หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 532 ดินเก้า
บทที่ 532 ดินเก้า
สัญลักษณ์ของท่านลอร์ด?
ชายคนนี้มีเหรียญตราของท่านลอร์ดได้อย่างไร?
คิ้วของชายชุดขาวขมวดแน่นแทบเป็นปม จากนั้นเขาก็รีบคุกเข่าลง กดมือลงบนหิมะแล้วก้มหัวให้โจวอี้
“ดินเก้าทำความเคารพท่านลอร์ด”
ดินเก้า?
ท่านลอร์ด?
โจวอี้ถึงกับประหลาดใจ เขาตระหนักได้ว่าชายผิวขาวที่อยู่ข้างหน้าเขาคือนักรบเดนตายในค่ายลับ นอกจากนี้เขายังมั่นใจแล้วว่าดิอาโบลไม่ได้โกหก เหรียญตรานี้ทำให้เขาได้รับความจงรักภักดีจากนักรบเดนตายในค่ายลับ
“ดิอาโบลตายแล้ว” โจวอี้กล่าวขึ้นเสียงเรียบ
“กฎเหล็กของค่ายลับ! ผู้ใดถือเหรียญตรา ผู้นั้นคือผู้นำของเรา!” ดินเก้าเงยหน้าขึ้นและกล่าวด้วยความเคารพ
“ถ้าฉันไม่มีเหรียญตรา ฉันก็จะไม่ได้เป็นลอร์ดของนายอีกต่อไปแล้วงั้นสิ?” โจวอี้ถาม
“ไม่ ๆ! เหรียญตราอาจสูญหายไป แต่ตราบใดที่คุณยังมีชีวิตอยู่ เราจะยังคงภักดีต่อคุณ เว้นแต่ว่าคุณจะตายและเหรียญตรานี้ได้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นอีกครั้ง ซึ่งเราก็จะถือว่าผู้อื่นเป็นลอร์ดคนต่อไป” ดินเก้าอธิบาย
“แต่ก่อนที่ฉันจะบอกนายไปว่าดิอาโบลตายไปแล้ว นายก็เรียกฉันว่าลอร์ดแล้วหรือเปล่า?” โจวอี้ถาม
“ท่านลอร์ดสามารถมีได้สองหรือหนึ่งเดียวในเวลาเดียวกัน” ดินเก้าตอบ
เข้าใจแล้ว!
โจวอี้สูดหายใจเข้าลึกและพูดว่า “ยืนขึ้นและเปิดเผยหน้าให้ฉันเห็น”
“ครับ!”
ดินเก้าลุกขึ้นทันที เขาเปิดฮู้ดออกกระทั่งเผยให้เห็นใบหน้าที่อ่อนเยาว์
ชายคนนี้เป็นคนผิวขาว แม้ว่าจะมีรูปร่างไม่สูงมาก แต่ด้วยผมสีบลอนด์และดวงตาสีฟ้าช่วยขับให้ชายคนนี้ดูหล่อเหลายิ่งขึ้น ทว่าสีหน้ากลับดูแข็งทื่อ ราวกับว่าเขาแสดงอารมณ์อะไรไม่เป็น
“มานั่งข้างกองไฟกับฉัน!” โจวอี้พูดพลางเดินเข้ายังบริเวณที่มีกองไฟภายในถ้ำ
เนื้อเสือย่าง
กลิ่นเนื้อเสือย่างหอมอบอวลไปทั่วทั่งถ้ำ ผู้คนที่ได้กลิ่นนี้ถึงกับน้ำลายไหล
โจวอี้นั่งขัดสมาธิอยู่หน้ากองไฟ จากนั้นชี้ไปที่ตำแหน่งข้าง ๆ ตัวเองแล้วพูดว่า “นั่งลงกินบาร์บีคิวซะ แล้วบอกฉันเรื่องค่ายลับที่นายอยู่”
“ครับ!”
ดินเก้านั่งลงด้วยความเคารพ
โจวอี้ตัดขาเสือย่างด้วยมีดและมอบให้ดินเก้า จากนั้นเขาก็ถามว่า “ดิอาโบลถูกฆ่าตายต่อหน้าฉัน แต่เขาบอกข้อมูลกับฉันน้อยมาก ฉันก็เลยไม่รู้เกี่ยวกับค่ายลับ นายสามารถเล่าให้ฉันฟังระหว่างกินได้!”
