หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 730 แผนแลกเปลี่ยน
บทที่ 730 แผนแลกเปลี่ยน
ระหว่างที่โจวอี้พูด สีหน้าหม่าเทียนฝูกลับดูตกตะลึง เมื่อสิ้นคำนั้นก็นิ่งค้างไป
‘ทักษะดาราสถิต’ งั้นเหรอ?
ทักษะอะไรแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนั้น หรือจะเป็นขีดจำกัดของการฝึกระดับเทพแปลง ทว่าวิชาทักษะดาราสถิตทำให้คนเหาะเหินเดินอากาศและโจมตีภายในหมัดเดียวได้ด้วยเหรอ?
หม่าเทียนฝูกลืนน้ำลายขณะมองโจวอี้ด้วยแววตาลุกโชน หากเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็ยินดีจะติดตามโจวอี้ ขอแค่สามารถแข็งแกร่งขึ้นและฆ่าคนจากนิกายเร้นลับได้ เขาก็ยอมทำตามคำสั่งทุกอย่าง
“ผู้อาวุโสหม่า ขอแค่คำเดียวจากคุณ ผมยอมถ่ายทอดทักษะ ‘ทักษะดาราสถิต’ ให้ได้ทันทีเลย” โจวอี้ยิ้ม
เพียงคำเดียวหรือ?
หม่าเทียนฝูจ้องชายหนุ่มก่อนจะโพล่งบอก “ข้าจะอยู่กับเจ้าเพื่อดูสถานการณ์ก่อน! ถ้าเจ้าทำให้มีหวัง ข้าจะยอมตายถวายหัวให้เลย”
“งั้นก็ตกลงตามนั้นครับ” โจวอี้รีบขานรับ
เขาเชื่อในตัวเอง และเชื่อว่าหม่าเทียนฝูก็จะรับรู้ได้ถึงความหวังนั้น เป้าหมายสูงสุดของเขาคือการแก้แค้นและถอนรากถอนโคนนิกายเร้นลับ
โจวอี้หยิบโอสถเม็ดหนึ่งยื่นให้อีกฝ่ายและพูดว่า “ผมเองก็มีปรมาจารย์มากมายรอบตัว แต่มีคนที่แข็งแกร่งไม่เยอะ จึงหวังว่าคุณจะก้าวหน้าขึ้นให้เร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้”
“นี่คืออะไร?”
“โอสถสวรรค์ลุ่มหลง พอกลับไปจินหลิง ผมจะให้ยาเม็ดสวรรค์เร้นลับอีก” โจวอี้บอกด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“เฮ้อ…”
หม่าเทียนฝูถอนหายใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาเห็นคนร่ำรวยมานักต่อนัก แต่เมื่อเทียบกับความใจกว้างของโจวอี้แล้ว คนพวกนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
ไม่ว่าจะเป็นโอสถสวรรค์ลุ่มหลงหรือยาเม็ดสวรรค์เร้นลับ ตอนนี้ต่างก็สำคัญกับเขาทั้งสิ้น ถึงขั้นมั่นใจว่ากินยาสองเม็ดนี้เข้าไปแล้วก็สามารถบรรลุได้
“ไม่กลัวว่าข้าได้ยาไปแล้วจะหนีกลับและแกล้งทำไม่รู้เรื่องหรือไง? พอบรรลุระดับผสานเต๋าแล้วจะหนีไปเลยก็ได้ไม่ใช่เหรอ?” หม่าเทียนฝูถามขณะจ้องโจวอี้เขม็ง
“ไม่กลัว ขอแค่คุณมีศัตรูเป็นนิกายเร้นลับก็พอแล้ว” ชายหนุ่มหัวเราะลั่น
อีกฝ่ายนิ่งเงียบไป ก่อนจะคิดได้ทันทีว่าต่อให้ไม่มี ‘ทักษะดาราสถิต’ ต่อให้โจวอี้ไม่ได้เก่งกาจ แต่การติดตามอยู่ข้างโจวอี้ก็ยังเป็นเรื่องดี
เนื่องจากเจ้าตัวเป็นศิษย์สำนักโอสถ มีหรือจะขาดแคลนสิ่งสำคัญที่สุดอย่างโอสถไปได้ ส่วนเขานั้นอยู่ตัวคนเดียว สิ่งที่ขาดมากที่สุดก็คือโอสถเช่นกัน
“ไม่ต้องห่วง ต่อไปข้าจะช่วยเจ้าเอง ขอแค่สนับสนุนทรัพยากรการฝึกให้ก็พอ” หม่าเทียนฝูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจได้ในที่สุด
“แน่ใจเหรอครับ?”
