หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 732 โดนฟาดหน้ากระเด็น
บทที่ 732 โดนฟาดหน้ากระเด็น
เฉินเฉินเคยไปไหนมาไหนด้วยกันกับหวังเหยามาก่อน พวกเขาเคยเข้ากันได้ดี
แต่วันนี้กลับต่างออกไป
หรือไม่ก็เฉินเฉินอาจพบหน้าต่างบานใหม่จึงได้เปิดออกดูจนตาสว่าง
ด้วยเหตุนี้ โลกทัศน์ของเขาจึงเปลี่ยนไปคนละขั้ว ความฝันที่จะได้ฝึกวรยุทธ์ของเขาถูกจุดติดขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่คิดสนใจหวังเหยาที่คิดแต่เรื่องผู้หญิงอีกต่อไป หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หาทางขอตัวขึ้นมาชั้นสามได้ และทิ้งให้หวังเหยายืนงงอยู่กับที่
“พี่เหยา เฉินเฉินเปลี่ยนไปแล้วเหรอ?” ชายหนุ่มผมทองถามขึ้น
“ถามฉันแล้วฉันจะไปถามใครล่ะ” หวังเหยารู้สึกว่าเฉินเฉินเปลี่ยนไปเช่นกัน เขานิ่วหน้าและเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ฉันว่าเขาน่าจะโดนบางอย่างกระตุ้น” ชายหนุ่มแต่งตัวดีอีกคนยิ้มเหยียด “แต่หมามันเปลี่ยนสันดานไม่ได้หรอก มีเราคนไหนไม่รู้นิสัยเขาบ้าง อย่างมากสามวันเขาก็กลับมาเรียกนายว่าพี่เหยา ขอให้เราออกมากินดื่ม หลีหญิง และเล่นการพนันด้วยแล้ว”
“ฮ่า ๆ ฉันสะใจประโยคนี้มาก” หวังเหยาหัวเราะ
ทว่าเขาก็ยังรับรู้ได้ แม้จะหัวเราะร่าแต่สายตาก็ยังคงฉายแววกังขาอยู่พักใหญ่
“พี่เหยา มาแล้ว!” ชายหนุ่มผมทองพลันเบิกตากว้างและคว้าแขนหวังเหยาพร้อมรีบตะโกนบอก
“น้องสาวนายมาหรือไง ยังพูดไม่ทันจบ…” หวังเหยามองตามไปทางประตูก่อนชะงักคำพูดของตัวเอง แววตาดูตกตะลึงไปในทันใด
เป็นเธอ!
สาวสวยที่เขาเฝ้าคิดถึงในช่วงนี้
บังเอิญมาก! ช่างบังเอิญอะไรอย่างนี้!
หวังเหยากลืนน้ำลายและผลักชายผมทองที่จับแขนเขาเอาไว้ เขาคร้านจะส่องดูว่าอีกฝ่ายเป็นใครและผู้ชายที่มาด้วยกันเป็นใคร สองขารีบก้าวออกไปยืนขวางทางเอาไว้ทันที
“ทำอะไรของคุณ?” เซี่ยหลู่นิ่วหน้าถาม
“สวัสดีคนสวย ผมชื่อหวังเหยา พ่อผมคือหวังไจ้หมิน ประธานใหญ่ของหวังกรุ๊ปแห่งเมืองเยี่ยเฉิง เรารู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าครับ?” หวังเหยาเอ่ยพลางโปรยยิ้ม
“ฉันรู้จักหวังไจ้หมินนะคะ คุณเป็นลูกชายเขานี่เอง!” เซี่ยหลู่ว่าอย่างไม่ยี่หระ หวังเหยาตาเป็นประกาย เธอรู้จักพ่อของเขาด้วยหรือ ถ้าอย่างนั้นเธอก็น่าจะรู้ว่าครอบครัวเขาร่ำรวยแค่ไหน
นี่จึงเป็นโอกาสดี!
หวังเหยาแสร้งยิ้มพลางเอ่ยถาม “ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรเหรอครับ?”