“ค่ายลับของเรามีสมาชิกอยู่ทั้งหมดหกสิบคน แบ่งออกเป็นหกกลุ่ม”
“ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน ทั้งห้าธาตุนี้คือห้ากลุ่มแรก แต่ละกลุ่มมีอยู่สิบเอ็ดคน”
“ส่วนกลุ่มที่หกประกอบด้วยห้าคนที่รับผิดชอบกิจการภายใน”
หลังจากที่ดินเก้าพูดจบ เขาก็หันมาสนใจขาเสือย่างที่อยู่ในมือ
โจวอี้งุนงง “แค่นี้?”
“แค่นั้นครับ” ดินเก้าพยักหน้า
“นายพูดสั้นเกินไปไหม บอกวิธีการฝึกฝนของนายมาหน่อย รวมทั้งการใช้ชีวิตของนาย และการติดต่อกับโลกภายนอกด้วยว่าเป็นยังไง” โจวอี้กล่าว
“ชีวิตของพวกเรานั้นเรียบง่ายมาก ปกติสมาชิกของแต่ละกลุ่มจะปฏิบัติตามคำสั่งของหัวหน้ากลุ่มเพื่อฝึกฝน ทุก ๆ หกเดือน แต่ละกลุ่มจะได้รับงานที่ลอร์ดผู้ล่วงลับสั่ง ให้ออกไปปฏิบัติการลอบสังหาร แล้วค่อยกลับมาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ จากนั้นก็ฝึกฝนต่อไป” ดินเก้าอธิบาย
“…”
โจวอี้ถึงกับพูดไม่ออก
เห็นได้ชัดว่าดิอาโบลฝึกคนเหล่านี้ให้เป็นนักรบเดนตายจริง ๆ
หลังจากนั้น โจวอี้ก็กินบาร์บีคิวเข้าไปหนึ่งคำแล้วถามว่า “นายเข้าร่วมกับค่ายลับตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“สมาชิกในค่ายลับทั้งหมดถูกรับเลี้ยงโดยอดีตลอร์ดตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะอายุหกขวบ ตอนนี้ผมอายุ 27 ปี และเข้าร่วมค่ายลับเมื่อ 25 ปีที่แล้ว”
ยี่สิบห้าปี?
โจวอี้แอบตกใจ
มันยากสำหรับเขาที่จะจินตนาการว่าดินเก้าอาศัยอยู่ในสถานที่ที่มีแต่น้ำแข็งและหิมะมาเป็นเวลา 25 ปี และได้รับการฝึกฝนมา 25 ปีอย่างต่อเนื่อง
ดิอาโบลคงจะล้างสมองคนพวกนี้ซ้ำ ๆ ซึ่งนอกเหนือจากความภักดีแล้ว คนพวกนี้ก็น่าจะรู้แค่การฆ่าและการฝึกเท่านั้น
การถูกฝึกมาแบบนี้…ยังสามารถเรียกว่ามนุษย์ได้อีกไหม?
อย่าบอกนะว่าอารมณ์และความปรารถนาทั้งหมดของพวกเขาแบบที่มนุษย์ควรมีนั้นถูกลบออกไปหมดแล้ว?
“พวกนาย…เป็นแบบนี้เหมือนนายทุกคนเลยหรือเปล่า?” โจวอี้ถาม
“ใช่ครับ!”
“แล้วหลายปีมานี้มีแค่ 60 คนงั้นเหรอ?”
“เปล่าครับ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา จำนวนคนที่ถูกส่งมายังค่ายลับเพื่อฝึกฝนและปฏิบัติงานมีมากกว่า 1,200 คน และพวกเรา 60 คนคือผู้รอดชีวิตกลุ่มสุดท้าย”
“เอ่อ…”
โจวอี้อ้าปากค้างกับคำพูดของอีกฝ่าย
เฉินซานและเยี่ยป๋อซางที่อยู่ข้างกองไฟก็เบิกตากว้างทันที
1,200 คน?
มีแค่ 60 คนเท่านั้นที่รอดชีวิต?
นี่พวกเขาฝึกอย่างโหดเหี้ยมขนาดไหนกันแน่?
พวกเขาทำภารกิจอันตรายอะไรบ้าง?
อัตราการตาย… 20 ต่อ 1 เลยนะ!
สรุปก็คือ มีเพียง 1 ใน 20 คนเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตมาได้
โจวอี้นิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนจะถามต่อไปว่า “แล้วความแข็งแกร่งของนายล่ะ?”
