หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 572 เด็กห้าคน
บทที่ 572 เด็กห้าคน
หลี่ชิวม่านคิดว่าเธอรู้จักถังหว่านเป็นอย่างดี แต่หลังจากที่ได้เห็นทุกอย่างเช่นนี้ก็รู้สึกว่าที่ผ่านมาเธอไม่รู้อะไรเกี่ยวกับถังหว่านเลย
ทำไมถังหว่านถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้?
หรือว่าฉันไม่เคยรู้จักเธอเลยจริง ๆ?
หลี่ชิวม่านรู้สึกเหมือนคนหลงทาง เธอมองถังหว่านเดินหายไปอีกห้องหนึ่ง
เธอนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นขนาดกว่าร้อยตารางเมตร จากนั้นก็ทิ้งกระเป๋าไว้บนโซฟา แล้วเดินออกไปทางห้องครัวด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“สวัสดีค่ะ” แม่บ้านพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีค่ะ คุณเป็นพนักงานของโรงแรมหรือเปล่า?” หลี่ชิวม่านถาม
“ฉันเป็นแม่บ้านที่นี่ค่ะ แต่ก็เป็นพนักงานโรงแรมด้วย ฉันมีรายชื่ออยู่ในฝ่ายบุคคลของโรงแรม” แม่บ้านตอบตามความเป็นจริง
แม่บ้าน?
หลี่ชิวม่านไม่แปลกใจ เธอถามอีกครั้งว่า “ห้องนี้คืออะไร? ถ้าฉันจำไม่ผิดดูเหมือนว่าจะเป็นของคุณหูจินหรงไม่ใช่เหรอ?”
“ที่นี่เคยเป็นที่พักส่วนตัวของคุณหู แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ เจ้าของคือคุณโจวอี้ สามีของคุณถังหว่าน” แม่บ้านตอบ
“หูจินหรงขายที่นี่ให้โจวอี้จริงเหรอ?” หลี่ชิวม่านรู้สึกประหลาดใจ
“ค่ะ” แม่บ้านหัวเราะ
หลี่ชิวม่านไม่รู้จะพูดอะไรอีกต่อไป
ขายให้โจวอี้?
หมายความว่านี่คือบ้านของถังหว่านแล้วเหรอ?
จู่ ๆ หลี่ชิวม่านก็จำได้ว่าเธอพยายามให้ถังหว่านไปกับเธอนอกล็อบบี้โรงแรม เธออยากพาถังหว่านไปอยู่ที่คฤหาสน์ริมแม่น้ำของเธอ
แต่เมื่อเทียบกับห้องหรูนี้ คฤหาสน์วิวแม่น้ำของเธอไม่ต่างอะไรจากกระท่อมแม่มดเลย!
“ถังหว่าน ยัยตัวเหม็นนั่นจงใจปิดบังเรื่องนี้จากฉัน เธอคงตลกมากตอนที่เห็นฉันทำตัวโง่ ๆ ไปสินะ!” หลี่ชิวม่านกำหมัดแล้วพ่นลมหายใจอย่างไม่พอใจ
การที่เพื่อนมีชีวิตที่ดีมาก นั่นเป็นเรื่องดี
ห้องในตำนานนี้กลายเป็นของเพื่อนเธอแล้ว!
เมื่อก่อนเธอไม่มีคุณสมบัติพอที่จะขึ้นลิฟท์มายืนอยู่หน้าประตูห้องนี้ด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้เธอสามารถเดินเข้าห้องมาง่าย ๆ แบบแขกวีไอพีเลย!
เจ๋งมาก!
ทันใดนั้น หลี่ชิวม่านก็ยิ้มและตะโกนเข้าไปข้างใน “ถังหว่าน! เธอเป็นคนแบบนี้ได้ยังไง? ในฐานะเจ้าบ้าน เธอไม่ควรทิ้งให้แขกอยู่คนเดียวสิ ฉันกระหายน้ำจังเลย มาชงชาให้ฉันหน่อย!”
