หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 702 ทำเนียบทั้งสี่
บทที่ 702 ทำเนียบทั้งสี่
เห็นได้ชัดว่าโจวอี้ไม่จำเป็นต้องกังวล เขาเดินลงมาจากชั้นบน ผู้อาวุโสอู๋เพียงเหลือบมองเขาไม่กี่ครั้ง และไม่ได้พูดอะไรสักคำ
เซี่ยหลู่เห็นเขาชำเลืองมองผู้อาวุโสอู๋ก็อดปิดปากหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะคว้าข้อมือโจวอี้ลากออกไปนอกคฤหาสน์
“มีเรื่องบางเรื่อง ถ้าฉันบอกนายไปก็อย่าโกรธล่ะ” เธอพูดขำ ๆ
“เรื่องอะไรเหรอ?” เขาถามด้วยความสงสัย
“ศัตรูหัวใจของนายโผล่มาแล้ว แถมทั้งสองคนยังปรากฏตัวพร้อมกันอีกด้วย”
“ศัตรูหัวใจเหรอ คุณหมายความว่ายังไง?”
“ถังหลินเฟิงเป็นยอดอัจฉริยะรุ่นใหม่ที่โดดเด่นที่สุดของสำนักดาบซูซัน เขามาถึงเมืองเยี่ยเฉิงเมื่อไม่กี่วันก่อนและพยายามจีบอู๋ซินเยว่อยู่ แต่นอกจากวันแรกที่ผ่านเข้ามาได้ สามวันต่อมาก็ถูกไล่ปฏิเสธไปหมด”
เธอยกยิ้มมุมปากพลางเอ่ยว่า “และคนที่ตามฉันมาก็คืออัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดและมีวรยุทธ์สูงสุดในสำนักเต๋าตงจี ฉู่มู่เฟิง เขาวอแวกับฉันมามากกว่าสิบวันแล้ว ตอนนี้ก็ตามมาที่เมืองเยี่ยเฉิงด้วย”
“เขาตามตื๊อคุณนี่ ไม่ใช่เรื่องของผมสักหน่อย” โจวอี้ขึ้นเสียง
“นายว่าไงนะ?” เซี่ยหลู่จ้องเขม็ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์ออกมาขณะเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “ฉันจะโทรไปบอกอาหญิงของนายตอนนี้เลยว่า…”
“พอเลย!”
เขาปวดหัวเต็มที ผู้หญิงคนนี้เป็นปีศาจมาเกิดหรืออย่างไร รู้จักฟ้องเสียด้วย โจวอี้รู้อยู่บ้างว่าอาหญิงใหญ่อยากมีหลานมากแค่ไหน เขาไม่สนใจว่าเซี่ยหลู่จะบอกอาหญิงว่าเธอถูกเขารังแก แต่กลัวว่าจะบอกเรื่องที่อู๋ซินเย่วท้องต่างหาก
ไม่ว่า…อู๋ซินเย่วจะตั้งท้องลูกชายหรือไม่ก็ตาม โจวอี้รู้ดีว่าถ้าอาหญิงใหญ่อย่างโจวหงเย่รู้เรื่องนี้ สถานะของถังหว่านในใจของอีกฝ่ายอาจสั่นคลอน เพราะตอนนี้อาหญิงใหญ่ต้องโปรดปรานลูกชายมากกว่าแน่นอน
“ในเมื่อพวกเขาเป็นยอดผู้ฝึกยุทธ์กันทั้งนั้น แล้วตอนนี้วรยุทธ์ถึงขั้นไหนแล้วล่ะ?” เขาถาม
“ทำไม กังวลเรื่องพวกเขาเหรอ?” เธอวางโทรศัพท์และถามพลางอมยิ้ม
“จะบอกหรือไม่บอก?”
“ตอบก็ได้ ดูท่าทีใจแคบของนายสิ ถังหลินเฟิงจากสำนักดาบซูซันปีนี้อายุยี่สิบเจ็ด อยู่ในระดับปรมาจารย์และอีกนิดก็จะบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์แล้ว ส่วนฉู่มู่เฟิงจากสำนักเต๋าตงจี อายุยี่สิบเก้า เพิ่งบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์มาเมื่อไม่นานมานี้” เธอยิ้ม
“อ่อนแอขนาดนั้นเลยเหรอ?” เขาถามด้วยความสงสัย
“อ่อนแอเหรอ? พวกเขาอายุยังไม่สามสิบกันเลย ในโลกผู้ฝึกยุทธ์ถือว่าเป็นยอดฝีมือแล้ว ถึงขั้นติดสิบอันดับ ‘ทำเนียบวีรบุรุษ’ ที่ตลาดมืดประกาศเลยนะ” เธอเอ่ยขณะหัวเราะ
“ทำเนียบวีรบุรุษเหรอ มันคืออะไรล่ะ?” เขาถามอย่างฉงนใจ
“นายไม่รู้จักเหรอ?”
