หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 401 ถ้าไม่ชอบก็ขายให้ฉัน
บทที่ 401 ถ้าไม่ชอบก็ขายให้ฉัน
วิลล่าเลขที่ 68
ที่นี่คือบ้านของเฉิงเจี้ยนหยาง เพื่อนร่วมชั้นของถังเหมียวเหมี่ยว
พ่อของเขาคือเฉิงกั๋วปิน เจ้าของร้านซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นในเมืองจินหลิงและแม่ของเขาคือเกาชุนเหลียนซึ่งทำงานธนาคาร
วันนี้ครอบครัวเฉิงยุ่งมาก
เฉิงเจี้ยนหยางเชิญเพื่อน ๆ นักเรียนหลายสิบคนในชั้นเรียนและผู้ปกครองมาร่วมงานวันเกิดของเขา
ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังเล่นด้วยกัน ผู้ปกครองที่มาถึงก็รวมตัวกันเพื่อพูดคุย
“จริงสิ! ฉันได้ยินมาว่าถังเหมียวเหมี่ยวจะมางานวันเกิดของเจี้ยนหยางด้วย” หญิงแต่งตัวทันสมัยคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“แน่นอน หมอโจวได้เข้าร่วมกลุ่ม WeChat งานเลี้ยงวันเกิดของวันนี้แล้ว! พวกเขาน่าจะกำลังเดินทางมา!” ชายหนุ่มอีกคนยิ้ม
“พูดได้คำเดียวว่าหมอโจวเป็นคนดีจริง ๆ เขามีจิตใจเอื้อเฟื้อมาก คนในโรงเรียนคงจะได้รับความทุกข์ทรมานจากไข้หวัดใหญ่กันมากมายถ้าเขาไม่ช่วยเหลือ” ในฐานะเจ้าบ้าน เกาชุนเหลียนย่อมชื่นชมโจวอี้อย่างเต็มที่
“ใช่ ฉันได้ยินมาว่ายาจีนทั้งหมดที่แจกในโรงเรียนน่ะหมอโจวออกเงินทั้งหมดเองเลยนะ และดูเหมือนว่าราคาจะไม่ใช่น้อย ๆ เลย”
“ฉันก็ได้ยินแบบนั้นมาเหมือนกัน”
จากนั้นประโยคสรรเสริญโจวอี้ก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ
วันนี้ซุนเตาไม่ได้พูดอะไรมาก
เมื่อได้ยินคำชมโจวอี้ที่ทุกคนพากันเอ่ยออกมาไม่หยุด ภายนอกเขาพยักหน้ากับทุกคนอย่างเห็นด้วย แต่ในใจนั้นกำลังปฏิเสธ สรุปก็คือเขากำลังอิจฉาเล็กน้อย
ต้องรู้ว่าตัวตนของเขาคือโปรดิวเซอร์เพลง เขามีสตูดิโอเพลงส่วนตัว และเปิดร้านคาราโอเกะเกรดดีถึงสองแห่งในจินหลิง ดังนั้นปกติแล้วเขาจะเป็นจุดสนใจของทุกคนเสมอ เวลาไปประชุมผู้ปกครอง ลูก ๆ ของเขาจะรู้สึกภาคภูมิใจเป็นพิเศษ
“พี่ซุน ผมมีเรื่องจะคุยด้วย!” ทันใดนั้น ผู้ปกครองของเด็กคนหนึ่งก็พูดขึ้น
“พูดมาเลย!”
“ช่วงนี้ลูกสาวผมสนใจเรื่องดนตรี พี่ช่วยมาเป็นครูคนแรกของเธอได้ไหม?” ผู้ปกครองคนนั้นถาม
ครู?
ลูกสาวของอีกฝ่าย?
ซุนเตาเกือบจะกลอกตาให้อีกฝ่าย
เขาเป็นโปรดิวเซอร์เพลงที่มีชื่อเสียงในวงการดนตรี แต่อีกฝ่ายกลับจะให้เขาเป็นครูสอนเด็กอายุสี่ห้าขวบ?
