หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 393 ภาพลักษณ์พังทลาย
บทที่ 393 ภาพลักษณ์พังทลาย
ตีสาม
เยี่ยป๋อซางกลับมาพร้อมกับร่างที่อาบไปด้วยเลือด
แม้จะสูญเสียแขนไปข้างหนึ่งซึ่งทำให้พลังต่อสู้ลดลงไปมาก แต่ความแข็งแกร่งของเขาก็ยังหาใช่ต่ำเตี้ย แม้ว่าฉินหลาง ผู้อาวุโสขององค์กรเพลิงคลั่งจะหนีรอดไปได้ แต่สมาชิกคนอื่น ๆ ขององค์กรเพลิงคลั่งทั้งหมดถูกกำจัดจนเรียบ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความร่วมมือจากผู้ฝึกยุทธ์ของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง
ทางด้านของโจวอี้ ตอนนี้เขากำลังสอบถามสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด
“ลูกปัดโบราณคืออะไร?” โจวอี้ถามหลินเจียรุ่ย
“อันนี้แหละ”
หลินเจียรุ่ยหยิบลูกปัดทรงกลมสีน้ำนมออกมาและพูดด้วยสีหน้าขมขื่นว่า “ว่ากันว่ามันคือพระธาตุของพระโพธิสัตว์ที่เหลือจากการนิพพานของพระโพธิสัตว์สมัยยังมีชีวิต ถ้าใครสวมใส่มันไว้บนร่างกายนานเข้า มันจะทำให้คนผู้นั้นมีหัวใจและกระดูกบริสุทธิ์ดุจดั่งของพระโพธิสัตว์ และจะสามารถบรรลุเป็นพระโพธิสัตว์ได้ในอนาคต แต่ตอนนี้ ฉันคิดว่าไอ้สิ่งนี้คือที่มาของภัยพิบัติมากกว่า”
โจวอี้หยิบลูกปัดมาพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ส่ายหัวและยิ้มอย่างขมขื่น
ลูกปัดสีขาวน้ำนมนี้มีกลิ่นหอมจาง ๆ มีผลทำให้สดชื่น แต่มันไม่ใช่พระธาตุของพระโพธิสัตว์สมัยยังมีชีวิต โจวอี้เคยเห็นพระธาตุของพระโพธิสัตว์มาแล้ว เพราะฉู่เทียนฮุ่ยอาจารย์ของเขามีอยู่ในมือหนึ่งองค์
เห็นได้ชัดว่าหลินเจียรุ่ยถูกนายน้อยตระกูลหนิวหลอก
“หัวหน้าจาง คุณจะทำยังไงกับคนในตระกูลหนิวที่เหลือ?” โจวอี้ถาม
“จับกุมทั้งหมด และจัดการกับพวกเขาอย่างเด็ดขาดหลังจากการสืบสวนเสร็จสิ้น” จางหม่านเยว่กล่าว
“อืม!” โจวอี้พยักหน้า
เขาติดต่อจางหม่านเยว่ระหว่างทางมาเมืองเฟิงหลิน
แต่เขาไม่คิดว่าจางหม่านเยว่และสมาชิกในทีมของเธอจะช้ามากเสียจนมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกับเขาแบบนี้
เห็นได้ชัดว่าคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงมีหน้าที่ตรวจสอบทุกส่วนของประเทศ แต่การตรวจสอบดูไม่ได้รัดกุมมากนัก
อย่างไรก็ตาม พี่น้องตระกูลหลินก็ได้รับการช่วยเหลือทันเวลา ดังนั้นสำหรับเขาแล้วยังถือว่าภารกิจนี้ประสบความสำเร็จ
สำหรับวิธีที่คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงจะจัดการกับเรื่องต่าง ๆ หลังจากนี้ เขาไม่สนใจที่จะยุ่งเกี่ยวกับมันอีกต่อไป
“เยี่ยป๋อซาง นี่คือศิษย์พี่ของผมเอง คุณช่วยพาพวกเขาไปหาอาจารย์ของผมและออกจากจินหลิงคืนนี้!” โจวอี้สั่ง
“ไม่มีปัญหาครับเจ้านาย!”
