หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 58.1 เด็กน้อยหลงใหลแม่ (1)
ชายชราที่ถูกเรียกว่าอาม่าไม่ใช่มามาหญิงจริงๆ ทว่าเป็นชาย ชราที่มีอายุเกินหกสิบ อาม่าเป็นคำพ้องเสียงของคำเรียกแบบหนึ่ง ทว่าในจงหยวนจะได้ยินเป็น ‘อาม่า’ ก็เท่านั้น
ชายชราสงบนิ่งไม่หวั่นไหวกับเรื่องใด เขานั่งขัดสมาธิบนพื้น ยกสูงขรุขระ ด้านหลังเป็นกำแพงที่ร้าวแตกหลายจุด
“อาเว่ย แน่ใจว่าใช่นางรึ?” เสียงในลำคอของชายชราที่ส่ง ออกมา คล้ายกับเสียงที่มาจากยุคสมัยโบราณอันห่างไกล แฝงไป ด้วยความลึกลับ
อาเว่ยเป็นคนไปเปิดประตูก่อนหน้านี้ และเป็นบุรุษที่ได้พบ หน้าอวี๋หวั่น ภายในบ้าน นอกจากเขาแล้วก็ยังมีวัยรุ่นอยู่อีกสอง สามคน
อาเว่ยบีบกำปั้นที่สวมถุงมือหนัง พลางเอ่ยอย่างมั่นใจ “ใบหน้านั้นเหมือนกับในภาพวาดไม่มีผิด! แล้วข้าก็เคยเห็นนางอยู่ ในฝูงชน! ข้าไม่มีทางจำผิดแน่!”
ชายหนุ่มที่มีรอยแผลเป็นเล็กๆ ใต้ตาขวาเอ่ย “ผ่านมาสิบ แปดปีแล้ว เหตุใดนางถึงไม่เปลี่ยนไปสักนิด?”
“เอ่อ…” อาเว่ยก็ผงะด้วยความงุนงง
ชายหนุ่มที่รูปร่างสูงที่สุดอีกคนกล่าว “นางอาจจะใช้วิชาคง
ความงาม?”
ชายชรากล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไร เราจะจับตาดูนาง ไม่มีผู้ใด สามารถปฏิเสธการอภิเษกขององค์กษัตริย์ได้ เราต้องพานางกลับ เผ่า และส่งนางให้ถึงมือของกษัตริย์ ให้องค์กษัตริย์จัดการกับนาง เอง!”
อาเว่ยสีหน้าเคร่งขรึม “ใช่แล้ว นางต้องชดใช้กับพฤติกรรม เลวร้ายของนางก่อนหน้านี้อย่างสาสม!”
…
ตกบ่าย ซั่งกวนเยี่ยนเข้ามาที่หมู่บ้าน เหตุเพราะอวี๋หวั่นได้ตัก เตือน อาเว่ยจึงย้ายรถม้าไปที่สวนหลังบ้าน ดังนั้นเมื่อซั่งกวน เยี่ยนผ่านบ้านสกุลจ้าว จึงไม่ได้สังเกตว่าผู้ที่ย้ายมาใหม่เป็นกลุ่ม คนที่บังเอิญเจอกันที่ถนน
สารถีรถม้าถามที่อยู่ของอวี๋หวั่นที่ทางเข้าหมู่บ้าน และขับรถ ม้าตรงไปยังประตูบ้านของอวี๋หวั่น
ซั่งกวนเยี่ยนลงจากรถม้า
ซั่งกวนเยี่ยนรูปร่างหน้าตางดงาม แต่งกายงามเพริศพริ้ง ดึงดูดทุกสายตาให้มาจับจ้องยามนางปรากฏตัว
บรรดาสตรีหญิงสาวต่างตกตะลึง ใยจึงมีคนที่งดงามชวนมอง เช่นนี้ได้?
