หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 55.1 ค้นพบความจริง (1)
คฤหาสน์ใหญ่สกุลสวี่
อาการบาดเจ็บของสวี่เฉิงเซวียนหายเป็นปกติ ในช่วงที่พักฟื้น เขานอนจนตัวหมัดแทบขึ้น และในที่สุดก็กลับมาเดินได้อีกครั้ง เขาจึงไปที่เรือนของบิดาในทันที
“ท่านพ่อของข้าเล่า?” สวี่เฉิงเซวียนไม่เห็นสวี่ส้าวอยู่ในห้อง
ชายที่ทำความสะอาดห้องกล่าวว่า “ตอบคุณชายสวี่ นายท่าน ไปห้องตำราแล้วขอรับ”
“ห้องตำรารึ” สวี่เฉิงเซวียนหันตัวออกจากประตู และเร่งไปที่ ยังห้องตำรา
ทว่ากลับพบเพียงอากาศ ห้องตำราว่างเปล่า ไม่รู้ว่าสวี่ส้าวไป ที่ใด
สวี่เฉิงเซวียนย่างเท้าเข้าไปในห้องตำราของสวี่ส้าว
ห้องตำรานี้ ถือได้ว่าเป็นสถานที่สำคัญของบ้านสกุลสวี่ คน ทั่วไปไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าออกได้ตามใจ แต่ใครให้สวี่เฉิงเซวียน เป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเขาเล่า? เขาเป็นที่รักของฮูหยิน ใหญ่และสวี่เสียนเฟย
สวี่เฉิงเซวียนนอนบนเตียงมาเป็นเวลานานแล้ว จึงไม่ชอบนั่ง
เขาเดินไปรอบๆ ห้องตำรา พลันเหลือบไปเห็นกระดาษจดหมาย แผ่นหนึ่งที่ถูกทับไว้ใต้ม้วนกระดาษบนโต๊ะทำงาน
“นี่มันอะไร?” เขาหยิบมันขึ้นมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เจ้าเข้ามาทำอันใดในห้องตำราของข้า?”
ทันใดนั้น เสียงตํ่าของสวี่ส้าวก็ดังขึ้นจากด้านหลัง สวี่เฉิงเซวี ยนสะดุ้งตกใจ หันกลับไปอย่างงวยงง
สวี่ส้าวเดินมาข้างหน้าเขา พลันหยิบกระดาษจดหมายในมือ เขามาพับและวางกลับลงไปบนโต๊ะ
เมื่อเห็นว่าบิดาดูไม่สบอารมณ์ สวี่เฉิงเซวียนจึงรีบแก้ตัวนิ้ว พันกันยุ่ง “ข้าสาบานได้ ข้าไม่เห็นอันใดทั้งนั้น!”
สวี่ส้าวมองเขาด้วยสายตาหนักแน่นจริงจัง “ไม่พักฟื้นอยู่ใน ห้อง วิ่งออกมาทำอันใด?”
สวี่เฉิงเซวียนยกมุมปาก “พักฟื้น พักฟื้น ให้ข้าพักฟื้นอยู่แต่ ในห้องทั้งวัน ข้าหายดีแล้ว!”
สวี่ส้าวหาได้สนใจ เขาเดินไปที่โต๊ะและวางกระดาษจดหมายที่ พับแล้วไว้ในลิ้นชัก
สวี่เฉิงเซวียนเพ่งมองด้วยสีหน้านิ่งเฉย และเอ่ยอย่างปกติ “ท่านพ่อ อาการบาดเจ็บของข้าหายเป็นปกติแล้ว ข้าขอออกไปได้ หรือไม่? ข้ามิได้ไปที่หอเทียนเซียงมานานแล้ว ข้าอยากไปเดินเล่น”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น สวี่ส้าวก็เอ่ยใส่หน้าเขา “เจ้ายังมีหน้าจะ
ออกไปข้างนอกอีกรึ? เจ้ารู้ไหมว่าหอเทียนเซียงสูญเสียไปมาก เพียงใดเพราะเจ้า?”
