หมอหญิงจ้าวดวงใจ - ตอนที่ 565 ผสมน้ำไปเยอะเพียงใด (1)
ตอนที่ 565 ผสมน้ำไปเยอะเพียงใด (1)
ข้าหลวงใหญ่ศาลาว่าการจื๋อลี่กลับเมืองหลวงเนื่องด้วยครบวาระการทำงาน และหันหมิงเยี่ยเองก็เฝ้าคะนึงถึงต้นตระกูลอย่างยิ่ง จึงติดตามสามีกลับเข้าเมืองหลวงก่อน พอถึงเมืองหลวงก็ถูกรับกลับจวนองค์หญิง วันนี้ก็เพิ่งจะวันที่สอง เหตุเพราะอยากพบหน้าน้องสาว จึงติดตามมารดามาร่วมงานเฉลิมฉลองด้วยกัน
องค์หญิงใหญ่หนิงหวาเสด็จเข้าไปด้านใน หวังเฟยทั้งสามก็ลุกขึ้นมาน้อมคำนับ จากนั้นหันหมิงเยี่ยก็น้อมคำนับให้เหล่าหวังเฟย หลังจากพูดจาเกรงอกเกรงใจกันเสร็จ ทุกคนก็นั่งตามฐานะและอายุ ส่วนหันหมิงเยี่ยที่จากเมืองหลวงไปนานแล้วเพิ่งกลับมา จึงถูกเยี่ยนหวังเฟยและจิ่นหวังเฟยรั้งให้เสวนากัน เนื่องด้วยที่นั่งไม่เพียงพอ เหล่าสาวใช้จึงเสริมเก้าอี้มาอีกหนึ่งตัว
ต่อให้เป็นเช่นนี้ ซ่งฮูหยินผู้เฒ่าก็ไม่มีสิทธิ์นั่งโต๊ะหลักอีกต่อไป นางทำได้เพียงย้ายไปนั่งโต๊ะรอง ทว่าก็ยังนั่งบนที่นั่งหลัก เหล่าจวิ้นจู่และฮูหยิจวนเจิ้นกั๋วกงก็ต้องนั่งที่โต๊ะรองอยู่แล้ว
หนิงฮูหยินน้อยและเหยาเฟิ่งเกอก็ย้ายไปนั่งที่อื่น โชคดีที่เรือกว้างใหญ่พอสมควร หันหมิงชั่นยังสั่งให้คนเอาฉากกั้นของชั้นหนึ่งและชั้นสองออก จึงตั้งชั้นละสี่โต๊ะ พื้นที่ก็ไม่ถือว่าคับแคบ
ด้านในมีคนมาเยือนอีก นั่นก็คือคนในครอบครัวของสตรีที่เคยมาอบรมวิชาการแพทย์ และนับเหยาเยี่ยนอวี่เป็นอาจารย์ในสำนักแพทย์
อย่างเช่นตอนนี้ต้นตระกูลซู่ผิน ภรรยาของรองอธิบดีกระทรวงก่อสร้างหลินฉงลี่ มารดาของซู่ผินสกุลจิน มารดาของหมอหญิงขั้นที่เจ็ดของสำนักแพทย์กู้เนี่ยนเอ๋อร์ และมารดาของหมอหญิงที่คอยปรนนิบัติฮ่องเต้หันฟางหร่าน
เพียงแต่ว่าคนพวกนี้คงไม่มีสิทธิ์ขึ้นชั้นสอง จึงเข้าไปชั้นแรกได้อย่างเดียว ทว่าโต๊ะงานเลี้ยงก็เหมือนชั้นบน และหันหมิงชั่นเองก็รอบคอบอย่างมาก จึงเชิญหนิงฮูหยินน้อยไปต้อนรับเป็นอย่างดี อย่างไรมารดาของซู่ผินก็คือฮูหยินเก๊ามิ่งขั้นที่ห้า จึงไม่ควรละเลย
ทั้งลำเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทางฝั่งเรือบุรุษก็สนุกสนานไม่แพ้กัน
เซียวหลิน หันซังเกอ หันซังเย่ว์ อวิ๋นคุน อวิ๋นหัง อวิ๋นเซิน เว่ยจาง เฮ่อซี ถังเซียวอี้ เก๋อไห่ จ้าวต้าเฟิง ซูอวี้คังที่มาเป็นตัวแทนติ้งเป่ยโหว ซื่อจื่อโจวเฉิงหยาแห่งจวนอันอี้โหว องค์ชายใหญ่เฟิงเซ่าเชินแห่งจวนอัครเสนาบดีแทนท่านย่า วันนี้ใครที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับจวนแม่ทัพฝู่กั๋วล้วนมาร่วมงานกันหมดแล้ว
