หมอหญิงจ้าวดวงใจ - ตอนที่ 561 สะสางงานทั่วไป ญาติมิตรร่วมแสดงความยินดี (1)
ตอนที่ 561 สะสางงานทั่วไป ญาติมิตรร่วมแสดงความยินดี (1)
“ฮ่าๆ เจ้าน่ะ!” ฮ่องเต้ทรงพอพระทัยยิ่ง เสด็จขึ้นบันไดเข้าไปราชสำนักอย่างว่องไว ท่าทีดูน่าเกรงขาม ทำให้ไหวเอินติดตามอยู่ด้านข้างถึงกับตัวสั่น เขาที่เป็นทั้งไม้เท้าและดวงตาให้ฮ่องอเต้มาหลายเดือน ฮ่องเต้ทรงหายดี เขารู้สึกไม่คุ้นเคยเลยจริงๆ
ในราชสำนักเผาถ่านและอำพันทองตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว เมื่อเดินเข้าประตู กลิ่นเหล่านี้ก็พัดกำจายมาพร้อมสายลม
ไหวเอินเดินหน้าไปถอดเสื้อคลุมของฮ่องเต้ นางกำนัลอีกคนยกน้ำชาหอมกรุ่น ฮ่องเต้รับและดมกลิ่นชา พร้อมเปรยว่า “เฮ้อ! ท้ายที่สุดก็ได้กลิ่นหอมชา ได้เห็นสีชาเสียที!”
เหยาเยี่ยนอวี่รีบถวายบังคม “ทูลฝ่าบาท หากฝ่าบาทบรรทมไม่สนิทตอนกลางคืน ก็อย่าเสวยชาเยอะเลยเพคะ”
“อ้อ? ก็ถูกของเจ้า” หลังจากฮ่องเต้นิ่งงันไปชั่วครู่ก็พยักพระพักตร์ “ทว่าเจิ้นไม่อยากเสวยยาเม็ดหรือยาต้มที่ช่วยให้บรรทมอีกแล้ว!”
“ฝ่าบาทให้นางกำนัลเอาเฮอหวน ผงซวนเจ่าเหริน และผงเห็ดหลินจือป่ามาต้มด้วยกันในปริมาณที่เหมาะสม ใช้เสวยแทนชา จะช่วยให้บรรทมสนิทเพคะ”
ฮ่องเต้หันไปมองไหวเอิน ไหวเอินทูลกลับทันที “กระหม่อมจดไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เหยาเยี่ยนอวี่ค้อมตัวอีกครั้ง “ได้โปรดฝ่าบาททรงพระอนุญาตให้หม่อมฉันวัดชีพจรอีกครั้ง”
“ได้” ฮ่องเต้ตรัสกลับ แล้วยื่นพระหัตถ์ไปยังโต๊ะที่อยู่ด้านข้าง
เหยาเยี่ยนอวี่คลานไปคุกเข่าลงบนที่รองฝ่าพระบาทแล้ววัดชีพจรอย่างสงบจิตใจ จากนั้นทูลอีกครั้ง “ช่วงนี้พระอาการของฝ่าบาทดีขึ้นมาก ดูๆ แล้วซู่ผินใส่ใจในพระวรกายอย่างยิ่ง วันนี้พระโลหิตที่คั่งอยู่นั้นหายไปจนหมด ไม่ต้องรักษาต่อแล้วเพคะ หม่อมฉันจะจ่ายเครื่องเสวยที่มีประโยชน์ให้ฝ่าบาท แล้วค่อยสั่งให้ห้องพระเครื่องทำตามเพคะ”
หลังจากพูดคุยถึงเรื่องบำรุงสุขภาพแล้ว ฮ่องเต้ทรงรับสั่งให้เหยาเยี่ยนอวี่จากไป แล้วสั่งให้เหล่าขุนนางใหญ่อยู่เสวนาราชกิจของแคว้น
เหยาเยี่ยนอวี่ไม่รอเว่ยจาง จึงเดินออกจากวังหลวงก่อน คิดว่าจะไปสำนักแพทย์เยี่ยมเยียนจางชางเป่ยสักหน่อย นึกไม่ถึงว่าจะเจออวิ๋นคุนตรงประตูวังหลวง
อวิ๋นคุนเหมือนรออยู่ที่นี่นานแล้ว พอเห็นเหยาเยี่ยนอวี่ออกมาก็รีบเข้าไปทักทาย “ใต้เท้าเหยา”
“ท่านซื่อจื่อเพคะ” เหยาเยี่ยนอวี่พลันประสานมือคารวะกลับ “ช่างบังเอิญนัก”
อวิ๋นคุนตรัสยิ้มๆ “ไม่ได้บังเอิญหรอก ข้ามาคอยใต้เท้าเหยาที่นี่โดยเฉพาะ ท่านเพิ่งออกจากวังหลวงคงจะเหนื่อยน่าดู เพียงแต่ว่าอาการของมารดาข้ายังต้องการความช่วยเหลือจากท่าน!”