สวี่เฉิงเซวียนเถียงไม่ออก ที่หอเทียนเซียงต้องโชคร้าย เพราะ เขาปกป้องพ่อครัวหยาง เขายอมรับว่ามันเป็นความผิดของเขา เขาไม่คิดว่าผู้ที่หนุนหลังคนสกุลอวี๋จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ถึง กระทั่งมีความสัมพันธ์กับจวนคุณชาย หากเขารู้แต่แรก ก็คงจะ ผลักพ่อครัวหยางออกไปให้สกุลอวี๋จัดการแล้ว
ทว่าเขาก็ไม่คิดว่าทุกอย่างเป็นความผิดของเขา
อย่างน้อยการพ่ายแพ้ต่อหอจุ้ยเซียนในการแข่งขันปรุง อาหารระดับเทพก็ไม่ใช่ปัญหาของเขา
เขาพึมพำ “ข้าบอกแล้วว่าไม่ควรมาที่เมืองหลวง อยู่ที่สวี่โจวก็ มีความสุขมากอยู่แล้ว แต่แล้วท่านก็มาที่นี่และก่อตั้งหอเทียนเซี ยง ข้าคิดว่าหอเทียนเซียงก็ทำเงินได้ไม่เท่าไร ยังไม่สู้เปิดเส้นทาง เดินเรืออีกสายที่สวี่โจวด้วยซํ้า!”
ชายฝั่งทะเลสวี่โจวมีธุรกิจทางทะเลอยู่ไม่น้อย การค้าใน แต่ละรอบล้วนมีเม็ดเงินมหาศาล
สวี่ส้าวมองบุตรชายอย่างเย็นชา “ยามนี้เจ้าวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องครอบครัวแล้วหรือ? หากไม่มีอันใดทำ ก็กลับไปเรียนหนังสือ ที่เรือนเจ้า อย่าออกไปสร้างปัญหาให้มาก!”
“ข้าอยากพบท่านพี่” สวี่เฉิงเซวียนดื้อรั้นหัวชนฝา
“ยังจะเอ่ยอีกรึ?” สวี่ส้าวใช้วาจาคุกคาม
สวี่เฉิงเซวียนพยายามระงับความกลัวและยืดเอวขึ้นพร้อมกับ เอ่ยว่า “ข้าอยากเจอท่านพี่ชายของข้า!”
“เจ้า!” สวี่ส้าวเงื้อมือหมายจะตบ
“ฮูหยินใหญ่ ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
เสียงน้อมทักทายดังมาจากด้านนอกห้องตำรา
สวี่ส้าวจึงลดมือลง
สวี่เฉิงเซวียนรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง
ฮูหยินใหญ่สวี่เดินเข้ามาในห้องตำราพร้อมไม้เท้า “เซวียนเอ๋ อร์!”
สวี่เฉิงเซวียนรีบซุกตัวเข้าในอ้อมแขนของฮูหยินใหญ่สวี่ และ ใช้วาจาออดอ้อน “ท่านย่า ข้าอยากไปหาท่านพี่ของข้า”
“แผลเจ้าหายดีแล้วรึ? ไม่มาคารวะย่าเลยนะ” ฮูหยินใหญ่สวี่ โกรธเคือง
สวี่เฉิงเซวียนยิ้มพลางเอ่ยว่า “ข้าจะไปคารวะท่านอยู่แล้ว ข้า แค่มาคุยกับท่านพ่อสักหน่อย ให้ข้าออกไปเถิด ข้าไม่ได้ไปบ้านท่าน พี่มานานแล้ว!”