เหล่าบุรุษชายยิ่งไม่ต้องพูดถึง ช่างฝีมือที่เตรียมตัวจะเก็บงาน
จากสถานที่ก่อสร้างต่างตัวแข็งทื่อดังหิน ยืนตะลึงมองตาไม่ กะพริบ
“อา—”
ผู้ชายของนางเหมียวมองจนจิตใจล่องลอย ตกลงมาจาก กำแพงที่สูงถึงสองเมตร
ซั่งกวนเยี่ยนเริ่มคุ้นชินกับสิ่งที่เป็นเช่นนี้เพราะตนเองแล้ว ไม่ ว่านางจะไปที่ใด ก็ล้วน ‘เอิกเกริก’ เช่นนี้มาตลอด
ไม่นาน เด็กอ้วนจํ้ามํ่าทั้งสามก็ออกมาจากรถม้า
คราวนี้ ถึงกับทำให้ทุกคนต้องสะดุ้งตกใจ
พวกเขามองผิดไปหรือเปล่า? นี่ นี่ นี่มันแฝดสาม?
พวกเขาใช้ชีวิตมาจนอายุปูนนี้ เพียงได้ยินก็ยังไม่เคยได้ยินมา ก่อน ว่าบ้านใดจะมีลูกแฝดสามคน หากไม่ใช่ตั้งครรภ์แล้วเกิดมา ไม่ได้ ก็เกิดมาแล้วมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน เด็กชายสามคนที่แข็งแรง น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ เห็นได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต!
เป็นครั้งแรกที่ซั่งกวนเยี่ยนถูกแย่งความสนใจ ที่แท้ก็เป็น เพราะเด็กน้อยทั้งสาม
เด็กจํ้ามํ่ามีผมจุกที่มัดแบบเดียวกัน ผูกด้วยผ้าสีนํ้าเงินแบบ เดียวกัน สวมเสื้อสีนํ้าเงินและกางเกงสีขาวแบบเดียวกัน ที่เอว ของพวกเขาคาดเข็มขัดสีทองเงาวาว คุณชายน้อยที่ดูสูงส่งลํ้าค่า ทั้งสาม ช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก!
จนกระทั่ง…ทุกคนได้เห็นรองเท้าหัวเสือที่เท้าของทั้งสาม
เอ่อ…แน่ใจนะ ว่าเป็นหัวเสือ ไม่ใช่หัวแมว? ไฉนจึงได้น่า เกลียดอัปลักษณ์ถึงเพียงนี้…
ทั้งสามยํ่าบนรองเท้าอัปลักษณ์ เตาะแตะเข้าไปในบ้าน อย่าง ชำนาญลู่ทาง!
เถี่ยตั้นน้อยกำลังฝึกเขียนพู่กัน เขาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวด้าน นอกหน้าต่าง จึงเปิดหน้าต่างออกดู “ว้าว! น้องชาย! พวกเจ้ามา แล้ว!”
เถี่ยตั้นน้อยรีบวางพู่กันลงแล้ววิ่งออกไป อ้าแขนทั้งสองเพื่อ ต้อนรับ และโผเข้าหาน้องชายตัวน้อยที่กระโจนเข้ามา แต่แล้ว น้องชายตัวน้อยของเขาก็วิ่งผ่านไปอย่างไร้ความรู้สึก…
เถี่ยตั้นน้อยที่หลังจากถูกพี่สาวใช้กลอุบาย ยังถูกน้องชาย หมางเมินอีก “…”
ไม่มีสิ่งใดน่าเศร้าไปมากกว่านี้
อวี๋หวั่นที่อยู่ในห้องครัวกำลังเทนํ้าจากถังลงในตุ่ม จู่ๆ ก็รู้สึก ถึงบางสิ่งเล็กๆ อ้วนๆ สามก้อนกระแทกเข้ามา และกอดต้นขาเธอ ไว้!
ร่างกายเล็กๆ ที่อ่อนนุ่ม กับมือน้อยๆ ที่อบอุ่น ทำให้หัวใจของอ วี๋หวั่นสั่นระรัว
อวี๋หวั่นหันไป เห็นเด็กน้อยบ้องแบ๊วทั้งสาม ก็อดไม่ได้ที่จะยก
ยิ้มมุมปากและหันตัวไป นั่งยองๆ ลูบหัวคนทั้งสาม “พวกเจ้ามาที่ นี่ได้อย่างไร?”
ทั้งสามให้อวี๋หวั่นดูเท้าเล็กๆ ที่พวกเขาสวมใส่อยู่
อวี๋หวั่นยิ้มจางๆ “ใส่แล้วสินะ พอดีเท้าหรือไม่?”
