หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 97 พี่จิ่วไล่ตามเมีย 2
หลังจากอวี๋หวั่นช่วยเหลือหญิงสาวสกุลเซียว ก็เข้าเมืองไปกับ อวี๋เฟิง
อวี๋เฟิงนึกถึงสาวใช้ผู้นั้นที่มีเจตนาไม่ดีกับอวี๋หวั่น พลันถาม ด้วยความสงสัย “อาหวั่น พวกนางรู้จักเจ้าหรือ?”
อวี๋หวั่นไม่ได้เล่าถึงตัวตนของหญิงสาวสกุลเซียว และความ สัมพันธ์ของนางกับจ้าวเหิง กล่าวเพียงว่า “พวกนางมาหาข้าที่ หมู่บ้านเพื่อซื้อเต้าหู้เหม็นเมื่อเช้านี้ ทว่าสาวใช้คิดว่าราคาสูงเกิน ไป จึงบอกว่าข้าใจดำ คิดจะโกงพวกนางและจากไป”
“เป็นเช่นนี้เอง” อวี๋เฟิงพยักหน้า ข้อมือที่ถูกกัดยังหลงเหลือ ความเจ็บปวดอยู่เล็กน้อย สาวใช้ผู้นั้น กล้ากล่าวเช่นนั้น กล้าทำ เช่นนั้น เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ คิ้วของอวี๋เฟิงก็ขมวดเป็นปม “น่า เสียดาย แม่นางผู้นั้นอายุยังน้อย ไฉนจึงเป็นโรคนี้?”
เซียวจื่อเยว่นอนตะแคงตลอด อวี๋เฟิงจึงเห็นหน้านางไม่ชัด ทำได้เพียงมองใบหน้าด้านข้างของนางผ่านๆ จึงเดาว่านางเป็น เด็กผู้หญิงอายุสิบห้าหรือสิบหก
อวี๋หวั่นเหม่อมองทุ่งข้าวสาลีนอกหน้าต่าง พลางพึมพำ “ใช่ น่าเสียดายจริงๆ”
อายุยังน้อย ใยหูตามืดบอดตกหลุมรักผู้ชายอย่างจ้าวเหิงได้?
…
“คุณหนู… คุณหนู คุณหนู!” สาวใช้สะดุ้งตื่นขึ้นมา และพบ ว่านางนั่งอยู่บนรถม้าที่แกว่งไกว ข้างกายของนางคือเซียวจื่อเยว่ที่ ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้ว นางรีบถาม “คุณหนู ท่านไม่เป็นไรใช่หรือ ไม่?”
เซียวจื่อเยว่ส่ายศีรษะ “ข้าไม่เป็นไร วันนี้ต้องขอบคุณแม่นา งอวี๋ยิ่งนัก”
สาวใช้ขบเม้มริมฝีปาก “ท่านขอบคุณนางไปไย? ต้องโทษนาง สิ! ตอนนี้มีคนอีกสองสามคนล่วงรู้อาการป่วยของท่านแล้ว! นาง จงใจ! กลับไปนางคงแพร่งพรายเรื่องนี้ ท่านอยู่ในเมืองหลวงก็ คง…”
“ไม่มีทาง” เซียวจื่อเยว่ขัดจังหวะนาง “นางสัญญากับข้าว่า นางจะเหยียบเรื่องนี้ไว้”
“ท่านเชื่อคำพูดของนางหรือ?” สาวใช้กระทืบเท้า “ท่านลืมไป แล้วหรือว่านางยกเลิกสัญญาแต่งงานกับคุณชายจ้าวอย่างไร? นางมีสัญญาแต่งงานกับคุณชายจ้าว แต่ก็วิ่งไปอยู่กับผู้ชายอีกคน ตนเองไม่บริสุทธื์แล้ว ยังโกหกหลอกลวงคนทั้งหมู่บ้าน ทำให้ คุณชายจ้าวถูกชาวบ้านกดดัน จนแทบจะไม่มีหน้าอยู่ในหมู่บ้าน อีกต่อไป”
เซียวจื่อเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ข้าไม่คิดว่านางเป็นคนเช่น นั้น”
สาวใช้เอ่ยชี้แนะอย่างจริงใจ “คุณหนู คนเราจิตใจยากแท้หยั่ง ถึง ท่านพบนางเพียงไม่กี่ครั้ง ก็รู้แล้วหรือว่านางเป็นคนเช่นไร? ท่านเป็นบุตรีเพียงคนเดียวของสกุลเซียว สถานะของท่านสูงส่งยิ่ง นัก ข้าดูแล้วแปดในสิบส่วน นางคงอยากประจบสอพลอท่าน หา ประโยชน์จากท่าน ไม่ว่าอย่างไรท่านอย่าได้ตกหลุมพลางนางเด็ด ขาด!”
