หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 298 การเจรจาที่ราบรื่นที่สุด
บทที่ 298 การเจรจาที่ราบรื่นที่สุด
ครั้งหนึ่งโจวอี้เคยรู้สึกถึงความสำเร็จอย่างมากหลังจากที่ล่าสิงโตและเสือในภูเขาได้สำเร็จเพราะคู่ต่อสู้ของเขาแข็งแกร่งมาก แต่ในขณะนี้ เขารู้สึกหม่นหมองเล็กน้อยเมื่อมองดูผู้คนที่อ่อนแอเหล่านี้ก้มหัวให้เขาด้วยความหวาดกลัว
“ช่างเหอะ”
โจวอี้โยนก้นบุหรี่ของเขาลงในที่เขี่ยบุหรี่ ก่อนจะยืนขึ้นและกวาดสายตาเย็นชามาที่อวี๋ซินหยางและชายหนุ่มอีกสองคน “พวกแกสันดานระยำมาก วัน ๆ เอาแต่คิดจะรังแกคนอื่น นอกจากอาศัยการปกป้องจากผู้อาวุโสของตระกูลเพื่อทำความชั่วแล้ว พวกแกก็ไม่มีได้มีอะไร เป็นสิ่งไร้ค่าไม่ต่างจากเศษขยะข้างถนน วันนี้เพื่อเห็นแก่เกาเซิน ฉันจะไว้ชีวิตอันไร้ค่าของพวกแก แต่หลังจากนี้จงคิดให้ดีก่อนที่จะทำเรื่องชั่ว ๆ ไม่งั้นจะไม่ใช่แค่พวกแกที่ตาย แต่พวกแกจะนำหายนะไปสู่ตระกูลของพวกแกด้วย”
“ผ…ผมไม่กล้าแล้ว” อวี๋ซินหยางพูดด้วยความกลัว
โจวอี้ไม่ต้องการคุยกับเศษสวะพวกนี้อีกต่อไป แต่มองไปที่เกาเซินแล้วพูดว่า “นายฉลาดนิดหน่อย แต่นายควรใช้ความฉลาดที่มีให้ถูกที่ นายจะไปได้ประโยชน์อะไรจากการคบกับพวกสวะเหล่านี้? ขืนคบกับพวกมันไปนานเข้า สักวันพวกมันคงพาหายนะใหญ่มาให้ หลังจากนี้นายจะทำยังไงต่อ นายควรคิดได้แล้ว!”
จากนั้นโจวอี้ก็เดินจากไป
อารมณ์แจ่มใสยามเช้าที่เคยมีได้มลายหายไปหมดแล้ว เขานั่งแท็กซี่ไปที่กองถ่ายละครและพบว่าถังหว่านกำลังนั่งอยู่ที่เต็นท์ หญิงสาวกำลังดื่มเครื่องดื่มร้อน ๆ และดูบทที่เธอกำลังจะต้องใช้ในการเข้าฉาก
“สวัสดีค่ะพี่เขย” ซุนเหมิงเอ่ยทักทายเมื่อเห็นโจวอี้เดินเข้ามา
“เหมิงเหมิง เมื่อคืนเธอพักผ่อนสบายดีไหม?” โจวอี้ยิ้ม
“หา? ดี ดีมาก!” ซุนเหมิงตกตะลึง
ขณะที่เธอพูดเช่นนี้ เธอก็แอบเหลือบมองถังหว่านและพบว่าแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่ใบหน้าของพี่หว่านกลับแดงซ่านเล็กน้อย ครู่หนึ่งก็มีภาพบางอย่างที่ไม่เหมาะสำหรับเด็กผุดขึ้นมาในความคิดของเธอ
โจวอี้ลากเก้าอี้มานั่งลงข้าง ๆ ถังหว่าน เขาคว้าเครื่องดื่มร้อนในมือของถังหว่านมาดื่มพลางมองไปรอบ ๆ
วันนี้คิวการถ่ายบทของเขาเกือบทั้งหมดเป็นช่วงตอนกลางคืน
ดังนั้นเวลากลางวันแบบนี้ แม้ว่าเขาจะไม่มาที่กองถ่ายก็ไม่เป็นไร
โจวอี้มองไปรอบ ๆ จากนั้นก็หันกลับมาถามถังหว่าน “คุณภรรยา เพลงใหม่ของคุณที่เพิ่งเผยแพร่ไปดูเหมือนจะได้ผลลัพธ์ที่ดีนะ! ดูเหมือนว่าคุณได้ขึ้นอันดับหนึ่งในรายการยอดขายของเดือนนี้แล้วใช่ไหม?”