เยี่ยป๋อซางพยักหน้ารับคำ
เขาสูญเสียแขนไป แต่หลังจากติดตามโจวอี้ได้ไม่เท่าไหร่ เขาก็ได้โอสถจากโจวอี้มาสองเม็ด ซึ่งโอสถเหล่านั้นอยู่ในระดับปฐพีอีกต่างหาก ดังนั้นระดับยุทธ์ของเขาจะต้องก้าวหน้าขึ้นแน่นอน
เขาจึงได้วางแผนเอาไว้ว่า เมื่อไหร่ที่พาหลินเวยและหลินเจียรุ่ยไปหาฉู่เทียนฮุ่ยเจ้าสำนักโอสถเสร็จ เขาจะกลับไปที่เกาะหัวกะโหลกทันทีเพื่อปิดด่าน และพยายามบุกทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ขั้นสมบูรณ์พร้อมให้เร็วที่สุด
โจวอี้โยนลูกปัดสีขาวน้ำนมคืนไปให้กับหลินเจียรุ่ย และพูดคุยกับหลินเวยอีกสองสามคำ จากนั้นก็เฝ้าดูพวกเขาขึ้นรถและจากไป
“ท่านคะ ท่านมีคำสั่งอื่นอีกไหมคะ?” จางหม่านเยว่ถามด้วยความเคารพ
เดิมทีเธอไม่คิดว่าโจวอี้จะแข็งแกร่งเช่นนี้
เธอเคยคิดว่าสาเหตุที่โจวอี้ได้รับตำแหน่งเค่อชิงเป็นเพราะมีภูมิหลังมาจากสำนักโอสถ โดยใช้เงื่อนไขของการหลอมโอสถเพื่อเป็นการแลกตำแหน่ง ทว่าเหตุการณ์วันนี้ทำให้เธอประหลาดใจมาก
ปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของตระกูลหนิวอย่างหนิวเปิน ซึ่งอยู่ในระดับปรมาจารย์ขั้นกลาง ชายคนนั้นถูกสังหารโดยเค่อชิงที่เป็นปรมาจารย์ขั้นต้น!
“เอานี่ไป” โจวอี้โยนตลับหยกให้จางหม่านเยว่และพูดว่า “มียารักษาอยู่ในนั้น กลับไปรักษาตัวเอง”
“ขอบคุณค่ะท่านเค่อชิง!” จางหม่านเยว่รับยามาด้วยสีหน้ายินดี
เธอรู้ว่ายารักษาของสำนักโอสถนั้นล้ำค่า
แต่แล้วเมื่อจางหม่านเยว่อ่านฉลากบนตลับหยก เธอก็ถึงกับต้องตกตะลึง
“ฮะ?” มือของเธอสั่นเทาและดวงตาของเธอฉายแววสับสน
ขี้ผึ้งเทียนเหลียน?
นี่คือขี้ผึ้งเทียนเหลียน ซึ่งเป็นยารักษาที่แสนวิเศษของสำนักโอสถใช่ไหม?
โจวอี้มองท่าทางประหลาดใจของจางหม่านเยว่และพูดว่า “อย่าทำเหมือนว่าคุณไม่เคยเห็นโลกมาก่อนเลยครับ มันเป็นแค่ยารักษา! พาพี่น้องของคุณไปรักษาบาดแผลเถอะ”
“ค่ะ!”
จางหม่านเยว่ฝังความรู้สึกขอบคุณไว้ในใจและตอบรับด้วยเสียงหนักแน่น
“เดี๋ยวก่อน!” จู่ ๆ โจวอี้ก็ตะโกนเรียก
“ท่านต้องการอะไรอีกงั้นเหรอคะ?” จางหม่านเยว่หันไปถาม
“อืม มีเรื่องเล็กน้อยบางอย่างที่ผมต้องการให้คุณช่วย” โจวอี้พูดด้วยรอยยิ้มแห้ง
“บอกฉันมาได้เลยค่ะ!”
