หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 59.1 ความอบอุ่นของแม่ลูก (1)
ราชันร้อยสัตว์พิษได้ถูกบ่มเพาะนิสัยที่ดุร้ายตั้งแต่ตอนที่อยู่ รวมกับสัตว์อื่น มันกินทุกอย่างที่กินได้ ทั้งสัตว์พิษหรือเลือดเนื้อ
นั่นเป็นเหตุผลที่อาเว่ยต้องสวมถุงมือไหมโลหะเพื่อให้ สามารถหยิบหนอนพิษได้
บนร่างกายของอวี๋หวั่นไม่มีสิ่งใดที่จะต่อต้านไป่กู่หวังได้
นางเสร็จแน่ อาเว่ยคิดอย่างภูมิใจ
แต่สิ่งที่ทำให้อาเว่ยต้องรู้สึกประหลาดใจก็คือ แม้หนอนพิษ จะถูกโยนลงบนร่างกายของอีกฝ่าย ทว่าก็ยังไม่มีทีท่าจะ เคลื่อนไหว
ไป่กู่หวังยังไม่ตื่นรึ?
ไป่กู่หวังไม่หิวรึ?
เจ้าคือไป่กู่หวังที่สามารถปลิดชีพคนได้แม้กระทั่งหลับตานะ!
หากการไม่ขยับใดๆ ทำให้อาเว่ยประหลาดใจแล้ว สิ่งที่เห็น หลังจากนั้นทำให้อาเว่ยถึงกับตกใจ
ราชันร้อยสัตว์พิษกำลังทำสิ่งใด มันยืนสั่นระริกอยู่บนร่างของ สตรี!
เป็นไปได้อย่างไร?!
ข้าเอาหนอนพิษมาผิดตัวรึ? เป็นไปไม่ได้ หนอนพิษที่เขาฝึก มากับมือ ไม่มีวันผิดพลาด
แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าทั้งหมดนี้มันเกิดอะไรขึ้น แต่อาเว่ยก็มีวิธี ของตนเอง เขาหยิบแท่งไฟออกมา ไป่กู่หวังกลัวไฟ หากเพียงใช้ไฟ บังคับ ก็จะสามารถกระตุ้นความดุร้ายอันแข็งแกร่งและน่ากลัว ภายในของมันออกมาได้
แต่สิ่งที่อาเว่ยคาดไม่ถึงก็คือ เมื่อเขาใช้แท่งไฟบังคับให้ไป่กู่ หวังไปกัดอวี๋หวั่น ไป่กู่หวังกลับตัวแข็งทื่อแน่นิ่ง!
นี่ นี่มันตายแล้วหรือ?
อาเว่ยรีบถอดถุงมือออกและบีบไป่กู่หวัง
ทันใดนั้นไป่กู่หวังก็อ้าปากและกัดมือเขา!
อาเว่ย “…”
…
อวี๋หวั่นมีความฝันที่ยาวนาน ในความฝันมีฝนตกหนัก ทั้ง หนาวเหน็บและมืดมิด เธอเหมือนยอมแพ้บางสิ่งที่สำคัญกว่าชีวิต ท่ามกลางสายฝนกระหนํ่า จู่ๆ เธอก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจและก็ตื่นขึ้น จากฝันร้าย
ยามตื่นขึ้นมากลับลืมทุกอย่างสิ้น มีเพียงหัวใจที่เต้นอย่าง รุนแรง เดาได้รางๆ ว่าความฝันเมื่อครู่ ไม่ใช่ความฝันที่สวยงามแต่ อย่างใด
เสียงฟ้าร้องหยุดลงแล้ว ฝนก็ตกกระหนํ่าลงมาอย่างรุนแรง อ วี๋หวั่นปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผากของเธอ และมองไปที่เถี่ยตั้นน้อย ที่อยู่ข้างๆ
เถี่ยตั้นน้อยนอนหลับสนิทมาก ไม่รู้ว่าด้านนอกฝนกำลังตก
เม็ดฝนซึมเข้ามาจากรอยแตกใต้ชายคาและหยดลงบนพื้น ห้อง อวี๋หวั่นจึงเดินไปที่สวนหลังบ้านเพื่อหากะละมังมารองนํ้าฝน กลับได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากบ้านที่อยู่ติดกันโดยไม่ได้ตั้งใจ
