หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 95 ขอโทษ
แม่สื่อตู้มาเจรจาสู่ขอให้เยี่ยนจิ่วเฉา ในสมัยโบราณ การ แต่งงานเป็นการตัดสินใจของบิดามารดา และเป็นพันธสัญญา ด้วยคำพูดของแม่สื่อหรือพ่อสื่อ บิดาของเยี่ยนจิ่วเฉาล่วงลับไป แล้ว ส่วนมารดาแต่งงานใหม่ เขาจึงสามารถตัดสินใจเรื่องการ แต่งงานด้วยตัวเอง กระนั้นก็ยังขาดแม่สื่อไม่ได้ แน่นอนว่าเมื่อ วานลุงวั่นได้อธิบายเรื่องนี้ให้เยี่ยนจิ่วเฉาผู้มิได้คลุกคลีกับเรื่อง ทางโลกฟังอย่างละเอียดไปแล้วรอบหนึ่ง
เรื่องสำคัญเช่นนี้ ครอบครัวของลุงใหญ่ก็ถูกเรียกมาด้วยเช่น กัน
แม่สื่อตู้ดูอายุอานามราวสามสิบห้าสามสิบหกปี เป็นสตรีที่ยัง ทรงสเน่ห์ ประวัติชีวิตของนางออกจะโลดโผนสักหน่อย เดิมทีนาง เป็นเด็กที่ถูกตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งในตำบลหนึ่งซื้อมาด้วยเงิน สิบตำลึง เพื่อมาเลี้ยงให้เติบโตขึ้นมาเป็นภรรยาของบุตรชาย เข้า มาอยู่ในบ้านสามีตั้งแต่อายุห้าขวบ แม้จะบอกว่ามาเป็นลูกสะใภ้ แต่ลูกชายของบ้านนั้นก็ไม่ลูกแท้ๆ รสชาติของความขมขื่นเช่นนี้มี เพียงผู้ที่เคยประสบพบเจอจึงจะเข้าใจ กว่าจะผ่านมาได้จนถึงอายุ สิบห้า จึงจะได้ร่วมหอกับสามี ทว่าสามีกลับเปลี่ยนไปจากหน้ามือ เป็นหลังมือ ภายในคืนเดียวก็สร้างหนี้เอาไว้ท่วมหัว
สามีของนางจำต้องขายทรัพย์สมบัติในบ้าน และจ่ายหนี้จน
หมด พวกเขานั้นยากจนกระทั่งโจ๊กยังไม่มีปัญญากิน พ่อสามีทน ความลำบากไม่ไหวด่วนจากไปเสียก่อน แม่สามีล้มป่วยจนลุกไม่ ขึ้น สามีก็บาดเจ็บจนไม่สามารถทำงานได้ ในตอนแรกแม่นางตู้ ออกไปรับงานเย็บปักถักร้อย หลังจากนั้นก็พบว่างานเหล่านี้ไม่ เพียงพอสำหรับจุนเจือครอบครัว ดังนั้นจึงขายตนเอง แล้วนำเงิน ไปให้แม่สามีและสามีรักษาตัว
หลังจากนั้น แม่สื่อตู้ก็ถูกพ่อค้าคนกลางพาไปยังเมืองหลวง โชคดีที่นางถูกข้าราชการคนหนึ่งซื้อตัวไป และทำงานเป็นบ่าวอยู่ ในบ้านนั้นหลายปี หลังจากเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง นางจึงเปิดร้าน เล็กๆ ขายงานเย็บปักถักร้อย เดิมทีคิดว่าจะทำธุรกิจด้านนี้อย่าง จริงจัง แต่ไหนเลยจะรู้ว่าตนเคยไปเป็นแม่สื่อให้ผู้อื่นโดยไม่ได้ ตั้งใจอยู่หลายคู่ หลังจากนั้นก็มีตระกูลใหญ่มาเชิญนางไปเป็นแม่ สื่อมากขึ้นเรื่อยๆ จนนางผันตัวไปเป็นแม่สื่อ