“เอาละ เอาละ เจ้าไปได้ เจ้าไปได้!” ฮูหยินใหญ่สวี่รักหลาน ชายของนางสุดหัวใจ เพียงแค่หน้าผากร้อน ก็ยอมตกลงทันที
ไม่ง่ายที่สวี่ส้าวจะโต้แย้ง เขาเฝ้าดูฮูหยินใหญ่สวี่พาสวี่เฉิงเซวี ยนออกไปด้วยใบหน้าสงบนิ่ง
สวี่เฉิงเซวียนไปนั่งที่เรือนของฮูหยินใหญ่ครู่หนึ่งก็ลุกขึ้นเพื่อ ไปยังตำหนักองค์ชาย องค์ชายที่ถึงวัยผู้ใหญ่มักจะย้ายออกจากวัง หลวง มีเพียงรัชทายาทเท่านั้นที่สามารถอยู่วังตำหนักตะวันออก ได้ ใครๆ ต่างก็อิจฉาชีวิตนอกวังหลวง ทุกคนตั้งหน้าตั้งตารอที่จะ ได้ออกจากวัง ทว่าเมื่อได้อยู่นอกวังจริงๆ ทุกคนต่างกระหายที่จะ กลับวังหลวง เพราะเมื่อย้ายกลับไปได้ก็หมายความว่าพวกเขามี คุณสมบัติที่จะเป็นว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไป และจะได้สืบทอดการ ปกครองในไม่ช้า
“รัชทายาทต้องเป็นของท่านพี่ของข้าเป็นแน่!”
สวี่เฉิงเซวียนกล่าวด้วยความมั่นใจ สองเท้ากระโดดลงจากรถ ม้า และเดินเข้าไปในตำหนัก
ในช่วงที่สวี่เฉิงเซวียนถูกกักบริเวณอยู่ในบ้าน เขาไม่ค่อย ทราบเกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองนัก ได้ยินเพียง องค์ชายรองรับ ผิดชอบคดีความหนึ่ง แต่ไม่ทราบว่าเป็นคดีความของผู้ใด
“ท่านพี่!” สวี่เฉิงเซวียนเห็นเยี่ยนไหวจิ่งที่กำลังแข่งหมากล้อ มกับจวินฉางอันในศาลา สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นอึมครึม “เหตุใด จึงวางหมากกับเขาเล่า? ทักษะของเขายํ่าแย่ยิ่งนัก!”
จวินฉางอันยิ้มจางๆ วางหมากสีดำในมือลง และลุกขึ้นมอบที่ นั่งของตนให้สวี่เฉิงเซวียน
สวี่เฉิงเซวียนก็นั่งลงด้วยความเปรมปรี
“ร่างกายของเจ้าดีขึ้นแล้วรึ?” เยี่ยนไหวจิ่งถาม
“หายดีแล้ว หายดีแล้ว! ขอบคุณท่านพี่ที่จำได้!” คุณชายน้อย สวี่ผู้ชั่วโฉดโหดเหี้ยม ต่อหน้าเยี่ยนไหวจิ่งกลับเป็นเพียงคุณชาย แสนเชื่อง
เยี่ยนไหวจิ่งเอ่ย “ข้าได้ยินมาว่าท่านลุงของข้าล้มป่วย ข้า กำลังคุยว่าจะไปเยี่ยมเขาเมื่อไรอยู่พอดี” เดิมทีในช่วงบ่าย เขาได้ เชิญสวี่ส้าวมาดื่มชา ทว่าสวี่ส้าวกลับส่งคนมาบอกว่ารู้สึกไม่สบาย กะทันหัน และจะแวะมาเยี่ยมใหม่
สวี่เฉิงเซวียนไม่ทราบเรื่องนี้จึงเอ่ยอย่างงุนงง “ท่านพ่อของ ข้าไม่สบายรึ? ท่านได้ยินจากผู้ใด? เมื่อครู่ก็ยังดูสบายดี ช่วงบ่าย เขายังต้องไปตามนัดอีก!”
“ไปตามนัด?” มือที่ถือตัวหมากของเยี่ยนไหวจิ่งชะงักลง
จวินฉางอันเหลือบมองสวี่เฉิงเซวียน
เยี่ยนไหวจิ่งปรับให้นํ้าเสียงปกติ “เจ้าจำผิดแล้วกระมัง?”
สวี่เฉิงเซวียนตบหน้าอกของเขาพลางเอ่ยว่า “เป็นไปไม่ได้! ข้า เห็นจดหมายของเขา! ยามโหย่ว เนินไผ่ดำ วัดซีกวนเก่า ข้าจำไม่ ผิดแน่!”