หลังจากอวี๋หวั่นนำกะละมังไปรองนํ้าฝนในบ้านแล้ว ก็สวม เสื้อคลุมและเดินออกไปทางประตูหลัง มาถึงประตูหลังของบ้านที่ อยู่ติดกัน ฝนตกหนักจนกลบเสียงเคาะประตู เธอจึงแง้มกลอน ประตูออก และรีบเดินเข้าไปในสวน
เด็กน้อยทั้งสามอาละวาดอยู่ในห้อง ร้องไห้งอแงเสียงดัง ซั่งก วนเยี่ยนปลอบอย่างไรก็ไม่หยุดร้อง สาวรับใช้ก็ทำอะไรไม่ถูก ทั้ง สองร้อนรนกระวนกระวาย หมดหนทางที่จะรับมือกับเด็กทั้งสาม
“เกิดอันใดขึ้น?” อวี๋หวั่นเข้าไปในห้องนอน
คนทั้งสองคนกระวนกระวายมาก กระทั่งแม้จู่ๆ เธอปรากฏตัว ขึ้นก็ลืมถามเธอว่าเข้ามาได้อย่างไร
“เจ้ารีบมาดูทีสิ ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น นอนมาค่อนคืนก็ยัง ปกติดี แล้วจู่ๆ ก็เริ่มร้องไห้เสียงดัง” ซั่งกวนเยี่ยนไม่ค่อยได้อยู่กับ เด็กๆ ส่วนมากมักเป็นตอนกลางวัน จะรู้ได้อย่างไรว่าจู่ๆ จะเกิด
เหตุการณ์เช่นนี้ นางจึงทำตัวไม่ถูก
เด็กทั้งสามราวกับตกใจกลัวบางสิ่งบางอย่าง ร้องไห้กระหืด กระหอบตัวโยน สายตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
อวี๋หวั่นเดินไปนั่งข้างเตียง แล้วเอาตัวพวกเขามากอดไว้ใน อ้อมแขน พร้อมกับลูบหลังเล็กๆ ของพวกเขาเบาๆ “พวกเจ้าฝัน ร้ายหรือ? หรือว่าคิดถึงท่านพ่อ?”
เธอสัมผัสอย่างนุ่มนวลและใช้นํ้าเสียงแสนอ่อนโยน
เด็กน้อยที่กำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมแขน ได้รับสัมผัสอันอบอุ่น และเสียงเต้นของหัวใจ ก็ค่อยๆ เบาเสียงร้องไห้ลง จนเหลือเพียง เสียงสะอื้นตํ่า
หากซั่งกวนเยี่ยนไม่ได้เห็นด้วยตาตนเอง ก็คงไม่เชื่อว่าเด็กทั้ง สามคนที่แม้แต่ย่าแท้ๆ ก็ไม่อาจรับมือ จะทำตัวเชื่อฟังเมื่ออยู่ใน อ้อมแขนของหญิงแปลกหน้าผู้นี้
ฝนตกหนักมาก อวี๋หวั่นเอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล เด็กทั้งสามไม่มี แม้เสียงสะอื้นเพียงเล็กน้อย พวกเขาขยับกาย กระชับเข้าในอ้อม แขนอวี๋หวั่น มือน้อยๆ จับชายอาภรณ์ของเธอ ดวงตาทั้งสองเบิก กว้าง
“ก็แค่ฝนตกเท่านั้น มิต้องกลัว” อวี๋หวั่นเอ่ยเบาๆ
หัวใจของอวี๋หวั่นรู้สึกเจ็บปวด เมื่อเห็นสภาพของพวกเขาเช่น นี้ การร้องไห้เมื่อครู่หนักหนา จนอาภรณ์ชุ่มโชก อวี๋หวั่นหันมองซั่
งกวนเยี่ยน
ซั่งกวนเยี่ยนรับรู้ได้ทันที จึงลุกขึ้นไปหยิบอาภรณ์
ในรถม้านำติดมาสองสามชุด และในบ้านหลังนี้ก็มีอยู่บางส่วน
แน่นอนว่านางเพิ่งทราบว่าบุตรชายของตนแอบซื้อบ้านใน หมู่บ้านเช่นนี้
“ฮู…” สาวรับใช้เอ่ย
