หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 96.1 พี่จิ่วไล่ตามเมีย 1 (1)
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เคยคิดมาก่อนว่าคนที่สูงส่งเยี่ยงตน จะมีช่วง เวลาที่ได้ลิ้มลองรสชาติการถูกปิดประตูไม่รับ เขาเป็นถึงคุณชาย แห่งเมืองเยี่ยน เป็นสมาชิกตระกูลของฮ่องเต้แห่งต้าโจว หญิงใน หมู่บ้านตัวเล็กๆ คนนี้จะบังอาจเกินไปแล้ว!
“เจ้ากล้าสะบัดหน้าใส่คุณชายผู้นี้รึ ข้าตามใจจนนางนิสัยเสีย ไปแล้วใช่หรือไม่?!” เยี่ยนจิ่วเฉาเค้นเสียงลอดไรฟัน
อิ่งสือซันฝืนใจตอบว่าหาใช่เช่นนั้นไม่
เยี่ยนจิ่วเฉาส่งสายตาให้อิ่งสือซัน
อิ่งสือซันเดินไปด้านหน้าแล้วยกมือขึ้นเคาะหน้าต่าง “แม่นา งอวี๋”
อวี๋หวั่นไร้การเคลื่อนไหว
อิ่งสือซันเคาะหน้าต่างอีกครั้ง “แม่นางอวี๋”
ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อิ่งสือซันสูดหายใจเข้าแล้วเคาะอีกครั้ง เขาเคาะอีกครั้ง และ เขาก็เคาะ เคาะ เคาะ!
ปึ้ง!
ประตูห้องโถงเปิดออก
เยี่ยนจิ่วเฉาเลิกคิ้วขึ้น วางมาดราวกับเขารู้อยู่แล้ว และรอให้อ วี๋หวั่นมาต้อนรับเขาอย่างอบอุ่น ทว่าเมื่อเห็นอวี๋เซ่าชิงพุ่งออกมา พร้อมกับด้ามไม้กวาด
มุมปากของเยี่ยนจิ่วเฉาก็กระตุก “…”
อิ่งสือซันคว้าเก้าอี้ไม้โบราณและรีบวิ่งหนี!
“ดึกดื่นเช่นนี้ ผู้ใดใช้ให้เจ้าเคาะ!” อวี๋เซ่าชิงฟาดไม้กวาด วิ่งไล่ ตามทั่วหมู่บ้านอยู่นาน อิ่งสือซันกลอกตาด้วยความเหนื่อยล้า จน ในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากการตามล่าของอวี๋เซ่าชิง ขณะที่วางเก้าอี้ ไม้โบราณลงกับพื้น ก็พบว่าคุณชายผู้งดงามหล่อเหลาของเขาถูก เหวี่ยงปลิวไปจนผมฟูยุ่งเหยิง
เยี่ยนจิ่วเฉาอ้าปากถุยใบไม้ ใบหน้ามอมแมมราวกับขี้เถ้า
อีกด้านหนึ่ง อวี๋เซ่าชิงวางไม้กวาดลงและเดินกลับเข้าบ้าน อวี๋ หวั่นนอนกอดเด็กน้อยทั้งสามหลับไป
ไม่รู้เพราะได้เอาคืนหรือไม่ อวี๋หวั่นรู้สึกว่าได้เข้าสู่นิทราไปด้วย ความสุขใจ เธอไม่ต้องเอาชนะผู้ชายที่สมควรโดนฟาดอีกหลายสิบ รอบในความฝันอีก
อวี๋หวั่นหลับไปกระทั่งฟ้าสว่าง ขณะที่เธอกำลังงัวเงียก็รู้สึกได้ ว่ามีหัวฟูๆ สามหัวถูไปมาอยู่ในอ้อมแขนของเธอ อวี๋หวั่นยิ้มก่อน จะลืมตาตื่นขึ้น และยกมือขึ้นลูบหัวเล็กๆ ทั้งสามพลางถามอย่างขี้ เกียจ “ตื่นแล้วหรือ?”