“ผมคือผู้บ่มเพาะระดับต่ำขั้น 9 และฝึกพลังธาตุดินถึงขั้นกลาง แต่สำหรับคนอื่น ๆ ผมไม่รู้” ดินเก้ากล่าว
“ในค่ายลับมีคนที่สามารถใช้พลังธาตุได้กี่คน?” โจวอี้ยังคงถามต่อ
“ทุกคนครับ”
“ฮะ?”
“ทุกคนเลยครับ!” ดินเก้ากล่าวย้ำ
โจวอี้มองไปที่เฉินซานและเยี่ยป๋อซางทันที ก่อนจะพบว่าทั้งสองคนก็อ้าปากค้างเช่นกัน
ทั้ง 60 คนในค่ายลับสามารถควบคุมพลังธาตุได้?
ล้อเล่นหรือเปล่า!
ดิอาโบลฝึกนักรบเดนตายไม่ใช่เหรอ? สิ่งที่คนเหล่านี้ควรเป็นคือผู้บ่มเพาะพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างเดียว!
แต่ทำไมตอนนี้พวกเขาถึงมีพลังธาตุทุกคนได้ล่ะ?
เป็นไปได้ไหมที่ดิอาโบลมีวิธีลับที่ทำให้มนุษย์สามารถควบคุมพลังธาตุได้?
“อย่าถามผมเลย ผมเองก็ไม่เข้าใจ” เฉินซานส่ายหัวทันที
“ผมเองก็ไม่เข้าใจ และเท่าที่ผมรู้ ความสามารถในการควบคุมพลังธาตุนั้นเกิดจากการตื่นขึ้นหรือมีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนว่ามีใครสามารถทำให้คนอื่นควบคุมพลังธาตุได้” เยี่ยป๋อซางกล่าวด้วยรอยยิ้มสับสน
โจวอี้จ้องมองดินเก้าและถามว่า “พลังของนายเกิดขึ้นมาได้ยังไง?”
“ผมไม่รู้ ตั้งแต่จำความได้ ผมก็มีพลังนี้แล้ว”
“…”
โจวอี้รู้สึกแปลก ๆ
จากนั้น ชายหนุ่มก็ได้ถามอีกฝ่ายอีกหลายคำถาม และในที่สุดก็เข้าใจบางสิ่ง
ผู้ควบคุมธาตุมีการแบ่งระดับที่เข้าใจได้ง่าย ๆ จากต่ำไปสูง ได้แก่ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง ปรมาจารย์ เหนือธรรมชาติ และเทวะ
ส่วนการแบ่งระดับของการบ่มเพาะพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นเรียบง่ายยิ่งกว่า โดยแบ่งเป็นมีสามระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูง ซึ่งแต่ละระดับแบ่งออกเป็นเก้าขั้น
พลังดินของดินเก้าอยู่ในขั้นกลาง และการบ่มเพาะพลังศักดิ์สิทธิ์อยู่ในระดับต่ำขั้น 9 ซึ่งถือได้ว่าไม่ได้แข็งแกร่งสักเท่าไหร่หากวัดจากระดับที่เขาสำเร็จในทั้งสองแขนงเหล่านี้
นอกจากนี้ โจวอี้ยังได้เรียนรู้บางสิ่งจากเยี่ยป๋อซาง ตัวอย่างเช่นระบบพลังศักดิ์สิทธิ์เมื่อเปรียบเทียบกับระดับยุทธ์อย่างเช่นระดับต่ำขั้น 9 ของดินเก้านั้นเทียบได้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์ขั้นปลาย ถ้าดินเก้าสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับกลางได้ อีกฝ่ายจะแข็งแกร่งเท่ากับระดับกึ่งปรมาจารย์ขั้นต้น
นอกจากนี้ โจวอี้ยังได้รู้ว่าในกลุ่มที่หกของค่ายลับ คนเหล่านั้นได้บ่มเพาะพลังที่สำคัญอีกอย่าง นั่นก็คือพลังจิต!
สองชั่วโมงต่อมา
เมื่อทุกคนกินดื่มกันจนอิ่มหนำแล้ว โจวอี้ก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะจุดบุหรี่และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เอาล่ะ ไปที่ค่ายลับกันเดี๋ยวนี้เลย ดินเก้า! นายนำทางไป!”
“ครับ!”
ดินเก้ารีบลุกขึ้นเดินตามโจวอี้ออกจากถ้ำ