“แน่ใจสิ!”
โจวอี้ยิ้ม เขารู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายต้องตอบตกลง นอกเสียจากจะเป็นคนโง่เง่าเท่านั้น จะว่าไปแล้ววิธีที่เขาใช้ไม่ได้เป็นการสมคบคิด แต่เป็นการพูดกันอย่างตรงไปตรงมาต่างหาก
ตั้งแต่การช่วยหม่าเทียนฝูจากสถานการณ์ยากลำบาก ก่อนจะเล่าเรื่องราวในชีวิตตนเองให้ฟังเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นใจ ในที่สุดก็ใช้การมีศัตรูคนเดียวกันและเสนอข้อแลกเปลี่ยน อันที่จริงมาจนถึงขั้นนี้แล้ว เขารู้ว่าหม่าเทียนฝูจะไม่หนีไปไหน
นอกจากนี้ เขายังพูดถึงเรื่องยานอวกาศ ปราณวิญญาณฟ้าดิน พลังดวงดาว และเคล็ดวิชาซึ่งทำให้หม่าเทียนฝูหวั่นไหว สุดท้ายก็ใช้โอสถสวรรค์เข้าล่อ
เห็นได้ชัดว่าทุกขั้นตอนของเขาทำให้หม่าเทียนฝูตัดสินใจมาจนถึงจุดนี้
“ผู้อาวุโสหม่า ผมจะถ่ายทอด ‘ทักษะดาราสถิต’ ให้เลย พอคุณเปลี่ยนปราณแก่นแท้ในร่างกายให้กลายเป็นพลังดวงดาว เดี๋ยวก็จะเข้าใจว่าเคล็ดวิชานี้มีค่าแค่ไหนเอง” โจวอี้ยิ้ม
“ตอนนี้เลยเหรอ?” หม่าเทียนฝูอึ้งไป
“ใช่ ผมบอกไว้ว่ารอแค่คุณตอบมาคำเดียว ตอนนี้ผมก็ต้องทำตามที่พูด” โจวอี้ยิ้ม
ทั้งน่าเชื่อถือและกล้าหาญ
หม่าเทียนฝูประเมินอีกฝ่ายในใจ เขามองโจวอี้ในแง่ดีขึ้น
ช่วงเช้าตรู่ โจวอี้ออกจากโรงน้ำชาจินเหมินและมองหาเซี่ยหลู่ที่รออยู่เงียบ ๆ ด้านนอก เขาอมยิ้มก่อนจะเอ่ยขอบคุณเผิงรุ่ย “พี่เผิง ครั้งนี้ผมรบกวนคุณเอาไว้มากเลย”
“สบายมาก” เผิงรุ่ยยิ้ม
“พี่เผิง เรื่องวันนี้รู้กันแค่เราสี่คน เข้าใจใช่ไหมว่าผมหมายความว่าอะไร?”
“คุณโจวไม่ต้องห่วง เผิงรุ่ยซะอย่างไม่มีทางหักหลังเจ้านายแน่ ต่อให้มีคนมาขู่เอาชีวิตก็ไม่ยอมปริปากเด็ดขาด” เผิงรุ่ยยืนกรานหนักแน่น
“ดี ขอบคุณมากนะครับ”
โจวอี้เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะสื่ออะไร ขอแค่เขาไม่กดขี่ข่มเหงเซี่ยหลู่ เจ้าตัวก็จะเก็บความลับเอาไว้ให้เป็นอย่างดี ทว่าหากทำเธอเสียใจ คำสัญญานี้ก็จะกลายเป็นโมฆะ เขาจึงชำเลืองมองเซี่ยหลู่
“เผิงรุ่ย ไปจัดการก่อนเถอะ!” หญิงสาวยกยิ้ม
“ครับ เจ้านาย”
โจวอี้มองตามแผ่นหลังเผิงรุ่ยที่เดินห่างออกไป รอยยิ้มพลันผุดขึ้นก่อนจะถามว่า “เซี่ยหลู่ ผมละสงสัยจริง ๆ ว่าคุณทำยังไงลูกน้องถึงได้ภักดีด้วยขนาดนี้”
“ห้าคำ” เธอยิ้ม
“ห้าคำอะไร?”
“เปลี่ยนจิตใจผู้คน”
โจวอี้ชะงักก่อนจะเงียบไป
เขาเข้าใจแล้ว!