“ชู่ว—” ซั่งกวนเยี่ยนชูนิ้วบอกให้นางเงียบ นางรู้แล้วว่าเด็กๆ กำลังหวาดกลัว ไม่ว่าเสียงของผู้ใดก็อาจทำให้พวกเขาตกใจได้ ยก เว้นเพียงอวี๋หวั่น
สาวใช้ปิดปากของตนอย่างเชื่อฟัง
ซั่งกวนเยี่ยนหยิบอาภรณ์อย่างเบามือ ส่วนสาวรับใช้ก็ไปต้ม นํ้าอุ่นมาให้อวี๋หวั่นเช็ดตัวพวกเขา จากนั้นก็เปลี่ยนสวมชุดนอนที่ แห้งสนิท แล้วพากลับไปที่เตียง
พวกเขาทั้งสามเบิกตากว้างมองเธอ
อวี๋หวั่นจับมือน้อยๆ ของทั้งสามมารวมกันแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่ ไปที่ใดหรอก นอนเถิด”
หลังจากก่อเรื่องวุ่นวาย ทั้งสามคนก็ต่างเหนื่อยล้า เปลือกตา ของพวกเขาเลื่อนลงและปิดในที่สุด ทว่าไม่นาน พวกเขาก็ฝืน ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าอวี๋หวั่นยังอยู่ พวกเขาก็หลับไปด้วย ความมั่นใจ
อวี๋หวั่นเฝ้ามองพวกเขาอย่างทะนุถนอม ราวกับมองดูทารกที่ มีค่าที่สุดในชีวิต
ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าแสนอบอุ่นจนใครไม่อาจกล้าไป รบกวน ซั่งกวนเยี่ยนจึงก้าวออกไปเงียบๆ และปิดประตูให้อย่าง เบามือ
คืนที่พายุโหมกระหนํ่า เด็กน้อยทั้งสามเงียบสงบ ทว่าฝั่งจวน สกุลเหยียนกลับสูญเสียการควบคุม
ไม่รู้ว่าเหยียนหรูอวี้กินยาตัวใดผิด จู่ๆ กลางดึกก็เปิดผ้านวม ออก ลงไปกองกับพื้น และเริ่มขว้างปาสิ่งของในห้องอย่างสุดกำลัง
คืนวันนี้ไม่ใช่เวรเฝ้าของไฉ่ฉิน แต่เป็นสาวใช้ลำดับสอง ชื่อไฉ่จู
ไฉ่จูถามเหยียนหรูอวี้ด้วยความตกใจว่ามีสิ่งใดผิดปกติ ทว่า คำตอบคือแจกันหยกเย็นๆ ไฉ่จูถูกทุบจนมึนหัว
ก่อนเป็นลมสลบไป นางกรีดร้องเสียงแหลม ปลุกข้ารับใช้ใน เรือนจนตื่น
“ไฉ่จู!” ไฉ่ฉินไม่ได้สนใจแม้จะสวมเสื้อคลุมก่อน รีบก้าวออก ไปด้วยความร้อนรน นางแตะจมูกของไฉ่จู และพบว่านางยังมีลม หายใจอยู่ จึงรีบลากนางไปด้านข้าง
ทันทีที่ลากออกไป ที่ที่ไฉ่จูนอนอยู่เมื่อครู่ ก็มีเครื่องเคลือบ หยกตกลงมาอย่างน่าหวดเสียว หากไฉ่ฉินช้าไปเพียงก้าวเดียว มาตรว่าศีรษะของไฉ่จูคงได้เปิดออก
“ไอ้หยา นี่มันเกิดอันใดขึ้น?” แม่หลินก็เข้ามาเช่นกัน
ไฉ่ฉินมองไปที่เหยียนหรูอวี้แล้วเอ่ยด้วยความหวาดกลัว “ข้า…ข้าไม่รู้…คุณหนูทุบไฉ่จู…”
แม่หลินมองเหยียนหรูอวี้ด้วยสีหน้าซับซ้อนยากคาดเดา เหยี ยนหรูอวี้สวมชุดนอนสีขาวล้วน ผมยาวยุ่งเหยิง ดวงตาดุร้าย ใบหน้าซีดเผือด เมื่อมองแวบแรกก็เห็นทั้งร่างถูกปกคลุมด้วย ความดำมืด น่ากลัวจนไม่อาจบรรยาย
ในพริบตา แม่หลินก็เอ่ยกับไฉ่ฉิน “ยังไม่รีบทำให้คุณหนูหยุด อีก?”
