หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 731 เสื้อคลุมราคาแพงระยับ
บทที่ 731 เสื้อคลุมราคาแพงระยับ
“อาจารย์ ผมอยากสั่งเสื้อคลุมขั้นสูงสักห้าร้อยชุด” โจวอี้ยิ้ม
“เท่าไหร่นะ?” หลู่เทียนโซ่วอุทานด้วยความตกใจ
“ห้าร้อยชุด!”
“จะบ้าหรือไง รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา ห้าร้อยชุดเนี่ยนะ ไม่บอกว่าห้าพันห้าหมื่นชุดไปเลยล่ะ!” หลู่เทียนโซ่วขึ้นเสียง
ห้าร้อยชุดเนี่ยนะ เยอะเกินไปหรือเปล่า?
โจวอี้หันไปมองเซี่ยหลู่ที่ทำหน้าตาย ก่อนจะเกาหัวและบอกพลางยิ้มเจื่อน “อาจารย์ ประเมินราคามาให้หน่อยได้ไหมครับ แต่ละชุดคิดราคาเท่าไหร่?”
เขารู้ดีว่าเสื้อคลุมคุ้มกันนี้แบ่งได้เป็นสี่ขั้น ประสิทธิภาพของขั้นต้นด้อยที่สุดอย่างมากก็ต้านทานการโจมตีระดับปรมาจารย์ได้สามครั้งเท่านั้น ขั้นกลางประสิทธิภาพดีขึ้นหน่อย แต่ก็ยังทนการโจมตีระดับปรมาจารย์ได้สามครั้งไม่ต่างกัน ในขณะที่เสื้อคลุมขั้นสูงทรงพลังมาก สามารถทนทานการจู่โจมระดับบรรพจารย์ยุทธ์ได้ ส่วนเสื้อคลุมขั้นสูงสุดสามารถต้านทานการโจมตีระดับผสานเต๋าได้
เพียงแต่คนในโลกผู้ฝึกยุทธ์รู้ดีว่าตำหนักหมื่นประดิษฐ์ไม่ค่อยขายเสื้อคลุมคุ้มกันขั้นสูงสุดเพราะการทำค่อนข้างยากมาก ถึงแม้จะมีช่างฝีมือมากมายแต่ก็ไม่สามารถผลิตขึ้นมาได้จำนวนมากนัก
“เดี๋ยวจะแจกแจงให้ฟัง!”
“เสื้อคลุมคุ้มกันขั้นต้น ตัวละห้าสิบแก่นวิญญาณ”
“เสื้อคลุมคุ้มกันขั้นกลาง ตัวละสองร้อยแก่นวิญญาณ”
“เสื้อคลุมคุ้มกันขั้นสูง ตัวละพันแก่นวิญญาณ”
“เสื้อคลุมคุ้มกันขั้นสูงสุด ตัวละหมื่นแก่นวิญญาณ”
“เมื่อกี้เจ้าบอกจะซื้อเสื้อคลุมขั้นสูงห้าร้อยชุดใช่ไหม ได้รวมราคาแล้วหรือยัง ห้าแสนแก่นวิญญาณเชียวนะ ห้าแสน! ต่อให้มีเหมืองแก่นวิญญาณก็ไม่มีปัญญาจ่ายหรอก” หลู่เทียนโซ่วกล่าว
โจวอี้มุมปากกระตุกและพูดไม่ออก
แพงเกินไป! แพงจนอยากจะบ้าตาย
ทันใดนั้น เขาก็ขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้นว่า “ไม่ใช่สิครับ! ผมเจอเจ้าของร้านในตลาดมืดใต้ดินของเมืองเยี่ยเฉิงขายเสื้อคลุมนี้อยู่ เขาน่าจะขายขั้นกลาง ทำไมราคาแค่แปดสิบแก่นวิญญาณเองล่ะ?”
“เป็นไปได้สองอย่าง อย่างแรกคือเสื้อคลุมขั้นกลางตัวนั้นเป็นของมีตำหนิ ราคาก็เลยตก อย่างที่สองคือมันใช้การไม่ได้ อาจจะพังที่ลายอาคม ทำให้ทนได้แค่การโจมตีระดับปรมาจารย์ไง” หลู่เทียนโซ่วอธิบาย
โจวอี้พูดไม่ออก
พ่อค้าคนนั้นไร้ยางอายเหลือเกิน!