เซียวจื่อเยว่ถอนใจ และไม่เอ่ยคำใดอีก
…………………..
ณ จวนคุณชาย
เยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่ในห้องทำงานด้วยสีหน้าเศร้าหมอง สายตา ทอดมองไปยังลานกว้างอย่างเงียบสงบ และเอ่ยด้วยเสียงราบ เรียบ “นางยังไม่มาขอคืนดีกับข้าอีกหรือ?”
อิ่งสือซันกล่าวอย่างใจเย็น “ขอรับคุณชาย แม่นางอวี๋ยังไม่มา ขอคืนดีกับท่าน”
เยี่ยนจิ่วเฉาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ “นางบังอาจยิ่ง นัก! เจ้าไม่ได้บอกรึว่าแค่ขอโทษก็จบ!”
แต่คำขอโทษของท่านยังไม่ออกไปเลย…
อิ่งสือซันไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอีก หากเขาทำให้เรื่องเลว ร้ายกว่าเดิม คงได้ถูกหักเงินเดือนอีก
อิ่งสือซันจึงแสร้งไม่เอ่ยสิ่งใด
เยี่ยนจิ่วเฉาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะสองสามครั้ง พลางนึกอะไรบาง อย่างได้ จึงสั่งอิ่งสือซัน “ไปจับตัวพวกหลู่เซียวเหยามาให้ข้า!”
“…ขอรับ” อิ่งสือซันรีบเดินทางไปโดยไม่มีการหยุดพัก เพียง ครึ่งชั่วยามต่อมา อันธพาลใหญ่ทั้งสี่ในเมืองหลวงที่นำโดยหลู่ เซียวเหยา ก็ถูกอิ่งสือซันโยนเข้าไปในห้องทำงานของจวนคุณชาย ทีละคน
พวกเขาเคยเป็นกระสอบทรายให้เยี่ยนจิ่วเฉาทารุณอย่างโหด ร้ายมาก่อน ทันทีที่ถูกอิ่งสือซันจับตัวมาที่จวนคุณชาย พวกเขาก็ กลัวจนขาอ่อนแรง
หลู่เซียวเหยาร้องไห้พลางเอ่ยว่า “คุณชาย ครั้งนี้พวกเราทำ สิ่งใดผิดอีกหรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาเอ่ยอย่างหมดความอดทน “ข้าไม่ได้บอกว่าจะ ทุบตีเจ้า เก็บนํ้ามูกนํ้าตาของพวกเจ้าไปเดี๋ยวนี้”
พวกเขาหยุดร้องไห้ในทันที
ตาของหลู่เซียวเหยากลิ้งกลอกและเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “หรือ ว่าคุณชายเหงา ท่านอยากไปพักผ่อนที่ใด? เร็วๆ นี้ข้าเพิ่งค้นพบที่ ดีๆ มาด้วยละขอรับ!”
“มีสตรีหรือไม่?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
หลู่เซียวเหยาผงะไปชั่วขณะ จากนั้นก็พยักหน้าเหมือนโขลก กระเทียม “มี มี มี! มีแน่นอนขอรับ!”