แม่สื่อตู้กล่าวว่า “วันนี้ข้ามาก็เพื่อพูดเรื่องการแต่งงานของ เด็กทั้งสอง” แม่นางตู้พูดด้วยสีหน้าเปี่ยมความยินดี
ในทัศนะของอวี๋หวั่น แม่สื่อมักจะเป็นผู้หญิงวัยกลางคน สวม ผ้าแพรพรรณสีสันสดใส แต่งหน้าเข้ม ตัวหอมฟุ้งด้วยกลิ่นเครื่อง ประทินโฉม ทว่าแม่สื่อตู้ตรงหน้านั้นแตกต่างกับในจินตนาการ ของเธออย่างสิ้นเชิง นางเป็นผู้หญิงรูปร่างไม่อ้วนไม่ผอม เสื้อผ้า อาภรณ์กำลังพอดี ไม่เรียบง่ายและไม่หรูหราจนเกินไป ท่วงท่าและ รอยยิ้มสง่างาม หากไม่รู้ คงต้องคิดว่านางเป็นฮูหยินจากสกุลใหญ่ เป็นแน่
นางพูดไม่ช้าไม่เร็ว ใบหน้ายิ้มแย้ม คบหากับคนเช่นนางคง สบายใจน่าดู
แม่สื่อตู้พูดต่อ “เรื่องราวของคุณชายเยี่ยน ดูแล้วคงไม่ จำเป็นต้องให้ข้าเล่า พวกเจ้าก็คงรู้แล้ว ท่านอ๋องจากไปนานแล้ว ท่านแม่แต่งงานใหม่ เขาไม่มีพี่น้อง หลายปีมานี้ชีวิตของเขา ลำบาก แต่ในความลำบากก็ยังมีเรื่องดี จวนคุณชายไม่มีท่านพ่อ ท่านแม่ แม่นางอวี๋เข้าไปก็จะได้เป็นนายหญิง ไม่ต้องรับใช้พ่อแม่ สามี และไม่ต้องเอาใจญาติพี่น้องสามี บ้านเช่นนี้ถึงจะไม่ทำให้ บุตรสาวของพวกเจ้าต้องเป็นทุกข์”
คำพูดนี้ตรงใจคนสกุลอวี๋เหลือเกิน ว่ากันว่าสิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้ กับแม่ตัวเองยังมี ทะเลาะเบาะแว้งกัน นับประสาอะไรกับแม่สามีที่ถูกแย่งลูกชายไป เล่า? ป้าสะใภ้ใหญ่นับว่าโชคดี สกุลอวี๋ปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี แต่ใต้หล้านี้จะมีครอบครัวที่เหมือนกับสกุลอวี๋มากสักเท่าไรกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น สกุลใหญ่มีกฎระเบียบมากมาย หากมีแม่สามี คอยกดหัว พรํ่าออกคำสั่งกับอาหวั่น เช่นนั้นอาหวั่นคงต้องทุกข์ ระทมเป็นแน่
แม่สื่อตู้ยิ้ม “อีกอย่าง คุณชายน้อยทั้งสามก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ”
ความหมายโดยนัยก็คือ ทั้งสองมีลูกกันแล้ว ไฉนยังไม่ แต่งงานกันอีกเล่า? จะต้องรอให้ลูกเรียกหญิงอื่นว่าแม่ เรียกชาย อื่นว่าพ่อหรือ?