โชคดีที่เขาเห็นว่าราคาถูกแต่เป็นของไม่ดีจึงไม่ได้ซื้อมา ไม่อย่างนั้นคงขาดทุนไปแล้ว
ทว่าเสื้อคลุมขั้นสูงสุดราคาตั้งหมื่นแก่นวิญญาณ แพงเกินไปหรือเปล่า? ถึงตอนนี้เขาจะมีแก่นวิญญาณอยู่หลายพันแก่น แต่เซี่ยหลู่ก็ออกแก่นวิญญาณเพื่อซื้อตัวหม่าเทียนฝูให้เขาไปก่อน ทำให้เขาไม่มีพอจะใช้คืนเธอด้วยซ้ำ!
แล้วจะทำอย่างไรดี จะขายยาต่อไปเรื่อย ๆ?
โจวอี้ครุ่นคิดก่อนจะถามว่า “อาจารย์ สำนักโอสถซื้อเสื้อคลุมจากตำหนักหมื่นประดิษฐ์ในราคาเท่าไหร่?”
“ลดสิบเปอร์เซ็นต์!”
“อาจารย์ ขอลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ได้ไหมครับ?” เขาขอหน้าด้าน ๆ
“เจ้าเด็กนี่ คิดฉวยโอกาสจากการเป็นอาจารย์ศิษย์กับข้าเหรอ?” หลู่เทียนโซ่วดุทั้งที่ยังยิ้มก่อนจะเอ่ยต่อ “ก็ได้! ใครใช้ให้เจ้ามาเป็นศิษย์ของข้าล่ะ ถ้าเป็นคนอื่นไม่ได้อย่างนี้นะ ไหนว่ามาซิ จะเอากี่ชุด”
“ร้อยชุดครับ!”
“ถ้ายังพูดจาเหลวไหลอยู่จะวางสายแล้วนะ!” อีกฝ่ายบอกเสียงแข็ง
“อาจารย์ ผมไม่ได้พูดเหลวไหล แต่ไม่ได้จะจ่ายค่าชุดด้วยแก่นวิญญาณหรอกนะครับ” เขาหัวเราะ
“แล้วจะแลกกับโอสถหรือไง?” ปลายสายถาม
“อาจารย์อยากได้ผลึกศักดิ์สิทธิ์ไหมครับ?” เขาถามกลับ
“ผลึกศักดิ์สิทธิ์เหรอ เจ้ามีผลึกศักดิ์สิทธิ์เหรอ?” อีกฝ่ายถามด้วยความตกใจ
“ก็มีอยู่บ้างครับ”
“ก็ได้”
“งั้นพอผมกลับเมืองจินหลิงแล้วจะเอาไปให้นะครับ”
“เดี๋ยวก่อน เจ้ามีผลึกศักดิ์สิทธิ์อยู่เท่าไหร่ ถึงค่าชุดทั้งหมดหลังจากลดราคาแล้วเหลือแปดหมื่นแก่นวิญญาณ แต่มันก็ยังเยอะอยู่ดี”
“ผมไม่ได้มีเยอะหรอกครับ ดูเหมือนจะมีอยู่แค่ไม่กี่พัน” โจวอี้ยิ้ม
“เป็นพันเหรอ! ไปได้มาจากไหน เจอเหมืองผลึกศักดิ์สิทธิ์หรือไง?” ลมหายใจหลู่เทียนโซ่วยิ่งถี่กระชั้น
“ก็เจอจริง ๆ ครับ แต่ฝากฝังเหมืองผลึกศักดิ์สิทธิ์นี้ให้ผู้อาวุโสสำนักโอสถดูแลอยู่ จำนวนผลึกศักดิ์สิทธิ์ที่เอาไปใช้ได้ก็มีอยู่ไม่เยอะ” เขาบอก
“อยู่แถวทะเลจีนใต้เหรอ?” อีกฝ่ายถาม
“ใช่ครับ”
“เอาล่ะ! ข้ารู้แล้วว่าเจ้ามีผลึกศักดิ์สิทธิ์เยอะ งั้นจะไม่ลดราคาให้แล้ว ตกลงตามนี้ ข้าจะไปสั่งทางตำหนักหมื่นประดิษฐ์ให้ ส่วนเจ้าน่ะเตรียมเอาผลึกศักดิ์สิทธิ์มาให้ข้าได้เลย!” หลู่เทียนโซ่วกล่าว
“อาจารย์ ถ้ามีอาวุธศักดิ์สิทธิ์หรืออาวุธร้ายแรงที่ตำหนักหมื่นประดิษฐ์ก็เตรียมไว้ได้เลยนะครับ! อันที่จริงถ้าผมรวบรวมมาก็น่าจะรวมผลึกศักดิ์สิทธิ์ได้เป็นหมื่น”