ทั้งสามพยักหน้า
อวี๋หวั่นลืมตามาพบกับใบหน้าที่งดงามสุดจะพรรณนาทั้งสาม ความสุขเล็กๆ ที่แสนอบอุ่นก่อขึ้นในหัวใจของเธอ
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอมัวดูแลแต่เยี่ยนจิ่วเฉาจนละเลย พวกเขาไป ทว่าพวกเขาก็ไม่ร้องไห้งอแง เพียงแต่ดูเหมือนจะติด เธอมากกว่าเมื่อก่อน
ทั้งสามมองอวี๋หวั่นด้วยดวงตากลมโตและใบหน้าแสนน่ารัก
อวี๋หวั่นรู้ความหมายดี หันไปส่งจุ๊บใหญ่ให้พวกเขาทีละคน ใบ หน้าน้อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง กดหัวมุดอยู่ในอ้อมแขนของอวี๋หวั่น อย่างขวยเขิน ก้นน้อยๆ โด่งขึ้น บิดไปมาอย่างพึงใจ
เด็กๆ พึงพอใจง่ายยิ่งนัก เห็นได้ชัดว่าตนปล่อยให้พวกเขา โดดเดี่ยวมาหลายวัน เพียงแค่จุ๊บครั้งเดียว ก็มีความสุขขนาดนี้ ไม่รู้ที่ผ่านมาพวกเขาได้รับการดูแลจากเหยียนหรูอวี้น้อยเกินไปรึ เปล่า พอคิดว่าพวกเขาถูกทอดทิ้งจนเป็นเรื่องปกติ อวี๋หวั่นก็ลูบ หลังน้อยๆ ของพวกเขาอย่างเจ็บปวด และตัดสินใจจะชดเชยให้ พวกเขาเป็นอย่างดีต่อจากนี้
อวี๋หวั่นเปลี่ยนชุดให้กับเด็กน้อยทั้งสาม จากนั้นจึงพาไปล้าง หน้าล้างตาที่สวนหลังบ้าน และทั้งสามก็นั่งบนส้วมเล็กๆ อย่างเชื่อ ฟัง พลางเงยหน้ามองดูอวี๋หวั่นรีดนมแพะ
อวี๋หวั่นต้มนมแพะที่รีดมาไว้ใส่หม้อ หลังจากรอให้เย็นลงสัก
พัก ก็ลอกฟองนมบางๆ ชั้นบนออก จากนั้นจึงเทนมแพะใส่ลงใน ถุงหนังแพะสามถุง ฟองนมก็ไม่ได้ทิ้ง แต่เก็บไว้ใส่ตอนที่ทำขนม เล็กน้อย ขนมนั้นจะมีรสชาตินมเข้มข้น แม้เถี่ยตั้นกับเจินเจินจะ ไม่คุ้นเคยกับการดื่มนมแพะ แต่พวกเขาก็ชอบของหวานรสนม
เด็กน้อยทั้งสามคว้าถุงนมไปนั่งดื่มบนธรณีประตู
“อาหวั่น!”
ป้าจางเดินมา
อวี๋หวั่นที่กำลังจัดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารอยู่ในห้องโถงก็เดิน ไปหาหลังจากได้ยินเสียง เด็กน้อยทั้งสามนั่งขวางธรณีประตูไว้ หมด เธอหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก อุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นมาและเอ่ยกับ ป้าจาง “เชิญเข้ามานั่งก่อนเจ้าค่ะป้าจาง!”
“โอ้ หนูน้อยคนนี้” ป้าจางบีบแก้มเสี่ยวเป่า เสี่ยวเป่ายังคงไม่ วายจะดื่มนมต่อแม้ถูกอุ้มขึ้นมา ท่าทางตัวเล็กๆ เช่นนี้ ช่างน่ารัก เหลือเกิน แม้ถูกป้าจางบีบแก้ม ก็ไม่มีท่าทีปฏิเสธแต่อย่างใด ยัง คงดื่มนมต่อไปอย่างจริงจัง ป้าจางยิ้มไม่หุบ
“นี่คือท่านย่าจาง” อวี๋หวั่นเอ่ยกับเด็กทั้งสาม
ทั้งสามมองไปที่ป้าจางพร้อมกับดื่มนม
ป้าจางรู้ดีว่าเด็กๆ เหล่านี้ยังพูดไม่ได้ เมื่อพวกเขามองนางเช่น นี้ ก็นับว่าเป็นการทักทายแล้ว นางลูบหัวพวกเขาทั้งสาม “เป็นเด็ก ดีเสียจริง”
“ท่านเข้าไปนั่งด้านในเถิด” อวี๋หวั่นกล่าว
ป้าจางเอ่ย “ข้าไม่เข้าหรอก ข้ามาที่นี่เพื่อมาขอยืมชามเท่านั้น ชามใบใหญ่ที่บ้านของข้าแตกไปแล้ว ข้ารอเติมนํ้ามันอยู่”
เมื่อชีวิตเริ่มดีขึ้น ก็พอจะหาซื้อเนื้อติดมันกลับมาที่บ้านได้บ้าง หลังจากนำไปเผาก็จะได้นํ้ามันหมู
“ข้าจะไปหยิบมาให้” อวี๋หวั่นวางเสี่ยวเป่าลง เสี่ยวเป่าก็ก้าวขา สั้นๆ ไปนั่งบนธรณีประตูของห้องโถง ทว่าครั้งนี้ เขานั่งติดกับเอ้อร์ เป่าและทิ้งช่องว่างไว้เล็กน้อยให้คนเดินผ่านได้
ป้าจางมองเด็กทั้งสาม ทันใดนั้นรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นในดวงตา ของนางโดยไม่ทันรู้ตัว เด็กดีเช่นนี้ คงไม่มีผู้ใดไม่อยากต้อนรับ กระมัง อาหวั่น…
“ป้าจาง ท่านคิดว่านี่ใช้ได้หรือไม่?” อวี๋หวั่นหยิบชามใบใหญ่ ออกมา
ป้าจางเงยหน้าขึ้นและยิ้ม “นั่นละ!”