เด็กน้อยทั้งสามนั่งดื่มนมแพะอยู่ที่ธรณีประตู ไม่รู้ว่าได้ยินแม่ สื่อตู้กำลังพูดถึงพวกตนหรืออย่างไร พวกเขาหยุดดื่มนม แล้วหัน หน้ามาด้วยสีหน้ามึนงง
ดวงตาไร้เดียงสาของพวกเขาทำให้คนสกุลอวี๋ใจละลาย
ตลอดสองปีที่ผ่านมา ทั้งสามเผชิญกับความลำบากมาไม่น้อย กว่าจะมีพ่อ แต่กลับไม่มีแม่ เมื่อมีแม่ ก็ไม่อาจพบหน้าพ่อ น่า สงสารเหลือเกิน
พวกเขายังมิทันได้เอ่ยถึงสินสอด คนสกุลอวี๋ก็แทบจะพยัก หน้าตอบตกลงแล้ว มิเช่นนั้นจะพูดได้หรือว่าแม่นางตู้เป็นแม่สื่อ อันดับหนึ่งของเมืองหลวง ที่จริงต่างก็รู้กันอยู่แล้วว่าหากเปลี่ยน เป็นคนอื่น ก็คงพูดเช่นนี้ได้ แต่อาจไม่ได้ผลลัพธ์เฉกเช่นแม่สื่อตู้
นํ้าเสียงของนาง ท่วงท่าและจังหวะการพูดของนาง ล้วนเปี่ยม ไปด้วยพลังในการโน้มน้าวใจ
คนสกุลอวี๋แทบจะอยากเอ่ยถามไปว่าจะจัดงานวันไหน แต่อวี๋ เซ่าชิงกลับไม่ยักจะเห็นดีเห็นงามด้วย
อวี๋เซ่าชิงตบโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่เห็นด้วย! คนผู้นั้น เหลาะแหละ แค่เห็นก็รู้แล้วว่าไม่จริงจัง ใครจะรู้ว่าอาหวั่นแต่งงาน กับเขาแล้วจะเป็นอย่างไร? อย่าลืมว่าเขาอยู่ในเมืองหลวงเพียง ชั่วคราว เขาเป็นคนเมืองเยี่ยน ถ้าอาหวั่นแต่งงานกับเขาก็ต้อง ย้ายไปอยู่เมืองเยี่ยนน่ะสิ!”
คำพูดนี้เปรียบประหนึ่งนํ้าเย็นเฉียบที่สาดใส่หน้าคนสกุลอวี๋
จริงด้วย พวกเขาลืมไปเสียสนิท เยี่ยนจิ่วเฉาเป็นอ๋องน้อยแห่ง เมืองเยี่ยน หากเขาแต่งงาน ก็ต้องกลับไปเมืองเยี่ยน ครานี้อาหวั่น จะกลับบ้านเดิมก็ยากแล้ว พวกเขาจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าอาหวั่นจะ ใช้ชีวิตอย่างไร ลำบากหรือไม่?
“มิต้องกังวลไป” ลุงวั่นกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “คุณชายบอก แล้วว่าเขาอยู่เมืองหลวงได้”
แม้แต่เรื่องนี้ก็คิดเอาไว้แล้วรึ! อวี๋เซ่าชิงกอดอกด้วยความ โกรธ!
อวี๋เซ่าชิงนึกจะพูดบางอย่าง แต่ลุงวั่นยกชาขึ้นมาจิบ “…ขา ของฝ่าบาท…”
“แค่ก!” นางเจียงสำลัก
นางสำลักเสียงดัง จนคำว่า ‘ขน’ ถูกกลืนหายไป
ทุกคนรู้สึกฉงนใจ เมื่อครู่ยังคุยเรื่องการแต่งงานดีๆ อยู่เลยนี่ อยู่ๆ มาพูดถึงเรื่องของฮ่องเต้ได้อย่างไร? ขาของฮ่องเต้เกี่ยวอะไร กับพวกเขา?
“เจ้าเป็นอะไร?” อวี๋เซ่าชิงมองนางเจียงด้วยความเป็นห่วง
นางเจียงถือผ้าเช็ดหน้า กดจุดไท่หยางบริเวณหางคิ้ว กล่าว ด้วยท่าทางซีซือกุมหทัย “ไอ้หยา ข้าปวดหัวเหลือเกิน”
“ข้าจะพาเจ้าไปพักผ่อน” อวี๋เซ่าชิงพยุงนางเจียงกลับห้อง
หลังจากนั้นก็ไม่เห็นอวี๋เซ่าชิงกลับออกมาอีกเลย
อวี๋หวั่นหน้าดำครํ่าเครียด ในช่วงเวลาคับขันอย่างนี้ ท่านพ่อ กลับพึ่งพาไม่ได้!
