หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 508 ข้อสงสัย
บทที่ 508 ข้อสงสัย
มะเร็งเป็นฝันร้ายของผู้คนนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นระยะสามหรือระยะสี่ สุดท้ายก็ล้วนเป็นความสิ้นหวังสำหรับผู้ป่วย
มีงานวิจัยกล่าวว่าโรคนี้เกิดจากการใกล้ชิดกับผู้ที่สูบบุหรี่ การติดเชื้อ มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสม และปัจจัยทางพันธุกรรม
โจวอี้ปล่อยมือจากชีพจรของเฉินอันฉีและลอบถอนหายใจ
ใช่เลย!
เฉินอันฉีกำลังป่วยหนัก
เซลล์มะเร็งได้แพร่กระจายอยู่ในร่างกายของเธอ ทำให้ร่างกายของเธออ่อนแอลงอย่างมาก หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เธอจะมีเวลามากสุดแค่ครึ่งปี
“อันฉี คุณได้บอกพ่อแม่ของคุณไหมเรื่องโรคนี้?” โจวอี้ถาม
“ไม่” เฉินอันฉีส่ายหัว
“ทำไมไม่บอกพวกเขา?”
“ฉันไม่อยากให้พวกเขากังวล ถ้าคุณรักษาได้ ฉันก็จะให้ความร่วมมือ แต่ถ้าคุณรักษาไม่ได้ ฉันจะกลับบ้านไปอยู่กับพวกเขาระยะ”
โจวอี้รู้สึกประหลาดใจ
เขาและเฉินอันฉีรู้จักกันมาไม่ถึงครึ่งปี ผู้หญิงคนนี้เป็นคนอ่อนโยน แม้ว่าบางครั้งเธอจะแสดงท่าทีเฉยเมย แต่ก็เป็นเพียงวิธีการปกปิดและป้องกันตนเองเท่านั้น ใครจะไปคิดว่าเมื่อเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นกับเธอในตอนนี้ เธอกลับกลายเป็นคนที่ยังมีเหตุผลและเข้มแข็งมาก
“อันฉี คุณเยี่ยมมาก นี่คือทัศนคติที่ถูกต้องแล้วในการเผชิญกับโรค ผม…”
“ฮือออออ…”
ทันใดนั้นเฉินอันฉีก็ฟุบลงบนโต๊ะและร้องไห้โฮ
คำพูดของโจวอี้ชะงักไปทันที และมันทำให้เขาอยากจะเกาหัวด้วยความลำบากใจ
จู่ ๆ ผู้หญิงคนนี้ก็ร้องไห้?
เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเฉินอันฉีแสร้งทำเป็นเข้มแข็งมาโดยตลอด แท้จริงแล้วเธอกลัวโรคร้ายนี้มาก สองวันที่ผ่านมานั้น เธอรู้สึกสิ้นหวัง แต่เธอก็ไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใคร
เธอไม่ต้องการให้คนอื่นมองเธอด้วยความเวทนาและต้องคอยมาเป็นห่วงเธอ ความรู้สึกทรมานเพียงลำพังและความสิ้นหวังเหล่านี้แทบจะทำให้เธอกลายเป็นบ้า อาจกล่าวได้ว่าโจวอี้เป็นความหวังสุดท้ายของเธอ และเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เธอยังไม่พังทลาย และแน่นอนว่าในใจของเธอมีความรู้สึกดี ๆ ให้กับผู้ชายคนนี้
สุดท้ายเธอก็ร้องไห้!
