หมอหญิงจ้าวดวงใจ - ตอนที่ 566 ผสมน้ำไปเยอะเพียงใด (2)
ตอนที่ 566 ผสมน้ำไปเยอะเพียงใด (2)
องค์หญิงใหญ่เลือกละครเพลง ‘ยามชมบุษบา’ คณะละครเพลงทางฝั่งนี้แต่งตัวอย่างงดงาม เสียงกลอนดังสนั่น พร้อมเสียงร้องอันไพเราะจับใจ
คณะละครเพลงที่หันหมิงชั่นหามาต้องดีที่สุดในเมืองหลวงอวิ๋นอยู่แล้ว เจี่ยงฮุ่ยเซียงบนเวทีแต่งกายงดงามฉายประกายรูปร่างอัพริ้มเพรา แววตาสื่ออารมณ์ได้ดี น้ำเสียงราวกับหยกงาม เสียงเพลงที่มีผืนน้ำคั่นกลาง ทำให้ยิ่งอ่อนหวานและสดใสกว่าเดิม เดิมทีทุกคนที่กำลังพูดคุยเล่นกันเพลิดเพลินก็เงียบไป ต่างก็ตั้งใจชมการแสดง
เหยาเยี่ยนอวี่เริ่มคำนับสุรากับโต๊ะที่องค์หญิงหนิงหวาประทับก่อน จากนั้นค่อยไปเสวนากับโต๊ะที่ฮูหยินผู้เฒ่าและฮูหยินคนอื่นๆ ไปสองสามประโยค ตอนนี้เริ่มการแสดงแล้ว ทุกคนก็ไม่ได้พูดคุยเล่นกันอีก นางจึงเดินไปสูดอากาศด้านนอกห้องโดยสาร
บนผืนน้ำ ลมมักจะพัดโชยมาเล็กน้อย ทันทีที่เหยาเยี่ยนอวี่ออกไปด้านนอก ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามสายลมทันที พู่ไข่มุกบนผมมวยก็ส่ายไปมาตามแรงลม ปิ่นหยกหงส์กำลังกางปีกโบยบิน
เซียงหรูแอบส่งไข่กบหิมะที่ยังอุ่นมาให้ แล้วพูดกลับด้วยเสียงเบา “คุณหนูกินอะไรหน่อยเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวคิดว่าคงต้องดื่มสุราไม่น้อย”
“อืม” เหยาเยี่ยนอวี่รับถ้วยแก้วเคลือบสีมา แล้วสั่งด้วยด้วยเสียงเบา “เจ้าเข้าไปดูแลแขกก่อน สักพักข้าค่อยเข้าไป”
“เจ้าค่ะ” เซียงหรูค้อมตัวเล็กน้อย แล้วกลับห้องโดยสารไป
เหยาเยี่ยนอวี่พิงอยู่บนเสากาบเรือ มองการแสดงสุดอลังการพลางกินไข่กบหิมะ กลับไม่รู้ว่ามีคนลอบมองนางจากเรืออีกลำ ทั้งยังมองด้วยความลุ่มหลง
เว่ยจางบังเอิญมาเห็นเรื่องที่ทำให้น่าโมโห เดิมทีเขากำลังเสวนากับหันซังเกออยู่ หันหน้ากลับไปเลยสังเกตเห็นเฟิงเซ่าเชินที่กำลังเหม่อลอย จากนั้นมองตามสายตาของเฟิงเซ่าเชิน ก็เห็นสตรีชุดสีแดง เสื้อคลุมหนังสุนัขจิ้งจอกขาวยืนอยู่ข้างราวบันได นางดูผ่อนคลายและเกียจคร้านเล็กน้อย ทว่ากลับดูสง่างามยิ่งนัก นางไม่ใช่ภรรยาที่รักของเขาที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นฮูหยินฝู่กั๋วหรอกหรือ
จู่ๆ เว่ยจางก็รู้สึกว่าไฟแห่งความโมโหกำลังพุ่งขึ้นมา แต่เขาหาวิธีระบายออกไม่ได้ ใบหน้าของเขาก็มืดกว่าก้นหม้ออยู่ครู่หนึ่ง
หันซังเกอเห็นเว่ยจางหันหน้าไป กลับไม่พูดไม่จา สีหน้าค่อยๆ หม่นหมองลง ทันใดนั้นก็มีลางสังหรณ์ไม่ดี อย่างไรเขาคือมิตรสหายร่วมรบกันมา ก็คงรู้นิสัยกันดี ตอนหันซังเกอเห็นสายตาของเฟิงเซ่าเชินที่กำลังจับจ้องเหยาฮูหยินของตนเอง ก็ลอบถอนหายใจไม่ได้ ภายในใจกำลังคิดว่าเซ่าเชินผู้นี้กำลังท้าทายอารมณ์ของเสืออยู่หรือไร!