เด็กจํ้ามํ่าที่มีพื้นรองเท้าหนาสามชั้นพยักหน้า
ทั้งสามลืมซั่งกวนเยี่ยนที่อยู่ในห้องโถง และเอาแต่ถูขา กอด กัน หอมกัน แต่อวี๋หวั่นก็ได้ยินการเคลื่อนไหวในห้องโถง จึงพาเด็ก น้อยทั้งสามออกไป
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ เถี่ยตั้นน้อยกำลังพูดคุยอยู่กับซั่งก วนเยี่ยน “… ข้าไม่ได้โม้นะ เต้าหู้เหม็นของครอบครัวข้าขายดีมาก ทุกเช้าจะมีรถม้าจากในเมืองมารับสินค้า และขายให้ผู้สูงศักดิ์กิน! แน่นอน ผู้สูงศักดิ์ที่งดงามเช่นฮูหยินนั้นไม่มีหรอก!”
ซั่งกวนเยี่ยนถูกชื่นชมเยินยอจนจิตใจหลงระเริง เด็กๆ ล้วนไม่ อาจโกหก ที่เขาพูดต้องเป็นความจริงแน่แท้ นางรู้สึกว่าตนเอง เป็นสตรีที่สวยที่สุดในโลก
อวี๋หวั่นใบหน้าดำทะมึน เจ้าหนุ่มน้อยคนนี้ไปตามอย่างใครมา ในครอบครัวของเธอไม่มีใครพูดประจบได้เช่นนี้! ฮูหยินที่สวย ที่สุด? รอให้ท่านแม่กลับมาก่อนเถิด เจ้ายังกล้าเอ่ยเช่นนี้อยู่รึไม่!
เถี่ยตั้นน้อยกล่าวคำทักทายอย่างสุภาพบุรุษ “เช่นนั้นฮูหยิน กระหม่อมขอตัวไปฝึกเขียนพู่กันต่อ ไม่รบกวนท่านแล้ว”
กระหม่อม…
อวี๋หวั่นบีบนิ้ว อยากจะยกเจ้าตัวเล็กนี่ขึ้นมาทุบสักที!
ซั่งกวนเยี่ยนพาเด็กๆ ออกไป แน่นอนว่าลูกกวาดเป็นสิ่งที่ขาด ไปไม่ได้ เถี่ยตั้นน้อยปากหวานถึงเพียงนั้น ซั่งกวนเยี่ยนมีความสุข ยิ่ง จึงได้มอบลูกกวาดแพรวพราวรสชาติดีกองใหญ่ให้กับเขา
ในที่สุด เถี่ยตั้นน้อยที่ได้รับลูกกวาดก็กลับห้องไปฝึกคัดอักษร ด้วยหัวใจพองโต
ซั่งกวนเยี่ยนมีสาวรับใช้เดินตามอยู่ข้างกาย อวี๋หวั่นเคยเดิน ผ่านนางที่จวนจิงจ้าวครั้งหนึ่ง นางมีใบหน้าเหมือนเด็กน้อยที่ ทำตัวขึงขังดุดัน ทว่าไม่อาจปกปิดองคาพยพทั้งห้าที่แสนงดงาม ได้ จึงไม่มีความน่าเกรงกลัวแม้แต่น้อย
สาวรับใช้เชิดคาง “นายท่านของข้าอยากกินเต้าหู้เหม็นของ เจ้า! รีบเอาเต้าหู้เหม็นออกมาสองไห! เราจะรีบซื้อแล้วกลับไป!”
ซั่งกวนเยี่ยนใคร่เอ่ยบางสิ่งแต่กลับหยุด
อวี๋หวั่นมองซั่งกวนเยี่ยนและเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่รู้ว่าเต้าหู้ เหม็นที่หมักสองวันนี้จะได้ที่แล้วหรือยัง พวกท่านต้องชิมก่อน หากพอใจค่อยซื้อกลับไปดีหรือไม่?”
“หา? นี่…” สาวใช้คล้ายกับไม่อยากชิม
ซั่งกวนเยี่ยนกระแอมเบาๆ และเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “เจ้าพูดก็ ถูก จำเป็นต้องชิมก่อน หากเจ้าขายของเสียๆ ให้เราจะทำอย่างไร!”