สวี่เฉิงเซวียนนั่งในตำหนักองค์ชายอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากทาน มื้อคํ่าจึงได้กลับไป
หลังเขาจากไป จวินฉางอันก็เดินเข้ามา “ฝ่าบาท เห็นได้ชัดว่า นายท่านสวี่โป้ปด เขามีนัดกับท่านอยู่แล้ว กลับเลื่อนนัดกะทันหัน ต้องการให้ข้าไปตรวจสอบรึไม่?”
เยี่ยนไหวจิ่งครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง “…ไม่จำเป็น เขาเป็นลุงของ ข้า หากข้าตรวจสอบเขา จะให้เสด็จแม่วางตัวอย่างไร? หาใช่เรื่อง ใหญ่ ข้าจะดื่มชาวันใดก็ได้”
………………….
สวี่ส้าวออกจากห้องไป
วัดซีกวนเก่าเป็นวัดร้างที่ตั้งอยู่บนยอดเขาไผ่ดำ เมื่อขึ้นถึง ยอดเขาแล้วเดินต่อไปทางเหนือ ก็จะถึงป่าไผ่ดำเขียวชอุ่ม
สถานที่แห่งนี้ร้างมานาน
สวี่ส้าวจอดรถม้าไว้ที่เชิงเขาไผ่ดำ และเดินเท้าต่อไปยังป่าไผ่ ดำ
กลางป่า ผู้นัดพบสวมหมวกคลุมและรออยู่นานแล้ว
สวี่ส้าวมองเงาหลังรูปร่างอันเจิดจ้าก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้ เจ้าบอกหรือว่าเราไม่ควรพบกันเป็นการส่วนตัว?”
เมื่อได้ยินเสียงของเขา สตรีผู้นั้นก็ค่อยๆ หันตัวกลับมา และ เปิดผ้าคลุมหมวก เผยให้เห็นใบหน้าที่ทำให้ผู้คนตื่นตะลึงในความ งดงงาม หากไม่ใช่เหยียนหรูอวี้แล้วจะเป็นผู้ใดเล่า?
…
“คุณชาย! ที่นี่ละ!”
อิ่งลิ่วกระโดดลงจากรถม้า เปิดม่าน และพยุงเยี่ยนจิ่วเฉาลง มา
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่สบายมาตลอดทาง ทานยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น เขาสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกตัวหนา ซึ่งใช้ในฤดูหนาวที่รุนแรง ใบหน้าที่ซีดเซียวในตอนกลางคืน ยามนี้ยิ่งซีดลงอีกจนน่าตกใจ
อิ่งสือซันจอดรถม้าไว้ด้านข้าง จากนั้นก็เดินไปเคาะประตู
แอด–
ประตูเปิดออก เด็กรับใช้คนหนึ่งเดินออกมา สายตาของเขา กวาดมองผู้คนไปมา และเมื่อเห็นเยี่ยนจิ่วเฉาก็ถึงกับสะดุ้งเล็ก น้อย
จะมีคนหน้าตาดีเช่นนี้มาที่ก้งเฉิงสักกี่ครา…
อิ่งสือซันขยับตัวไปด้านข้าง บดบังสายตาของเขาด้วยร่าง กำยำ “นายท่านของเจ้าอยู่รึไม่?”
เด็กรับใช้ถูกคลื่นรังสีที่แผ่ออกจากอิ่งสือซันทำให้หวาดกลัว เขาพยักหน้าอย่างเหม่อลอย “อยู่ อยู่ เจ้า…เจ้าคือผู้ใด? มาหา นายของข้ามีเรื่องอันใด?”
อิ่งลิ่วตอบ “ไปบอกนายของเจ้าว่า คุณชายหวังมาถึงแล้ว เขา จะเข้าใจ”
คุณชายหวังเป็นนามแฝงของอิ่งลิ่ว
เด็กรับใช้ไม่กล้าเมินเฉย ปิดประตูและรีบปรี่ไปหานายของเขา เพียงไม่นาน ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนก็ออกมากล่าว ทักทายอย่างสุภาพนอบน้อม “คุณชายหวัง? คุณชายหวังจริงๆ หรือ?”