เป็นเพราะอารมณ์ทั้งหมดที่กักเก็บมาตลอดสองวันที่ผ่านมานั้น ในที่สุดก็แตกสลายต่อหน้าโจวอี้
ความจริงแล้วเธอไม่ได้แข็งแกร่ง เธอกำลังอ่อนแออย่างมาก สิ่งที่เธอต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือความหวังและการปลอบโยน
โจวอี้หันไปมองรอยยิ้มที่แข็งค้างของเหลียนซาน ก่อนจะส่ายหัว จากนั้นก็ทำท่าทางเป็นสัญญาณให้เหลียนซานรินชาร้อน ๆ มาสักถ้วย
“อันฉี ผมบอกแล้วไงว่าอาการป่วยของคุณน่ะ ผมรักษาได้”
“อาจจะใช้เวลานาน แต่ผมรับประกันได้ว่าคุณจะมีชีวิตที่ยืนยาว”
“หยุดร้องได้หรือยัง?” โจวอี้กล่าว ก่อนจะเอื้อมไปกุมมือเฉินอันฉี พยายามที่จะส่งต่อความแข็งแกร่งให้เธอ
“จริงเหรอ?” เฉินอันฉีเงยหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา แต่เปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง
โจวอี้พูดอะไรไม่ออก
หลังจากที่ได้เห็นใบหน้าของเฉินอันฉีอย่างชัดเจน เขาก็รู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้น ความงามที่อ่อนโยนปนน่าสงสารอย่างจับใจนี้ทำให้เขาถึงกับใจสั่น
“อันฉี มีบางอย่างผิดปกติ…” ครั้นโจวอี้ได้สติก็ยกมือขึ้นกุมอกตัวเอง
“เกิดอะไรขึ้น?” เฉินอันฉีถามอย่างโง่งม
“เมื่อก่อนผมคิดว่าเวลาคุณยิ้มแล้วสวยมาก แต่ตอนนี้พอได้เห็นคุณร้องไห้ ผมกลับคิดว่าคุณสวยยิ่งกว่าเดิมอีก! ดูเหมือนผมจะถูกศรกามเทพยิงเข้าให้แล้ว! ผมจะทำยังไงดีเนี่ย? ผมจะทำยังไงดี?” โจวอี้หยอกล้อเกินจริง
“พรืด…” เฉินอันฉีหลุดคำพลางฉีกยิ้มทั้งน้ำตา จากนั้นเธอก็ดูเขินอายเล็กน้อย
และเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดของเธอ โจวอี้จึงยิ้มและพูดว่า “เอ๊ เดี๋ยวนะ ๆ ทำไมตอนนี้พอเห็นคุณยิ้มแล้ว ผมกลับคิดว่าคุณดูดีมากกว่าตอนร้องไห้อีกหว่า… อันฉี เรารู้จักกันมานานพอสมควรแล้ว แถมพบกันมาก็หลายครั้ง ผมไม่เคยโกหกคุณเลยใช่ไหม?”
“อื้ม!” เฉินอันฉีพยักหน้าด้วยความเขินอาย
“ดังนั้นที่ผมบอกว่าผมรักษาคุณได้ คุณเชื่อผมใช่ไหม?” โจวอี้พูดพลางจับมือของเฉินอันฉีไว้อีกครั้ง
“อืม ฉันเชื่อแล้ว” เฉินอันฉีพยักหน้า
ที่ผ่านมานั้นเธอเชื่อมั่นในโจวอี้ แต่เมื่อเผชิญกับโรคมะเร็ง โรคที่รักษาไม่หายในสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน เธอก็ยังคงสงสัยอยู่
“จะเที่ยงแล้ว ไปกินข้าวกับผมก่อน! ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ผมจะเริ่มรักษาคุณเอง” โจวอี้ลุกขึ้น
“พรุ่งนี้?” เฉินอันฉีดูแปลกใจ
“ใช่ ผมต้องเตรียมบางอย่างไว้ล่วงหน้าก่อน ดังนั้นการรักษาจึงเริ่มได้พรุ่งนี้”
“อื้ม!” เฉินอันฉีตอบรับและค่อย ๆ ลุกยืนขึ้น
โจวอี้มองไปที่เหลียนซานและถามว่า “หมอเหลียน ไปทานอาหารด้วยกันไหม?”
“ฉันไม่ไปหรอก คุณไปเถอะค่ะ!” เหลียนซานตอบอย่างเร่งรีบ
“ได้!”