ป้าจางรับชามแล้วจากไป
ตั้งแต่ต้นจนจบ ป้าจางไม่ได้ถามอะไร หมู่บ้านกว้างใหญ่เพียง นี้ เรื่องที่ควรแพร่กระจายก็แพร่ไปนานแล้ว หากเป็นครึ่งปีก่อน แปดในสิบส่วน เธอคงถูกจับขังในกรงหมูแล้วโยนทิ้งแม่นํ้า ทว่า ตอนนี้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยถึง ไม่รู้ว่าเพราะสกุลอวี๋สนับสนุนการทำมา หากินของคนทั้งหมู่บ้าน หรือเพราะคุณชายแห่งเมืองเยี่ยนเป็น
บิดาผู้ให้กำเนิดของเด็กเหล่านั้นกันแน่
หลังอาหารเช้า อวี๋เซ่าชิงไปช่วยงานบนภูเขา นางเจียงก็ไปที่ บ้านเก่าของสกุลอวี๋ อวี๋หวั่นอยู่บ้านตรวจการบ้านของเถี่ยตั้นน้อย โดยมีเด็กทั้งสามนั่งอยู่ข้างๆ พร้อมกับส่ายหัวให้อาเถี่ยตั้น
อวี๋หวั่นตั้งใจจะพาลูกๆ ไปที่ภูเขาด้านหลัง หลังจากตรวจ การบ้านเสร็จ ซันเยว่เพ่าที่ภูเขาด้านหลังเป็นสีแดงหมดแล้ว คง น่าเสียดายหากไม่ได้ไปเก็บมาใช้ เธอตั้งใจจะเก็บมาทั้งหมด และ หากกินไม่หมดก็นำไปทำเป็นแยมได้
หลังจากคิดได้แล้ว ทันใดนั้นอวี๋เฟิงก็มาที่ประตู
“อาหวั่น” เสียงของอวี๋เฟิงนุ่มนวล ราวกับว่าเกรงว่าจะไปรบ กวนเถี่ยตั้นน้อย
“พี่ใหญ่” อวี๋หวั่นเดินไปที่ห้องโถง
อวี๋เฟิงกล่าวว่า “บ้านจะสร้างเสร็จแล้ว พ่อของข้าบอกว่าจะ จัดงานเลี้ยงให้คนงาน พอดีเครื่องเทศที่บ้านหมดแล้ว ข้าจะเข้าไป ซื้อในเมือง เจ้าต้องการสิ่งใดหรือไม่?”
อวี๋หวั่นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และถามว่า “พี่ใหญ่จะไปเมื่อใด?”
“ช่วงบ่ายๆ งานเลี้ยงจัดวันมะรืน ข้าจะไปดูก่อนแล้วสั่งอะไรที่ สั่งได้ไว้” เมื่อก่อนพวกเขาซื้อตอนที่จะใช้ แต่หลังจากมาทำธุรกิจ ด้วยตนเอง ก็เปลี่ยนไปมีการวางแผนมากขึ้น
“ตอนบ่ายข้าไม่มีธุระ จะพาเด็กๆ ไปเที่ยวเล่นในเมืองพอดี”
จากนั้นเธอก็ชะงัก และหันไปกระซิบกับอวี๋เฟิง “กางเกงของ เถี่ยตั้นใส่ไม่ได้ แล้วยังไม่ให้ใครบอกว่าเขาอ้วนด้วย”
อวี๋เฟิงหัวเราะและหันมองทางห้องที่เถี่ยตั้นน้อยอยู่ “เข้าใจ แล้ว”
“ท่านพี่ ท่านกล่าวสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับข้าอีกแล้วรึ?” เสียงโกรธเก รี้ยวของเถี่ยตั้นน้อยดังมาจากด้านใน
อวี๋เฟิงกลั้นยิ้มและเอ่ยด้วยนํ้าเสียงปกติ “หาได้เป็นเช่นนั้น พี่ สาวของเจ้ากับพี่ใหญ่คุยกันว่า อีกครู่หนึ่ง จะเข้าเมืองไปซื้อเสื้อผ้า ใหม่ให้เจ้า”
“จริงหรือ?” เถี่ยตั้นน้อยร้องออกมาอย่างมีความสุข
อวี๋หวั่นกล่าวว่า “ท่องบทอาขยานโบราณของเจ้าไป!”
เถี่ยตั้นน้อย “…อื้อ”
“ข้าจะไปที่เขตก่อสร้างก่อน” อวี๋เฟิงกล่าว
อวี๋หวั่นส่งอวี๋เฟิงออกจากบ้าน ขณะที่เธอกำลังจะหันกลับ เข้าไป ป้าจางก็วิ่งมาด้วยความรีบร้อน “อาหวั่น มีคนต้องการมา ทำการค้า!”