สาวรับใช้ครุ่นคิด และพยักหน้าเคร่งขรึม “เช่นนั้นก็ได้ เจ้าไป ทอดเต้าหู้เหม็นมาหนึ่งจาน!”
อวี๋หวั่นยิ้มรับ แล้วเดินไปทอดเต้าหู้เหม็น
อวี๋หวั่นทอดทั้งหมดสามจาน เต้าหู้เหม็นสีขาวหนึ่งจาน ไม่มี ไส้ รสชาติดั้งเดิม และเต้าหู้เหม็นดำสองจาน จานหนึ่งใส่นํ้าปรุง เต้าเจี้ยวหมัก จานหนึ่งยำหัวไชเท้าหั่นเต๋า หัวไชเท้าหั่นเต๋าบ้าน เธอมีรสชาติเผ็ดซ่อนหวาน สดชื่นและตัดความเลี่ยนได้เป็นอย่าง ดี
ซั่งกวนเยี่ยนกินไม่หมดในชั่วครู่ชั่วยาม อวี๋หวั่นนึกได้ว่าพริก ป่าและผลไม้ที่ภูเขาด้านหลังสุกแล้ว จะไปเก็บมาให้ซั่งกวนเยี่ยน นำกลับไป คนในชนบทไม่มีของดีพิเศษอะไร มีเพียงอาหารแปลกๆ เหล่านี้ที่สามารถให้ผู้คนในเมืองได้ลิ้มลอง
“พระชายาทานให้อร่อย ข้าจะไปที่ภูเขาด้านหลังและจะรีบ กลับมา” อวี๋หวั่นถือพลั่วและแบกตะกร้าเดินออกไปทางด้านหลัง
เด็กน้อยทั้งสามก็เดินเตาะแตะตามขึ้นไปด้วย
“คุณชายน้อย ภูเขาด้านหลังอันตราย ไปไม่ได้!” สาวรับใช้จับ พวกเขาไว้
เด็กทั้งสามมองอวี๋หวั่นด้วยสายตาเศร้าสลด นํ้าตาคล้ายจะ ไหลออกมา
หัวใจของอวี๋หวั่นอ่อนยวบจนเธอต้องเอ่ยกับสาวใช้ “ข้าไป
ภูเขาด้านหลังไม่ไกลนัก ยังไม่ข้ามไหล่เขาตรงนั้นเลย เจ้าดูสิ อยู่ ตรงนั้น”
สาวรับใช้ยืนอยู่ที่ป่าไผ่เล็กๆ ในสวนหลังบ้าน และมองตามทิศ ที่นิ้วอวี๋หวั่นชี้ไป มันอยู่ไม่ไกลจริงๆ แล้วช่วงนี้ก็มีคนขึ้นไปขุดหน่อ ไม้และเก็บผักป่าบนภูเขามากมาย จนเกิดเป็นทางเดินเท้าแล้ว
ทว่าสาวใช้ก็ยังคงกังวลอยู่ นางอยากตามไปด้วยแต่ก็ยังต้อง อยู่เฝ้าฮูหยิน คิดได้แล้ว จึงเอ่ยอย่างประนีประนอม “เช่นนั้น ข้าจะ ดูเจ้าอยู่ตรงนี้! และเจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้ไปในที่ที่ข้ามองไม่เห็น!”