แม่บ้านดูลังเล แต่เธอยังคงพูดว่า “ห้องนอนของคุณผู้หญิงอยู่ไกลจากที่นี่นิดหน่อยค่ะ เธออาจจะไม่ได้ยินเสียงคุณ คุณอยากดื่มชาแบบไหนคะ? เดี๋ยวฉันจะชงชาให้คุณเอง”
ห้องอยู่ไกลเหรอ?
มันจะไกลได้สักแค่ไหนกันเชียว?
ภายในย่านแออัดของเมืองเจิ้งโจว
โจวอี้มองดูเด็กทั้งห้าที่มองออกจากกระท่อมมาหาเขา มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้ม และเขายิ่งยิ้มมากขึ้นเมื่อเห็นเด็กคนโตยกมีดขึ้นสนิมมาไว้ที่อกเตรียมตั้งท่าต่อสู้
“ต้องการจะโจมตีฉัน?”
โจวอี้ยกแขนขึ้นช้า ๆ ปลดปล่อยพลังที่มองไม่เห็นคว้ามีดในมือของเด็กชายตรงหน้าแล้วยกนิ้วขึ้น ทันใดนั้น มีดขึ้นสนิมก็หลุดออกจากมือเด็กชาย มันลอยสูงเกือบหนึ่งเมตรอยู่ต่อหน้าเด็กทั้งห้า
“น…นี่คือเวทมนตร์เหรอ?”
เด็กทั้งห้าจ้องมองมีดที่ลอยอยู่ จากนั้นพวกเขาก็ยกมือขี้นพลางขยี้ตา และมองไปยังมีดที่ลอยอยู่อีกครั้ง
ภาพที่เห็นยังคงเหมือนเดิม!
ไม่ใช่เรื่องตื่นตาหรือเพ้อฝัน
มีดลอยอยู่ในอากาศจริง ๆ!
โจวอี้พูดด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ไม่ใช่เวทมนตร์แต่เป็นพลังปราณ พวกนายคงจะเคยดูซีรีส์กำลังภายในใช่ไหม? พวกมันเหมือนกับในทีวีทุกอย่างนั่นแหละ”
แววตาของเด็กทั้งห้าเป็นประกายขึ้นมาพร้อมกัน
“อยากเรียนไหม?” โจวอี้ถามด้วยรอยยิ้ม
“อยาก!”
เด็กทั้งห้าตอบพร้อมกัน
ทว่าหลังจากนั้น เด็กชายที่โตกว่ายังคงมองไปที่โจวอี้ด้วยความระมัดระวังและถามว่า “คุณเป็นใคร เราจะเชื่อใจคุณได้ยังไง?”
“ฉันชื่อโจวอี้ เป็นหมอ ครั้งนี้ฉันมาที่เมืองเจิ้งโจวเพื่อรักษาคน และฉันก็บังเอิญเจอนายพอดี” โจวอี้ยิ้ม และด้วยการกระดิกนิ้วเบา ๆ ของเขา มีดขึ้นสนิมก็พุ่งเข้ามาอยู่ในมือของเขาทันที
จากนั้นเขาก็โยนมีดทิ้งและถามว่า “ถ้านายไม่มีใครดูแล มาติดตามฉันดีกว่าไหม?”
“ติดตามคุณ? แล้วจะได้อะไร?”
“ฉันเป็นหมอจีน และฉันทำเงินได้ตั้งมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น ฉันมีแผนจะรับเลี้ยงเด็กเร่ร่อนอยู่หลายคน เลี้ยงดูและบ่มเพาะพวกเขาให้สามารถสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้ในอนาคต มันเป็นโชคชะตาที่ได้พบนาย อยากไปกับฉันไหม? นายตัดสินใจเอง ฉันจะไม่บังคับ” โจวอี้ยิ้ม
“คุณทำการกุศลเหรอ?” เด็กชายถามหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงขมวดคิ้ว
“ใช่! แต่ฉันก็มีเป้าหมายเหมือนกัน ในอนาคตเมื่อฉันฝึกนายจนเป็นเลิศแล้ว เมื่อนายโตขึ้นฉันหวังว่านายจะทำงานให้ฉัน” โจวอี้กล่าว
“คุณจะพิสูจน์ได้ยังไงว่าสิ่งที่คุณพูดมาเป็นความจริง” เด็กหญิงอายุหกขวบถาม
โจวอี้ชี้ไปที่เด็กชายและเด็กหญิงที่นั่งข้างกันข้างใน และพูดด้วยรอยยิ้มจาง ๆ ว่า “พวกเขาบาดเจ็บ ฉันจะรักษาบาดแผลให้พวกเขา รับรองว่าไม่เกินสองวัน พวกเขาจะสามารถวิ่งได้ราวกับว่าพวกเขาไม่เคยบาดเจ็บเลย”
“จริงเหรอ?”
