ่ยว่า “ข้าไม่เคยเห็นบุคคลที่น่ากลัวเช่นนั้นมาก่อน…พวกเขายังไม่ได้ทำ อันใด เพียงแค่สายตาและกลิ่นอายที่แผ่ออกมา…”
อิ่งสือซันตบไหล่อิ่งลิ่ว แม้ว่าเขาจะเยาะเย้ยอิ่งลิ่วอยู่เสมอ ทว่าเขาก็รู้ดีกว่าใครว่าอิ่งลิ่วมิใช่คนขี้ขลาดตาขาว แม้แต่เขาก็ สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวนั้น เช่นนั้นคงต้องเป็นบุคคลที่แม้ กระทั่งหน่วยกล้าตายก็ไม่อาจสยบได้
อิ่งลิ่วกัดฟันกล่าวต่อ “โจวไหวไม่กลัวตาย วิ่งไปหาเรื่องคน พวกนั้นเพื่อหลบหนี คนกลุ่มนั้นคิดว่าโจวไหวกับข้าเป็นพวก เดียวกัน จึงตามไล่ล่าข้าไปด้วย…ข้าหนีมาถึงจี้โจวจึงรอดพ้นใน
ที่สุด”
หากกล่าวตามตรงคือ คนพวกนั้นคร้านจะตามไล่ล่าต่อ ดู เหมือนมีเรื่องที่สำคัญกว่านี้ต้องจัดการ ไม่อยากเสียเวลากับโจร กระจอกเพียงสองคน
“คนพวกนั้นคือใคร?” อิ่งสือซันสงสัย
อิ่งลิ่วส่ายหัว “ข้าก็ไม่รู้ แต่ข้าสงสัยว่าพวกเขาไม่ใช่ผู้คนในจง หยวน”
จอมยุทธ์ที่เก่งกาจที่สุดในจงหยวนต่างอยู่ใต้เงื้อมมือของ คุณชาย
เยี่ยนจิ่วเฉาหยุดชะงัก พลางเคาะนิ้วบนผ้านวมเบาๆ สองสาม ครั้ง “อย่าเพิ่งไปยุ่งเรื่องโจวไหว คนของเยี่ยนไหวจิ่งจะตามพบเขา ยามนี้มาคุยเรื่องที่เจ้าพบในก้งเฉิงก่อน”
อิ่งลิ่วตอบ “ข้าพบคนผู้หนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยมีบ้านอยู่ในก้ง เฉิง เมื่อประมาณสี่ปีก่อน มีสตรีสำเนียงเมืองหลวงมาขอซื้อบ้าน ของเขา”
เยี่ยนจิ่วเฉาหรี่ตา “สตรีผู้นั้นก็คือเหยียนหรูอวี้รึ?”
“ไม่ผิดแน่ขอรับ” อิ่งลิ่วพยักหน้า
สี่ปีก่อน หลังจากสกุลเหยียนเกิดเรื่อง ทุกคนในสกุลเหยียน ถูกจับกุมคุมขัง มีเพียงเหยียนหรูอวี้เท่านั้นที่หายตัวไป ทางการเร่ง ค้นหาตัวนางอย่างจริงจัง ทว่าก็ไร้วี่แวว
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างครุ่นคิด “บ้านหลังนั้นอยู่ในที่ลับตารึ? เหตุใดทางการจึงไม่หาตัวนางไม่พบ?”
อิ่งลิ่วตอบ “บ้านหลังนั้นมิได้อยู่ในที่ลับตาแต่อย่างใด ทว่า…”
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยแทน “ทว่ามีใครบางคนปกป้องนาง”
“เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น” อิ่งลิ่วกล่าว
ว่ากันตามตรง เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้สนใจอดีตของเหยียนหรูอวี้ ทว่ามีเพียงการสืบเรื่องราวของเหยียนหรูอวี้และคนเหล่านั้น จึงจะ สามารถค้นหาความจริงเกี่ยวกับเด็กทั้งสามได้
สตรีในคืนนั้นคือใคร? มารดาผู้ให้กำเนิดของเหล่าเด็กน้อยคือ ใคร? เขาต้องให้คำอธิบายกับตัวเอง
เยี่ยนจิ่วเฉาบอกให้อิ่งลิ่วกล่าวต่อ
อิ่งลิ่วสีหน้าเคร่งเครียด “เจ้าของบ้านคนเก่าเอ่ยว่า ในเวลา นั้นเหยียนหรูอวี้ตั้งครรภ์มาแล้ว ประมาณสามหรือสี่เดือน เขาดู ออกเพราะอาภรณ์บางเบาที่นางสวมใส่ในฤดูคิมหันต์ นอกจากนั้น เหยียนหรูอวี้ก็มิได้มาซื้อบ้านเพียงคนเดียว ข้างกายนางมีบุรุษผู้ หนึ่ง…คุณชายต้องเดาไม่ออกแน่ว่าเขาคือใคร”
เยี่ยนจิ่วเฉาตอบ “ใคร?”