“ได้เลย” อวี๋หวั่นยิ้มและพยักหน้ารับ สาวใช้ผู้นี้จะว่าดุก็ดุ แต่ ก็ซื่อสัตย์ต่อเจ้านายยิ่งนัก อันที่จริง อวี๋หวั่นอยากไปไกลกว่านี้ แต่ ในเมื่อเธอพาเด็กมาด้วย จึงได้แค่เดินอยู่รอบๆ เชิงเขา
เมื่อเด็กน้อยทั้งสามเห็นว่าอวี๋หวั่นมีตะกร้าอยู่บนหลัง ก็อยาก มีตะกร้าเล็กๆ บ้าง ตะกร้าไม่มีแล้ว อวี๋หวั่นพบเพียงผ้าฝ้ายสะอาด สองสามผืน จึงนำมามัดและผูกไว้ที่คอของทั้งสามเป็นย่ามเล็กๆ
เด็กจํ้ามํ่าที่ได้ย่ามก็ดีอกดีใจ กระโดดโลดเต้นตามอวี๋หวั่นขึ้น ไปภูเขาด้านหลัง
บทที่ 58.2 เด็กน้อยหลงใหลแม่ (2)
พวกเขาไม่เคยขึ้นภูเขา มันเต็มไปด้วยสิ่งแปลกตา เมื่อพวก เขาเห็นดอกไม้และต้นไม้อยู่ริมทาง ก็เด็ดมาให้อวี๋หวั่นดู อวี๋หวั่นก็ บอกพวกเขาว่า นี่คือหญ้าหางหมา นี่คือหญ้าป้างโถว นี่คือดอก จื่อฮวาตี้ติง นี่คือหญ้าเชอเฉียน…
สิ่งที่เด็กทั้งสามเก็บมาเยอะที่สุดเป็นหญ้าใบเลื่อย มันคือ วัชพืชสีเขียวอ่อน ใบเป็นแฉกคล้ายร่ม หรือที่เรียกว่าต้นหมูมรณะ ต้นอ่อนของมันนำมาปรุงอาหารได้ แต่ว่ากันว่าหากหมูกินเข้าไปก็ จะไม่สบาย จึงเป็นที่มาของชื่อนี้
ไม่รู้ว่าเพราะสนใจชื่อนี้หรือไม่ เด็กๆ ถึงเก็บมันอย่างไม่รู้จัก เหน็ดเหนื่อย เมื่อเก็บมาก็ให้อวี๋หวั่นพูด
อวี๋หวั่นก็ตะโกนชื่อ ‘หมูมรณะ’ มาตลอดทาง
ไม่นานคนทั้งสี่ก็มาถึงที่ที่มีพริกป่าขึ้น พริกป่าชนิดนี้แตกต่าง จากพริกใดๆ ที่อวี๋หวั่นเคยกินที่โลกก่อน รูปร่างคล้ายกับพริกชี้ฟ้า ในความทรงจำ ทรงยาวและแหลม แต่ไม่ใช่สีแดง ตอนแรกอวี๋ หวั่นคิดว่าเพราะมันยังไม่สุก แต่หลังจากสังเกตดูสักพัก ก็พบว่า มันเป็นสีเขียวอยู่ตลอดไม่ว่านานแค่ไหน แต่รสชาติกลับร้อนแรง เสียยิ่งกว่าพริกชี้ฟ้า
เมื่อเด็กจํ้ามํ่าเห็นว่าเธอเด็ดมา ก็เอื้อมมือไปเด็ดบ้าง
อวี๋หวั่นรีบหยุดพวกเขา “นี่เป็นพริก มันเผ็ดร้อนมาก อย่าเด็ด นะ”
เด็กทั้งสามเข้าใจและไม่เด็ดมันอย่างเชื่อฟัง นั่งยองๆ เล่นกับ ดอกไม้อยู่บนพื้น
ท่ามกลางหมู่ดอกไม้ป่า จู่ๆ กบตัวเล็กๆ ขนาดเท่าเล็บมือก็ กระโดดออกมา ทั้งสามไม่เคยเห็นสิ่งที่กระโดดได้มาก่อน พวกเขา ตกใจหันหน้าวิ่งหนี และซุกตัวเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของอวี๋หวั่น!