“หือ?” ไฉ่ฉินผงะ จะหยุดอย่างไรเล่า? คุณหนูในสภาพนี้ ดู เหมือนกำลังอยากจะกินคนอย่างนั้นละ!
“เร็วเข้าสิ!” แม่หลินดุดัน
ไฉ่ฉินไม่กล้าแข็งข้อ นางวางร่างไฉ่จูลง แล้วรวบรวมความ กล้าเดินไปเข้าใกล้เหยียนหรูอวี้ “คุณหนู อย่าขว้างปาข้าวของอีก เลยนะเจ้าคะ โกรธเคืองเรื่องใดก็มาลงกับบ่าวเถิด”
ขณะที่นางเอ่ย ก็ค่อยๆ ยื่นมือออกไป อีกเพียงนิดเดียวก็ สามารถรัดตัวเหยียนหรูอวี้ไว้ได้ ทว่ายังไม่ทันที่นางจะสัมผัสตัว เห ยียนหรูอวี้ก็วาดมือตบหน้านางฉาดใหญ่ ไฉ่ฉินถูกตบจนหน้าหัน มองเห็นดาว
บรรดาคนรับใช้ถูกทำให้ตกใจตื่นมากขึ้นเรื่อยๆ และมายืน
ล้อมอยู่หน้าประตูโดยไม่ได้นัดหมาย
แม่หลินกั้นประตู “มองอันใด? กลับไปที่ห้องตัวเอง! หากข้าไม่ ได้สั่ง ผู้ใดก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกมา!”
แม้ผู้คนต่างสงสัยใคร่รู้ ทว่าก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของแม่หลิน ยอมกลับไปที่ห้องพร้อมกับความสงสัย
อีกด้านหนึ่ง ไฉ่ฉินถูกเหยียนหรูอวี้ดึงไว้ เหยียนหรูอวี้ตบหน้า นางอยู่หลายครา จนใบหน้าของไฉ่ฉินเริ่มปูดบวม
“คุณหนูโปรดไว้ชีวิต คุณหนูโปรดไว้ชีวิต” ไฉ่ฉินหลั่งนํ้าตาดุจ สายฝน นางไม่เข้าใจเลยสักนิด ว่าทำให้คุณหนูขุ่นเคืองอย่างไร คุณหนูทุบตีนางโดยไม่มีคำพูดใด และกำลังจะฆ่านาง!
“แม่หลินช่วยข้าด้วย”
เสียงร้องขอความช่วยเหลือของไฉ่ฉิน ทำให้แม่หลินกลับคืน สติ
แม่หลินปิดประตู ก้าวไปด้านหน้าสองสามก้าว และจับข้อมือ ของเหยียนหรูอวี้ หมายจะแยกนางออกจากไฉ่ฉิน
เหยียนหรูอวี้เป็นบุตรีผู้ที่นิสัยเสียเอาแต่ใจ โดยปกตินางไม่ ค่อยมีแรงมากนัก ทว่าในยามนี้ไม่ทราบเหตุใด คล้ายกับว่านางจะ ใช้แรงทั้งหมดที่มีในชีวิต แม่หลินไม่เพียงแต่ไม่สามารถดึงนาง ออกได้ กลับยังถูกเหยียนหรูอวี้เตะจนร่วงลงกับพื้น!
