หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 718 เขาเป็นตัวประหลาด
ตอนที่ 718 เขาเป็นตัวประหลาด
มื้อเช้าวันนี้จัดเต็มกว่าที่เคย มีทั้งของต้มผัดแกงทอด ทั้งเนื้อและผัก
อู๋ซินเยว่นั่งจ้องอาหารบนโต๊ะอยู่ชั่วครู่ก่อนลงมือทาน ในขณะที่เซี่ยหลู่กลับคว้าตะเกียบคีบกินด้วยความเอร็ดอร่อย
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยเหลือบมองกัน ราวกับคาดเดาบางอย่างไว้แล้ว พวกเขาทำเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไรและกินไปเงียบ ๆ
ระหว่างทานข้าวไปได้ครึ่งทาง เซี่ยหลู่ซดโจ๊กเม็ดบัวแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “โจวอี้ นายน่าจะอยู่เที่ยวที่เมืองเยี่ยเฉิงนะ ช่วงนี้เมืองครึกครื้นมาก นายน่าจะชอบ”
“อยู่ ๆ ก็พูดเนี่ยนะ?” โจวอี้ถามด้วยความงุนงง
“นายไม่รู้หรือไง?” เซี่ยหลู่ถามโดยแสร้งทำเป็นตกใจ
“ผมต้องรู้อะไรหรือไง?” เขาถามกลับ
“เชอะ นายนี่มันไม่รับข่าวสารอะไรเลย ไม่รู้เรื่องงานใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในโลกผู้ฝึกยุทธ์ของเราเหรอ?” เธอส่ายหน้าและทำทีเป็นเอ่ยว่า “อีกไม่กี่วันจะมีการประมูลใหญ่ในตลาดมืดใต้ดินของเมืองเยี่ยเฉิง ของที่เปิดประมูลเป็นสมบัติของสำนักตระกูลและองค์กรต่าง ๆ ตอนนี้โบราณวัตถุส่วนใหญ่มาถึงเมืองเยี่ยเฉิงแล้ว ที่นี่มีการเตรียมพร้อมสำหรับงานประมูลครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ที่จะจัดขึ้น!”
“ข่าวปลอมหรือเปล่า?” โจวอี้นึกหวาดระแวงขึ้นมา
“เรื่องจริงสิ ฉันจะหลอกนายเรื่องแบบนี้ไปทำไม” เธอท้วงเสียงแข็ง
เธอมองเขาด้วยท่าทีครุ่นคิด ก่อนจะชำเลืองไปทางอู๋ซินเยว่พร้อมแววตายินดีแล้วจึงเอ่ยกับเขาว่า “เรียกได้ว่าเป็นงานใหญ่ของโลกผู้ฝึกยุทธ์เลยนะ สมบัติมากมายเป็นของดีที่ผู้ฝึกยุทธ์อย่างเราอยากได้ทั้งนั้น ฉันเองก็ส่งเริ่มให้คนส่งแก่นวิญญาณมาแล้ว น่าจะมาถึงวันพรุ่งนี้แหละ”
“จะส่งแก่นวิญญาณมาทำไม คุณก็จะเข้าร่วมการประมูลด้วยเหรอ?” โจวอี้ถามด้วยความงุนงง
“ไม่เข้าใจที่ฉันพูดไปหรือแกล้งไม่รู้เรื่องเนี่ย งานประมูลใหญ่ขนาดนั้นใช้เงินซื้อได้แค่บางอย่างเท่านั้นแหละ อย่างอื่นก็ต้องใช้แก่นวิญญาณแลกเปลี่ยน” เธอบอก
มีอย่างอื่นด้วย?