ตอนแรกอวี๋หวั่นคิดว่ามีงู แต่เมื่อเดินไปดู ก็ถึงกับยิ้มจน ร่างกายแทบยืนไม่ตรง
มันคือกบที่เพิ่งพัฒนามาจากลูกอ๊อด ตัวเล็กเท่ากับเมล็ดถั่ว ปากอ้า ไม่คิดว่าจะทำให้เด็กน้อยทั้งสามกลัวถึงเพียงนี้
ราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามที่ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน สังหารผู้คน เป็นผักปลาในโลกก่อน ยามนี้ถูกกบตัวน้อยๆ ทำให้หวาดกลัว จน ต้องซุกซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนของอวี๋หวั่น เวลาผ่านไปเนิ่นนาน พวกเขาก็ยังไม่ยอมออกมา
อวี๋หวั่นเลิกเก็บพริกป่าชั่วคราว พาพวกเขาไปเก็บผลโทงเทงที่ อยู่ใกล้ๆ ยามนี้ผลโทงเทงสุกแล้ว กระทั่งมีบางส่วนตกลงไปใน โคลนและเน่าเสีย อวี๋หวั่นรู้สึกเสียดายมาก
อวี๋หวั่นหยิบผลโทงเทงสามลูกที่ทั้งใหญ่และแดงป้อนเด็ก น้อยทั้งสาม พวกเขาเคยถูกให้กินเปรี้ยวมาแล้วครั้งหนึ่ง จึงมีท่าที
ต่อต้านขัดขืนเล็กน้อย แต่เพราะอวี๋หวั่นป้อน พวกเขาจึงใช้ความ กล้าและกินมัน และแล้วก็พบว่า รสชาติช่างแตกต่างกับครั้งที่ แล้ว มันหวานฉํ่า อร่อยเกินบรรยาย!
เด็กน้อยต่างร้องฮืมๆ ด้วยความตื่นเต้น
อวี๋หวั่นเก็บอีกสองสามเม็ดให้พวกเขา เด็กๆ จึงจดจำและ เรียนรู้ เริ่มลงมือเก็บมันด้วยตัวเอง
เมื่อเห็นว่าพวกเขาลืมเรื่องของกบน้อยไปแล้ว อวี๋หวั่นก็ยิ้ม ออกมา พร้อมกับเดินไปด้านข้างเพื่อเก็บพริกป่าต่อ เมื่ออวี๋หวั่น เก็บพริกป่าเสร็จ ย่ามใบเล็กๆ ของพวกเขาก็หนักอึ้งไปหมด
อวี๋หวั่นสังเกตเห็นว่า นอกจากผลสองสามผลที่เธอป้อนใน ตอนแรก พวกเขาก็ไม่ได้กินผลที่ตนเองเก็บมาเลย
หรือพวกเขาแค่เก็บเพื่อความสนุก?
เมื่อกลับไปที่สวนหลังบ้าน อวี๋หวั่นก็หยิบกะละมังใส่นํ้าสามใบ ให้พวกเขาล้างผลไม้ เดิมทีคิดว่าจะใส่รวมกันล้างในกะละมังเดียว ทว่าพวกเขาก็ยืนยันที่จะล้างผลไม้ของตัวเองด้วยตัวเอง และไม่ ต้องการให้ผสมกับผลไม้ของคนอื่น
หลังจากล้างเสร็จ พวกเขาทั้งสามก็ยื่นผลโทงเทงมาตรงหน้า อวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นถึงกับผงะ ที่แท้ก็ไม่ใช่ว่าไม่อยากกิน แต่ว่าอดทนเพื่อ เก็บไว้ให้เธอกิน?
หัวใจของอวี๋หวั่นพลันรู้สึกอบอุ่นจนร้อนรุ่ม “ข้ากินแค่ลูก เดียวพอแล้ว”
เด็กจํ้ามํ่าจึงวางผลไม้ป่าในมือกลับลงไปในกะละมัง และพลิก ไปมา พวกเขาแต่ละคนหยิบผลที่ใหญ่ที่สุดป้อนใส่ปากอวี๋หวั่น
ซั่งกวนเยี่ยนที่ไม่รู้ว่ามาเมื่อไร “ข้าก็อยากกินเหมือนกัน”
เด็กน้อยทั้งสามพลิกไปพลิกมาในกะละมัง พวกเขาแต่ละคน หยิบผลที่เล็กที่สุดยื่นให้ซั่งกวนเยี่ยน
ซั่งกวนเยี่ยน “…”
…
ซั่งกวนเยี่ยนกินเต้าหู้เหม็นจนอิ่มแปล้ นางลูบท้องกลมๆ ของ นางแล้วเอ่ยว่า “ข้าเอาเต้าหู้เหม็นทั้งสองแบบ อย่างละสองโถ ซิ่งจู๋ จ่ายเงิน!”