บทที่ 59.2 ความอบอุ่นของแม่ลูก (2)
“โอ๊ย” ร่างของแม่หลินฟาดลงกับพื้น!
ไฉ่ฉินใช้โอกาสขณะที่เหยียนหรูอวี้กำลังเหม่อลอย หนีจาก การพันธนาการและเปิดประตูวิ่งออกไป
สายฝนสาดกระหนํ่า
นางหนีไปที่เรือนฮูหยินเหยียน กระแทกประตูด้วยกำปั้น พร้อมกับตะโกนว่า “ฮูหยิน! ท่านรีบตื่นเร็ว! คุณหนูเกิดเรื่องแล้ว!”
“ดึกดื่นไม่หลับไม่นอน ร้องไห้หาวิมานอันใด!” ผู้เฝ้าประตูก่น ด่าพร้อมกับเปิดประตู เห็นว่าผู้ใดที่หาญกล้าเพียงนี้ ก็ถูกไฉ่ฉิน กระแทกเข้ามา
ไฉ่ฉินรีบวิ่งไปที่ห้องของฮูหยินเหยียน “ฮูหยิน! คุณหนูเกิด เรื่องแล้ว!”
ฮูหยินเหยียนผุดลุกขึ้นนั่ง “ใครกัน?”
ไฉ่ฉินสะอึกสะอื้น “บ่าวเองเจ้าค่ะ! ไฉ่ฉิน! คุณหนูอาการไม่ ดีแล้ว! ท่านรีบไปดูเถิด!”
เหยียนหรูอวี้ในยามนี้ก็เป็นเหมือนสิ่งสำคัญที่สุดของฮูหยินเห ยียน เมื่อนางได้ยินว่าเหยียนหรูอวี้อาการไม่ดี แม้รองเท้าก็รีบสวม จนกลับหัว นางรับคำกับไฉ่ฉินพลางไปยังเรือนของเหยียนหรูอวี้
ท่ามกลางสายฝน
เหยียนหรูอวี้คร่อมร่างของแม่หลินไว้ และบีบคอนางแน่นด้วย มือทั้งสองข้าง
แม่หลินหายใจไม่ออก ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีม่วง
“อวี้เอ๋อร์!” ฮูหยินเหยียนตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
บุตรสาวที่แสนอ่อนโยนและมีคุณธรรมของนางจะคร่อมคน รับใช้ราวกับคนเสียสติได้เยี่ยงไร ทั้งยังดูคล้ายกับจะบีบคอให้ตาย ให้ได้…
ฮูหยินเหยียนเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าซีดเซียว “เจ้ารีบ ปล่อยแม่หลินเสีย!”
เหยียนหรูอวี้หูทวนลม
ฮูหยินเหยียนเอ่ยกับสาวใช้ที่อยู่ด้านหลัง “เจ้ายังมัวทำอันใด อยู่? ยังไม่รีบดึงคุณหนูออกมา!”
สาวใช้ที่มีพละกำลังแข็งแกร่งสองสามคน พยายามดึงเหยียน หรูอวี้ออกจากแม่หลินอย่างเต็มที่
“ปล่อยข้า! พวกเจ้าปล่อยข้า! ไม่เช่นนั้นข้าจะฆ่าเจ้า!” เหยียน หรูอวี้คำรามลั่น ในขณะที่ดิ้นรนขัดขืน สีหน้าของนางน่ากลัว ราวกับสัตว์ร้าย
ฮูหยินเหยียนตกใจกับท่าทีของนาง “อวี้เอ๋อร์ เจ้าเป็นอันใด ไป?”