เท้าของอวี๋หวั่นหยุดชะงัก
ในตอนแรก ป้าจางกำลังซักผ้าอยู่ที่ริมบ่อนํ้าเก่าหน้าทางเข้า หมู่บ้านกับผู้หญิงอีกสองสามคน ทันใดนั้นก็มีรถม้าคันหนึ่งมา หยุดที่ด้านหลังพวกนาง คนที่ก้าวลงจากรถม้าคือสาวน้อยหน้า
จิ้มลิ้มคนหนึ่ง นางถามว่า ‘แม่นางอวี๋อาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ใช่ หรือไม่?’ ป้าจางถามว่านางเป็นใครและมาทำอะไร ดรุณีน้อยบอก ว่านางมาซื้อวัตถุดิบกับแม่นางอวี๋ ป้าจางจึงพานางมาที่นี่
พวกนางมากันสองคน นอกจากสาวน้อยที่ถามทางแล้ว ก็ยัง มีเด็กสาวในชุดคลุมสีขาวอีกคนหนึ่งด้วย
“ขอบคุณป้าจางมาก” อวี๋หวั่นกล่าวอย่างสุภาพ
ป้าจางยิ้ม “ข้าไปก่อนนะ”
“ป้าจางเดินดีๆ นะเจ้าคะ” หลังจากส่งป้าจางกลับแล้ว อวี๋ หวั่นก็มองไปที่เด็กสาวทั้งสองที่ป้าจางพามา พิจารณาจาก อาภรณ์ที่พวกนางสวมใส่ พวกนางน่าจะเป็นคู่นายบ่าว บ่าวคือคน ที่สวมเสื้อคลุมสีเขียวอ่อน คุณหนูคือคนที่อยู่ด้านหลังในชุดสีชมพู อ่อนที่ดูหรูหรา ผมของนางประดับด้วยปิ่นปักผมลูกปัด ใบหน้า แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินผิวอย่างละเอียดอ่อน
สองคนนี้ช่างดูคุ้นตายิ่งนัก
อวี๋หวั่นมองทั้งสองขึ้นลง ดวงตาจับจ้องที่ใบหน้าของคุณหนูผู้ นั้น ทันใดนั้นแววตาก็พลันสั่นไหว “ท่านเองหรือ?”
นี่ไม่ใช่หญิงสาวสกุลเซียวที่ผ่านกันตรงทางเดินในวันที่เธอไป จวนสกุลเซียวหรอกหรือ? และสาวน้อยที่อยู่ข้างๆ ก็คือสาวใช้ที่จุด โคมไฟให้นางในคืนนั้น
หญิงสาวสกุลเซียวก็จำอวี๋หวั่นได้เช่นกัน ความประหลาดใจ
ฉายชัดในดวงตาเรียวงามของนาง “เป็น…เป็นเจ้าเองรึ”
“หือ?” อวี๋หวั่นเลิกคิ้ว “แปลกใจยิ่งนัก ไม่คิดว่าลูกค้าของข้า จะเป็นบุตรีจากสกุลเซียว แล้วคุณหนูเซียวประหลาดใจอันใด? ท่านมาซื้อวัตถุดิบถึงบ้านข้า หรือท่านไม่รู้ว่าผู้ขายจะเป็นข้า?”
“ข้า…” หญิงสาวสกุลเซียวอึกอัก
“ช่างเถิด”
อวี๋หวั่นไม่ได้ตั้งใจจะทำให้นางอับอาย จึงเชื้อเชิญนางเข้าไป ด้านใน
“บ้านข้าไม่เพียบพร้อม ลำบากคุณหนูเซียวแล้ว”
หญิงสาวสกุลเซียวกับสาวใช้เดินเข้ามาด้านใน
ความรู้สึกขยะแขยงไม่อาจเก็บซ่อนจากใบหน้าของสาวใช้
ทว่าหญิงสาวสกุลเซียวกลับดูอยากรู้อยากเห็น นางมอง เครื่องเรือนที่วางอยู่รอบๆ ห้องโถง
ที่จวนสกุลเซียว แม้แต่ห้องของบ่าวก็ยังวิจิตรบรรจงกว่าที่นี่ หลายเท่า โต๊ะที่นี่ถูกทาสี เก้าอี้ผูกด้วยแถบผ้า
บนโต๊ะบูชามีธูปเทียนที่ราคาถูกที่สุดวางอยู่ ตะปูบนกำแพง แขวนด้วยเนื้อแดดเดียวเป็นมันเงาอยู่จำนวนหนึ่ง
แต่ที่นี่ก็ดูสะอาดเรียบร้อยดี
“คุณหนูเซียว เชิญนั่ง”
อวี๋หวั่นผายมือไปทางเก้าอี้ที่อยู่ข้างโต๊ะ
หญิงสาวสกุลเซียวกำลังจะนั่งลง แต่สาวใช้ก็หยุดนาง
“คุณหนูช้าก่อน!”