“อืม!” ถังหว่านพยักหน้าเบา ๆ
เพลง ‘โชคชะตา’ ที่เธอปล่อยทางแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ขึ้นอันดับสูงสุดของรายการขายแล้วเมื่อค่ำวานนี้ และระยะห่างจากอันดับที่สองก็มากขึ้นเรื่อย ๆ
ซุนเหมิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เองก็พูดอย่างมีความสุขว่า “พี่เขย อันที่จริงแล้วอันดับของเพลงนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือยอดขายอัลบั้มใหม่ของพี่หว่าน ตั้งแต่บ่ายวานนี้มันขายไปแล้วกว่าสองแสนชุด!”
“ยอดเยี่ยม!”
โจวอี้หัวเราะอย่างเบิกบาน
เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับยอดขายอัลบั้มเพลง และไม่รู้ว่าการขายอัลบั้มมากกว่าสองแสนชุดในเวลาไม่ถึงวันมันมหัศจรรย์ขนาดไหน แต่เมื่อมองท่าทีภาคภูมิใจของซุนเหมิง เขก็คิดว่ายอดขายนี้น่าจะหมายถึงว่าดีมาก ๆ
ถังหว่านยิ้มและพูดว่า “บ่ายวันนี้ฉันจะบินไปเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมสัมภาษณ์ และเพราะว่าฉันไม่มีถ่ายทำในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นฉันว่าจะกลับไปที่จินหลิงเพื่อกลับไปหาลูกสาวสักหน่อย”
“อยากให้ผมไปด้วยไหม?” โจวอี้ถาม
“ไม่ คุณต้องอยู่ที่นี่เพื่อถ่ายละครต่อ!” ถังหว่านกล่าว
โจวอี้พยักหน้าช้า ๆ และทันใดนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของเขา
ถังหว่านเป็นผู้หญิงที่สวยมาก
และเป็นเรื่องง่ายมากที่ผู้หญิงสวยจะเป็นที่ต้องตาของผู้ชายที่มีเจตนาชั่ว ๆ
เขาไม่ต้องการให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับถังหว่าน ดังนั้นเขาจึงวางแผนที่จะจ้างผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งอีกคนเพื่อปกป้องถังหว่านอย่างลับ ๆ
ห่างออกไปหลายร้อยเมตร
รถแท็กซี่จอดลงช้า ๆ ที่ริมถนน จากนั้นสาวสวยวัยกลางคนสองคนที่มีรูปร่างหน้าตาเกือบจะเหมือนกันแต่นิสัยใจคอต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็ลงมาจากรถ และหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาโทรออกไปยังหมายเลขหนึ่ง
“แซ่ของฉันคือหลวน และฉันก็มาถึงที่ที่คุณนัดหมายแล้ว”
“รอเดี๋ยว!”
ครู่ต่อมา โจวอี้ก็ปรากฏตัวต่อหน้าแฝดพี่น้องหลวนเทียนไฉและหลวนเทียนเฟิง เมื่อมองไปที่รูปลักษณ์ที่คล้ายกันของพวกเธอแล้ว โจวอี้ก็ประสานมือทักทายและพูดว่า “สำนักโอสถ โจวอี้ ขอคารวะผู้อาวุโสทั้งสอง”
สำนักโอสถ?
พวกเธอมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
พวกเธอคิดว่านายจ้างที่ติดต่อผ่านคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงคงเป็นนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง แต่ใครจะคิดว่าดันเป็นศิษย์ของสำนักโอสถ ต้องรู้ว่าสำนักโอสถแข็งแกร่งมากในโลกผู้ฝึกยุทธ์ แต่แล้วทำไมอีกฝ่ายถึงได้จ้างพวกเธอสองพี่น้องมาเป็นบอดี้การ์ด?
“คุณโจว ฉันหลวนเทียนเฟิง”
“ส่วนฉันคือหลวนเทียนไฉ”
สตรีทั้งสองประสานมือคารวะตอบกลับมา
โจวอี้จำชื่อและบุคลิกของพวกเธอได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ยิ้มออกมาและพูดว่า “มีโรงน้ำชาอยู่ใกล้ ๆ นี้ เราไปคุยกันที่นั่นเถอะ”
“ดี!” ทั้งสองตกลง
ไม่นานนัก ทั้งสามคนก็มานั่งอยู่ในโรงน้ำชาอันเงียบสงบ
เมื่อพนักงานหญิงเสิร์ฟชาหอมกรุ่นแล้ว โจวอี้ก็ส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายออกไป จากนั้นเขาก็หยิบกาน้ำชามารินชาให้สองพี่น้องก่อนจะกล่าวว่า “พวกคุณน่าจะรู้ถึงสาเหตุที่ผมเชิญพวกคุณมาที่นี่แล้ว ผมต้องการให้พวกคุณช่วยปกป้องคนคนหนึ่ง กำหนดเวลาหนึ่งปี”
“เราจะได้อะไร?” หลวนเทียนเฟิงถามอย่างตรงไปตรงมา
“พวกคุณยื่นข้อเสนอได้เลย ถ้าผมรับได้ เราก็มาตกลงกัน แต่ถ้าผมรับไม่ได้ เราค่อยว่ากันใหม่” โจวอี้กล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ยาทลายขอบเขตระดับปรมาจารย์สี่เม็ด” หลวนเทียนเฟิงกล่าวพลางจ้องมองโจวอี้
“ตกลง” โจวอี้ตกลงทันทีที่ได้ยินคำขอของอีกฝ่าย
“ไม่ต่อรองเลยเหรอ?” หลวนเทียนเฟิงตกตะลึง
เธอคิดว่าโจวอี้จะต่อรองราคา ซึ่งราคาต่อรองต่ำสุดที่เธอรับได้คือยาทลายขอบเขตระดับปรมาจารย์สองเม็ด แต่ใครจะไปคิดว่าอีกฝ่ายจะยอมตกลงโดยไม่คิดแม้แต่น้อย
ยาทลายขอบเขตระดับปรมาจารย์!