เหยียนหรูอวี้ที่เกรี้ยวกราดบ้าคลั่งเมื่อครู่ จู่ๆ ดวงตาของนางก็ เปลี่ยนเป็นสีแดง และร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวด “ฮือ…พวกเจ้า รังแกข้า…รังแกข้า…”
“ผู้ใดรังแกเจ้า…อวี้เอ๋อร์…ผู้ใดรังแกเจ้า?” ฮูหยินเหยียน เดินเข้าไปหาด้วยความเจ็บปวด แล้วประคองใบหน้าของบุตรสาว ขึ้นมอง
เมื่อเห็นว่าเหยียนหรูอวี้ไม่ได้มีท่าทีบ้าคลั่งแล้ว บรรดาสาวรับ ใช้ก็ผ่อนแรงลง ทว่าในวินาทีถัดมา เหยียนหรูอวี้ก็ผลักพวกนาง ออก พร้อมกับเดินไปที่ชั้นหนังสือและดึงดาบบนนั้นออกมา
ดาบสะท้อนแสงแวววับ จิตสังหารกดข่มผู้คน!
เหยียนหรูอวี้ยกดาบขึ้น ฟาดฟันทุกสิ่งในห้องอย่างบ้าคลั่ง
เหล่าคนรับใช้แตกตื่น ไม่ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่ พวกเขาก็ยังมีร่างกายที่เป็นเลือดเนื้อ จะทนรับการฟาดฟันเช่นนี้ ได้อย่างไร?
ฮูหยินเหยียนถอยหนีด้วยความตกใจ แต่ถอยไปได้เพียงครึ่ง ก้าว ก็สะดุดล้มลงกับพื้น!
เหยียนหรูอวี้ถือดาบ ก้าวเท้าไปหานางด้วยสายตาอันน่ากลัว
ฮูหยินเหยียนตื่นตระหนกยิ่ง “อวี้เอ๋อร์…ข้าเอง…ข้าเป็นแม่ นะ!”
เหยียนหรูอวี้ชี้ดาบไปที่นาง
ฮูหยินเหยียนหน้าถอดสี “อวี้เอ๋อร์ เจ้าจะทำอันใด? ตื่นสิ! ข้า เป็นแม่ของเจ้า!”
เหยียนหรูอวี้คลุ้มคลั่งตกอยู่ในภวังค์ ไม่ได้ยินคำพูดใดแม้แต่ หนึ่งคำ ฮูหยินเหยียนถูกต้อนจนมุม ไร้ที่ให้ถอยหนี เหยียนหรูอวี้ ยกดาบในมือ แล้วสับลงไปที่ฮูหยินเหยียนอย่างเหี้ยมโหด!
“อ๊าก——”
ฮูหยินเหยียนกรีดร้อง แต่ความเจ็บปวดทรมานที่นาง จินตนาการไว้ก็ไม่ได้เกิดขึ้น นางได้ยินเสียงอื้ออึง เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็ เห็นเหยียนเซี่ยที่ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไร ในมือของเหยียนเซี่ยถือไม้ ท่อนหนึ่ง ไม้ท่อนนั้นฟาดเหยียนหรูอวี้ที่เกือบจะทำผิดพลาดครั้ง ใหญ่จนสลบไป
“อวี้เอ๋อร์!” ฮูหยินเหยียนลืมเลือนความเจ็บปวดรีบวิ่งไปอุ้ม ร่างบุตรสาวที่หมดสติไว้ในอ้อมแขน
เหยียนเซี่ยลากนางออกมาอย่างใจร้อน “นางเกือบจะฆ่าท่าน แล้ว ยังจะเป็นห่วงนางอีก!”
“นางเป็นน้องสาวของเจ้า!” ฮูหยินเหยียนเอ่ยอย่าง เคร่งเครียด
“น้องสาวที่เกือบจะฆ่าแม่ของข้า!” เหยียนเซี่ยเอ่ยอย่างเย็น ชา
ฮูหยินเหยียนไร้คำพูดใดๆ
เหยียนเซี่ยโยนไม้ลงบนพื้น “ข้าบอกแล้วว่านางไม่ปกติ พวก ท่านก็ไม่เชื่อ บิดพลิ้วข้ามาตลอด! ตอนนี้ก็ดีแล้ว ท่านก็ดูให้ชัดว่า นางใช้คุณธรรมใด!”
