หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 301 ครอบครัวของผมมีโอสถมากมายจนใช้ไม่หมด
บทที่ 301 ครอบครัวของผมมีโอสถมากมายจนใช้ไม่หมด
สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ไม่ใช่ความสำเร็จที่สร้างขึ้นมา และไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงโลกในฐานะผู้สร้าง
แต่มันคือการที่สามารถเพิ่มจำนวนประชากรได้อย่างรวดเร็ว
โจวอี้เห็นด้วยกับมุมมองนี้
เมื่อเผชิญหน้ากับหลันเสวียนที่รุกเร้ารุนแรง เขาก็รู้สึกว่าหากไม่สามารถ ‘ต้านทาน’ สถานการณ์นี้ได้ เขาก็ควรที่จะสนุกไปกับมัน
ขึ้นและลง
สองร่างสอดประสาน…
ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อเสียงความวุ่นวายในถ้ำค่อย ๆ จางหายไป คนทั้งสองก็ชำระล้างร่างกายด้วยน้ำในถังน้ำและสวมเสื้อผ้าสะอาดที่เตรียมไว้ล่วงหน้า หลันเสวียนแสดงท่าทางคล้ายกำลังจะเกิดอารมณ์อีกรอบ เธอโยนโจวอี้ไปที่เตียงอีกครั้ง
“พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว!”
โจวอี้คำรามสองสามรอบและรีบลุกขึ้นออกห่างอีกฝ่าย ก่อนจะยื่นมือออกไปดึงเก้าอี้มานั่งแล้วถามว่า “แผลหายหรือยัง?”
“นายคิดว่าไงล่ะ?” หลันเสวียนถามกลับ ก่อนจะนั่งลงหวีผมด้วยหวีไม้
“เหอะ ๆ ดูจากกำลังวังชาเมื่อครู่นี้แล้ว ฉันว่านายน่าจะหายดีแล้วล่ะ” โจวอี้พูดด้วยรอยยิ้มประหลาด
“ฮึ่ม!” หลันเสวียนขว้างหวีไปที่โจวอี้ แล้วถามด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “ทำไมนายถึงได้มาตามหาฉันอีก ในเมื่อนายก็มีภรรยาและลูกแล้วข้างนอกนั่น? ทำไม? หรือว่ามีอะไรจะมาขอร้องฉันอีก?”
“ดูพูดเข้าสิ ระหว่างเรายังต้องพูดว่า ‘ขอร้อง’ อีกเหรอ?”
หลันเสวียนได้ยินแล้วก็หัวเราะเยาะและไม่ได้พูดอะไรต่อ
โจวอี้มองอีกฝ่ายและรู้สึกหมดหนทางเล็กน้อย ถ้าเขารู้ว่าหลันเสวียนจะฉลาดมากขนาดนี้ เขาคงไม่เอาแอบเอายาเม็ดตื่นรู้มาให้เธอกินแน่นอน
เขาสร้างปัญหาให้ตัวเองชัด ๆ!
“จางอู๋เซี่ยอยู่กับเธอหรือเปล่า? ขอยืมเธอสักระยะหนึ่งสิ”
“นายต้องการให้เธอทำอะไร?” หลันเสวียนถามด้วยความสงสัย
“ฉันกลัวตายน่ะ เธอจะปกป้องฉันไม่ได้เลยเหรอ?” เขายกมือขึ้นทุบเอวซึ่งเวลานี้ค่อนข้างอ่อนแรงลงเล็กน้อย โชคดีที่เอวยังใช้ได้ดีอยู่ แต่จากนี้ก็ต้องระวังสักหน่อย ไม่อย่างนั้นในอนาคตเขาอาจมีปัญหาเวลาขยับสะโพกมาก ๆ ก็ได้
หลันเสวียนมองการเคลื่อนไหวของโจวอี้แล้วส่งสายตาที่ดูมีเลศนัยให้เขา
“ข้างนอกนั่นมีปัญหาอีกแล้วเหรอ?”
“ไม่ แต่มักจะเป็นปัญหาที่ชอบมาหาฉันมากกว่า” โจวอี้ส่ายหัว
“ถ้าอย่างนั้นบอกฉันมาสิว่าคราวนี้มีปัญหาอะไร”
“ตอนนี้ปัญหายังไม่เกิด แต่ฉันต้องการทำให้แน่ใจว่าจะได้อยู่อย่างปลอดภัย” โจวอี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับบรรดาผู้ฝึกยุทธ์ของนิกายเร้นลับก่อนหน้านี้ และในที่สุดก็พูดด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า “คิดดูสิ! ก่อนหน้านี้ฉันต้องปะทะกับปรมาจารย์ตั้งสี่คน แถมยังมีบรรพจารย์ยุทธ์ที่อาจเกี่ยวข้องด้วยอีก แม้ว่าฉันจะทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์แล้ว แต่ถ้าฉันต้องสู้กับบรรพจารย์ยุทธ์จริง ๆ ชีวิตของฉันอาจจะจบสิ้นลงเลยก็ได้!”