“นายลองพาเล่ยเล่ยไปที่สตูดิโอเพลงของฉันเพื่อทดสอบดูก่อนก็แล้วกัน จากนั้นเราค่อยคุยกัน” ซุนเตาตอบรับอย่างลวก ๆ
“ตกลง! ผมจะพาเธอไป”
อีกด้านหนึ่ง เฉิงกั๋วปินที่ได้ยินบทสนทนาระหว่างชายทั้งสองก็พูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี “ไม่รู้ว่าลูกชายของผมสนใจดนตรีไหม แต่ผมจะลองส่งเขาไปหาคุณด้วยก็แล้วกัน”
“ไม่มีปัญหา” ซุนเตาตอบตกลงอย่างง่ายดาย
บ้านของเขาก็อยู่ในหมู่บ้านสุดหรูแห่งนี้ และใช้เวลาเพียงสามนาทีในการเดินจากที่นี่กลับไปยังบ้านของเขา ดังนั้นเขาและเฉิงกั๋วปินจึงสนิทสนมกันมาก
ทันใดนั้น
เด็กราว ๆ เจ็ดแปดคนก็วิ่งเข้ามา เฉิงเจี้ยนหยางซึ่งเป็นผู้นำกลุ่มตะโกนว่า “แม่! พ่อ! มีรถคันใหญ่เบ้อเร่อมาจอดอยู่ข้างนอก รถคันใหญ่มากเลย!”
“ใช่ ๆ รถคันนั้นสวยมากเลย เป็นรถของพ่อเหมียวเหมี่ยวแหละ” เด็กอีกคนตะโกน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฝูงชนก็หัวเราะออกมา
ทุกคนต่างรู้ว่าโจวอี้ขับรถ Knight XV คันใหญ่ยักษ์ เพราะทุกครั้งที่โจวอี้ขับรถคันนั้นไปโรงเรียนอนุบาล มันเป็นภาพที่สะดุดตามากที่สุดบนท้องถนน
เฉิงกั๋วปินและเกาชุนเหลียนพยักหน้าให้กับทุกคนและเดินออกไปข้างนอกทันที
จากนั้นพวกเขาก็ได้พบกับโจวอี้และถังเหมียวเหมี่ยว
“หมอโจว ขอบคุณที่พาเหมียวเหมี่ยวมาที่บ้านเรา ลูกชายของฉันเอาแต่ตะโกนว่าอยากเล่นกับเหมียวเหมี่ยว!” เฉิงกั๋วปินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“พี่เฉิง เป็นผมต่างหากที่ยินดีมากที่ได้รับเชิญ” โจวอี้โบกมือและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ช่วงนี้เหมียวเหมี่ยวอยู่บ้านแล้วเบื่อมาก เธอก็เลยมีความสุขมากที่จะได้มาเล่นกับเพื่อน ๆ” โจวอี้หันไปหาลูกสาวแล้วบอกเธอว่า “เหมียวเหมี่ยว ลูกเอาของขวัญวันเกิดที่เราเตรียมมามอบให้เฉิงเจี้ยนหยางสิ”
“อื้ม!”
ถังเหมียวเหมี่ยวหยิบกล่องของขวัญที่ห่อด้วยกระดาษสีสันสดใสออกมาจากถุงชอปปิง แล้วมอบให้เฉิงเจี้ยนหยาง เธอพูดพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ของขวัญชิ้นนี้สำหรับนาย ฉันขอให้นายมีความสุขในวันเกิด นายจะต้องชอบมันแน่ ๆ!”
“มันคืออะไร?” เฉิงเจี้ยนหยางถามอย่างสงสัย
“เปิดดูสิ!”
“ได้เลย…”
เฉิงกั๋วปินและภรรยาของเขาไม่สนใจว่าถังเหมียวเหมี่ยวจะให้ของขวัญอะไรแก่ลูกชายของพวกเขา แค่ถังเหมียวเหมี่ยวมีน้ำใจแบบนี้ มันก็ทำให้พวกเขารู้สึกมีความสุขแล้ว
“ว้าว ซุนหงอคงมหาเทพแห่งสวรรค์! เท่ที่สุดเลย!” เฉิงเจี้ยนหยางเปิดกล่องของขวัญและหยิบหยกที่แกะสลักอย่างสวยงามออกมา แววตาของเขาเปล่งประกายและดูหลงใหลในของขวัญชิ้นนี้มาก
“ฮิฮิ ชอบไหม?” ถังเหมียวเหมี่ยวถาม
“ใช่ ฉันชอบมันมาก!”
เฉิงกั๋วปินมองหยกที่ถูกแกะสลักเป็นซุนหงอคงและคิดว่ามันสวยงามมาก แต่เขาไม่รู้เรื่องหยกมากนัก ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามันเป็นเพียงของขวัญสำหรับเด็กและไม่ได้สนใจมันมากนัก
ทั้งคู่เชิญโจวอี้เข้าไปในห้องโถงของบ้าน ขณะที่ถังเหมียวเหมี่ยวตามพวกเด็ก ๆ ไปเล่น
การพูดคุยกับผู้คนเป็นทักษะที่โจวอี้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว
ท่ามกลางผู้ปกครองของเด็กทั้งหลาย เขาใช้ทักษะการพูดคุยที่ช่ำชอง เพียงครู่เดียวก็ทำให้ทุกคนยิ้มและหัวเราะออกมาได้
แม้แต่ซุนเตาที่อิจฉาโจวอี้ในตอนแรกก็รู้สึกดีขึ้นมากหลังจากคุยกับโจวอี้
“เอ๊ะ? เฮ้ย! หยุดก่อนนะ อย่าขยับ!”