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เหยียนเซี่ยก็ยังหวั่นผวาเล็ก น้อย หากไม่ใช่เพราะเขาถูกเหยียนหรูอวี้บีบบังคับให้ไม่กล้าอยู่ที่ เรือนของตน จนต้องย้ายมาที่เรือนของมารดา เขาก็คงไม่ได้ยิน การเคลื่อนไหวของไฉ่ฉินกับมารดา หากเขาไปช้าเพียงก้าวเดียว เกรงว่าหญิงเสียสติผู้นี้คงจะฆ่ามารดาของเขาไปแล้ว!
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
เหยียนฉงหมิงปรากฏตัวที่ประตูด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
คืนนี้เขาไปพักที่เรือนของอนุภรรยา เพราะคนรับใช้ที่มาเข้า ห้องนํ้ากลางดึกได้ยินความเคลื่อนไหวทางฝั่งนี้ จึงไปรายงานให้ เขาทราบ แต่มันก็สายไปแล้ว ทุกอย่างได้จบลงแล้ว
ฮูหยินเหยียนอ้าปาก พยายามจะทำให้เป็นเรื่องเล็กๆ แต่เหยี ยนเซี่ยก็ไม่เปิดโอกาสให้นาง และเล่าเรื่องที่เหยียนหรูอวี้ใช้ดาบไล่ ฟันผู้คนอย่างละเอียด
“สิ่งที่เจ้ากล่าวเป็นความจริงรึ? อวี้เอ๋อร์ นาง…” เหยียนฉงห มิงมองไปยังบุตรสาวที่นอนหมดสติอยู่บนพื้นด้วยสายตาไม่เชื่อ
เหยียนเซี่ยชี้พร้อมกับเอ่ยว่า “ข้าสาบานกับสวรรค์ หากข้า กล้าโกหก ขอให้ฟ้าผ่าตาย!”
เขามักจะคุยโวเกินจริงในวันธรรมดา ทว่าเรื่องในคืนนี้ยังต้อง ให้เขาโม้อีกหรือ?
“แม่หลินอยู่ที่ใด?” เหยียนฉงหมิงถาม
ในบรรดาคนรับใช้ของเหยียนหรูอวี้ มีเพียงแม่หลินผู้เดียวที่ อยู่กับนางตลอดเวลา ไฉ่ฉินกับลี่จือก็อยู่ชั่วคราว ล้วนถูกเรียกมา หลังจากกลับเข้าเมืองหลวง
ไฉ่ฉินพาตัวแม่หลินมา
แม่หลินก้มศีรษะคำนับ “นายท่าน ฮูหยิน คุณชาย”
เหยียนเซี่ยกลอกตา
ฮูหยินเหยียนชำเลืองมองเหยียนฉงหมิงที่อยู่ข้างๆ และถาม แม่หลินว่า “คุณหนู นาง…”
เหยียนฉงหมิงขัดจังหวะฮูหยิน “ให้ข้าถามนางหลินเอง เซี่ยเอ๋ อร์ พาแม่ของเจ้ากลับไปพักผ่อนที่ห้อง”
“ขอรับ!” เหยียนเซี่ยอยากจะพามารดากลับไปใจจะขาด มารดาของเขาลำเอียงกับน้องสาวที่สุด นางอยู่ที่นี่ ครู่เดียวก็คง ใจอ่อน หากพูดเป่าหูบิดาขึ้นมา ผีเท่านั้นที่รู้ว่าเขาจะโอนอ่อนตาม และค่อยๆ ปล่อยไปหรือไม่
เหยียนฉงหมิงเอ่ยกับไฉ่ฉิน “พาคุณหนูไปที่เตียง แล้วหาคน สองสามคนมาดูนางไว้!”
“เจ้าค่ะ” ไฉ่ฉินตอบ
เหยียนฉงหมิงพาแม่หลินไปที่ห้องหนังสือและเอ่ยอย่างเย็น ชา “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อวี้เอ๋อร์ผ่านเรื่องใดมาบ้าง เจ้าจง อธิบายมาให้ละเอียด หากข้ารู้ว่าเจ้าโกหกแม้แต่นิดเดียว ข้าจะตัด ลิ้นเจ้าออก!”