บทที่ 55.2 ค้นพบความจริง (2)
ชายวัยกลางคนผู้นี้มีแซ่เจิ้ง เคยเป็นพ่อค้ารายย่อย ทำธุรกิจ เล็กๆ มีรายได้ไม่มากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับอดอยาก บุตรชายของเขาได้ ก่อคดีเมื่อต้นปี ถูกทางการจับเนรเทศไปเป็นกุลีอยู่ในเหมือง
เหมืองมีการป้องกันแน่นหนา มีจุดตรวจมากมาย การพาชาย ฉกรรจ์ออกมา เป็นเรื่องยากที่จะไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น
แต่อิ่งลิ่วบอกกับนายท่านเจิ้งว่าเขามีเพื่อนที่เชี่ยวชาญวิชาตัว เบา ขอเพียงนายท่านเจิ้งยินดีที่จะสารภาพความจริง ก็จะช่วยเขา พาบุตรชายออกมา
“คุณชายหวัง!” นายท่านเจิ้งราวกับได้เห็นผู้ชี้ทางสว่าง เขา ก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับจับมือของอิ่งลิ่ว จากนั้นเขาก็ได้เห็น คุณชายสูงศักดิ์ที่อยู่ข้างๆ อิ่งลิ่ว
อยู่มากระทั่งอายุเพียงนี้ พบปะผู้คนนับไม่ถ้วน เขาไม่เคยเห็น คุณชายรูปงามดั่งหยกเช่นนี้มาก่อน ทว่า…ร่างกายอ่อนแอเล็ก น้อย และมีใบหน้าซีดเผือด
“คุณชายของข้า สกุล…ก็สกุล…” อิ่งลิ่วสมองพร่ามัว คิดชื่อ สกุลอื่นไม่ออก จึงคิดจะใช้สกุลเดียวกับเขา และกำลังจะเอ่ยว่า ‘ก็ สกุลหวัง’ เยี่ยนจิ่วเฉากลับเอ่ยเบาๆ ว่า “สกุลอวี๋”
อิ่งสือซันพ่นลมออกจากปาก
“คุณชายอวี๋ เชิญเข้ามาเร็วเถิด!” นายท่านเจิ้งทำท่าทางเชื้อ เชิญ พลางมองไปที่อิ่งสือซันที่อยู่ด้านข้าง “ผู้นี้คือ…”
“พี่ชายของเสี่ยวหวัง” อิ่งสือซันกล่าวอย่างเอาเปรียบ
“ลำดับที่แปด” อิ่งลิ่วไม่ยอมแสดงให้เห็นว่าตนด้อยกว่า
นายท่านเจิ้งผงะ หวัง…แปด[1]?
…
นายท่านเจิ้งเชิญพวกเยี่ยนจิ่วเฉาเข้าไปพักในบ้าน หน่วยกล้า ตายที่เยี่ยนจิ่วเฉาพามาซ่อนตัวอยู่ในความมืด ยามจำเป็นจึงจะ ช่วยบุตรชายของนายท่านเจิ้งออกมา ทว่าก่อนหน้านั้น นายท่าน เจิ้งจำต้องเล่ารายละเอียดในปีนั้นโดยไม่มีสิ่งใดปกปิด
“ข้าได้บอกเรื่องบ้านกับคุณชายเสี่ยวหวังแล้ว และได้วาด ภาพในความทรงจำให้กับคุณชายเสี่ยวหวังแล้วเช่นกัน พวกท่าน รีบช่วยบุตรชายข้าออกมาเถิด!” นายท่านเจิ้งกล่าว
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างไม่รีบร้อน “ไม่ต้องรีบ เจ้าลองนึกถึงสิ่ง ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นดูอีกครั้ง ยังมีสิ่งใดที่หลงลืมไปหรือไม่?”
นายท่านเจิ้งเอ่ยในใจ เจ้าไม่รีบ แต่ข้ารีบ ลูกของข้าเป็นกุลีอยู่ ในเหมือง เขาอาจถูกทารุณจนตายได้ทุกเมื่อ!