สาวรับใช้ก้มหน้าจ่ายเงิน
อวี๋หวั่นกล่าว “มิเป็นไรหรอก ของเหล่านี้ข้ามอบให้ท่าน”
ที่วังหลวง นางช่วยสะสางปัญหาที่ใหญ่เพียงนั้น แม้ว่าจะทำ เพราะเยี่ยนจิ่วเฉาขอร้องนาง อวี๋หวั่นก็ไม่อาจไม่รับนํ้าใจนางได้ ยิ่ง ไปกว่านั้น นางเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของเยี่ยนจิ่วเฉา
“เช่นนั้นคงไม่ได้ ข้าซั่งกวนเยี่ยน ไม่เคยกินอาหารของผู้อื่น!”
“นี่จะเหมือนกันได้อย่างไร? ครั้งที่แล้วข้ายังไม่ได้ตอบแทน
พระชายา หากพระชายาไม่รับ ข้าคงรู้สึกเสียใจ”
หนึ่งคนอยากให้ หนึ่งคนไม่ยอมรับ ทั้งสองเถียงกันเนิ่นนาน สาวรับใช้ถือกระเป๋าเงิน จะให้ก็ไม่ได้ จะไม่ให้ก็ไม่ได้
เด็กทั้งสามเดินเข้ามา เขย่งเท้าคว้ากระเป๋าเงินของนาง แล้ว ยัดมันใส่มือของอวี๋หวั่น
ซั่งกวนเยี่ยนที่ถูกทำร้ายอีกครั้ง “…”
จะไม่เห็นแก่ตัวเกินไปแล้ว!
…
เมื่อเห็นว่าเวลาตกเย็นแล้ว ซั่งกวนเยี่ยนก็ควรออกเดินทาง กลับเมืองเช่นกัน แม้ว่าด้วยฐานะของนาง ไม่จำเป็นต้องกังวล เรื่องการปิดประตูเมือง แต่วันนี้นางแอบมาออกจากบ้านโดยไม่มี องครักษ์คุ้มกัน การเดินตอนกลางคืนจึงอาจไม่ปลอดภัย
แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น จู่ๆ ท้องฟ้าก็มืดครึ้ม กลุ่มเมฆดำ ทะมึนรวมตัวอยู่เหนือศีรษะ ราวกับว่าจะมีฝนตกหนักลงมาได้ทุก เมื่อ
จากหมู่บ้านเหลียนฮวาไปถึงเมืองหลวง จะบอกว่าไกลก็ไม่ไกล แต่จะบอกว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ หากออกเดินทางในยามนี้ ก็มีโอกาสที่จะ ถูกพายุฝน และกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก
“พระชายา ไม่เช่นนั้นคืนนี้ท่านพักอยู่ที่นี่ก่อนเถิด”
สาวรับใช้เอ่ยฮึดฮัด “เอ่ยเสียดูดี เจ้าจะให้ฮูหยินของเราพักอยู่
ฮูหยินจะพักอยู่ที่ใดเล่า?! อยู่ที่บ้านของเจ้าหรือ? ทรุดโทรมเพียง นี้! ช่างไม่เป็นธรรมกับฮูหยินของเรายิ่งนัก!”
แอด!
สิบห้านาทีต่อมา อวี๋หวั่นก็แง้มประตูด้านหลังของบ้านที่อยู่ ติดกัน
…
พายุฝนใกล้เข้ามา ทุกคนในหมู่บ้านต่างพากันกลับไปยังบ้าน ของตน พวกเขาภาวนาให้พายุฝนไม่ตกหนักจนเกินไป พวกเขา ต้านทานกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้ว ไม่อาจต้านทานภัยธรรม ชาติอื่นๆ ได้อีก
คนที่ตื่นเต้นมีเพียง ‘บ้านของสกุลจ้าว’
ในบ้านหลังใหญ่ของสกุลจ้าว คนสี่คนนั่งล้อมโต๊ะ ด้านนอก บ้านเริ่มมีเสียงฟ้าแลบฟ้าร้อง ในดวงตาของคนทั้งสี่ไม่อาจปิดบัง ประกายความตื่นเต้นยินดี
มีเพียงเสียงฟ้าร้องที่ช่วยปกปิดเสียงการเคลื่อนไหวของพวก เขาได้ดีขึ้น คืนนี้เป็นโอกาสอันดีที่จะลงมือ
อาเว่ยอาสาตัว “อาม่า ให้ข้าไป! ข้าสัญญาว่าจะจับนางมาให้ ได้!”