“ที่จริงแล้ว…” อวี๋เฟิงก็อยากปฏิเสธเช่นกัน
ลุงวั่นรีบพูดว่า “คุณชายบอกว่า เรื่องงานแต่งของเจ้ากับคุณ หนูไป๋ เขาจะจัดการให้เอง!”
อวี๋เฟิงพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ที่จริงแล้วคุณชายเยี่ยนก็เป็น คนดีนะ”
อวี๋หวั่น “…”
แม่สื่อตู้ยิ้มน้อยๆ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วกล่าวกับลุงใหญ่และป้าสะใภ้ใหญ่ว่า “เช่นนั้น…พวกเรามา พูดเรื่องสินสอดกันดีกว่าไหม?”
“ช้าก่อน” อวี๋หวั่นเดินออกมาจากห้องของตน ยื่นมือออกมา กดรายการสินสอดเอาไว้ “งานแต่งของข้า ท่านถามความเห็นของ ข้าหรือยัง?”
แม่นางตู้ตกใจ นางเป็นแม่สื่อมานานหลายปี แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีแม่นางคนไหนออกมากลางคันเช่นนี้ พวกนางมักจะรออยู่ ในห้องด้วยความขวยเขิน มีบ้างที่พ่อแม่จะโอนอ่อนตามใจ แต่ พวกนางก็ไม่อาจแสดงสีหน้า ทำได้เพียงนั่งเงียบๆ อยู่ด้านหลัง ฉากกั้น คอยฟังว่าแม่สื่อและพ่อแม่ว่าอย่างไร
เรื่องการแต่งงาน ผู้ใหญ่ตัดสินใจนับว่าเพียงพอแล้ว ไหนเลย แม่นางทั้งหลายจะตัดสินใจเองได้?
แม้ว่าแม่นางตู้จะคิดเช่นนี้ แต่ก็มิได้แสดงสีหน้าออกมา นาง ยิ้มอ่อนโยน แล้วถามว่า “แม่นางอวี๋ เจ้ายินดีแต่งเข้าจวนคุณชาย หรือไม่?”
“ไม่ยินดี!”
……
“อะไรนะ? นางไม่ยินดีแต่งงาน?” ในห้องหนังสือจวนคุณชาย เยี่ยนจิ่วเฉาวางข่งหมิงสั่ว[1]บนโต๊ะ “พวกเจ้าเข้าใจผิดหรือ เปล่า? นางจะไม่แต่งได้อย่างไร?”
อิ่งสือซัน “…”
นางจะสละร่างกายถอนคำสาปให้ท่าน แต่ท่านตีนางจนสลบ ท่านควรถามว่านางจะยินดีแต่งได้อย่างไรเสียมากกว่า
แน่นอนว่าอิ่งสือซันไม่กล้าพูด
อิ่งลิ่วกำลังจะเอ่ยปาก อิ่งสือซันจึงกระซิบว่า “เงินเดือน!”
อิ่งลิ่วรีบหุบปากทันที
สีหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉาดูยํ่าแย่ แม้แต่บรรยากาศในห้อง หนังสือก็พลันชวนขนลุกขึ้นมา
อิ่งลิ่วก้มหน้างุด ไม่กล้าพูดอะไรออกไป อิ่งสือซันก็ยืนนิ่งเช่น
กัน ห้องหนังสือนั้นเงียบเสียจนได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตก
เยี่ยนจิ่วเฉาอยากจะกำหมัด แต่กลับพบว่าตนไม่มีแรงจะทำ เช่นนั้น เขาโมโหสุดขีด “อิ่งสือซัน!”