โจวอี้ดูแปลกใจ เขาตั้งตารองานประมูลเช่นกัน แต่ไม่ใช่งานประมูลของโลกผู้ฝึกยุทธ์นี้ ทำให้ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจนนัก
ทว่าในเมื่อมันเป็นงานใหญ่ของโลกผู้ฝึกยุทธ์เขาก็ควรเข้าร่วมด้วย ต่อให้สุดท้ายจะไม่ได้ประมูลอะไรก็ยังได้ไปศึกษาดู
“อีกกี่วันล่ะ?” เขาถาม
“สี่วัน” เธอตอบ
เมื่อได้ยินแบบนั้นเขาก็ยิ้มลำบากใจขึ้นมา วันนี้เขาตั้งใจจะกลับจินหลิงเพื่อไปดูแลลูกสาว แต่กว่างานประมูลจะเริ่มขึ้นก็อีกสี่วัน ต้องอยู่ที่นี่อีกสี่วันหรอกหรือ?
“โจวอี้ งานประมูลของตลาดมืดเป็นงานใหญ่ แต่กว่าจะจัดขึ้นก็อีกสี่วันโน่น” เซี่ยหลู่ยิ้ม
“แล้วมันยังไง?” สีหน้าของเขาดูฉงน
“มีผู้ฝึกยุทธ์มากมายมาถึงแล้วล่วงหน้า ทุกคนจะมารวมตัวกันเพื่อผูกมิตรกัน หลายคนถึงกับไปตั้งแผงแลกเปลี่ยนของกันที่ตลาดมืดด้วย วันนี้ไม่ใช่ช่วงที่ดีเท่าไหร่ แต่คืนพรุ่งนี้ถ้าเราไปตลาดมืดกัน นายก็จะได้เห็นเอง” เซี่ยหลู่ยิ้ม
โจวอี้ครุ่นคิดว่าจะถือโอกาสช่วงสี่วันนี้กลับจินหลิง แต่เมื่อได้ยินคำชวนของเธอ ทันใดนั้นก็ไม่อยากกลับไปอีก
ไปลองดูก็แล้วกัน บางทีอาจได้เจอของดีก็ได้!
เขานึกถึงเตาหลอมสยบวิญญาณที่ได้มาจากคลังสมบัติของเถ้าแก่เฉินและตัดสินใจได้ในทันที
เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยสบตากัน รู้ดีว่าโจวอี้อยากกลับจินหลิง แต่ตอนนี้คำพูดของเซี่ยหลู่คงทำให้ไม่คิดกลับไปอีกแล้ว
ผู้หญิงคนนี้เจ้าเล่ห์ราวกับจิ้งจอก!
ณ เมืองลู่เฉิง
ไห่ถังเบย์โฮเต็ล
ในสระว่ายน้ำกว้างของโรงแรม สาวสวยผิวแทนในชุดบิกินี่นอนอยู่บนเตียงห่วงยาง เธอหลับตาและปล่อยให้ห่วงยางพาเธอลอยไปตามน้ำ วิวต้นมะพร้าวที่ปลูกไว้ด้านข้างค่อย ๆ ห่างออกไป
ทันใดนั้น ชายหนุ่มหุ่นสมส่วนในชุดดำพร้อมถือดาบก็ปรากฏตัวขึ้นที่ขอบสระ
“ศิษย์พี่!”
“อะไร แผลหายดีแล้วเหรอ?” เธอถามด้วยท่าทีเหนื่อยหน่ายโดยไม่ลืมตามองด้วยซ้ำ
“ฝึกวิชาไม่กี่วันก็ฟื้นตัวแล้วครับ” ฉู่มู่เฟิงเอ่ยขึ้นอย่างไม่สบายใจนัก
“แล้วมาหาฉันมีเรื่องอะไร? ก็รู้นี่ว่าเดี๋ยวฉันก็จะไปเมืองเยี่ยเฉิงแล้ว จะมาขอให้ฉันแก้แค้นให้เหรอ?” เธอถามเสียงเรียบ
“ฝีมือด้อยกว่าผมแล้วจะให้ไปแก้แค้นให้ได้ยังไง คราวนี้ผมมาขอให้ช่วยส่งแก่นวิญญาณไปบ้านอู๋ซินเยว่ในเมืองเยี่ยเฉิงต่างหาก” เขาจำใจบอก
“คนที่ทำร้ายนายเกี่ยวอะไรกับอู๋ซินเยว่ด้วย?” ในที่สุดเธอก็ลืมตาขึ้นมองเขา
“อู๋ซินเยว่เป็นผู้หญิงของเขา”
“เขาเป็นใคร?”