“แค่กๆ!” หันซังเกอกระแอมไอไปสองที แล้วถามเฟิงเซ่าเชินโดยตรง “เซ่าเชิน เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเจี่ยงฮุ่ยเซียงแสดงละครเพลงได้ดีมาก ดูๆ แล้วก็ไม่ได้น่าชื่นชมอะไรนี่”
เฟิงเซ่าเชินได้สติกลับมา หันไปมองเจี่ยงฮุ่ยเซียงที่กำลังลงจากเวทีเพียงปราดหนึ่ง แล้วยิ้มจางๆ พลางส่ายหัว “นางแสดง ‘ฉางเซิงเตี้ยน’ ได้ดีจริงๆ ทว่า ‘ยามชมบุษบา’ นี้กลับธรรมดา”
“อ้อ แล้วสั่งให้แสดง ‘ฉางเซิงเตี้ยน’ ไปแล้วหรือยัง” หันซังเกอถามเซียวหลินทันที
เซียวหลินยกมือ “สั่งไปแล้ว รายการต่อไปคือ ‘เจ้าสองช่วยแม่’ หลังจากนั้นก็คงเป็น ‘ฉางเซิงเตี้ยน’ แล้ว พี่ใหญ่อย่าใจร้อนสิ วันนี้มีเวลาทั้งวันให้นั่งชมไปแน่ะ ทั้งเมืองหลวงมีคณะละครเพลงอยู่ห้าเจ้า พวกเราเชิญมาสี่เจ้า ยังกลัวว่าไม่มีละครเพลงดีๆ ให้ชมอีกหรือ”
“ได้!” หันซังเกอหัวเราะเสียงดัง “ปัญญาชนว่ากันว่า ขโมยชีวิตลอยน้ำได้ครึ่งวัน วันนี้พวกเราค่อยๆ ลิ้มลองชีวิตครึ่งวันนี้เถอะ มา ข้ายืมดอกไม้มาถวายพระ คำนับทุกท่านหนึ่งแก้ว”
ทุกคนลอบรีบยกจอกเหล้าขึ้นคล้อยตาม หันซังเกอมองสีหน้าของเว่ยจางที่ไม่ได้ดูดีนัก จึงเรียกนามของเขา “เสี่ยนจวิน คิดอะไรของเจ้า วันนี้ตามหลักแล้วเจ้าเป็นเจ้าภาพไม่ใช่หรือ!”
เว่ยจางรีบยิ้มจางๆ “เมื่อครู่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ต้องขอโทษจริงๆ ” ขณะที่พูด ก็ยกจอกเหล้าชนกับหันซังเกอ แล้วคุยกับทุกคน “วันนี้ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมแสดงความยินดีกับภรรยาของข้า ข้าขอคำนับหมดจอก” ขณะที่พูด ก็เงยหน้าเทสุราเข้าปากเพียงคำเดียว
ทุกคนดื่มสุราด้วยความชื่นบาน เว่ยจางกลับสั่งสาวใช้ด้านข้าง “เปลี่ยนจอกใญ่ จอกเล็กเช่นนี้กินแล้วไม่สาแก่ใจเลย”
“ฮ่าๆ…ข้าอยากจะบอกเจ้าพอดี เพียงแต่ว่าวันนี้ข้าไม่ใช่เจ้าภาพ จึงค่อนข้างเกรงใจ” หันซังเย่ว์ก็รู้สึกรู้สึกจอกเหล้านี้เล็กเกินไป
“พวกเจ้าต้องไม่กลัวอยู่แล้ว ทว่าเซียวหลิน เซ่าเชินพวกเขา…” หันซังเกอมองเฟิงเซ่าเชินด้วยความเป็นห่วง อันที่จริงเขากังวลน้องสาวภรรยาของตนเองที่สุด
“นี่? เจ้าดูหมิ่นปัญญาชนเกินไปแล้วหรือเปล่า” เดิมทีเซียวหลินก็ไม่อยากพูดอะไร ทว่าถูกสายตาอันดูหมิ่นของอวิ๋นคุนกวาดมองก็รู้สึกขุ่นเคืองใจขึ้นมาทันที จึงโยนจอกเหล้าในมือทิ้ง แล้วยกมือตบโต๊ะ “เปลี่ยนจอกใหญ่! ใครกลัวใครกัน!”