“มีแล้วยังกล้าพาคุณชายผู้นี้ไป! คิดว่าตัวเองอายุยืนเกินไปใช่ หรือไม่?” เยี่ยนจิ่วเฉาคว้าหนังสือเล่มเล็กบนโต๊ะขว้างใส่เขา
หลู่เซียวเหยาถูกทุบจนร้องครวญคราง
สหายอีกสามคนที่มองเห็นตกใจอ้าปากค้าง
หลู่เซียวเหยา ‘ไหนบอกว่าไม่ทุบตีเล่า?’
“คุณชายเรียกพวกเรามาวันนี้ จะให้ส่งคนไปทำงานด้านนอก หรือขอรับ?” อันธพาลอันดับสองเริ่มเอ่ยปาก
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างใจเย็น “ข้ามีคำถามสองสามข้อที่ อยากถามพวกเจ้า หากตอบถูก คุณชายผู้นี้จะไม่ทำให้เจ้าเดือด ร้อนอีก ทว่าหากตอบผิด…”
หลู่เซียวเหยารีบร้อนเอ่ย “ไม่มีทางตอบผิด! ไม่มีทางตอบผิด! คุณชายโปรดถาม!”
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวด้วยท่าทางหยิ่งยโส “หญิงคนหนึ่งที่คิดถึง เจ้า ปักใจรักเจ้า เสน่หาลึกซึ้ง ชั่วฟ้าดินสลาย… “
หลู่เซียวเหยา “…”
เอ่อ…มีผู้หญิงเช่นนี้ด้วยรึ?
เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวต่อ “ต้องเอาใจนางอย่างไร?”
คนทั้งสี่ซวนเซ แทบล้มทั้งยืน
หญิงคนหนึ่งที่คิดถึง ปักใจรัก เสน่หาลึกซึ้ง ชั่วฟ้าดินสลาย
ยังต้องเอาใจอีกหรือ? ยอมรับความจริงก่อนดีหรือไม่?!
หลู่เซียวเหยาสะบัดแขนเสื้อกว้าง ปัดผมสีดำที่ห้อยอยู่ข้าง หน้า กลับไปที่ไหล่ด้านหลัง แล้วยกคางขึ้นพร้อมกับเอ่ยว่า “หาก จะถามเรื่องเอาใจสตรี คุณชายถามถูกคนแล้ว! ไม่มีสตรีนางใดใน โลกหล้าที่ข้าหลู่เซียวเหยาไม่สามารถเอาอกเอาใจได้!”
เยี่ยนจิ่วเฉามองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ
หลู่เซียวเหยาหดคอ “พี่สะใภ้ ยกเว้นพี่สะใภ้ แต่ขอเพียงแค่ คุณชายออกโรงเอง ต้องได้แต่งงานอย่างแน่นอน!”
“ฮึ” เยี่ยนจิ่วเฉาเบนสายตาออกไปอย่างเย็นชา
พวกของหลู่เซียวเหยาเป็นชายเจ้าสำราญที่รู้จักกันดีในเมือง หลวง พวกเขาไม่มีทักษะอื่นใด ทว่าเรื่องเอาอกเอาใจสตรีนั้น แพรวพราวยิ่ง
“ข้าน้อยขอถาม พี่สะใภ้ นางอ่านออกเขียนได้หรือไม่? หรือว่า ชอบอ่านหนังสือ?” หลู่เซียวเหยาถาม
เยี่ยนจิ่วเฉาจำกองหนังสือแพทย์ในบ้านของอวี๋หวั่นได้ เขา พยักหน้า “ชอบ”
หลู่เซียวเหยาตีมือพลางเอ่ยว่า “ได้การละ! สตรีมากความ สามารถรักในบทกวีขอรับ!”
……………….