“โจวอี้จากสำนักโอสถ”
“สำนักโอสถเหรอ? นายแพ้ศิษย์สำนักโอสถเหรอ? รู้ ๆ กันอยู่ว่าในโลกผู้ฝึกยุทธ์มีศิษย์สำนักโอสถไม่กี่คนที่บรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์ก่อนอายุสามสิบ พวกเขาถนัดเรื่องการปรุงยา ส่วนใหญ่ก็เลยมาถึงระดับนี้เอาหลังจากอายุสามสิบแล้ว การฝึกของนายก้าวหน้าเร็วขนาดนี้แต่นายยัง…” เธอกล่าวด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ศิษย์พี่ เขาเป็นตัวประหลาด” ฉู่มู่เฟิงพูดอย่างจนปัญญา
“ตัวประหลาดเหรอ ตัวประหลาดที่แข็งแกร่งกว่านายเหรอ แก้ตัวหรือเปล่า?” เธอดุขณะเลิกคิ้ว
“ต่อให้เขาบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นกลางก็ไม่สมควรถูกเรียกว่าตัวประหลาด ยังไงนายก็ยังแพ้เขา”
“ศิษย์พี่ พี่ไม่รู้สถานการณ์ในตอนนั้น…”
“มีแค่คนขี้แพ้ที่แก้ตัว”
“เรียกผมว่าขี้แพ้เหรอ? ขอถามหน่อยเถอะ ถังหลินเฟิงจากสำนักดาบซูซันเองก็บรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์ตั้งนานแล้ว เขาเองก็ขี้แพ้เหมือนกันเหรอ? เราร่วมมือกันสู้แต่ก็บาดเจ็บหนักเพราะการโจมตีไม่กี่ทีของไอ้หมอนั่น เรายังเป็นคนขี้แพ้อยู่อีกเหรอ?” เขาท้วงอย่างไม่สบอารมณ์
“ว่าไงนะ ร่วมมือกันเหรอ? แต่ก็ยังเจ็บหนักเพราะการโจมตีไม่กี่ทีเนี่ยนะ เขา…แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอ?” ในที่สุดเธอก็นึกสนใจขึ้นมา
ปีนี้เธออายุสามสิบหกแล้ว และบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์แล้วด้วย ตอนนั้นเธอติดอันดับสองของทำเนียบวีรบุรุษ ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนมองว่าเธอเป็นอัจฉริยะ ทว่าเมื่อถึงวัยยี่สิบเจ็ดย่างยี่สิบแปด เธอก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าสามารถเอาชนะฉู่มู่เฟิงและถังหลินเฟิงได้ อย่าว่าแต่เอาชนะได้ง่าย ๆ ด้วยเพียงไม่กี่ท่าเลย
ผู้ชายคนนั้น…เป็นตัวประหลาดชัด ๆ!
“เอาแก่นวิญญาณมาให้ฉัน พอไปเมืองเยี่ยเฉิงแล้วฉันจะไปเจอผู้ชายคนนั้นด้วยตัวเอง”
“ขอบคุณมากครับศิษย์พี่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็โยนแก่นวิญญาณสองร้อยแก่นให้เธอ ก่อนจะกำหมัดและรีบหายตัวไปจากใต้ต้นมะพร้าว
โจวอี้เหรอ?
ผู้ชายของอู๋ซินเยว่งั้นเหรอ? ดวงตาของเธอเป็นประกายวาววับฉายแววอยากเอาชนะ
เธอเป็นคนเกรี้ยวกราด
อัจฉริยะที่ไร้ใครเทียบเทียมที่เด็กกว่าเธอหรือรุ่นเดียวกันอาจมุ่งมั่นที่จะฝึกยุทธ์ แต่เธอกลับชอบกดขี่ข่มเหงคนอื่นมากกว่า สิ่งที่เธอเพิ่งได้รับรู้มาจึงทำให้เธอตั้งตารอการเดินทางไปเมืองเยี่ยเฉิงที่กำลังจะมาถึง