หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 297 ผู้ยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนสีหน้าได้ไวในพริบตา
ประตูห้องถูกเกาเซินเตะเปิดออก
“ใครวะที่แม่งกินดีหมีหัวใจเสือ[1]แล้วกล้ามาทุบตีคนในโรงแรมเฉิงถังของฉัน! แน่จริงก็ยืนขึ้นมาสิวะ!…ฉัน….” เกาเซินรีบพุ่งเข้าไปในห้องด้วยความโกรธ แต่คำพูดของเขากลายเป็นติดอ่างกะทันหัน
สายตาของเขาสบเข้ากับใบหน้าที่คุ้นเคย
ใบหน้านี้ที่ทำให้เขาฝันร้ายไปหลายวัน
ถ้าทำได้ เขาไม่อยากเจอหน้าคนคนนี้อีกเลยในชีวิตนี้
เมื่ออวี๋ซินหยางเห็นเกาเซินเข้ามา เขาก็กระโดดขึ้นมาด้วยความโกรธและตะโกนว่า “เกาเซิน! นายไม่ได้โม้กับฉันเหรอว่านายสามารถทำอะไรก็ได้ที่เมืองนี้ ฉันเป็นเพื่อนของนายนะ แต่ทำไมฉันกลับถูกทุบตีในโรงแรมของนายแบบนี้ สรุปแล้วนายโม้กับฉันงั้นเหรอ?!”
เกาเซินดูเหมือนจะไม่ได้ยินเสียงคำรามของอวี๋ซินหยาง เขามองโจวอี้ด้วยสีหน้าที่หม่นหมองและกระแสความกลัวก็เกาะกินหัวใจของเขาอย่างฉับพลัน
ทำไมถึงต้องเป็นคนคนนี้ด้วย!?
อวี๋ซินหยาง! ไอ้สารเลวพวกนี้ยั่วยุใครไม่ยั่วยุ แต่กลับมายั่วยุเทพมรณะเดินดินคนนี้!
ไอ้ฉิบหายเอ๊ย!
ก่อนหน้านี้ฉันก็เคยเตือนแถมให้ดูรูปไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าคนคนนี้ไม่ควรถูกยั่วยุ ไอ้พวกอวี๋ซินหยางมันตาบอดหรือไง? หรือว่าในหัวของมันมีแต่ขี้เลื่อย!
โจวอี้มองไปที่เกาเซินและลุกยืนขึ้นช้า ๆ
เขาจุดบุหรี่ มองลึกไปที่แววตาอันหม่นหมองของเกาเซินและถามอย่างเฉยเมยว่า “ฉันยืนขึ้นแล้ว นายจะเอาไงต่อดีล่ะ?”
“ผม…” เกาเซินมองการแสดงออกที่เย็นชาของโจวอี้ และร่างกายของเขาก็เริ่มสั่นสะท้าน
เขาพยายามระงับความกลัวและพูดตะกุกตะกักออกไปว่า “ค…คุณ รูปร่างของคุณดีเหลือเกินจริง ๆ ที่…ผ…ผมขอให้คุณยืนขึ้น… เป็นเพราะผมอยากดูรูปร่างของคุณให้ชัด ๆ อีกรอบไงล่ะ…อ…อืม สมบูรณ์แบบกว่าที่ผมจินตนาการไว้จริง ๆ….ดีเยี่ยมกว่ารูปร่างของผมอย่างเทียบกันไม่ติดเลย…”
“ดูรูปร่างของฉัน? เฮ้ นายเป็นผู้ชายแท้ ๆ แต่กลับอยากจะดูรูปร่างของผู้ชายด้วยกันเนี่ยนะ? สมองของนายมีปัญหาหรือเปล่า? หรือว่านายเป็นพวกโรคจิต?” โจวอี้พูด แต่รอยยิ้มเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ช…ใช่ ผมมีปัญหาที่สมองนิดหน่อย! ผมสัญญาว่าจะไม่ขอดูอีกแล้ว!” เกาเซินพูดพลางพยายามปั้นหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นก็หันไปมองอวี๋ซินหยางและเพื่อนอีกสองคนที่ยังคงไม่ได้สติอยู่ที่มุมห้อง เขาหันกลับมาพูดว่า “เป็นเกียรติของโรงแรมผมจริง ๆ ที่มีโอกาสได้เป็นสถานที่ให้คุณใช้อัดผู้คน ว่าแต่คุณคลายความโกรธของคุณแล้วหรือยัง? ถ้ายัง คุณสามารถทุบตีพวกเขาได้อีกตามต้องการเลยนะ แต่ถ้าพวกมันกล้าขัดขืน ผมจะทุบตีพวกมันแทนคุณเอง”
“…”
โจวอี้พูดไม่ออก
สีหน้าโกรธแค้นของอวี๋ซินหยางแข็งค้างไปทันที เขาแทบไม่เชื่อหูตัวเอง
ส่วนหลินจือเผิงถึงกับดวงตาเบิกกว้าง พลางหยิกตัวเองเพราะสงสัยว่ากำลังฝันไปหรือไม่
ด้านนอกประตู
พนักงานโรงแรมเจ็ดแปดคนรวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เพิ่งถูกทุบตีต่างตกตะลึงไปกันหมด
นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย?