สาวใช้หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเก้าอี้อย่างระมัดระวัง จาก นั้นจึงยอมให้คุณหนูของนางนั่งลง
หญิงสาวสกุลเซียวเหลือบมองอวี๋หวั่นอย่างกระอักกระอ่วน
บทที่ 96.2 พี่จิ่วไล่ตามเมีย 1 (2)
อวี๋หวั่นพบเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยครั้ง จึงไม่แปลกใจหรือรู้สึก ขุ่นเคือง ทั้งยังไม่ได้บอกสาวใช้ว่าเก้าอี้สกปรกที่นางรังเกียจตัวนั้น นายหญิงของนางและคุณชายแห่งเมืองเยี่ยนต่างก็เคยนั่งมาแล้ว
“คุณหนูเซียวรู้จักที่นี่ได้อย่างไรหรือ?” อวี๋หวั่นหยิบถ้วย สะอาดใบหนึ่งขึ้นมา เธอรู้ว่าบุตรีของสกุลเซียวไม่ชอบดื่มชาบ้าน เธอ เธอจึงรินนํ้าเปล่าให้นางแทน
หลังจากหญิงสาวสกุลเซียวรับถ้วยมาแล้ว ก็วางมันลงกับโต๊ะ อย่างนุ่มนวลและตอบอวี๋หวั่น “ข้าได้ยินคนพูดกัน”
“ฮูหยินเซียวหรือ?” อวี๋หวั่นนั่งลงอีกฝั่งหนึ่งของโต๊ะ
หญิงสาวสกุลเซียวส่งเสียงอื้มตอบรับ
อวี๋หวั่นพยักหน้า “เช่นนั้น วันนี้ท่านมาที่นี่เพื่อซื้อวัตถุดิบให้ฮู หยินเซียว หรือตัวท่านเอง?”
“…ซื้อให้ทั้งหมด” หญิงสาวสกุลเซียวกล่าว
“เต้าหู้เหม็นหรือ?” อวี๋หวั่นถาม
หญิงสาวสกุลเซียวตกตะลึง
อวี๋หวั่นยิ้ม “คุณหนูเซียว ท่านมาซื้อวัตถุดิบถึงบ้านข้า ท่านไม่ น่าจะไม่ทราบว่าข้าขายสิ่งใดกระมัง?”
“ข้ารู้” หญิงสาวสกุลเซียวรีบเอ่ย “ข้าได้ยินมาว่าครอบครัว ของเจ้าเคยขายหมูตุ๋น”
“นั่นเป็นเรื่องนานมาแล้ว” ดูเหมือนซั่งกวนเยี่ยนจะไม่ได้เป็น คนบอกแม่นางผู้นี้ ซั่งกวนเยี่ยนไม่ทราบว่าครอบครัวของเธอเคย ขายหมูตุ๋น ตอนที่ซั่งกวนเยี่ยนมา ครอบครัวของเธอก็แทบไม่ได้ ทำธุรกิจหมูตุ๋น และเปลี่ยนไปทำเต้าหู้เหม็นกับหน่อไม้ดองแทน
อวี๋หวั่นไม่ได้ถามต่อว่านางรู้มาจากใคร ในมุมมองของเธอ มัน ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือจะทำธุรกิจได้หรือไม่ได้
อวี๋หวั่นมองหญิงสาวสกุลเซียวพลางเอ่ยว่า “หากคุณหนูเซียว ต้องการซื้อหมูตุ๋น เกรงว่าต้องสั่งล่วงหน้า ตอนนี้ครอบครัวของข้า มีเต้าหู้เหม็นกับหน่อไม้ดอง คุณหนูเซียวต้องการเท่าใด?”
ขนตาของหญิงสาวสกุลเซียวสั่นไหว “อาหญิงรองของข้าซื้อ เท่าใด ข้าก็ซื้อเท่านั้น”
อวี๋หวั่นเข้าไปหยิบเต้าหู้เหม็นห้าโถจากในห้องครัว “โถหนึ่งมี สิบจิน หนึ่งจินสิบห้าอีแปะ รวมทั้งหมดเจ็ดร้อยห้าสิบอีแปะ”
ของเยอะถึงเพียงนี้ ราคายังน้อยกว่าเงินเพียงหนึ่งตำลึง หญิง สาวสกุลเซียวคิดว่ามันถูกมาก จึงส่งสัญญาณให้สาวใช้จ่ายเงิน แต่สาวใช้จ้องตาไม่กะพริบ “เต้าหู้อะไรแพงถึงเพียงนี้? เต้าหู้ใน เมืองราคาเพียงสี่อีแปะต่อหนึ่งจิน! เจ้าโกงเราแล้วกระมัง!”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้มบางๆ “เต้าหู้เหม็นของข้าขายราคานี้มาตลอด
ข้าขายให้เพราะเห็นแก่ฮูหยินเซียวและแม่ทัพใหญ่เซียว เดิมทีทำ ส่งหอจุ้ยเซียนก็ไม่เพียงพออยู่แล้ว”
สาวใช้ขมวดคิ้วและเอ่ยว่า “คุณหนู! อย่าไปฟังนาง! มีเต้าหู้ มากมายในเมืองหลวง หากท่านอยากทาน ข้าจะไปซื้อจากที่อื่นมา ให้ท่าน! เขาไม่ใจดำเหมือนกับนาง!”