“จริง!” โจวอี้ยืนยัน
“เราต้องหารือกันเองก่อน!”
“ไม่มีปัญหา ฉันจะให้เวลาพวกนายคุยกัน แต่ฉันหวังว่าพวกนายจะคว้าโอกาสนี้เพื่อเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของพวกนายเอง” โจวอี้พูดแล้วหันหลังเดินออกจากกระท่อมไปด้วยรอยยิ้ม
ระหว่างรออยู่นั้น มีเด็กหญิงอายุราว ๆ หกเจ็ดขวบโผล่หัวออกมา เห็นโจวอี้และอิงหงอยู่ข้างนอก จากนั้นก็รีบหดหัวกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว
สิบนาทีต่อมา
เด็กสามคนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บก็เดินออกมาจากกระท่อม
พวกเขาตอบตกลง
เหตุผลหลักที่ตอบตกลงคือประโยคสุดท้ายที่โจวอี้พูดว่า ‘โอกาสที่จะเปลี่ยนชะตากรรม’
“ไปกับฉันตอนนี้เลย! ทุกสิ่งที่อยู่นี่ไม่ต้องเอาไป ฉันจะเตรียมทุกอย่างให้พวกนายใหม่ เริ่มตั้งแต่วันนี้ชีวิตของพวกนายจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง” โจวอี้พูดพร้อมกับเอื้อมมือไปอุ้มเด็กชายตัวน้อยที่บาดเจ็บ ขณะที่อิงหงอุ้มเด็กหญิงตัวน้อยที่บาดเจ็บขึ้นมา
“แต่ของข้างในนั้นสำคัญมากสำหรับเรา”
“มันไม่สำคัญ พวกนายจะได้ของที่ดีกว่ามาก”
“เอ่อ…”
“ไปกัน!”
เมื่อรถลีมูซีนคันยาวจอดอยู่ที่ทางเข้าซอย โจวอี้และอิงหงก็พาเด็ก ๆ ห้าคนที่กำลังตื่นตะลึงขึ้นรถลีมูซีนและมุ่งหน้าไปยังโรงแรมหว่านเจียง
ระหว่างทางขากลับ โจวอี้ยังถามชื่อเด็กทั้งห้าและข้อมูลพื้นฐานของพวกเขาด้วย
เฉิงหยานจู คือเด็กชายคนโต เขาเป็นคนเดียวในจำนวนห้าคนที่มีแซ่ และจะอายุครบ 10 ขวบในไม่ช้านี้
ส่วนอีกสี่คนถูกเรียกว่าเสี่ยวซวง หม่านอี้ เหวินเหวิน และเสี่ยวเถา
เสี่ยวซวงและหม่านอี้มีอายุเจ็ดขวบ
ส่วนเหวินเหวินและเสี่ยวเถาอายุหกขวบทั้งคู่
พวกเขาล้วนเป็นเด็กเร่ร่อน และเป็นเด็กที่แอบออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
โจวอี้ไม่ได้ถามว่าทำไมพวกเขาถึงแอบออกมา และไม่ได้ถามคำถามใด ๆ เพิ่มเติม
นี่เป็นการพบกันครั้งแรก เขารู้ว่าเด็กทั้งห้ายังคงระวังตัวกับเขา
ไม่นานนัก
รถลีมูซีนคันยาวก็มาหยุดอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมหว่านเจียง
“ลงจากรถ พักผ่อนที่นี่สักสองสามวัน แล้วฉันจะพาพวกนายกลับไปที่จินหลิง”