ชายชราส่ายหัว “การจับนางไม่ใช่เรื่องง่าย มิเช่นนั้นนางจะหนี จากการแต่งงาน ภายใต้สายตาของเหล่ายอดฝีมือมากมายได้
อย่างไร”
“เช่นนั้นพวกเราก็ไปด้วยกัน!” อาเว่ยเอ่ย
ชายชราส่ายหัวอีกครั้ง “เช่นนั้นจะแหวกหญ้าให้งูตื่น พวกเจ้า อาจเอาชนะนางได้แต่อาจจับนางไม่ได้ หากนางไม่ยอมสู้กับเจ้า แล้ววิ่งหนีไปเล่า?”
หญิงผู้นั้นเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก!
คนทั้งสามนิ่งเงียบ
ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวอาเว่ย “อาม่า ใช้สิ่ง นี้!”
ชายชรามองไปที่อาเว่ย
อาเว่ยลุกขึ้น หยิบกล่องหยกแข็งโปร่งแสงจากกระเป๋าเดิน ทางของตน ด้านในมีวัตถุหนึ่งที่ขนาดเท่ากับยุงหนึ่งตัว
ตาของชายชรามีประกายวาบผ่าน “นี่มัน…ไป่กู่หวัง?”
อาเว่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว! มันคือไป่กู่หวัง! ข้าจะนำสัตว์พิษไป ใส่นาง เมื่อนางโดนสัตว์พิษแล้วก็จะไม่อาจหนีรอดจากเงื้อมมือ ของเราไปได้!”
ไป่กู่หวังคือการนำสัตว์พิษกว่าร้อยชนิดมาอยู่ด้วยกัน ไม่ให้ อาหารพวกมันเป็นเวลาสี่สิบเก้าวัน พวกมันจะทำได้เพียงกินเนื้อ ศัตรูไปเรื่อยๆ ตัวสุดท้ายที่รอดชีวิตมาได้ก็คือไป่กู่หวัง
กู่หวังชนิดนี้ กระทั่งกษัตริย์ของพวกเขาก็ยังไม่กล้าดูถูกลิ้ม ลอง นางเป็นเพียงเจ้าสาวที่หนีการแต่งงาน ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวสัก นิด!
ชายชราคิดว่ามันเป็นไปได้ “ไปเถิด ระวังตัวด้วยละ”
วิชาตัวเบาของอาเว่ยยอดเยี่ยม เขาเข้าไปในบ้านสกุลอวี๋โดย ไม่มีเสียงการเคลื่อนไหวใดๆ ในตอนกลางวันเขาคอยสังเกตดูอวี๋ หวั่น ทำให้รู้ว่าเธออาศัยอยู่ในห้องทางทิศตะวันตกนี้ เขาจึงเข้าไป ในห้อง
บนเตียงนุ่มๆ อวี๋หวั่นกับเถี่ยตั้นน้อยกำลังนอนหลับสนิท
อาเว่ยสวมถุงมือไหมสีเงิน เปิดกล่องหยก และท่องคาถาด้วย เสียงกระซิบต่อไป่กู่หวังอย่างเคารพบูชา “ไปเถิด ราชันร้อยสัตว์ พิษผู้ยิ่งใหญ่!”
ไป่กู่หวังไม่ขยับ
อ้าว?
อาเว่ยกะพริบตาและท่องคาถาอย่างเคร่งขรึมยิ่งกว่าเดิม “ไป เถิด ราชันร้อยสัตว์พิษผู้ยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์!”
ไป่กู่หวังยังคงไม่ขยับ
“ไปเถิด ราชันร้อยสัตว์พิษผู้ยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์และหาญกล้า!”
“ไปเถิด ราชันร้อยสัตว์พิษผู้ยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ หาญกล้าและ ไร้พ่าย!”
“ไป…ไปสิแม่งเอ๊ย!” อาเว่ยหมดความอดทน คว้าหนอนพิษ ในกล่องโยนใส่ตัวอวี๋หวั่น!