โจวอี้พยักหน้าเบา ๆ และพาเฉินอันฉีออกไปจากห้อง
เขาพบร้านอาหารดี ๆ ที่อยู่ใกล้ ๆ โรงพยาบาล และมานั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างบนชั้นสอง อาหารที่เขาสั่งส่วนใหญ่เป็นอาหารเบา ๆ แต่ก็มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
เมื่อมองไปที่เฉินอันฉีผู้ยังมีอารมณ์หม่นหมองและไม่มีความอยากอาหาร โจวอี้ก็ได้ชวนเธอคุยไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน ชีวิต และแม้แต่ครอบครัว
นอกจากนี้ เขายังเล่าเรื่องที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับตัวเองตอนอาศัยอยู่ที่ภูเขา ซึ่งในที่สุดเฉินอันฉีก็รู้สึกดีขึ้นมาก
“ให้ผมพาคุณกลับวิทยาลัยเถอะ! วันนี้พักผ่อนให้เพียงพอ แล้วรอผมโทรหาพรุ่งนี้ ว่าแต่ตอนนี้วิทยาลัยเปิดอยู่ไหม?” โจวอี้ถาม
“อืม เปิดแล้วล่ะ” เฉินอันฉีพยักหน้าและพูดขึ้นทันทีว่า “ฉันไม่อยากพักอยู่ในวิทยาลัยแล้ว ฉันจะไปเช่าบ้านใกล้ ๆ ที่นั่น”
“เช่าบ้านอยู่นอกวิทยาลัยแล้วอาศัยอยู่คนเดียวแบบนั้นมันจะปลอดภัยเหรอ?”
“ฉันจะหาเช่าในย่านที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ดี”
“ตกลง งั้นมีอะไรให้ผมช่วยไหม?”
“จะไม่เป็นไรเหรอ?” เฉินอันฉีถามอย่างคาดหวัง
“ไม่มีปัญหาหรอก” โจวอี้พยักหน้าอย่างใจเย็น
โจวอี้ปฏิบัติต่อเพื่อนของเขาอย่างจริงใจเสมอ เขาคิดว่าเฉินอันฉีเป็นคนดี เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บในคราวนั้น เฉินอันฉีก็เป็นห่วงเขาจากใจ และเพราะเธอ เขาจึงได้เข้าร่วมแสดงเรื่อง “Crossing the Jianghu” และได้พบกับถังจี้โจวและคนอื่น ๆ และยังได้ถ่ายทำร่วมกับถังหว่าน
ดังนั้นการรักษาอาการป่วยและช่วยหาบ้านเช่าจึงเป็นเรื่องที่เขายินดีช่วยเหลือมาก
วิทยาลัยสื่อจินหลิง
มีนักเรียนมากมายเข้าออกประตูวิทยาลัยอันงดงาม
หูจิ่งหรงและจูจื่อหานแฟนสาวของเขากำลังเดินออกจากวิทยาลัย พวกเขาควงแขนกันไปพร้อมที่จะออกไปชอปปิงข้างนอก
“พระเจ้า! นั่นมันรถเอสยูวีหรือรถหุ้มเกราะกันแน่ละนั่น!” จู่ ๆ จูจื่อหานก็อุทานออกมาพลางเบิกตากว้างมองไปยังรถคันใหญ่ที่ค่อย ๆ แล่นเข้ามา
“Knight XV? ฉันตาฝาดรึเปล่าเนี่ย! มีรถคันนี้ในจินหลิงด้วยเหรอ? มันเจ๋งมาก นี่คือความฝันสูงสุดของผู้ชายในเรื่องรถยนต์!” หูจิ่งหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ที่รัก คุณรู้จักรถคันนี้เหรอ มันแพงมากไหม?” จูจื่อหานถามด้วยความสงสัย
“แพงมากไหมน่ะเหรอ? เธอล้อเล่นรึเปล่าที่ถามแบบนี้? แน่นอนว่ามันต้องแพงมากอยู่แล้วสิ! รถคันนี้ราคาอย่างน้อยก็สิบล้านหยวนเข้าไปแล้ว! และถ้ารวมกับค่านำเข้ามาในประเทศจีนรวมภาษีแล้ว… ถ้าไม่มีเงินสักยี่สิบล้านหยวนก็เลิกฝันไปได้เลย” หูจิ่งหรงกล่าว
“ยี่สิบล้านเหรอ? นั่นมันซื้อคฤหาสน์ได้เลยนะ!” จูจื่อหานตกใจสุดขีด
“เอ๊ะ! ว่าแต่ทำไมมันถึงมาหยุดอยู่ตรงนั้นล่ะ?”
“เร็วเข้า ไปดูกันดีกว่า”