เหยาเยี่ยนอวี่พลันพูด “เรื่องนี้เป็นความรับผิดชอบของหม่อมฉัน ไหนๆ หม่อมฉันตกลงกับท่านอ๋องไว้ ไม่มีทางไม่สนใจพระอาการของหวังเฟยแน่นอน ไหนๆ ท่านซื่อจื่อก็มาคอยหม่อมฉันโดยเฉพาะ เช่นนั้นพวกเราไปดูอาการของหวังเฟยเถอะ”
เดิมทีอวิ๋นคุนหวังว่าเหยาเยี่ยนอวี่จะนัดเวลา นึกไม่ถึงว่านางจะตอบรับรวดเร็วเช่นนี้ ดังนั้นรู้สึกดีใจที่เหนือความคาดหมายของเขา “เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณท่านจริงๆ!”
ดวงตาของเฉิงหวังเฟยรักษาหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว หากตอนนั้นได้รักษาตรงเวลา แค่ต้องฝังเข็มสามสามครั้งก็คงหายเป็นปลิดทิ้ง แต่เรื่องของฮ่องเต้ดันมาถ่วงเวลาไว้ก่อน ว่าไปแล้วเหยาเยี่ยนอวี่ก็รู้สึกผิดเล็กน้อย
วันนี้ไปจวนเฉิงอ๋องอีกครั้ง ไม่ต้องใช้เวลาครึ่งก้านธูปก็ดึงเข็มเงินออกมาได้แล้ว เหยาเยี่ยนอวี่ยิ้มจางๆ แล้วให้เฉิงหวังเฟยลืมตาขึ้น
เฉิงหวังเฟยลืมตา เห็นทุกอย่างตรงหน้าอย่างชัดเจน เมื่อเห็นทุกอย่างเหมือนก่อนหน้านี้ เห็นบุตรชาย บุตรี และบุตรสะใภ้ที่แต่งเข้าจวนอย่างพร่ามัวในก่อนหน้านี้ ทันใดนั้นเฉิงหวังเฟยทั้งดีใจและปวดใจ จึงเข้าไปกอดบุตรชายและบุตรีร้องไห้เสียงดัง
ฮูหยินซื่อจื่อเห็น ก็เข้าไปขอบคุณเหยาเยี่ยนอวี่ก่อน “ต้องขอบคุณหมอหลวงเหยาจริงๆ!”
เฉิงหวังเฟยร้องไห้จนพอ ก็หันไปจับมือเหยาเยี่ยนอวี่ พร้อมตรัสอย่างต่อเนื่อง “หมอหลวงเหยา ขอบคุณเจ้าจริงๆ!”
เหยาเยี่ยนอวี่ทูลยิ้มๆ “รักษาผู้ป่วยเป็นหน้าที่ของหมอเพคะ หม่อมฉันได้รับเบี้ยเลี้ยงจากแคว้นต้าอวิ๋น รักษาหวังเฟยเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วเพคะ หวังเฟยไม่ต้องกล่าวขอบคุณเพคะ”
เฉิงหวังเฟยจึงไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที “หมอหลวงที่รับเบี้ยเลี้ยงจากแคว้นต้าอวิ๋นมีอยู่มากมาย อย่างน้อยก็สองร้อยคน กลับไม่มีใครที่มีความสามารถเหมือนเจ้าเลย หากพูดว่ารับเบี้ยเลี้ยงช่วยฝ่าบาทแบ่งเบาภาระ พวกเขาก็สมควรถูกสังหารจนหมด!” ตรัสจบ ก็ตบมือเหยาเยี่ยนอวี่ด้วยรอยยิ้ม “อย่างไรเจ้าก็เป็นยอดฝีมือ รักษาฝ่าบาทให้หาย แล้วยังรักษาเปิ่นกงอีก เจ้าวางใจเถอะ เปิ่นกงต้องทูลท่านอ๋องให้ฝ่าบาทตบรางวัลเจ้าเป็นอย่างงาม เอ่อ ใช่แล้ว จวนอ๋องของเปิ่นกงก็ต้องขอบคุณตบรางวัลเจ้าเป็นอย่างดีด้วย!”