อวี๋หวั่นไปซื้อกางเกงใหม่ให้เถี่ยตั้นน้อย เสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับ
เด็กน้อยทั้งสามและเด็กหญิงตัวน้อยที่เมืองหลวง จากนั้นก็กลับ หมู่บ้านพร้อมกับอวี๋เฟิง
ทันทีที่เธอเดินเข้าไปในห้องโถง เถี่ยตั้นน้อยก็วิ่งมา “ท่านพี่ มี จดหมายถึงท่าน!”
อวี๋หวั่นรับกองจดหมายหนาๆ มาและหันกลับเข้าไปในห้อง
อวี๋หวั่นเปิดจดหมายฉบับแรก
“ฟ้าเขียวคือปกคอเจ้า สุขสงบคือใจข้า วันใดไม่ได้พบหน้า ส่ง ข่าวมามิได้หรือ?
ฟ้าเขียวคือสิ่งที่เจ้าติดตัว สุขสงบคือความรู้สึกข้า วันใดไม่ อาจไปหา เจ้าเข้ามามิได้หรือ? มาพานพบสบตา ที่หอคอยประตู เมือง”
อวี๋หวั่นเปิดจดหมายฉบับที่สอง
“นกจีจิวขันร้องเรียกหาคู่ อยู่บนเกาะแก่งกลางแม่นํ้า สาว งามแสนดีเอย เจ้าเป็นที่หมายปองของบุรุษ….เกี้ยวเจ้ายังไม่ สมหวัง เฝ้าคำนึงถึงเจ้าทั้งยามตื่นและยามหลับ โอ้ เฝ้าแต่คิดถึง เจ้า คิดถึงเจ้า นอนพลิกหงายพลิกควํ่าแต่ไม่อาจข่มตาให้หลับ”
จดหมายฉบับที่สาม
“มีสตรีงามนางหนึ่ง เมื่อต้องพบสบตา ไม่อาจลืมเลือน วันใด ไม่ได้พบหน้า จิตใจข้าว้าวุ่นไม่เป็นสุข”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
หน้าต่างถูกเคาะ
อวี๋หวั่นผลักออกไปและเห็นว่าเยี่ยนจิ่วเฉานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ โบราณด้วยท่าทางยโสโอหังยิ่ง เขาเหลือบมองจดหมายในมือของ เธอและเอ่ยว่า “พึงพอใจกับสิ่งที่เจ้าเห็นหรือไม่?”
อวี๋หวั่น “…”
…
คุณชายเยี่ยนกลับไปที่จวนด้วยหน้าตามอมแมม พร้อมกับ รอยปูดบวมบนหน้าผาก
“หลู่เซียวเหยา เจ้าอยากตายเช่นไร?”
“คะ คะ คะ คะ…คุณชายโปรดระงับโทสะ! เมื่อครู่ข้าไปถามผู้ จัดการวั่นมาแล้ว ข้าเข้าใจนายหญิงผิดไป นายหญิงไม่ได้รักบทกวี นายหญิงรักเงิน!”
ทว่าหากจะให้เงินตรงๆ ก็จะดูไม่จริงใจ หลู่เซียวเหยาจึงเสนอ ว่าให้เป็นสิ่งของแทน เคล็ดลับนี้หลู่เซียวเหยาใช้มาไม่ตํ่ากว่าร้อย ครั้ง จนสามารถสรุปจากประสบการณ์ของตัวเองได้ว่า ขอเพียงใจ กว้างมากพอ ไม่มีสตรีคนไหนที่เขาโอ้โลมไม่สำเร็จ
หลู่เซียวเหยา “คุณชาย จำไว้ว่า ท่านต้องใจกว้าง! อย่าให้พี่ สะใภ้คิดว่าท่านขี้เหนียวเด็ดขาด!”
คุณชายผู้หนึ่งเดินมายังถนนเส้นที่ใกล้กับจวนคุณชาย พร้อม กับชี้นิ้วและกล่าวอย่างวางอำนาจบาตรใหญ่ “คุณชายผู้นี้ต้องการ
สิ่งของบนถนนสายนี้ทั้งหมด”
เช่นนี้ ใจคงจะกว้างพอแล้วกระมัง?