“เยี่ยม! ยอดเยี่ยม! เกิดเป็นบุรุษก็อย่าทำตัวเหมือนสตรีอ่อนปวกเปียก” เว่ยจางผายมือใหญ่ขึ้น แล้วสั่งให้คนเอาจอกสุราแบบใสมาให้ทุกคนหนึ่งใบ จอกสุรานี้ทำจากแก้ว หนึ่งจอกใส่เหล้าได้สี่ตำลึง ถึงแม้จะเทียบไม่ได้กับจอกเหล้ากระเบื้องขนาดใหญ่ แต่ก็ดีกว่าเมื่อครู่นี้เป็นหลายเท่า
เสียงของเว่ยจางแสดงความไม่พอใจออกมา จากนั้นมองเฟิงเซ่าเชินทันที แกล้งทำเป็นรู้สึกผิด “คุณชายเฟิงคงไม่รังเกียจคนหยาบอย่างพวกเราหรอกกระมัง มิเช่นนั้น ท่านใช้จอกเล็กต่อก็ย่อมได้?”
เมื่อครู่เขาเพิ่งบอกว่า ‘เกิดเป็นบุรุษอย่าทำตัวเหมือนสตรีอ่อนปวกเปียก’ ตอนนี้มาบอกให้คนอื่นใช้จอกเล็ก นี่กำลังหาเรื่องกันชัดๆ
ถึงแม้เฟิงเซ่าเชินจะเป็นปัญญาชนที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ทว่าสุภาษิตว่า ‘ปัญญาชนมีความมุ่งมั่น’ เขาก็ไม่ได้เป็นคนที่ยอมใครง่ายๆ เมื่อเทียบกันแล้ว คนอย่างแม่ทัพเว่ยจางดูเหมือนจะหุนหันพลันแล่นและประมาท แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นคนจริงและลวง แปลกประหลาดและไม่แน่นอน จะสรรหาทุกวิธีเพื่อบรรลุเป้าหมาย
เฟิงเซ่าเชินจึงเทียบกับเขาไม่ได้เลย คำพูดเพียงสองสามประโยค คุณชายเฟิงก็รู้สึกขุ่นเคืองใจแล้ว “แม่ทัพเว่ยหมายความว่าอะไร เจ้าเห็นปัญญาชนเป็นสตรีอ่อนแอหรือ”
“ได้!” เว่ยจางยกนิ้วโป้งให้เขา “คุณชายเฟิงทำให้ข้าน้อยรู้สึกแปลกหูแปลกตาไปเลย!”
หันซังเกอที่อยู่ด้านข้างรู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมา! แล้วลอบต่อว่า เฟิงเซ่าเชินว่าโง่เง่าดักดาน ฝ่ายตรงข้ามเพียงต้องการหลอกล่อให้ติดกับดักมอมเหล้าเท่านั้น ต่อให้เจ้าใช้จอกเหล้าเล็กก็ยังเอาชนะคนอื่นไม่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้เปลี่ยนเป็นจอกใหญ่ เกรงว่าดื่มเพียงจอกเดียวก็คงมึนเมา สองจอกก็หมดสติคาโต๊ะแล้ว! ยังทำเป็นบุรุษกล้าหาญอีก?
แคว้นต้าอวิ๋นมีบุรุษกล้าหาญเช่นเขาด้วยหรือ! ผู้ที่ไร้ประโยชน์ก็คือไร้ปัญญา! หันซังเกอสบถหยาบในใจ ทว่าก็เตรียมตัวช่วยเหลือ ใครสั่งให้เขาโชคร้ายมีน้องชายของภรรยาที่โง่เขลาเช่นนี้
เปลี่ยนเป็นจอกใหญ่ เหล้าในเหยือกก็ไม่พอดื่ม เหล่าสาวใช้ไม่รอให้นายท่านสั่งการ ก็รีบไปเอาเหยือกสุรามาอีกสี่เหยือก
รินเหล้าของทุกคนจนเต็มจอก เว่ยจางก็ชูจอกขึ้นอีกครั้ง “วันนี้ยังต้องขอบคุณท่านเซียวโหวและท่านซื่อจื่อเป็นพิเศษ หากไม่มีพวกท่านคอยช่วยเหลือ ข้าที่เป็นคนหยาบกร้าน คงไม่รอบคอบแน่นอน ข้าจึงขอคำนับเหล้าจอกนี้กับพวกท่าน และเชิญทุกท่านให้หน้าข้าน้อยอยู่เฉลิมฉลองต่อด้วยเถอะ”
“ได้” อวิ๋นคุนดูความหมายของเว่ยจางออก อย่างไรก็มีเรื่องสนุกๆ ให้รับชม ไม่ชมก็คงน่าเสียดาย ประเดี๋ยวคงแบ่งพรรคแบ่งพวกกันแน่นอน