และวันนี้แม่ทัพเว่ยแตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง เพราะว่าเขาอุ้มยัยหนูน้อยอ้วนท้วมสมบูรณ์มาด้วย
ยัยหนูน้อยซูจิ่นเย่ว์ดื้อดืงที่จะอยู่ในอ้อมแขนของแม่ทัพเว่ยไปแล้ว จึงกอดคอของเขาไว้ไม่ยอมลงมา ต่อให้เอาอะไรมาหลอกล่อหรือพูดจาอ่อนหวานเพียงใดก็ไร้ประโยชน์ ทำเอาเหล่าบุรุษถึงกับหัวเราะด้วยความรู้สึกขบขัน ทว่าไม่ว่าจะเกลี้ยกล่อมนางอย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือ
แม้แต่ซูอวี้คัง ท่านน้าเล็กที่นางโปรดปรานที่สุดยังเกลี้ยกล่อมนางไม่ได้ สุดท้ายยังคงเป็นเซียวหลินที่รู้สึกต้นเหตุ…ยัยหนูน้อยจิ่นเย่ว์บอกแล้วว่า ประเดี๋ยวจะให้น้าเขยพาไปขี่ม้า
เหตุเพราะเหยาเฟิ่งเกอไม่เห็นหน้าบุตรีก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงหาเวลาว่างไปมองดูหน้าต่าง จึงบังเอิญเห็นแม่ทัพเว่ยแบกซูจิ่นเย่ว์ไว้บนไหล่ในเรือทางฝั่งบุรุษ ดังนั้นจึงขมวดคิ้ว “พวกสาวใช้ไม่มีมารยาทเกินไปแล้วหรือเปล่า!”
แม่นมรู้ตัวทันทีว่าตัวเองเจอกับหายนะครั้งใหญ่แล้ว ทว่าเรือกลับออกจากท่าแล้ว นางก็คงไม่อาจบินไปบนเรืออีกลำ แล้วจะทำอย่างไรดี สุดท้ายยังคงเป็นหนิงฮูหยินไปตามบ่าวดูแลเรือให้เตรียมเรือลำเล็ก จากนั้นส่งแม่นมไปเรืออีกลำ เพื่อเกลี้ยกล่อมให้ยัยหนูน้อยกลับมา
เหยาเฟิ่งเกอเองก็ไม่พูดอะไร หลังจากกลับจวนครั้งนี้ นางเพียงจะไล่แม่นมคนนี้ออก แล้วให้ซานหูปรนนิบัติและสั่งสอนให้ซูจิ่นเย่ว์รู้จักกฎระเบียบ จากนั้นซูจิ่นเย่ว์ห้ามออกจากจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือน จะได้ให้นางจดจำตลอดกาลว่าห้ามทำตัวเหลวไหลตอนที่มีแขกเหรื่อ ยิ่งไปกว่านั้น ห้ามปีนไหล่ของผู้ใหญ่
ตอนนั้น ยัยหนูน้อยซูจิ่นเย่ว์ถูกแม่นมเกลี้ยกล่อมโดยข้ออ้างที่ว่ามารดาของนางโกรธเกรี้ยวมาก เซียวหลินเลยเดินมาด้านข้างแม่ทัพเว่ย “นักรบที่กล้าหาญแต่อ่อนโยน ปฏิบัติกับยัยหนูน้อยคนนี้ได้ดีจริงๆ! หากทหารของเจ้าเห็นเจ้าให้ยัยหนูน้อยขี่คอ แล้วพวกเขาจะรู้สึกอย่างไร”
แม่ทัพเว่ยกวาดมองเซียวหลิน แล้วแค่นเสียงในจมูก “ถือสาเด็กอายุสามขวบ จิ้งไห่โหวทำตัวเป็นเด็กเกินไปหรือเปล่า!”