จิตใจคนเราไม่อาจเอาแน่เอานอนได้ แต่ถ้าเอาใจแลกใจก็จะทำสำเร็จได้อย่างแท้จริง แม้แต่คนชั่วที่จิตใจเต็มไปด้วยความร้ายกาจยังถูกพระกล่อมเกลาได้ ยิ่งผู้หญิงเจ้าเล่ห์ราวจิ้งจอกอย่างเซี่ยหลู่ที่ใช้วิธีการบางอย่างและปฏิบัติกับอีกฝ่ายด้วยความจริงใจ ย่อมสามารถทำให้ลูกน้องยอมสละชีวิตเพื่อเธอได้อยู่แล้ว
“แผนการเปิดเผยแบบนี้ได้ผลดีมาก” เขายกนิ้วให้
“นายเพิ่งมาเห็นข้อดีของผู้หญิงของตัวเองเหรอ เดี๋ยวก่อนเถอะ! ยิ่งเราใช้เวลาด้วยกัน นายยิ่งจะยิ่งเห็นความเก่งของฉัน แล้วต่อไปนายก็หลงฉันจนโงหัวไม่ขึ้นเลย ฉัน…”
“พอเลย ยัยคนหลงตัวเอง” เขาบอกพลางกลั้วขำ
“ฮ่า ๆ…”
ท่ามกลางถนนที่ผู้คนพลุ่กพล่าน โจวอี้มองรถที่แล่นผ่านไปมาและลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะต่อสายหาอาจารย์หลู่เทียนโซ่ว
“มีอะไร?” น้ำเสียงไม่สบอารมณ์ดังมาจากปลายสาย
“ฮ่า ๆ!” โจวอี้หลุดขำเมื่อได้ยินน้ำเสียงไม่พอใจนั้น
ลองคิดดูสิ! เขารับปากกับหลู่เทียนโซ่วว่าจะอยู่ที่จินหลิงและตามไปศึกษาวิธีการหลอมสร้างอาวุธ ทว่าไม่นานหลังจากนั้น เขากลับหนีมาอีกแล้ว
“อาจารย์ ผมอยู่ที่เมืองเยี่ยเฉิง! คุณน่าจะรู้ไม่ใช่เหรอว่ามีการประมูลใหญ่ในตลาดมืดที่นี่น่ะ อยากมาร่วมสนุกด้วยกันไหมครับ?” โจวอี้บอกเสียงเริงร่า
“ไม่สน ข้าไม่ได้ขาดแคลนอะไรนี่” หลู่เทียนโซ่วตอบ
“ในเมื่อคุณไม่สนใจงั้นก็ช่างเถอะครับ หลังงานประมูลจบ ผมจะรีบกลับไปเมืองจินหลิงเพื่อเรียนอย่างจริงจังกับคุณทันทีเลย”
“ที่โทรมาก็ไม่ใช่แค่อยากให้ข้าไปร่วมงานประมูลที่เมืองเยี่ยเฉิงไม่ใช้เหรอไง ถ้ามีอะไรก็รีบพล่ามมา ข้าฝึกวิชาอยู่!” ปลายสายรู้ทันความคิดชายหนุ่มจึงได้ตอกกลับมาเช่นนี้
“ท่านอาจารย์ฉลาดมาก” โจวอี้กล่าวชมก่อนจะคลี่ยิ้ม “อาจารย์ อย่างที่เรารู้กันว่าตำหนักหมื่นประดิษฐ์ถนัดเรื่องทำเสื้อคลุมคุ้มกันที่สุด ผมเลยอยากสั่งทำจากคุณ คิดว่าไงบ้างครับ?”
“ลูกค้ามาก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องปฏิเสธนี่ แล้วข้าก็ตัดสินใจจะให้ส่วนลดเจ้าด้วย” อีกฝ่ายบอก
“ลูกเสือไม่เรียนรู้จะต่อสู้ก็มีพ่อคอยร่วมสู้ด้วยทุกสถานการณ์ เป็นอาจารย์วันเดียวถือว่าเราเป็นพ่อลูกกันไปตลอดชีวิต อาจารย์ คุณเป็นคนใกล้ชิดของผม! ผมจะขอให้เหลียงเหล่ยส่งคุณมาอยู่กับผม”
โจวอี้ออดอ้อนจนแม้แต่เซี่ยหลู่ที่อยู่ข้าง ๆ ยังขนลุก
“เจ้าเด็กบ้านี่ ไม่เคยเห็นปากหวานขนาดนี้มาก่อน เอาไว้ค่อยคุยกัน!”
หลู่เทียนโซ่วหัวเราะไปด่าไป