“ก็ไม่รู้ไง!” เขาส่ายหน้า
“ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันจะอธิบายหลักการทั่วไปให้แล้วกัน! ในโลกผู้ฝึกยุทธ์มีทำเนียบหลักอยู่สี่อย่าง ได้แก่ ทำเนียบวีรบุรุษ ทำเนียบสาวงาม ทำเนียบยอดยุทธ์ และทำเนียบค่าหัว แต่ละรายชื่อมีอยู่ร้อยอันดับ”
“ทำเนียบวีรบุรุษเป็นทำเนียบที่น่าภาคภูมิใจที่สุดสำหรับคนอายุน้อยกว่าสามสิบ”
“ทำเนียบสาวงามเป็นทำเนียบของคนที่มีดีทั้งรูปลักษณ์ นิสัยใจคอ และความรู้ ใครก็สามารถติดร้อยอันดับนี้ได้ทั้งนั้น”
“ทำเนียบยอดยุทธ์ถือว่าทรงพลังที่สุดในโลกผู้ฝึกยุทธ์ นอกจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับเทพแปลงไม่กี่คน แทบทั้งหมดเป็นกลุ่มคนมีอิทธิพลทั้งนั้น”
“ทำเนียบค่าหัวเป็นอันดับของผู้ฝึกยุทธ์สายมารที่ตลาดมืดประกาศออกมา ตัดสินจากระดับยุทธ์สายมารและความผิดของพวกเขา ยิ่งแข็งแกร่งและโหดเหี้ยมก็ยิ่งได้อันดับสูง”
“อันดับของทำเนียบทั้งสี่ได้รับการยอมรับโดยกลุ่มตระกูลและองค์กรที่แตกต่างกันไป พวกเขาก็จะมีส่วนร่วมและคอยสนับสนุน จะมีการเปลี่ยนแปลงปีละครั้ง แต่อันดับก็ไม่ได้ถูกต้องซะทีเดียวหรอก”
“อย่างนายไม่ได้อยู่ในทำเนียบวีรบุรุษ แต่ก็แข็งแกร่งน่าเหลือเชื่อเลย”
เซี่ยหลู่เอ่ยชมโจวอี้ รอยยิ้มบนใบหน้าทรงเสน่ห์สดใสขึ้น ก่อนเธอจะถามขึ้นว่า “นายคิดว่าฉันอยู่ในทำเนียบไหน?”
“ทำเนียบสาวงามมั้ง” เขาตอบ
“ตาแหลมมาก!” เธอว่าพลางยกนิ้วโป้งให้ ก่อนจะถามต่อพร้อมรอยยิ้ม
“งั้นลองเดาดูว่าฉันได้อับดับไหนของทำเนียบสาวงาม”
“หนึ่งร้อย” เขาตอบขณะยกยิ้ม
“ไสหัวไปเลย!” เธอเตะหน้าแข้งเขาและกล่าวด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง “ฉันน่ะอย่างกับมัจฉาจมวารี ปักษีตกนภา จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง ได้อันดับที่สามเชียวนะ”
“ใครมันตาบอดที่ยกอับดับสูงขนาดนี้ให้คุณกัน?” เขาถามพลางแสร้งตกใจ
“รนหาเรื่องโดนตีหรือไง ฉันสวยชวนตะลึงขนาดนี้ ไม่ได้ที่หนึ่งยังน่าเสียดายเลย แต่นายกลับบอกว่าได้ที่สามได้ยังไงเนี่ยนะ” เธอกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“ก็ได้ ๆ ผมยอมก็ได้” เขายิ้ม
เขามองอีกฝ่ายหัวจรดเท้า แม้ไม่อยากยอมรับแต่ก็ต้องบอกว่าเธอสวยมากจริง ๆ ไม่เพียงแค่ใบหน้าที่มีเสน่ห์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงดวงตาที่น่าดึงดูดและท่าทีเย้ายวน เรียกได้ว่าเป็นสาวงามล่มเมืองได้เลย
โชคดีที่เธออยู่ในยุคปัจจุบัน ไม่อย่างนั้น ด้วยความสวยของเธอ คงเป็นคนที่มีเสน่ห์ต่อจักรพรรดิและทำราชสำนักโกลาหลแน่ แม้แต่ซูต๋าจี่ในตำนานอาจยังไม่สวยเท่าเซี่ยหลู่เลยไม่ใช่หรือ