นายท่านเจิ้งอยากจะโกรธ แต่เขาก็ดูออกว่าคนเหล่านี้ไม่ง่าย ที่จะยั่วยุ โดยเฉพาะคุณชายที่ล้มป่วยคนนี้ ดูเหมือนป่วยออดๆ แอดๆ ทว่ากลับให้ความรู้สึกอันตรายและน่ากลัวยิ่งกว่าคนร่าง
ใหญ่กำยำนั่นเสียอีก
“เช่นนั้นเริ่มจากเมื่อสี่ปีที่แล้ว ข้าได้พบกับสตรีผู้นั้นเป็นครั้ง แรก…นางมาซื้อบ้าน บ้านของครอบครัวข้าเพิ่งขายพอดี มี คนกลางช่วยเจรจา ได้ตกลงธุรกิจกันเสร็จเรียบร้อย และขณะนั้น ก็มีบุรุษผู้หนึ่งปรากฏตัวออกมา”
เยี่ยนจิ่วเฉากางภาพวาดเสมือนของสวี่ส้าว “เจ้าช่วยยืนยัน อีกครั้ง ใช่คนผู้นี้หรือไม่?”
“ใช่ เป็นเขา” นายท่านเจิ้งกล่าว “เหมือนกว่าภาพที่ข้าวาดไว้ มาก ข้าพบกับคนทั้งสองตอนที่ซื้อขายบ้านเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทว่ารูปร่างหน้าตาของสตรีผู้นั้นช่างงดงามจับตา ข้าประทับใจมิรู้ ลืม ทำให้ข้าจดจำคนทั้งสองได้”
แม้เป็นเพียงการพบปะกัน ทว่านายท่านเจิ้งก็มองออกว่าบุรุษ ผู้นั้นปกป้องดูแลนางเป็นอย่างดี หลังจากขายบ้านไป นายท่านเจิ้ งก็ย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่ แต่ยังมีร้านขายข้าวอยู่ใกล้กับบ้านหลัง เก่า
เขาไปที่ร้านขายข้าวเป็นครั้งคราว บางครั้งเขาก็ได้ยินความ เคลื่อนไหวในบ้านหลังเก่า
ไม่กี่เดือนต่อมา เสียงร้องของทารกก็ดังมาจากบ้านหลังเก่า นายท่านเจิ้งคิดว่าสตรีผู้นั้นคงคลอดแล้วเป็นแน่ เสียงร้องไห้ดัง ต่อเนื่องเป็นเวลาห้าหรือหกเดือน หลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินอีกเลย ขณะที่นายท่านเจิ้งคิดว่าพวกเขาย้ายออกไปแล้ว ก็บังเอิญเจอกับ
สตรีผู้นั้นจับท้องเดินออกมา
หญิงผู้นั้นสวมผ้าปิดหน้า แต่เขาก็ยังจำนางได้
สตรีผู้นั้นไม่สังเกตเห็นเขา และเดินผ่านร้านขายข้าวของเขา ไปพร้อมกับสาวรับใช้คนหนึ่ง
“เด็กคนนั้นคงจะตายตั้งแต่เยาว์วัย” นายท่านเจิ้งกล่าวอย่าง เวทนา
ทว่าไม่กี่วันต่อมาเสียงร้องไห้ของทารกก็ดังออกมาจากบ้าน หลังเก่าอีกครา นายท่านเจิ้งรู้สึกงงงวยยิ่งนัก เขาผู้เป็นบิดาของ บุตรหกคน ค่อนข้างคุ้นชินกับท้องของหญิงตั้งครรภ์ ในความคิด ของเขา ท้องของนางน่าจะยังไม่เกินเจ็ดเดือน กลับคลอดแล้ว หรือ?