“ข้าอยู่นี่ขอรับ!” อิ่งสือซันก้าวขึ้นไปด้านหน้า
เยี่ยนจิ่วเฉาพูดด้วยความเกรี้ยวโกรธ “เจ้าพูดมา! เหตุใดนาง ไม่ยินดีแต่งงาน!”
“เรื่องนั้น…” ให้พูดตามตรงหรือ? อิ่งสือซันกระแอม “แน่นอนว่าเพราะนางโกรธท่าน”
“โกรธข้าเรื่องอะไร?”
“นางสละร่างกายให้ท่าน แต่ท่านกลับตีนางจนสลบ จะไม่ให้ นางโกรธได้อย่างไร?”
เยี่ยนจิ่วเจาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ข้ารู้ว่านางรีบ! ข้าก็ส่ง คนไปขอนางแล้วไม่ใช่หรือ? รอให้แต่งงานกันก่อน แล้ว…แล้ว นางจะทำอย่างไร ข้าก็ตามใจนาง!”
พูดอย่างกับว่าท่านจะไม่ทำอะไรเลย…
อิ่งสือซันบอกไปตามตรงว่า “นางเป็นสตรี เมื่อถูกท่านปฏิเสธ นางย่อมต้องรู้สึกอับอาย ท่านเป็นบุรุษ ท่านต้องปลอบนาง สตรี ต้องการการปลอบประโลม”
“ปะ…ปลอบอย่างไร?”
“ก่อนอื่นท่านต้องไปขอโทษนาง”
เยี่ยนจิ่วเฉาสะดุ้งโหยง “ให้ข้าไปขอโทษนาง? จะเป็นไปได้ อย่างไร?!”
……
ราตรีเงียบสงัด อวี๋เซ่าชิงและคนอื่นๆ ต่างเข้านอนกันหมด แล้ว เด็กน้อยทั้งสามนอนหลับอยู่ในอ้อมอกของอวี๋หวั่น หลายวัน มานี้อวี๋หวั่นดูแลเยี่ยนจิ่วเฉาจนเธอรู้สึกว่าเธอทิ้งลูกๆ เอาไว้
อวี๋หวั่นหอมแก้มกลมๆ ของพวกเขา
ตึงๆๆๆ
มีเสียงอิ่งสือซันเคาะหน้าต่างดังมาจากด้านนอก
“แม่นางอวี๋ ข้าเอง”
อวี๋หวั่นฟังออกว่าเป็นอิ่งสือซัน เธอจับเด็กทั้งสามนอนลงบน เตียง ห่มผ้าห่มให้พวกเขา จากนั้นก็สวมเสื้อคลุม แล้วเดินไปเปิด หน้าต่าง “ดึกป่านนี้ องครักษ์อิ่งมีเรื่องอะไรหรือ?”
อิ่งสือซันไม่ได้ตอบ เขาขยับไปด้านข้าง เผยให้เห็นเยี่ยนจิ่วเฉา ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้
เขานั่งได้แล้ว?!
อวี๋หวั่นมองเขาด้วยความตกตะลึง
คุณชายคนนั้นนั่งอยู่ด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง รัศมีแห่งความ
กำแหงแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
อวี๋หวั่นพลันรู้สึกว่ากำหมัดของเธอคันยุบยิบขึ้นมา
เยี่ยนจิ่วเฉาเลิกคิ้วอย่างกวนประสาท “อวี๋อาหวั่น ข้ามาที่ นี่…”
ปัง!
บานหน้าต่างถูกปิดลง
เพื่อขอโทษเจ้า
เยี่ยนจิ่วผู้ซึ่งเฉายังไม่ทันพูดประโยคหลังจบก็ถูกปฏิเสธเสีย แล้ว “…”
………………………………..
[1] ข่งหมิงสั่ว ของเล่นสมัยโบราณ ทำจากไม้วางขัดกันเป็นก้อน ใช้ฝึก
สมอง