จู่ ๆ ซุนเตาก็ดูเหมือนจะพบอะไรบางอย่างและตะโกนใส่เด็ก ๆ ที่กำลังเล่นอยู่
สายตาของเขาจับจ้องไปที่หยกแกะสลักซุนหงอคงในมือของเฉิงเจี้ยนหยาง เขากลัวมากว่าอีกฝ่ายจะเผลอทำมันแตก
เด็ก ๆ หน้าเสียทันทีเพราะกลัวเสียงคำรามของซุนเตา
ทุกคนในงานถึงกับหยุดชะงักและจ้องมองมาที่ซุนเตาด้วยท่าทีงุนงง
“พี่ซุน มีอะไรเหรอ?” เฉิงกั๋วปินถามด้วยความสับสน
“เหล่าเฉิง ถึงแม้ว่าครอบครัวของนายจะร่ำรวย แต่นายก็ไม่ควรฟุ่มเฟือยขนาดนี้ไม่ใช่เหรอ?” ซุนเตาพูดจบก็รีบเดินเข้าไปหาเฉิงเจี้ยนหยาง เขาคว้าหยกแกะสลักซุนหงอคงมาถือไว้เองและมองมันอย่างพินิจ จากนั้นก็พูดด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ของแบบนี้ นายอนุญาตให้เจี้ยนหยางเอามาเล่นได้ยังไง? ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหล่นแตกเลย แค่มันมีรอยขีดข่วนนิดเดียว นั่นก็ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่แล้ว!”
“พี่ซุนหมายความว่ายังไง ผมไม่เข้าใจ?” เฉิงกั๋วปินขมวดคิ้ว
เขารู้ว่าหยกแกะสลักชิ้นนี้โจวอี้และถังเหมียวเหมี่ยวมอบให้ลูกชายของเขา แต่เขาไม่ได้สนใจอะไรมันมาก แต่ทำไมตอนนี้ซุนเตากลับดูสนใจมากนัก?
“เหล่าเฉิง ของชิ้นนี้ไม่ใช่ของธรรมดา!” ซุนเตามองหยกแกะสลักด้วยสายตาชื่นชม
“ผมรู้!” เฉิงกั๋วปินตอบอย่างไว้หน้าโจวอี้
“นายรู้แต่ก็ยังปล่อยให้เจี้ยนหยางเล่นกับมันตามใจชอบเนี่ยนะ? นี่นายรู้จริง ๆ ว่ามันคืออะไรหรือว่านายแค่แกล้งรู้กันแน่?” ซุนเตากล่าวถามอย่างโกรธเคือง
“คุณ…”
“อย่าให้ลูกของนายเอาไปเล่นตามใจชอบแบบนี้ รีบเอามันไปเก็บให้ดีที่สุด หรือถ้านายไม่ต้องการมันจริง ๆ นายจะขายมันให้ฉันในราคาเท่าไหร่ก็ได้”
“ขาย?”
“ใช่ ขายมาให้ฉัน ถ้านายต้องการหนึ่งล้านหยวน ฉันก็จะให้หนึ่งล้านหยวน ถ้านายต้องการสิบล้านหยวน ฉันจะให้! ฉันชอบงานแกะสลักหยกนี้!” ซุนเตากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“……”
เฉิงกั๋วปินถึงกับตกตะลึงและหันไปหาโจวอี้ที่กำลังยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร
ผู้ปกครองของเด็กคนอื่น ๆ ไม่คาดคิดมาก่อนว่าหยกแกะสลักที่เฉิงเจี้ยนหยางกำลังถือเล่นอยู่นั้นมีมูลค่ามากกว่าแปดหลัก!
มูลค่าสิบล้านหยวนเชียวนะ!
พ่อลูกแซ่เฉิงไม่กลัวมันแตกจริง ๆ เหรอ?
หมายเหตุ: เนื่องจากผู้เขียนมีการปรับเปลี่ยนชื่อเพื่อนของเหมียวเหมี่ยวในภายหลัง จึงขออนุญาตเปลี่ยนจาก “ซุนอี้เสวียน” เป็น “เฉิงเจี้ยนหยาง”