สีหน้าของหลันเสวียนพลันมืดลง
นิกายเร้นลับ…เธอย่อมรู้จัก…
อย่างไรก็ตาม มันก็เกินความคาดหมายของเธอกับการได้รู้ว่ามีผู้ทรงพลังมากมายในนิกายลึกลับเช่นนี้
เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “หญิงชราคนนั้นอยู่ในหมู่บ้านเฟิงฮวงจริง ๆ นั่นแหละ แต่เธอจะยินดีไปกับนายหรือไม่นั้น ฉันไม่สามารถรับประกันได้ หลังจากที่เราพักผ่อนแล้ว ฉันจะพานายไปหาเธอเพื่อถามความคิดเห็นของเธอแล้วกัน”
“ตกลง!” โจวอี้พยักหน้า
แสงตะวันลับขอบฟ้าในยามเย็น
โจวอี้ตามหลันเสวียนไปที่หมู่บ้านเฟิงฮวง เกือบทุกคนในหมู่บ้านรู้จักโจวอี้อยู่แล้ว ดังนั้นทุกคนจึงทักทายเขาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตร
แน่นอนว่ามีข้อยกเว้น
อย่างเช่นชายชุดขาวแซ่เหยียนคนนี้
“ทำไมนายยังไม่ไปอีก?” เหยียนเพิงเฉาที่อยู่ในชุดสีขาวถามด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อเห็นโจวอี้
“ผมขาดทรัพยากรในการฝึกฝนน่ะ ในภูเขาเมิ่งหลานมีทรัพยากรมากมายเลยนี่นา ผมก็เลยวางแผนที่จะอยู่ที่นี่ตลอดไป ไม่ไปไหนแล้ว” โจวอี้หัวเราะ
พลั่ก!
เหยียนเพิงเฉาโยนถุงผ้าสีขาวให้โจวอี้ ซึ่งในถุงนั้นค่อนข้างหนัก
“อะไรเนี่ย?” โจวอี้แก้เชือกและเห็นได้สิ่งที่อยู่ในถุงผ้า
แววตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาทันที
แก่นวิญญาณ!
มีแก่นวิญญาณอย่างน้อยสิบก้อน!
โจวอี้เงยหน้าขึ้นและมองเหยียนเพิงเฉาซึ่งหันหลังเดินจากไปแล้วแต่เผยรอยยิ้มที่มุมปาก
โจวอี้รู้ดีว่าเหยียนเพิงเฉาเป็นประเภทที่ว่าข้างนอกเย็นชาแต่จิตใจอ่อนโยน แม้ว่าทุกครั้งที่เจอกันจะชอบทำหน้าบึ้งใส่และพูดจาไร้เยื่อใย แต่ถ้าหากเขาขอให้อีกฝ่ายช่วยเหลือ ชายในชุดขาวคนนี้ก็จะตอบรับทันที แม้จะต้องบุกน้ำลุยไฟก็ตาม
“ใจกว้างจริง ๆ เลย”
โจวอี้ยิ้มและกอดถุงผ้าสีขาวไว้ในอ้อมแขน
หลันเสวียนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของโจวอี้และก้าวเดินต่อไป
ในไม่ช้าเธอก็มาถึงบ้านหลังหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งบ้านของเธอก็อยู่ข้าง ๆ บ้านหลังนี้เช่นกัน
ภายในลานบ้านมีดอกไม้สีสันสดใสมากมาย
โจวอี้ไม่แปลกใจที่มีดอกไม้มากมายหลายชนิดบานสะพรั่งในฤดูหนาวเช่นนี้ เขาอาศัยอยู่ที่ภูเขาชางหลางมาตั้งแต่ยังเด็ก เขาและอาจารย์ร่วมกันปลูกดอกไม้ทนหนาวอยู่หลายชนิด ดังนั้นภาพที่เห็นจึงไม่แปลกสำหรับเขาเท่าไหร่
นกพิราบขาวหลายสิบตัวกำลังจิกกินข้าวอยู่ข้างแปลงดอกไม้ และบนเก้าอี้ไม้ไผ่ท่ามกลางกลุ่มนกพิราบขาวก็มีหญิงงามวัยกลางคนนอนอยู่ ร่างกายเธอถูกห่มด้วยผ้าห่มผืนบาง เส้นผมที่ยาวสลวยของเธอถูกปล่อยยาวสยายออกมาในแนวดิ่งจนเกือบจะแตะพื้นฃ
“คุณย่าอู๋เซี่ย มีคนกำลังตามหาคุณย่าอยู่” หลันเสวียนเดินไปที่ฟูกรองนั่งข้าง ๆ และนั่งขัดสมาธิลง
“มีเรื่องอะไร?” จางอู๋เซี่ยยังคงนอนไม่กระดิก สายตายังคงมองไปที่ท้องฟ้าและถามอย่างเกียจคร้าน
“ครอบครัวของผมมีโอสถมากมายจนใช้ไม่หมด ดังนั้นผมก็เลยมีความคิดว่าอยากจะช่วยสนับสนุนผู้ที่แข็งแกร่งในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ให้ทะลวงเข้าสู่ระดับผสานเต๋าให้ได้” โจวอี้นั่งลงข้าง ๆ หลันเสวียนและยิ้มออกมา
ฟุบ!