“นี่… แววตานายดูเจ้าเล่ห์นะ คิดร้ายกับฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
เซี่ยหลู่ขยับตัวพร้อมรอยยิ้ม มือคล้องแขนเขาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะกอดพลางฉีกยิ้มทรงเสน่ห์ “ไม่ต้องห่วง! พอฉันบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์และเปลี่ยนปราณแก่นแท้เป็นพลังดวงดาวเมื่อไหร่ ฉันจะเอาอกเอาใจนายเป็นอย่างดีเลย”
“ไม่เอา” เขาดึงแขนออกมาหลบไว้ นึกยินดีที่ตนเคยเห็นสาวสวยมามากมายและมีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นมาก
ไม่อย่างนั้นละก็! คำเชิญชวนของเธอเมื่อครู่อาจทำให้เขาหลวมตัวยอมโอนอ่อนผ่อนตามไปแล้ว
ผู้หญิงขี้ยั่ว!
เขาลอบสบถในใจ ก่อนจะยิ้มและถามขึ้นว่า “ผมสงสัยว่าใครได้อับดับหนึ่งของทำเนียบวีรบุรุษ”
“เยว่หลี่จงเซียง”
“ระดับการฝึกถึงขั้นไหนล่ะ?”
“เมื่อปีก่อนเห็นว่าบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นกลางแล้วนะ จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญยุทธ์ น่าจะบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลายภายในห้าปีนี้ เขาเก่งมาก ไม่มีคนหนุ่มสาวที่ไหนเทียบเขาได้หรอก” เธอตอบ
“น่าทึ่งมาก” เขาอดเอ่ยชมไม่ได้
แม้ตอนนี้เขาจะมีพลังการต่อสู้แข็งแกร่งเท่าระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นกลาง แต่เขาจะแข็งแกร่งขนาดนั้นได้อย่างไร ทำเอานึกสะท้อนใจขึ้นมา ตอนนี้อย่างมากก็ทำได้แค่บรรลุระดับปรมาจารย์
“โจวอี้ ฉันรู้ว่านายอยากถามอะไร” เธอยิ้ม
“ผมยังไม่รู้ว่าตัวเองจะถามอะไรเลย คุณจะมารู้ได้ยังไง เป็นเทพเซียนหรือยังไง” เขาท้วง
“ไม่เอาน่า นายอยากถามว่าใครได้ที่หนึ่งของทำเนียบสาวงามใช่ไหมล่ะ?” เซี่ยหลู่ถามพลางยิ้มหยอก
“ใครล่ะ?” เขาเสียอาการ หลุดท่าทีนึกสนใจขึ้นมา
“หลี่ชิงเฉิง”
“คือใครล่ะ?”
“คุณหนูหลี่จากหนึ่งในตระกูลหลักไง แถมยังเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ด้วย ผู้หญิงคนนั้น…” เซี่ยหลู่อดจะสลดเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ไม่ได้ ตอนที่ทำเนียบสาวงามถูกประกาศออกมา เธอไม่พอใจเมื่อเห็นใครบางคนแซงหน้าไป จึงพยายามเล่นแง่เพื่อไล่ตามสองคนนั้น
คนที่ได้อันดับสองไม่ได้ทำให้เธอหงุดหงิดนัก ทว่าเมื่อเธอได้เห็นหลี่ชิงเฉิงที่ครองอันดับหนึ่งด้วยตาตนเอง มันทำให้เธอรู้สึกอับอาย ตอนนั้นเธอรู้สึกว่าอีกฝ่ายสวยจนดูไม่เหมือนมนุษย์ สวยจนเผลอคิดไปว่าอีกฝ่ายอาจเป็นนางฟ้าตกสวรรค์ลงมาในโลกมนุษย์ก็เป็นได้