“ผมรีบมาช่วยชีวิตคน ดังนั้นจึงน่าจะฝ่าฝืนกฎจราจรไปเยอะพอสมควรระหว่างที่ขับรถมา คุณช่วยผมจัดการได้ไหม?”
“แค่นั้นเหรอคะ?” จางหม่านเยว่ถามกลับด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
“แค่นั้นแหละ!” โจวอี้พยักหน้า
“ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะจัดการทุกอย่างให้เสร็จก่อนรุ่งสาง ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการละเมิดกฎจราจรที่เกิดขึ้นนะคะ” จางหม่านเยว่ยิ้ม
คนจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงได้รับสิทธิพิเศษมากมายอยู่แล้ว
แค่ผิดกฎจราจรจะมีปัญหาได้ยังไง จริงไหม?
สองวันต่อมา
ถังเสี่ยวรุ่ยออกจากจินหลิงไปพร้อมกับหานโหรวและอิงหง ส่วนทางด้านของถังหว่านนั้นออกไปทำงานในวันเดียวกัน
ถังเหมียวเหมี่ยวนอนอยู่คนเดียวบนโซฟาในห้องรับแขก เธอแกว่งเท้าไปมาและปากก็กำลังร้องเพลงที่แต่งขึ้นมาเอง
“พี่สาวเสี่ยวรุ่ยไม่อยู่บ้าน เหมียวเหมี่ยวผู้น่าสงสารกำลังเบื๊อเบื่อ!”
“พ่อไม่รักษาสัญญา พ่อไม่ยอมไปลู่เฉิง พ่อไม่ยอมออกจากบ้านเลย!”
“เหมียวเหมี่ยวเบื๊อเบื่อ!”
“เบื่อเหลือเกิน~”
โจวอี้เพิ่งก้าวลงบันไดมาชั้นล่าง เมื่อเขาได้ยินลูกสาวฮัมเพลงนี้ เขาก็เกือบจะสะดุดล้ม
เขาส่ายหัวด้วยความกระอักกระอ่วน และรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของเขาในใจลูกสาวดูเหมือนจะพังทลายลง
“ลูกรักของพ่อ เราออกไปเล่นข้างนอกกันดีไหม?” โจวอี้เดินมาที่ห้องนั่งเล่นแล้วถามด้วยรอยยิ้ม
“พ่อจะพาเหมียวเหมี่ยวไปเล่นที่ไหน?” ถังเหมียวเหมี่ยวลุกขึ้นและถามด้วยแววตาเป็นประกาย
“พ่อจะพาไปเล่นสกี ดีไหม?” โจวอี้เสนอ
“อื้ม! ไปเล่นสกีกันค่ะ!” ถังเหมียวเหมี่ยวตะโกนอย่างร่าเริง แต่ถัดมาก็ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ “เอ๊ะ แล้วเย็นนี้เราจะไปบ้านของเฉิงเจี้ยนหยางกันไหมคะพ่อ? ดูเหมือนว่าวันนี้เพื่อน ๆ ของหนูหลายคนจะไปเล่นที่งานวันเกิดของเขา”
“ไป! ไปเล่นสกีตอนเช้า แล้วเลือกของขวัญให้เฉิงเจี้ยนหยางกันตอนบ่าย แล้วตอนเย็นค่อยไปฉลองวันเกิดที่บ้านเขา ตกลงไหม?” โจวอี้ถาม
“ตกลงค่ะ!”