…
ท้องฟ้ากลับมาสดใส ฝนหยุดตกแล้ว ท้องฟ้าถูกชะล้าง อากาศเจือกลิ่นหอมของดินและต้นไม้ใบหญ้า
เด็กน้อยทั้งสามที่นอนหลับเต็มอิ่ม ทยอยตื่นขึ้นมาในอ้อม แขนของอวี๋หวั่น ทั้งสามเบิกตากว้าง เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า และ เข้าใจโดยปริยายว่าจะไม่ปลุกอวี๋หวั่น
พวกเขาทั้งสามพึงพอใจ ลูกตาดำกลิ้งกลอกไปมา ราวกับว่า พวกเขากำลังกลิ้งไปมาบนเตียง
ทั้งสามตื่นเต้นอยู่พักหนึ่ง เมื่อเห็นว่าอวี๋หวั่นยังไม่ตื่น จึงแอบ จุ๊บที่ใบหน้าของอวี๋หวั่น!
อวี๋หวั่นตื่นแต่เช้าแล้ว แต่เธอคิดจะแกล้งเด็กน้อยทั้งสาม คาดไม่ถึงว่าพวกเขาทั้งสามจะหาญกล้า แอบมาลวนลามเธอ
อวี๋หวั่นลืมตาขึ้นอย่างขบขัน
อ๊ะ!
เด็กทั้งสามถูกจับได้คาหนังคาเขา รีบปิดหน้าด้วยความ อับอาย
อวี๋หวั่นหัวเราะจนปวดท้อง
ซั่งกวนเยี่ยนและสาวรับใช้วุ่นวายมาครึ่งคืน รอจนอวี๋หวั่น และเด็กๆ หลับ ยามนั้นพวกนางถึงหลับได้ อวี๋หวั่นจึงไม่ปลุก เธอ เปิดตู้เสื้อผ้าและหยิบอาภรณ์สามชุดให้เหล่าเด็กน้อยเปลี่ยน พา พวกเขาไปล้างหน้าแปรงฟัน หลังจากนั้นจึงไปทำอาหารเช้าที่ห้อง ครัว
ในห้องครัวบ้านเธอมีอาหารเช้าในหม้อที่ท่านพ่อของเธอทำไว้ แล้ว ทว่าเพียงพอแค่สำหรับเธอ ท่านแม่และเถี่ยตั้นน้อยเท่านั้น
อวี๋หวั่นหยิบวัตถุดิบ มาต้มโจ๊กมันเทศ นึ่งซาลาเปาหมู และ ล้างผักป่าสองกะละมัง สำหรับผักป่า เธอตัดสินใจจะรอจนกว่าซั่ งกวนเยี่ยนและสาวใช้ตื่นค่อยผัด
เด็กๆ นั่งบนเก้าอี้ตัวน้อยอย่างเชื่อฟัง รอหวั่นหวั่นที่กำลังทำ ซาลาเปาหมูด้วยตนเอง
ซาลาเปาหมูมาแล้ว
“พวกเจ้ากินไปก่อน ข้าจะไปตักโจ๊กมันเทศสามชามมาให้” อวี๋ หวั่นกล่าวจบก็ไปตักโจ๊กจากในครัว
ซาลาเปาหมูของหวั่นหวั่น ต้องอร่อยมากแน่ๆ!
เด็กน้อยทั้งสามคว้าซาลาเปาหมูมาด้วยความคาดหวัง กัด อย่างเต็มปากเต็มคำ!
เอ๋…เอ๋?!
เด็กทั้งสามที่เคลิบเคลิ้มสะดุ้ง! ร่างเล็กแข็งทื่อ!
หลังจากนั้นสามวินาที ทั้งสามก็เอนตกจากเก้าอี้ ลิ้นห้อย ตาเหลือกจนเห็นสีขาว…
รสชาติช่างเลวร้ายเกินทน…