“คลอดก่อนกำหนดรึ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
นายท่านเจิ้งพยักหน้า “ข้าเดาว่าเป็นเช่นนั้น เสียงร้องของเด็ก ก็อ่อนมากเช่นกัน หลังจากฝนตกหนัก ข้าก็ไม่ได้ยินเสียงร้องอีก เลย อาจจะได้รับลมหนาวและไม่มีชีวิตรอด ยังไม่ถึงหนึ่งเดือนเต็ม ด้วยซํ้า ช่างน่าเสียดาย”
ดังนั้นจึงได้คำอธิบายเกี่ยวกับโถเถ้ากระดูกทั้งสองแล้ว
เยี่ยนจิ่วเฉาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะสองสามครั้ง “ข้อมูลเหล่านี้ไม่มี ประโยชน์สำหรับข้าเท่าไร หากเจ้าต้องการช่วยลูกชายของเจ้า เจ้า ต้องให้ข้อมูลที่มีค่ามากกว่านี้”
“หา?” นายท่านเจิ้งสะดุ้ง
อิ่งสือซันกล่าว “เจ้าไม่ได้ยินที่คุณชายของข้าพูดรึ?”
“ข้าขอถามสักหน่อย คุณชายอวี๋มีความสัมพันธ์อันใดกับฮู หยินท่านนั้นหรือไม่?” นายท่านเจิ้งถาม
อิ่งสือซันกล่าวอย่างเย็นชา “หาใช่ธุระของเจ้า เจ้าเพียงแค่ ตอบคุณชายก็พอ เหมืองไม่ใช่ที่สำหรับให้คนอยู่ ผู้ที่ถูกเนรเทศไป ที่นั่นล้วนเป็นนักโทษประหาร แม้ถูกตีจนตายก็ไม่ถูกจดจำ หากช้า ไปอีกหนึ่งวันบุตรของเจ้าก็ยิ่งเสี่ยงมากขึ้น ถึงตอนนั้น อย่ารอแค่ ให้เราไปช่วยเก็บศพแล้วกัน”
“ข้าๆๆ…ข้าจะนึก ข้าจะนึกให้ออกเดี๋ยวนี้!” เหงื่อเย็นของนาย ท่านเจิ้งผุดทะลัก เขาลุกขึ้นยืนและเดินไปรอบๆ ห้องอย่างประหม่า เขาไม่ได้พบกับหญิงผู้นั้นมากนัก ทั้งหมดก็พบเพียงสองครั้ง ที่ เหลือก็คาดเดาจากสิ่งที่ได้ยิน ยามนี้ ให้เขานึกถึงสิ่งที่มีมากกว่านี้ เขาจะไปนึกได้จากที่ใดเล่า?!
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวเตือน “ตัวอย่างเช่นบุคคลที่อยู่ข้างกายนาง นางพาใครมากับนางบ้าง หรือนางเชิญใครบางคนมา?”
“ข้านึกออกแล้ว! จริงๆ ก็มีอยู่อย่างหนึ่ง!” นายท่านเจิ้งมี ความคิดแวบเข้ามาในหัว เขาเอ่ยด้วยความตื่นเต้น “แต่ข้าไม่ได้ เห็นด้วยตาของข้าเอง ข้าได้ยินมาจากลูกสะใภ้ของร้านขายข้าว มี สตรีท้องใหญ่ต่างถิ่นผู้หนึ่งหายไปที่ประตูหลังบ้านของนาง คนรับ ใช้ของนางหามหญิงผู้นั้นเข้าไป หลังจากนั้นแม่นางผู้นั้นก็อาศัย
อยู่ในบ้านของนาง นี่เล่า นับหรือไม่?”
“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อใด?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
“ไม่นานหลังจากที่ลูกคนที่สองของนางจากไป” นายท่านเจิ้งก ล่าว
อิ่งลิ่วถามเยี่ยนจิ่วเฉาด้วยเสียงตํ่า “คุณชาย หญิงตั้งครรภ์ผู้ นั้นอาจจะเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของคุณชายน้อยหรือไม่?”
นิ้วของเยี่ยนจิ่วเฉาบีบแน่น “คนต่างถิ่นผู้นั้นมีหน้าตาเป็น อย่างไร?”