“ข้า…” มือที่ถือโทรศัพท์ของหลู่เทียนโซ่วสั่นระริก
เช้าตรู่วันต่อมา แสงแรกของวันสาดส่องมาจากทางตะวันออก
โจวอี้และเซี่ยหลู่กลับไปยังคฤหาสน์บนยอดเขาด้วยกัน เหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยยืนมองทั้งคู่อย่างเงียบ ๆ ก่อนจะเดินเข้ามาอยู่ริมหน้าต่าง สีหน้าแต่ละคนดูแปลกใจ
“ไม่ได้ได้เสียกันหรอกเหรอ? ทั้งที่กระหนุงกระหนิงออกไปด้วยกันกลางดึกเนี่ยนะ”
“แปลกจัง คุณหนูเซี่ยบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์แล้ว การฝึกวิชาไม่ได้รั้งเธอไม่ให้ทำเรื่องอย่างว่าแล้ว ทำไมถึง…”
“หรือเพราะเธอหน้าบาง!”
“เธอเนี่ยนะอาย ผู้อาวุโสเหลียง ล้อเล่นหรือเปล่า”
“ฮ่า ๆ…”
โจวอี้และเซี่ยหลู่ไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา หลังจากเข้ามาแล้วก็ไปอาบน้ำก่อนจะเข้าครัว ในขณะที่เซี่ยหลู่ไปฝึกวิชา
ตกเย็น โจวอี้ได้รับสายจากเฉินเหว่ยเย่ สองพ่อลูกต้องการชวนเขาไปทานข้าวที่บ้าน ถึงอย่างไรพวกเขาก็ขอให้โจวอี้สอนวิชาให้ โจวอี้ติดค้างสัญญาไว้จึงรีบตกปากรับคำ
เพียงแค่เซี่ยหลู่เหมือนเงาตามตัว เมื่อเธอรู้ว่าเขาจะออกไปทานมื้อเย็นกับคนสกุลเฉิน เธอก็ขอตามมาให้ได้ ทำให้โจวอี้ไม่มีทางเลือกนอกจากตอบตกลง
ณ อาคารฝูหมั่น ร้านอาหารหรูในเมืองเยี่ยเฉิง
นอกจากอาหารเมนูพิเศษแล้ว ที่นี่ยังมีอาหารทะเล อีกทั้งรสชาติยังเรียกได้ว่าหาใครเทียบ ทว่าด้วยคุณภาพเยี่ยม รสชาติอร่อย และราคาที่สมเหตุสมผล ทำให้คนที่มาทานอาหารที่อาคารฝูหมั่นถ้าไม่รวยจริงก็ต้องเป็นคนใหญ่คนโต
ตอนนี้ชายหนุ่มสองคนได้มาพบกันในร้านอาหาร หวังเหยามองเฉินเฉินที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะเอ่ยเย้ยหยัน “เฉินเฉิน ได้ยินว่าช่วงนี้สติไม่ค่อยดีนี่ จะนับถือไอ้หมอนั่นเป็นอาจารย์อย่างนั้นเหรอ?”
“ไสหัวไป ฉันไม่ได้ป่วย” เฉินเฉินยกเท้าจะถีบอีกฝ่าย
“ดูเหมือนจะจริงสินะ ใครเป็นคนที่ทำให้นายคุกเข่าให้อย่างหน้าไม่อายแบบนั้นล่ะ ฝีมือจีบหญิงของเขาดีกว่าพวกเราเหรอ?” หวังเหยาถามเย้าแหย่
จีบหญิงอะไรกัน พวกกบในกะลาชัด ๆ!
เฉินเฉินส่งสายตาเหยียดหยามไปที่อีกฝ่าย “ฉันอยากเรียนรู้จากเขา แต่เขาไม่ยอมรับฉัน ส่วนฝีมือจีบหญิงน่ะ ต่อให้เราคูณไปร้อยเท่าก็ยังเทียบเขาไม่ได้เลย”
“แล้วนายน่ะเลิกมายุ่งได้แล้ว!”