เหยาเยี่ยนอวี่ได้ยินก็รู้ว่าเฉิงหวังเฟยรู้สึกรื่นเริงยินดีจริงๆ แม้แต่คำพูดยังสลับไปมา ดังนั้นจึงทูลยิ้มๆ “หม่อมฉันขอบพระทัยในพระกรุณาธิคุณอย่างยิ่ง”
“นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องสมควรหรือ!” เฉิงหวังเฟยตรัสพลางเชิญเหยาเยี่ยนอวี่อยู่กินข้าวด้วยกัน นี่ก็ได้เวลามื้อเที่ยงพอดี
เหยาเยี่ยนอวี่พลันทูล “ตั้งแต่กลับเมืองหลวงยังไม่ได้ไปเยือนสำนักแพทย์เลยเพคะ ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง ได้โปรดหวังเฟยให้อภัยหม่อมฉันที่มิอาจอยู่ร่วมรับประทานอาหารได้ ไว้วันหลัง หม่อมฉันจะน้อมรับความผิดนี้ โดยจัดงานเลี้ยงเชิญหวังเฟยไปร่วมเพคะ”
“ได้ สะสางราชกิจย่อมสำคัญกว่าอยู่แล้ว” เฉิงหวังเฟยก็รู้สึกเหมือนกันว่าเชิญนางอยู่กินข้าวนั้นกะทันหันเกินไปจริงๆ
เหยาเยี่ยนอวี่ออกจากจวนเฉิงอ๋อง ขึ้นรถม้าสั่งให้เซินเจียงไปสำนักแพทย์
เวลานี้คนในสำนักแพทย์กำลังกินมื้อเที่ยงอยู่ เหล่าหมอหญิงนั่งโต๊ะยาวแล้วกินข้าวอย่างไร้เสียง ชุ่ยเวยและชุ่ยผิงนั่งกินข้าวอย่างตั้งใจตรงหน้าสุดของโต๊ะยาว จู่ๆ ก็มีคนฝ่าเข้าประตู แล้วตะโกนขึ้น “เหยาย่วนพั่นมาแล้ว” รองแม่ทัพเก๋อเป็นทหารรักษาการณ์ในสำนักแพทย์
ชุ่ยผิงขมวดคิ้วไม่พอใจ “จะเป็นไปได้อย่างไร ฮูหยินเข้าวังนี่!”
เก๋อไห่ก็ไม่ได้โกรธที่ชุ่ยผิงพูดเช่นนี้ แค่จับจมูกแล้วเปรย “อย่าโทษข้าที่ไม่ได้บอกพวกเจ้าแล้วกัน” กล่าวจบก็หันหลังจากไป
ชุ่ยผิงทำเสียงฮึดฮัด “ตื่นตระหนกไปไยกัน! กินข้าว!”
ชุ่ยเวยวางตะเกียบลง แล้วเอาผ้าเช็ดปากพลางพูด “เขารับผิดชอบรักษาความปลอดภัย ใครมาเยือนก็ย่อมรู้ก่อน พวกเราออกไปต้อนรับฮูหยินเถอะ”
ชุ่ยผิงได้ยินก็วางตะเกียบลง
สำนักแพทย์ได้รับข่าวคราวที่เหยาฮูหยินเลื่อนตำแหน่งเป็นย่วนพั่น เที่ยงนี้จึงทำอาหารเพิ่มสองอย่างเพื่อแสดงความยินดี กลับนึกไม่ถึงว่าเวลานี้ใต้เท้าย่วนพั่นถึงกับกลับมา!
ชุ่ยเวยและชุ่ยผิงเพิ่งพาหมอหญิงหลายสิบคนไปยืนเรียงเป็นระเบียบตรงส่วนหน้า เหยาย่วนพั่นสวมชุดเครื่องแบบขุนนางก็เข้าประตูสวนแล้ว
“ข้าน้อย / บ่าวน้อมคำนับใต้เท้าย่วนพั่นเจ้าค่ะ” บ้างแทนตนว่าข้าน้อย ส่วนเหล่าหมอหญิงแทนตนว่าบ่าว ทุกคนน้อมก้มกราบอย่างพร้อมเพรียง
เหยาเยี่ยนอวี่เดินหน้าด้วยยิ้มจางๆ เข้าไปจูงมือชุ่ยเวยและชุ่ยผิง พร้อมเปรย “ช่วงนี้ข้าไม่อยู่ ทุกคนลำบากแล้ว รีบลุกขึ้นเถอะ!”
“ขอบพระคุณใต้เท้าเจ้าค่ะ!” ทุกคนขานพร้อมกัน แล้วค่อยๆ ลุกขึ้น
เหยาเยี่ยนอวี่จากเมืองหลวงไปพักฟื้นร่างกายครึ่งค่อนปี หมอหลวงรุ่นก่อนก็จบหลักสูตรในสำนักแพทย์ไปแล้ว บางคนเข้าวังหลวง บางคนเข้าจวน แน่นอนว่าผู้ที่มีผลการเรียนดีเด่นและไม่อยากกลับไป ก็อยู่ประจำการที่นี่
ใต้เท้าเหยาในวันนี้ “ไม่อยู่ทั่วหล้าใต้ฟ้ามานาน ยังถูกร่ำลือถึง”
วันนี้นางปรากฏในสำนักแพทย์ที่มีพื้นที่หนึ่งหมู่สามเฟิน ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสหรือหมอหญิงที่มาใหม่ เห็นย่วนพั่นคนใหม่ของพวกเขา ทุกคนต่างตกตะลึง ยังดีที่ชุ่ยเวยและชุ่ยผิงที่ปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดหลายปีได้เจอหน้านางตอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ดังนั้นเวลานี้ ต่อให้สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของนางก็ยอมรับได้ทันที ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้รวดเร็ว