ก่อนหน้านี้เกาเซินยังมีท่าทีโกรธจัด และแสดงท่าทางราวกับจะฆ่าคนที่มาสร้างความวุ่นวายในโรงแรมให้ได้
แต่ตอนนี้ไหงกลับพลิกลิ้นได้ขนาดนี้?
นี่ไม่ใช่ว่ากำลังแก้ไขสถานการณ์เลย แต่มันเป็นการยกยอให้ท้ายฝ่ายที่มาสร้างความวุ่นวายมากกว่าไม่ใช่หรือไง?
ความอหังการเมื่อครู่นี้ไปอยู่ไหนหมดแล้วล่ะ?
เกาเซินไม่สนใจความคิดของคนอื่น เขามองโจวอี้ซึ่งยังไม่พูดอะไรด้วยความกังวลและลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือทั้งสองขึ้นแบออกต่อหน้าโจวอี้และพูดว่า “คุณโจว คุณสามารถใช้มือของผมเป็นที่เขี่ยบุหรี่ได้เลย คุณจะได้ไม่ต้องก้มลงให้ลำบากเพื่อดับบุหรี่”
โจวอี้ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขาไม่รู้ว่าจะทำตัวยังไงต่อความนอบน้อมของ “คนคุ้นหน้า” คนนี้
เขากลับมานั่งไขว่ห้างลงบนโซฟา ทว่าแทนที่จะดับบุหรี่ด้วยมือของเกาเซิน โจวอี้กลับดีดบุหรี่ลงพื้นและถามว่า “ฉันเคยเห็นหน้านายครั้งหนึ่งแล้ว แต่รอบนี้เป็นรอบที่สองที่นายเห็นฉันใช่ไหม?”
“ใช่ ๆ” เกาเซินพยักหน้าและโค้งคำนับด้วยรอยยิ้ม “ครั้งแรกที่เราพบกัน หยางเฉียนสุ่ยและพ่อของเขายั่วยุคุณ ผมเป็นเพียงผู้ติดตามตัวเล็ก ๆ เท่านั้นคุณก็เลยไว้ชีวิตผม ส่วนครั้งที่สองที่คุณทานอาหารในร้านอาหารเล็ก ๆ ใกล้ ๆ แถวนี้ และผมบังเอิญเห็นคุณ แต่คุณไม่ไม่ได้เห็นผม”
“เป็นนายสินะที่แอบจ่ายค่าอาหารให้ฉัน?” โจวอี้ถาม
“ผมยินดีช่วยคุณจ่าย” เกาเซินพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ดวงตาของอวี๋ซินหยางเบิกกว้าง ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงสิ่งที่เกาเซินเคยเตือนเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน
เขาจำได้แล้ว!
ตอนนั้นเกาเซินบอกกับเขาว่ามีผู้ชายแซ่โจวคนหนึ่งซึ่งลงมือฆ่าล้างตระกูลหยางที่เป็นผู้มีอิทธิพลสูงสุดในเมืองภาพยนตร์ซีซือ
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าตัวเองสร้างปัญหาใหญ่แค่ไหน หากอีกฝ่ายมีอำนาจพอที่จะฆ่าล้างตระกูลหยาง ตัวเขาก็คงไม่รอดหากอีกฝ่ายต้องการเอาชีวิต แม้ว่าเขาจะอยู่ในมณฑลหยางเฉิงก็ตาม
อวี๋ซินหยางจึงรีบคลานมาคุกเข่าลงตรงหน้าของโจวอี้เพื่อต้องการร้องขอความเมตตา แต่เขากลัวว่าการพูดอย่างกะทันหันของเขาจะทำให้อีกฝ่ายขุ่นเคืองมากกว่าเดิม
โจวอี้หรี่ตามองเกาเซินอย่างลึกซึ้ง จากนั้นก็ชี้ไปที่อวี๋ซินหยางซึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นรวมถึงชายหนุ่มอีกสองคนที่ยังคงหมดสติอยู่ ก่อนจะพูดอย่างเย็นชาว่า “สามคนนี้มีความคิดจะแตะต้องภรรยาของฉัน แผนของพวกมันต่ำช้ามาก และพวกมันได้ข้อมูลภรรยาของฉันมาจากข้อมูลเช็กอินแขกในโรงแรมของนาย”
สีหน้าของเกาเซินเปลี่ยนไปทันที
เขาวิ่งไปหาหลินจือเผิง ก่อนจะตบหน้าผู้จัดการล็อบบี้โรงแรมของตัวเองและกระทืบจนกระทั่งหลินจือเผิงร้องขอความเมตตา จากนั้นเขาก็รีบวิ่งกลับมาหาโจวอี้
“คุณโจว นี่เป็นความผิดของโรงแรมเรา ไม่ต้องกังวล ผมจะสืบหาให้ได้ว่าใครเปิดเผยข้อมูลของภรรยาคุณ และผมจะสอนบทเรียนให้พวกเขาอย่างที่ชาตินี้หรือชาติหน้าจะไม่มีวันลืมเลือน!” เกาเซินก้มศีรษะและยอมรับความผิดพลาดอย่างจริงจัง
“แล้วคนพวกนี้ล่ะ? นายอยากจะช่วยพวกเขาร้องขอความเมตตาไหม?”
เกาเซินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันและตะโกนบอกพนักงานที่เฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ นอกห้องว่า “ไปเอามีดมาให้ฉัน แล้วคนอื่น ๆ ก็ออกไปให้หมด!”
ทันใดนั้น คนข้างนอกก็รีบแยกย้ายกันออกไป
มีดทำครัวที่ลับมาจนคมกริบถูกส่งให้กับเกาเซินอย่างรวดเร็ว
เกาเซินได้ปลุกชายหนุ่มสองคนที่หมดสติให้ตื่นขึ้น
เขาถือมีดทำครัวและไม่ได้มอบมันให้กับโจวอี้ แต่กลับพูดอย่างจริงจังว่า “คุณโจว พวกเขาหยาบคายกับภรรยาของคุณ พวกเขาควรจะถูกเย็บปากกันทุกคน แต่เมื่อพิจารณาว่าพวกเขายังต้องเอ่ยคำขอโทษต่อคุณ ดังนั้นเรามาเปลี่ยนวิธีลงโทษกันดีกว่า คุณพูดมาเลยว่าต้องการตัดร่างกายส่วนไหนของพวกเขาออก แล้วผมจะเป็นคนลงมือตัดให้คุณเอง!”
“นายแน่ใจใช่ไหม?” โจวอี้หรี่ตาถาม
“แน่นอน!” เกาเซินกล่าวอย่างหนักแน่น
“นายไม่กลัวว่าจะทำให้ตระกูลของพวกเขาขุ่นเคืองเหรอ? การที่คนพวกนี้รู้จักนายได้มันก็ย่อมหมายถึงว่าพวกเขาต้องมีพื้นฐานครอบครัวที่ดี นายไม่กลัวการแก้แค้นเหรอ?”
“อันที่จริงการทำแบบนี้มันคือการที่ผมกำลังช่วยพวกเขาต่างหาก ต่อให้พวกเขาไม่เข้าใจ แต่ผมคิดว่าพ่อแม่ของพวกเขาจะต้องเข้าใจแน่นอน” เกาเซินตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นายนี่น่าสนใจจริง ๆ” โจวอี้เอ่ยขึ้นก่อนจะชี้ไปที่อวี๋ซินหยางและชายหนุ่มที่สืบหาข้อมูลของถังหว่านในลิฟต์ “พวกมันทั้งคู่ เอามือขวาออกก่อน”
“ได้!” เกาเซินพยักหน้าหนักแน่นและหันไปมองทั้งสองคน
“ถ้าพวกนายไม่อยากจบชีวิตลงเหมือนหยางเฉียนสุ่ย ก็ยื่นมือขวาออกมาให้ฉันซะ!” เกาเซินสั่งอย่างเย็นชา
“นาย…” อวี๋ซินหยางเปิดปากพูด แต่สุดท้ายก็ยื่นมือขวาออกไปในที่สุด
ชายหนุ่มอีกคนมีสีหน้าซีดเผือด แต่หลังจากที่รู้ว่าโจวอี้เป็นคนโหดเหี้ยมที่ฆ่าตระกูลหยางไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงยื่นมือขวาออกไปพร้อมกับเริ่มทำใจ
ฉัวะ!
ฉัวะ!
เกาเซินตัดมือขวาของพวกเขาด้วยการลงมีดสองครั้ง
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวนของอีกฝ่าย เกาเซินหันกลับมามองโจวอี้ด้วยสายตาที่ซับซ้อนและถามว่า “คุณโจว คุณจะให้สับใครอีกครับ?”
[1] กินดีหมีหัวใจเสือ เป็นคำเปรียบเปรย หมายถึง มีความกล้ากว่าปกติ