จางอู๋เซี่ยลุกขึ้นทันที
เธอขยับมาดมกลิ่นฟุดฟิดพลางมองไปที่โจวอี้ จากนั้นก็เบนสายตาไปมองหลันเสวียน สายตาของเธอมองสลับไปมาระหว่างคนทั้งสองหลายครั้งก่อนจะพูดว่า “น่าเสียดาย ถ้าพวกเจ้ารู้วิธีการฝึกแบบคู่บำเพ็ญเพียร พวกเจ้าทั้งคู่คงจะก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด กิจกรรมที่พวกเจ้าทำกันก่อนหน้านี้คงไม่สูญเปล่า เดี๋ยวก่อนนะ…ข้าขอลองนึกดูก่อนว่ามีการฝึกแบบคู่บำเพ็ญเพียรแบบไหนบ้างที่เหมาะกับพวกเจ้า…”
“คุณย่าอู๋เซี่ย เขามีบางอย่างที่ต้องการจะขอ!” หลันเสวียนรีบพูดด้วยความตื่นเต้น
“โอ้ จริงสิ เขาเพิ่งบอกว่าครอบครัวของเขามีโอสถมากเกินไปที่จะใช้ให้หมดสินะ” จางอู๋เซี่ยตบหน้าผากและถามโจวอี้ว่า “เงื่อนไขอะไรล่ะ?”
“ตามผมออกจากภูเขา และช่วยผมทำสิ่งต่าง ๆ จนกว่าการบ่มเพาะของคุณจะทะลวงเข้าสู่ระดับผสานเต๋า” โจวอี้กล่าว
“ตกลง”
จางอู๋เซี่ยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นเธอก็เริ่มมองไปรอบ ๆ อีกครั้งและพึมพำออกมาเบา ๆ พยายามนึกว่าวิธีการฝึกแบบคู่บำเพ็ญเพียรนั้นมีอะไรบ้าง…
โจวอี้รู้สึกผิดหวัง ก่อนหน้านี้แม่เฒ่าเทียนจี้บอกว่าจางอู๋เซี่ยได้สติกลับมาแล้ว แต่ดูจากรูปการณ์ปัจจุบันแล้ว เธอดูเหมือนจะไม่เต็มเต็งเลย!
เขาเหลือบไปมองหลันเสวียน
และหลันเสวียนก็ดูเหมือนจะเข้าใจความคิดของโจวอี้
เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น ชาวบ้านในหมู่บ้านหลายคนส่งอาหารอร่อย ๆ มาให้โจวอี้ ส่วนใหญ่เป็นนกและสัตว์ป่าที่พวกเขาล่ามาด้วยตัวเอง และเนื้อของพวกมันอร่อยมาก
ในที่สุดโจวอี้ก็มีโอกาสได้อยู่ตามลำพังกับหลันเสวียน ซึ่งเขาก็ได้รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่เคยได้ยินชื่อจางอู๋เซี่ยมาก่อน ที่แท้ตั้งแต่หญิงชราที่มีรูปลักษณ์เหมือนอยู่ในวัยกลางคนคนนี้มาถึงหมู่บ้านเฟิงฮวง หากเธอไม่อาศัยอยู่ตามลำพังแต่ในบ้านของเธอ เธอก็จะออกไปพเนจรในป่าหรือภูเขาคนเดียว โจวอี้ที่มาที่นี่ไม่บ่อยนักจึงไม่เคยเห็นเธอเลย อันที่จริงแม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านเฟิงฮวงก็แทบไม่เคยเห็นเธอด้วยซ้ำ
“สมองของเธอไม่เป็นไรจริง ๆ น่ะเหรอ?” โจวอี้ถามเสียงต่ำ เอนตัวไปใกล้กับหลันเสวียน
“ไม่มีปัญหา แต่เธอแค่แตกต่างจากคนทั่วไปในบางแง่มุมน่ะ” หลันเสวียนกล่าว
“แง่มุมอะไร?”
“เมื่อเธอตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เธอจะทำมันอย่างจริงจังมาก ตัวอย่างเช่น ถ้าเธอต้องการหาวิธีฝึกแบบคู่บำเพ็ญเพียร เธอก็จะคิดหมกมุ่นเกี่ยวกับมันจนกว่าเธอจะพบมัน นายดูสิ ตอนนี้เธอกำลังกลับไปเพื่อครุ่นคิดเรื่องนั้นต่อไม่หยุดเลย” หลันเสวียนชี้ไปที่จางอู๋เซี่ยซึ่งเพิ่งกินอิ่มและเดินออกไป