อวี๋หวั่นยิ้ม เต้าหู้เหม็นของเธอมีเพียงที่เดียว นอกจากหอจุ้ย เซียนในเมืองหลวง ก็ไม่อาจหาทานจากที่ใดได้อีก และหอจุ้ยเซียน ก็ขายแพงกว่าเธอหลายเท่า เด็กคนนี้ยังอายุน้อย คิดว่าตนเอง ฉลาดกว่าใคร
เธอมองออก ว่านายบ่าวคู่นี้มิได้มาเพื่อซื้อของ แต่น่าจะมาหา เธอมากกว่า
อวี๋หวั่นมองหญิงสาวสกุลเซียวพลางเอ่ยว่า “ในเมื่อคุณหนู เซียวไม่ซื้อ เช่นนั้นข้าขอตัวไปทำงานก่อน”
หญิงสาวสกุลเซียวมีท่าทีลังเล
อวี๋หวั่นไม่ได้สนใจนาง และนำโถเต้าหู้เหม็นกลับไปไว้ที่ห้อง ครัวดังเดิม เมื่อเธอกลับออกมาที่ห้องโถง นายบ่าวทั้งสองก็ออกไป แล้ว
หญิงสาวสกุลเซียวปรากฏตัวอย่างน่าแปลกใจ แต่อวี๋หวั่นก็ไม่ ได้ใส่ใจ หลังจากพาเด็กๆ ไปทานอาหารกลางวันที่บ้านหลังเก่า เธอ กับอวี๋เฟิงก็นั่งรถลากวัวของบ้านซวนจื่อไปบนถนน
เดิมทีคิดว่าจะพาเด็กๆ มาด้วย แต่เด็กๆ ตื่นเช้าเกินไป จน เผลอหลับไปบนโต๊ะอาหารขณะที่ทานข้าว อวี๋หวั่นจำต้องทิ้งพวก เขาไว้ที่นั่น
เมื่อรถลากวัวมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ เสียงกรีดร้องของหญิงสาวก็ ดังมาจากด้านหน้า “อ๊า คุณหนู”
สองพี่น้องหันไปมอง ข้างคันนาที่ห่างไปไม่ไกล มีรถม้าหรูหรา คันหนึ่งจอดอยู่ สารถีรถม้ายืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างรถด้วยสีหน้า หวาดกลัว เสียงกรีดร้องดังออกมาจากด้านในรถม้า เมื่ออวี๋หวั่น ฟังเสียง ก็สัมผัสได้ถึงเสียงที่คุ้นเคยอย่างคลับคล้ายคลับคลา
อวี๋เฟิงขับรถลากวัวเข้าไปและถามสารถีผู้นั้น “เกิดเรื่องอันใด ขึ้น?”
สารถีรถม้าเอ่ยด้วยเสียงที่สั่นเครือ “ข้า…ข้าก็ไม่รู้…”
ไม่รู้จริงๆ เขาขับรถอยู่ และทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากในรถ คล้ายกับมีคนล้มลงกับพื้น เขาจึงหยุดรถและหันไปถามว่าเกิด อะไรขึ้น แต่สาวใช้ก็ไม่ตอบ ไม่เพียงไม่ตอบ แต่ไม่ให้เขาดูด้วย
แต่เขาก็พอเดาได้ว่าน่าจะเกิดเรื่องกับคุณหนู
อวี๋หวั่นกระโดดลงจากรถลากวัว พลางมองไปที่สารถีและมอง ผ้าม่านที่ปิดสนิท เธอก้าวขึ้นไปบนรถม้าและเปิดผ้าม่าน
สาวใช้คิดว่าเป็นสารถีรถม้า จึงตะโกนด่าใส่หน้าเธอ “ใครใช้ให้ เจ้าเข้ามา! ออกไป…ว้าย”
ก่อนที่นางจะพูดจบ อวี๋หวั่นก็ดึงคอเสื้อของนางและลากออก จากรถอย่างไม่ไยดี
แสงในรถม้ามืดสลัว หญิงสาวสกุลเซียวนอนอยู่บนพื้นอย่าง เลื่อนลอย ดวงตาเหลือกขึ้นด้านบน ใบหน้าเขียวคลํ้า กัดฟันแน่น เมื่ออวี๋หวั่นเห็นความผิดปกติ จึงรีบจับชีพจรที่ข้อมือของนาง
โรคลมบ้าหมู!