“ส่งทั้งหมดไปที่หมู่บ้านเหลียนฮวา”
หนึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งภายในและภายนอกบ้านของอวี๋หวั่นก็ เต็มไปด้วยของขวัญมากมาย ทั้งเครื่องประดับเงินทอง ตัวอักษร และภาพวาดโบราณ เครื่องครัว ไก่ เป็ด ปลา เนื้อ…มีทุกอย่าง ทว่าในส่วนท้ายของกองของขวัญ กลับมีโลงศพสีดำวางนอนอยู่ บนพื้นอย่างแปลกประหลาด
“…”
อิ่งสือซันยกมือปิดตา
ลืมเตือนคุณชายว่าบนถนนสายนี้มีร้านขายโลงศพ…
…
เมื่อเยี่ยนจิ่วเฉากลับมาที่จวนคุณชายครั้งนี้ เขามีดวงตาหมี ขาวดำคู่หนึ่งเพิ่มขึ้นมา
หลู่เซียวเหยารู้สึกว่าศีรษะของตนแทบจะไม่สามารถผูกติด กับสายรัดเอวได้อีกต่อไป เขาอยู่มายี่สิบปีแล้ว ไม่เคยล้มเหลวเช่น นี้ ทำอย่างไรดีละ เขาก็หมดหวังเช่นกัน! ปัญหาอยู่ที่ใดกันแน่ ไย กับพวกเขาที่แสนเจ้าสำราญถึงทำได้ แต่เชื้อพระวงศ์ผู้สง่างามอ ย่างเยี่ยนจิ่วเฉากลับทำไม่ได้ เยี่ยนจิ่วเฉาด้อยกว่าเขาตรงไหน? หรือเพราะวิทยายุทธ์ไม่เก่งเท่าเขา?! โอ้สวรรค์ เขาก็ไม่กล้าถาม!
หลู่เซียวเหยากอดต้นขาเยี่ยนจิ่วเฉาและเอ่ยว่า “คุณชาย ข้า ยังมีวิธีสุดท้าย หากยังไม่สามารถชนะใจพี่สะใภ้ได้ ข้ายอมเอาหัว พวกเราทั้งสี่เป็นประกัน!”
เหล่าสหายแตกกระเจิง! เจ้าก็เดิมพันตัวเจ้าไปสิ ไยเอาพวก เราไปเดิมพันด้วยเล่า?!
“อิ่งสือซัน” เยี่ยนจิ่วเฉาเรียกเบาๆ
อิ่งสือซันชักดาบออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย และวางลงบนคอ ของหลู่เซียวเหยา “เจ้าไม่ต้อง ข้าทำเอง”
ร่างกายหลู่เซียวเหยาสั่นระริก…
…
อวี๋หวั่นถูกเยี่ยนจิ่วเฉาทำให้วุ่นวายตลอดทั้งวัน แค่จัดการกับ บ้านและเขาก็ไม่เหลือเวลาไปทำอย่างอื่นแล้ว เด็กน้อยทั้งสามจ้อง มองเธอ ราวกับยังรอให้เธอพาขึ้นไปบนภูเขา ทว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงเย็น แล้ว หากพาพวกเขาขึ้นไปด้วย ก็เกรงว่าจะกลับมาไม่ทันก่อนมืด
อวี๋หวั่นย่อตัวลง ลูบหัวน้อยๆ ของทั้งสาม พร้อมเอ่ยด้วยเสียง แผ่วเบา “แม่จะไปเก็บมาให้ ไม่นานก็กลับมาแล้ว ตกลงหรือไม่?”