นายท่านเจิ้งกล่าวว่า “ข้าไม่เคยเห็น ทว่าข้าได้ยินมาจาก ภรรยาของเพื่อน นางบอกว่า คนต่างถิ่นผู้นั้นดูตกอับยิ่งนัก ราวกับ ขอทานที่เดินผ่านมา ฮูหยินท่านนั้นจิตใจดียิ่งนัก แม้แต่ยาจกก็รับ ไว้ดูแล”
จิตใจดี? เกรงว่าจะมีแผนการเสียมากกว่า! เมื่อนึกถึงคุณชาย น้อยในครรภ์มารดาที่ต้องผ่านชีวิตขอทานตกระกำลำบาก ก็ทำให้ อิ่งลิ่วรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
“เจ้าไม่เคยเห็นว่าหน้าตานางเป็นเช่นไร จะมิใช่เพียงคำพูด เลื่อนลอยหรอกรึ?” อิ่งสือซันกลอกตา
นายท่านเจิ้งเกาหัว
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยอีกครั้ง “คนต่างถิ่นผู้นั้นอยู่นานเพียงใด?”
“ข้าไม่แน่ใจ” ร้านขายข้าวตั้งอยู่ที่ประตูหลังของบ้านหลังเก่า
แต่ส่วนใหญ่คนในบ้านก็มักใช้ประตูหน้าบ้าน
“ยามนี้ ผู้ใดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเก่าของเจ้า?” เยี่ยนจิ่วเฉา เอ่ยถาม
“ไม่มีผู้ใดอยู่ เมื่อสองปีก่อน หลังจากที่ฮูหยินท่านนั้นย้ายออก ไป บ้านก็ว่างมาโดยตลอด” นายท่านเจิ้งกล่าว
เยี่ยนจิ่วเฉาหยุดชั่วคราว “ไปดูที่บ้านหลังเก่า”
คืนนั้น พวกเขาถูกพาไปยังบ้านหลังเก่าโดยมีนายท่านเจิ้งเป็น คนนำ ประตูบ้านหลังเก่าถูกลงกลอนไว้ อิ่งสือซันปลดกลอนทอง เหลืองออกอย่างง่ายดาย นายท่านเจิ้งอกสั่นขวัญหาย เกรงว่าจะมี ผู้ใดทราบและไปรายงานต่อทางการ
“เข้าไป!” อิ่งสือซันตวาด
นายท่านเจิ้งลดศีรษะลง เดินเข้าไปในบ้าน และชี้ไปที่ห้องแถว หนึ่ง “นี่คือโถงหลัก นี่คือห้องอุ่น นี่คือห้องตำรา และนั่นคือห้อง ครัว…”
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งสายตาให้อิ่งลิ่ว คนทั้งสองก็แยกกันไปค้นดูใน บ้าน
“คุณชาย! มีช่องลับซ่อนอยู่ใต้เตียงในห้องนี้ นี่คือสิ่งที่พบใน ช่องลับขอรับ!” อิ่งลิ่วเดินมาพร้อมกับห่อกล่องสีเทาๆ ขนาดเล็ก
เยี่ยนจิ่วเฉา “เปิดออก”
อิ่งลิ่วยอบกายลง วางกล่องเล็กๆ บนพื้นและคลายเกลียวตัว
กลอนทองเหลืองด้วยมือเปล่า กล่องนั้นมีเสื้อผ้าของผู้หญิงอยู่ เมื่อเห็นกองอาภรณ์ที่ขาดรุ่งริ่งก็มองออกว่าไม่ใช่อาภรณ์ที่เหยียน หรูอวี้สวมใส่อย่างแน่นอน
“เป็นของแม่นางผู้นั้น!” ดวงตาของอิ่งลิ่วเป็นประกาย พลิก เปิดอาภรณ์ ในชั้นล่างสุดมีหนังสือม้วนหนึ่ง
เยี่ยนจิ่วเฉาหยิบม้วนหนังสือขึ้นมา ดึงเชือกและค่อยๆ คลี่ เปิดจนเผยให้เห็นภาพเสมือนของใครคนหนึ่ง
…………………………………………………….
[1] หวังแปด หรือ หวังปา 王⼋ เป็นอีกชื่อของเต่าหรือตะพาบนํ้า เมื่อ
เอามารวมกับคำว่า ตั้น 蛋 ที่แปลว่าไข่ กลายเป็น หวังปาตั้น จะหมายถึง
โง่เง่าเต่าตุ่น