โอสถระดับนี้เป็นทรัพยากรการบ่มเพาะที่สำคัญมากสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์ มันเป็นสมบัติที่ปรมาจารย์จำนวนนับไม่ถ้วนใฝ่ฝัน
แค่ยาทลายขอบเขตสองเม็ดก็จะช่วยประหยัดเวลาในการฝึกหนักได้มากกว่าสิบปี และจะมีโอกาสมากขึ้นในการทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์
และระดับบรรพจารย์ยุทธ์คือเป้าหมายของพวกเธอทั้งสอง
“ทำไมต้องต่อรอง? ยาทลายขอบเขตระดับปรมาจารย์อาจมีค่าสำหรับคุณทั้งสองคน แต่มันไม่ได้มีค่ามากเท่าไหร่สำหรับผม มันคุ้มค่าสำหรับผมแล้วในการใช้ยาทลายขอบเขตเพียงสี่เม็ดเพื่อว่าจ้างปรมาจารย์สองคนต่อปี” โจวอี้กล่าวด้วยท่าทีสบาย ๆ
“…”
พี่น้องหลวนถึงกับพูดไม่ออก
พวกเธอรู้ว่าโจวอี้พูดถูก มีนักหลอมโอสถมากมายในสำนักโอสถ และในบรรดานักหลอมโอสถเหล่านั้นมีจำนวนมากมายที่สามารถหลอมยาทลายขอบเขตได้ ดังนั้นยาทลายขอบเขตระดับปรมาจารย์นี้จึงไม่นับเป็นอะไรเลยในสายตาของคนในสำนักโอสถ
“ถ้างั้นก็ถือว่าเป็นอันตกลง เราสัญญาว่าจะปกป้องคุณเป็นเวลาหนึ่งปีกับการจ้างวานงานนี้” หลวนเทียนเฟิงกล่าว
“ปกป้องผม?” โจวอี้อึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหัวและพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ต้องการให้คุณปกป้องผม คุณต้องปกป้องคนอื่นต่างหาก”
“คนที่เราต้องปกป้องคือใคร?” หลวนเทียนเฟิงถาม
“ชื่อของเธอคือซีชิงอิ่ง อยู่ในเมืองจินหลิง ผมจะให้ข้อมูลการติดต่อกับคุณในภายหลัง”
“ช่วยบอกเราล่วงหน้าได้ไหมว่าเธอตกอยู่ในอันตรายอะไร หรือใครจะปองร้ายเธอ?” หลวนเทียนเฟิงถาม
“เธอมีร่างชีพจรหยิน และเธอกำลังรับการรักษาจากผม พวกคุณน่าจะรู้ลักษณะพิเศษของร่างนี้ใช่ไหม ผมกลัวว่าผู้ฝึกยุทธ์ชั่ว ๆ บางคนจะโจมตีเธอ”
ร่างชีพจรหยิน?
หลวนเทียนไฉและหลวนเทียนเฟิงมองหน้ากันด้วยความตกใจเล็กน้อย
แน่นอนว่าพวกเธอรู้จักร่างกายประเภทนี้ หากมีใครสามารถแก้ไขวิกฤตผลข้างเคียงที่เกิดจากร่างกายประเภทนี้ได้ คนผู้นั้นจะมีสภาวะร่างกายที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการฝึกยุทธ์ มันไม่ได้กล่าวเกินจริงเลยหากจะพูดว่าคนผู้นั้นจะกลายเป็นอัจฉริยะในด้านการฝึกยุทธ์ที่แทบไม่มีใครเทียบได้ในอนาคต
“ฉันมีคำถามสุดท้าย” หลวนเทียนเฟิงถามขึ้นอย่างกะทันหัน