ทั้งสามพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
อวี๋หวั่นขอให้เถี่ยตั้นน้อยคอยดูพวกเขา ส่วนตนก็ขึ้นไปบน ภูเขาพร้อมกับตะกร้าบนหลัง
เงาของร่างหนึ่งผลุบเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว “คุณชาย แม่
นางอวี๋ขึ้นไปบนภูเขาแล้ว!”
“คนเดียวรึ?” เยี่ยนจิ่วเฉาถาม
อิ่งลิ่วพยักหน้า “ใช่ขอรับคุณชาย!”
หลังจากเอ่ยจบ ก็ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
เยี่ยนจิ่วเฉากวาดตามองเขาอย่างเย็นชา “ยังมัวยืนรอสิ่งใด? ไม่รู้ว่าต้องพาคุณชายผู้นี้ขึ้นภูเขารึ?!”
“…โอ้” อิ่งลิ่วยกเก้าอี้ไม้โบราณ และใช้วิชาตัวเบาขึ้นไปบน ภูเขา
ป่าไม้ภูเขาในวสันตฤดูเดือนสาม เขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ ผล ไม้ป่าก็ส่งกลิ่นหอมหวาน
อิ่งลิ่วไปตามเส้นทางและนำหน้าอวี๋หวั่นไปก่อน เมื่ออวี๋หวั่นมา ถึงที่ที่เธอจะเก็บผลไม้ป่าในวันธรรมดา เยี่ยนจิ่วเฉาก็นั่งรอเธออยู่ บนเก้าอี้ไม้โบราณนานแล้ว
เขายังคงวางท่ามาดขรึมไม่ไว้หน้าผู้ใด ทว่าหากดูดีๆ ก็จะพบ ว่านิ้วเรียวของเขากดพับอยู่บนขา และมีท่าทางประหม่าเล็กน้อย
อวี๋หวั่นไม่ได้ตั้งใจจะเสวนากับเขา เธอจึงหมุนตัวกลับและเดิน ไป
เยี่ยนจิ่วเฉาประหม่า “เจ้า…เจ้าหยุดอยู่ตรงนั้น! คุณชายผู้นี้ มีบางอย่างจะเอ่ยกับเจ้า”
อวี๋หวั่นหันกลับมาและปรายตามองเขาเบาๆ “มีเรื่องอันใด?”
‘ข้าชอบเจ้า!’
‘คุณชายผู้นี้จะกล่าววาจาน่าสะอิดสะเอียนเช่นนั้นได้ อย่างไร?!’
‘ทว่าสตรีชอบฟังคำที่น่าสะอิดสะเอียนเช่นนี้ละ! คุณชายยัง อยากเอาใจพี่สะใภ้กลับมาอยู่หรือไม่? ทำตามที่ข้าบอก ท่านต้อง แสดงความรักที่ลึกซึ้งและจริงใจ ทางที่ดีก็ควรกล่าวพร้อมกับมอง เข้าไปในดวงตาของนาง’
หูของเยี่ยนจิ่วเฉารู้สึกร้อนผ่าวและกล่าวอย่างดุดัน “เจ้า… เจ้าเข้ามานี่!”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างเฉยเมย “ข้าไม่ไป มีสิ่งใดก็ว่ามา”
มีสิ่งใดกับผีสิ
เยี่ยนจิ่วเฉาหายใจถี่ขึ้น หัวใจเริ่มเต้นแรง เขาอยากจะทำตาม ที่หลู่เซียวเหยาบอก แต่กลับพบว่าตนเองแทบไม่อาจมองเข้าไปใน ดวงตาของเธอได้ เขาสูดหายใจเข้าแล้วเอ่ยช้าๆ “ข้า…”
อวี๋หวั่นเงยหน้าขึ้น ดวงตาสั่นไหว “งู! หลบไป!”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่ขยับ
อวี๋หวั่นเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ข้าบอกให้ท่านหลบไป!”
งูอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะของเยี่ยนจิ่วเฉา และกำลังจะตกลง
มาบนร่างของเขา ทว่ากลับดูเหมือนเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ได้ยินอะไรเลย ยังคงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น อวี๋หวั่นไม่รู้ว่าเขาเหม่อลอยหรืออย่างไร เหตุ ใดไม่รีบหลบ หากจะวิ่งไปดึงเขาออกมาก็คงไม่ทัน อวี๋หวั่นรีบคว้า เคียวจากตะกร้า ขว้างมันออกไป
เคียวตัดงูพิษขาดครึ่งกลางอากาศ ร่างของมันตกลงบนที่เท้า แขนของเก้าอี้ไม้โบราณ และกระเด็นหล่นลงพื้น เลือดสาด กระเซ็นถูกใบหน้าของเยี่ยนจิ่วเฉา
“ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรือ? บอกให้ท่านหลบ ไยท่านไม่หลบ! ท่านรอให้ข้าไปช่วยใช่หรือไม่? ท่านไม่คิดหรือว่า หากข้าโกรธแล้ว ไม่ช่วยท่านจะทำอย่างไร? แล้วหากข้าพลาดจะทำอย่างไร?” เคียว ที่ขว้างไปเมื่อครู่ หากไม่โดนงูพิษ เขาก็อาจถูกงูพิษกัดจนตาย หรือ ไม่ก็เขวี้ยงโดนเขาจนบาดเจ็บเจียนตาย แค่อวี๋หวั่นนึกถึงความ เป็นไปได้เหล่านี้ มือของเธอก็สั่นด้วยความหวาดกลัว
ทว่าในไม่ช้า อวี๋หวั่นก็สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง
สายตาของอวี๋หวั่นตกกระทบกับขาอันแข็งแกร่งของเขา “ขา ของท่าน…ขยับไม่ได้หรือ?”
เยี่ยนจิ่วเฉาไม่เอ่ยสิ่งใด
“เยี่ยนจิ่วเฉา” อวี๋หวั่นคุกเข่าลง จ้องมองเขาแน่นิ่ง
เยี่ยนจิ่วเฉาพิงพนักเก้าอี้ด้วยใบหน้าถอดสี
ท่าทีของอวี๋หวั่นเปลี่ยนไป “ท่าน…ท่านถูกวางยาอีกแล้ว
หรือ?”
“ข้าไม่เป็นไร” เยี่ยนจิ่วเฉากล่าวอย่างอ่อนแรง
อวี๋หวั่นเอื้อมมือไปปลดอาภรณ์ของเขา
เยี่ยนจิ่วเฉาจับมือเธอไว้
“แก้พิษก่อน!”
“แต่งงานก่อน”
“ท่านยังคิดเรื่องแต่งงานอีกหรือ? ชีวิตของท่านก็แทบเอาไม่ รอดแล้ว!” ถ้าเธอไม่รู้วิชาการแพทย์ และสามารถจับชีพจรได้ คง คิดว่าผู้ชายคนนี้แกล้งหลอกให้เธอแต่งงานกับเขา ทว่าเขาถูกวาง ยาจริงๆ
“หากไม่แต่ง…ไม่ยอมให้เจ้า…เอาเปรียบ…”
ผู้ใดเอาเปรียบท่านกัน?!
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างโกรธเคือง “เยี่ยนจิ่วเฉา ท่านเคยคิดหรือไม่ ว่า หากพิษนี้ถอนไม่ได้จะทำเช่นไร? หากท่านตายไปเช่นนี้จะทำ เช่นไร? หากแต่งงานไปแล้ว ข้าจะไม่เป็นแม่หม้ายหรือ?”
สติของเยี่ยนจิ่วเฉาหลุดลอยไปบางส่วน “แต่งงานแล้ว… ของข้า…จะเป็นของเจ้า…”
มันเป็นของเจ้าทั้งหมด
เป็นของเจ้าอย่างชอบธรรม
หลังจากข้าตายไป จะไม่มีผู้ใดกล้ารังแกเจ้าอีก