อวี๋หวั่นตกใจ รีบเปิดม่านและผลักหน้าต่างออกเพื่อให้อากาศ ถ่ายเท
“เจ้าทำอะไรน่ะ!” สาวใช้รีบกระโจนขึ้นมาราวกับคนคลั่ง คุณ หนูเป็นโรคนี้ ไม่อาจให้ผู้ใดเห็นได้!
อวี๋เฟิงจับตัวนางไว้และตะโกนอย่างเฉียบขาด “น้องสาวของ ข้าเป็นหมอ! นางกำลังช่วยคุณหนูของเจ้าอยู่!”
สาวใช้ดิ้นรนขัดขืน “นางไม่ได้ช่วยคุณหนูของข้า! นางจะ ทำร้ายคุณหนูของข้า! เจ้าบอกให้หญิงใจดำนั่นปล่อยคุณหนูของ ข้าเดี๋ยวนี้!”
อวี๋หวั่นไม่สนใจ เธอคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เปิดคอเสื้อของหญิง สาวสกุลเซียว จากนั้นจึงจับให้นางนอนตะแคง พลางคว้าเสื้อคลุม มาหนุนรองศีรษะของนาง และย้ายเก้าอี้ด้านข้างออกไป
ม่านของรถม้าถูกเปิดออก ภาพด้านในรถม้าก็ฉายออกสู่ สายตาผู้คนจำนวนหนึ่ง เมื่อสารถีเห็นฉากนี้ครั้งแรกก็รู้สึกตกใจ
สาวใช้โกรธมาก “เจ้ากล้าดูรึ! ข้าจะควักลูกตาเจ้าออกมา!”
สารถีรถม้ารีบหันหลังกลับด้วยความหวาดกลัว
“ปล่อยข้า!” สาวใช้ยังคงดิ้นรนในมือของอวี๋เฟิง แต่ไม่ว่านาง จะออกแรงมากเพียงใด ก็ไม่อาจหลุดพ้นจากฝ่ามือใหญ่ของอ วี๋เฟิงได้ นางโกรธควันออกหู แต่ด้วยสายตาที่แหลมคม นางจึงหัน ไปกัดข้อมือของอวี๋เฟิง!
“โอ๊ย!” อวี๋เฟิงที่ถูกกัดโดยไม่ทันตั้งตัว หายใจเฮือกด้วยความ เจ็บปวด พลางสลัดข้อมือออก จากนั้นสาวใช้ก็วิ่งหนี
นางคว้าไม้เท้าและกระโดดเข้าไปบนรถม้า ทว่ายังไม่ทันเข้าไป นางก็ถูกถุงใส่นํ้าบินมากระแทกเข้าที่กลางหน้าจนล้มลงไปกองกับ พื้นและสลบไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด ในที่สุดความเคลื่อนไหวในรถม้าก็ สงบลง
หญิงสาวสกุลเซียวฟื้นคืนสติ เมื่อนางเห็นอวี๋หวั่นอยู่ข้างๆ สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป
อวี๋หวั่นมีสีหน้าราบเรียบ “ท่านเปลี่ยนเสื้อผ้าเถิด”
หญิงสาวสกุลเซียวหน้าแดง
อวี๋หวั่นดึงม่านลง พร้อมกับปิดหน้าต่าง และเอ่ยกับนาง “สาว ใช้ของท่านถูกข้าทำให้สลบไปแล้ว ท่านเปลี่ยนเองได้หรือไม่ หรือ ต้องการให้ข้าช่วย?”
หญิงสาวสกุลเซียวก้มหัวลงด้วยความเขินอาย
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเรียบเฉย “ชุดท่านอยู่ที่ใด?”
หญิงสาวสกุลเซียวชี้ไปที่กระดานที่นั่งด้านหลังอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นนำกล่องออกมาจากใต้กระดานที่นั่ง จากนั้นจึงหยิบ ชุดสำรองออกมาและช่วยหญิงสาวสกุลเซียวผลัดเปลี่ยน
หญิงสาวสกุลเซียวรู้สึกเขินอายมาก นางหันตัวไปด้านข้าง และค่อยๆ ผูกเชือกที่เอว
“นี่เป็นของท่านหรือ?” อวี๋หวั่นยื่นใบสั่งยาที่ตกอยู่ที่พื้นให้นาง
หญิงสาวสกุลเซียวรับใบสั่งยา และพับเก็บใส่เข้าไปในถุงกระ เป๋าเล็กๆ
“จ้าวเหิงเขียนสินะ” จู่ๆ อวี๋หวั่นก็เอ่ยขึ้นมา เธอจำลายมือของ จ้าวเหิงได้
คิ้วหญิงสาวสกุลเซียวกระตุก
อวี๋หวั่นกล่าว “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะดู ข้าคิดว่าเป็นใบสั่งยาของ ท่านน่ะ”
นิ้วของหญิงสาวสกุลเซียวบีบแน่น
อวี๋หวั่นเข้าใจทุกอย่างในทันที “ไม่แปลกใจเลยที่ท่านมาหาข้า ที่หมู่บ้านเหลียนฮวา และไม่แปลกใจเลยที่ท่านมีปฏิกิริยาราวกับ เห็นผี ท่านคงไม่คิดว่าอดีตคู่หมั้นของจ้าวเหิงจะเป็นหญิงที่อารอง
ของท่านพาไปที่จวนสกุลเซียวในคืนนั้นใช่หรือไม่?”