ถังเหมียวเหมี่ยวปรบมือและยิ้มออกมา
รอยยิ้มปรากฏขึ้นที่มุมปากของโจวอี้ จากนั้นเขาก็ตบหน้าผากตัวเองและพูดว่า “แย่แล้ว ๆ จู่ ๆ อารมณ์ของพ่อก็แย่มากเลย พ่อไม่มีอารมณ์จะพาเหมียวเหมี่ยวไปเล่นสกีหรือไปซื้อของขวัญให้เพื่อนร่วมชั้น หรือแม้กระทั่งพาเหมียวเหมี่ยวไปงานวันเกิดของเพื่อนร่วมชั้นซะแล้ว!”
“ทำไมละคะ?” ถังเหมียวเหมี่ยวถามอย่างใสซื่อ
“เพราะมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าพ่อไม่รักษาสัญญา เธอร้องเพลงบ่นพ่อด้วยแหละ ตอนนี้พ่อของเธอก็เลยเศร้าใจมาก!” โจวอี้กล่าว
“ไม่ ไม่ พ่อของเหมียวเหมี่ยวเป็นพ่อที่ดีที่สุดในโลก เขารักษาคำพูดเสมอค่ะ!” ถังเหมียวเหมี่ยวคว้าแขนของโจวอี้และเขย่าขณะที่ส่งสายตาออดอ้อน
“ก็จริง พ่อก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน!” โจวอี้พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“ใช่ไหมละคะ? พ่อจะพาเหมียวเหมี่ยวไปเล่นสกี แล้วก็ไปร่วมงานวันเกิดของเพื่อนร่วมชั้นใช่ไหมคะ?” ถังเหมียวเหมี่ยวถามอย่างมีความหวังหลังจากหอมแก้มของโจวอี้ไปฟอดใหญ่
“ไปสิ!”
โจวอี้ยิ้มอย่างพึงพอใจ
จินหลิง
เทียนลู่สกีรีสอร์ต
นี่คือสกีรีสอร์ตในร่มขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่รวม 80,800 ตารางเมตร ลู่สกีของที่นี่มีความยาวและกว้าง มันมีความสูงเกือบ 40 เมตร แบ่งออกเป็นสามทางลาดและพื้นที่ฝึกฝนขนาดใหญ่
เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดฤดูหนาว จึงมีผู้คนมากมายเดินทางมาเล่นสกีที่นี่ โดยมีผู้ปกครองพาบุตรหลานมาเล่นสกีกันเป็นจำนวนมาก
คุณสามารถเช่าหรือซื้อชุดสกีและสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเล่นสกีได้ทั้งหมด
หลังจากที่โจวอี้ซื้อชุดมาสองชุดและแต่งตัวให้กับลูกสาวของเขา เขาก็ตรงไปยังพื้นที่ฝึกภายใต้คำแนะนำของเจ้าหน้าที่
ขณะนี้ในพื้นที่ฝึกมีผู้ใช้บริการทั้งผู้ใหญ่และเด็ก แบ่งสัดส่วนออกเป็นครึ่งต่อครึ่งประมาณ 20 หรือ 30 คน
ถังเหมียวเหมี่ยวมีประสบการณ์การเล่นสเก็ตมาก่อน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเล่นสกี การเฝ้าดูผู้คนสะดุดและเรียนรู้การเล่นสกีในสนามฝึกนั้นทำให้เธอทั้งประหม่าและตื่นเต้น
“สวัสดี คุณต้องการโค้ชไหมครับ?” ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาโจวอี้และลูกสาว
โค้ช?
โจวอี้มองอีกฝ่ายแล้วปฏิเสธไปทันที
เขาเป็นโค้ชที่ดีที่สุดแล้ว ยังจะต้องการคนอื่นทำไมอีก?
“พ่อครับ พวกเขาไม่มีเงินจ้างโค้ช แต่ผมอยากจ้าง! ผมอยากจะเล่นสกีให้ได้เร็ว ๆ”
ห่างออกไปราว ๆ เจ็ดเมตร เด็กชายอายุเจ็ดขวบตะโกนใส่พ่อร่างอ้วนของเขา
“ได้ ๆ” ชายอ้วนชำเลืองมองโจวอี้และลูกสาวแล้วตอบลูกชายด้วยรอยยิ้ม