“เปิ่นโหวถือสาเด็กอายุสามขวบกระนั้นหรือ เปิ่นโหวตกใจที่แม่ทัพเว่ยอ่อนโยนกับเด็กอายุสามขวบต่างหาก!” เซียวหลินแกล้งทำเป็นพูดเสียงดัง จงใจหยอกล้อแม่ทัพเว่ยต่อ
แม่ทัพเว่ยแค่นเสียงเหอะหนึ่งที ไม่อยากสนใจเขาอีก คนใกล้ชาดติดสีแดง คนใกล้หมึกติดสีดำ หากมากความกับผู้ที่ทำตัวเป็นเด็ก เขาคงจะตัวเป็นเด็กอายุสามขวบแน่นอน
เซียวหลินเห็นเว่ยจางไม่สนใจเขา จึงหันไปมองเฮ่อซี “รองแม่ทัพเฮ่อ ประเดี๋ยวอย่าลืมเล่าเรื่องที่แม่ทัพใหญ่พวกเจ้าอุ้มเด็กให้คนอื่นฟังล่ะ จะได้ลบล้างสีหน้าเลือดเย็นไร้ความรู้สึกที่แม่ทัพเว่ยสั่งสมมานาน”
เฮ่อซียกยิ้ม “ท่านโหวกล่าวถูกขอรับ ทว่าคนของพวกเราถูกคนอื่นเรียกว่ากองสุนัขป่าเสือแล้ว เกรงว่าคงเด็ดเดี่ยวไม่พอเสียแล้ว”
เซียวหลินได้ยินก็นิ่งงัน จากนั้นก็ได้ยินเสียงหัวเราะของคนที่อยู่ด้านข้าง “เฮ่อซีกล่าวถูกยิ่ง ทว่าสำหรับพวกที่ขี้กลัว ยังคงไม่ชินกับสีหน้าเลือดเย็นของแม่ทัพเว่ยหรือเปล่า”
“ท่านซื่อจื่อพูดจาขบขันเกินไปแล้ว แม่ทัพเว่ยมีนิสัยอย่างไร ท่านซื่อจื่อยังไม่ทราบอีกหรือ” เฮ่อซีหันไปมองอวิ๋นคุนเพียงปราดหนึ่ง แล้วมองจิ้งไห่โหวคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม นัยน์ตาเต็มไปด้วยความท้าทาย
ทว่าเพียงในพริบตาเดียว ท่านเซียวโหวก็กลับมามีพลังต่อสู้อีกครั้ง แล้วหันไปกลอกตามองบนให้อวิ๋นคุน พร้อมยิ้มจางๆ “เปิ่นโหวเคยบอกว่าการทหารชั้นเลิศคือชนะในเชิงกลยุทธ์ แต่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดก็จะพ่ายแพ้ให้กับทหารที่จงรักภักดี ว่ากันว่า ‘ขณะแย้มสรวลสนทนา กระโดงกรรเชียงนาวาไหม้เป็นจุณ’ ก็เป็นเช่นนี้”
“ฮ่าๆ!” อวิ๋นคุนหัวเราะเสียงดัง สีหน้าดูหมิ่นเหยียดหยาม ทว่ากลับไม่พูดไม่จา
“เอาเถอะ!” หันซังเกอเอ่ยแทรกด้วยเสียงเรียบ “เหตุใดยังไม่เริ่มการแสดงอีก คณะละครเพลงมัวทำอะไรอยู่’
เซียวหลินมองอวิ๋นคุนเพียงพลาดเดียว ภายในใจบอกว่า แค่แม่ทัพผู้พ่ายแพ้ ข้าไม่ถือสาอยู่แล้ว จากนั้นพูดยิ้มๆ “เกรงว่าทางฝั่งองค์หญิงใหญ่ต้องการชมละครเพลงเพิ่มเติมหรือเปล่า คิดว่าคณะละครก็รีบเตรียมตัวอยู่เหมือนกัน ข้าจะสั่งให้คนไปเร่งเอง”
หันซังเกอพยักหน้า เซียวหลินออกไปก่อนก็ดี วันนี้อวิ๋นคุนมีภรรยาแล้ว เหตุใดถึงจ้องจะหาเรื่องเซียวหลินอยู่ได้ ประเดี๋ยวคงต้องคุยกับเขาเสียหน่อยแล้ว
ยังมีเรือล่องอยู่บนทะเลสาบแห่งนี้อีกหนึ่งลำ แต่ไม่ใช่เรือทั่วไป ทว่ากลับเป็นเรือที่เชื่อมเรือเล็กสิบกว่าลำไว้ จากนั้นก็ปูด้วยแผ่นไม้ เพื่อสร้างเป็นเวทีแสดงละครเพลง ถึงแม้เวทีนี้จะสร้างขึ้นอย่างกะทันหัน ทว่าก็เสียแรงไปไม่น้อย ด้านหน้ามีหลังคาบังแดดบังฝน ด้านหลังมีห้องแต่งตัวและห้องน้ำชา