เธอเดาความคิดของนางได้ทะลุปรุโปร่ง หญิงสาวสกุลเซียว ก้มหัวลงตํ่ากว่าเดิม
อวี๋หวั่นยกมุมปากขึ้นเบาๆ “สัญญาการแต่งงานของข้ากับ จ้าวเหิงได้ยกเลิกไปแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องมาถึงที่นี่เพื่อหาข้อมูล เกี่ยวกับตัวข้า อย่างไรเสีย ท่านก็เป็นถึงบุตรีแห่งจวนสกุลเซียว จะ…”
มีความสัมพันธ์กับเจ้าคนเลวอย่างจ้าวเหิงหรือ?
หญิงสาวสกุลเซียวก้มหัวลงไม่กล่าวสิ่งใด
อวี๋หวั่นถอนใจ “เอาละ ท่านอย่าทำท่าราวกับคนถูกจับได้ เมื่อ ครู่ข้าได้บอกไปแล้ว จ้าวเหิงกับข้าไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกันอีก พวกท่านจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของพวกท่าน แต่ต่อไปอย่าได้ เอาข้าไปเกี่ยวด้วย ข้าจะถือว่าวันนี้ท่านไม่เคยมาที่นี่”
หญิงสาวสกุลเซียวกัดริมฝีปาก หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ พยักหน้า
หลังจากนั้นนางก็เปิดปากอีกครั้ง ราวกับต้องการเอ่ยบาง อย่างที่ยากจะเอ่ย
ไหนเลยอวี๋หวั่นจะไม่เข้าใจความหมายของนาง? ทุกอย่าง เขียนอยู่บนใบหน้าของนางอย่างชัดเจน
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างใจเย็น “ข้าเป็นหมอ ข้ายังมีจรรยาบรรณ
แพทย์ ข้าจะไม่เปิดเผยอาการป่วยของท่าน และยิ่งไม่มีทางไปถึงหู ของจ้าวเหิงแน่”
ในชาตินี้เธอแทบจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับจ้าวเหิง ไหนเลยจะไป บอกความลับกับจ้าวเหิง?
เทียบระหว่างจ้าวเหิงรู้ความจริงเกี่ยวกับอาการป่วยของหญิง สาวสกุลเซียว สิ่งที่อวี๋หวั่นกังวลมากกว่า คือหญิงสาวสกุลเซียว รู้จักตัวตนของจ้าวเหิงดีเพียงใด
แต่ไม่ว่าอย่างไร เมื่อเอ่ยถึงจ้าวเหิง ดวงตาของนางก็เป็น ประกายสดใส เห็นได้ชัดว่านางหลงรักจ้าวเหิงมาก ไม่เช่นนั้นนาง คงไม่เดินทางไกล เพื่อมาพบอดีตคู่หมั้นของจ้าวเหิงถึงที่นี่ เธอจึง คิดว่า ไม่ว่าจะพยายามบอกนางถึงนิสัยใจคอของจ้าวเหิงอย่างไร นางก็คงไม่เชื่อ และอาจเข้าใจผิดว่าเธอยังมีใจให้จ้าวเหิง จึง ต้องการแยกนางกับจ้าวเหิง
ช่างน่าขันสิ้นดี ผู้ชายอย่างจ้าวเหิงไม่เคยขาดสตรีที่ทุ่มเท หัวใจให้กับเขา ก่อนหน้านี้ก็เป็นอาหวั่น ตอนนี้ก็เป็นหญิงสาวสกุล เซียว
ยังคิดอยู่ว่าเหตุใดจ้าวเหิงจึงย้ายออกจากหมู่บ้านเหลียนฮวา ในชั่วข้ามคืน ที่แท้ก็ตะกายเกาะกิ่งไม้สูงกิ่งใหม่ได้แล้ว
อวี๋หวั่นเหลือบมองนางด้วยความเห็นอกเห็นใจ “ท่านต้องการ ให้ข้าพาไปร้านขายยาในเมืองหรือไม่?”
หญิงสาวสกุลเซียวส่ายศีรษะเบาๆ
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” อวี๋หวั่นหยัดกายลุกขึ้นยืน
ทันใดนั้นหญิงสาวสกุลเซียวก็เอื้อมมือคว้าแขนเสื้อของเธอไว้
อวี๋หวั่นหันมองนางและเอ่ยว่า “หากท่านต้องการรู้เรื่องของ จ้าวเหิง…”
“ข้าชื่อจื่อเยว่”
นางเอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบา
อวี๋หวั่นชะงักไปด้วยความประหลาดใจ จากนั้นจึงพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
เอ่ยจบ เธอก็เดินลงจากรถม้า