“คุณไม่คู่ควรจะรู้ชื่อฉันหรอกค่ะ ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็หลีกทางด้วย” เธอกล่าวเสียงเรียบ
หากเป็นหวังไจ้หมิน นายใหญ่แห่งหวังกรุ๊ป เธอก็ยังพอจะพูดคุยด้วยบ้าง แต่ลูกชายของเขาซึ่งเป็นเศรษฐีไม่เอาอ่าว เธอกลับรู้สึกว่าคุยด้วยก็เสียเวลาเปล่า
“คุณ…” หวังเหยาแทบไม่อยากเชื่อหูตนเอง ผู้หญิงคนนี้รู้จักเขาแต่ยังกล้าไล่เขาอีกอย่างนั้นหรือ หยิ่งอะไรขนาดนั้นกัน
หวังเหยาหลุดขำและหันไปมองโจวอี้ด้วยรอยยิ้มก่อนจะเอ่ยว่า “เฮ้เพื่อน! ฉันชอบผู้หญิงคนนี้ ยกให้ฉันได้ไหม? จะเอาเท่าไหร่ก็ว่ามา”
พลั่ก!
โจวอี้เงื้อมือฟาดอีกฝ่ายให้พ้นทาง
“หมอนี่ใช่คนที่แอบตามเราในห้างก่อนหน้านี้หรือเปล่า?” โจวอี้ถาม
“ใช่ คนนี้แหละ” เธอตอบพลางยกยิ้ม
“น่าเสียดายที่พ่อเขาเป็นคนเก่ง แต่ลูกกลับโตมาเป็นแบบนี้ ถ้าลูกชายในอนาคตของฉันนิสัยอย่างนี้นะ คงจับโยนเข้าไปฝึกในค่ายให้กลับตัวเป็นคนดีแล้ว” โจวอี้กล่าว
“ไม่ต้องห่วง! ลูกชายฉันไม่มีทางนิสัยเสียแบบเขาแน่นอน” เธอบอก
หวังเหยาถูกโจวอี้ฟาดหน้าจนบวมแดง
ชายหนุ่มอีกสองคนด้านหลังมีสีหน้าตกตะลึง
เกิดอะไรขึ้นกันแน่? อีกฝ่ายไม่ได้ยินที่พี่เหยาพูดเหรอ?
พี่เหยาบอกว่าตัวเองเป็นนายน้อยแห่งหวังกรุ๊ปเชียวนะ!
กล้าดียังไงกัน!
“ยืนงงทำไมกัน ไปจัดการมันสิ!” หวังเหยาตะโกนบอกพลางกุมใบหน้าและลุกขึ้น
เขาเดือดดาลเต็มที ไม่ได้เป็นอย่างนี้มากี่ปีแล้ว ตั้งแต่ชกต่อยกับเพื่อนร่วมห้องโง่เง่าสมัยมัธยมปลาย หลังจากที่เขาสั่งให้คนไปหักขาไอ้หมอนั่นก็ไม่มีใครกล้ามามีเรื่องกับเขาอีก
ทว่าตอนนี้ไอ้หมอนี่กลับตบหน้าเขาโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้เขาแสนจะอับอายขายหน้า
ชายหนุ่มสองคนมองหน้ากัน ก่อนจะเหวี่ยงหมัดใส่โจวอี้ พวกเขาเป็นลูกสมุนของหวังเหยา ต้องไม่เสียเงินค่ากินอยู่และเล่นสนุกไปวัน ๆ เมื่อหวังเหยาถูกทำร้ายจึงไม่สามารถนิ่งเฉยได้
ผลัวะ!
โจวอี้ไม่ขยับเท้าแต่เหวี่ยงฝ่ามือออกไป เพียงไม่กี่วินาที ชายหนุ่มทั้งสองคนก็ถูกฟาดหน้ามากกว่าสิบครั้งก่อนจะกระเด็นออกไป
“ไอ้เวรพวกนี้นี่ ไม่เรียนรู้กันเลยหรือไง” โจวอี้เอ่ยเสียงเรียบ
“ได้ ฉันนึกไม่ถึงว่าแกจะมีฝีมือ แต่ขอบอกเอาไว้เลยนะ ที่นี่เมืองเยี่ยเฉิงเป็นถิ่นของหวังเหยา ถ้ากล้ามาทำร้ายฉันก็รอความตายได้เลย!” หวังเหยาร้องโวยวาย
“ก็เข้ามาเลยสิ” โจวอี้กวักนิ้วเรียก
หวังเหยาไม่กล้าเข้าไป ทว่าวันนี้เขาอับอายอยู่ที่นี่มามากพอแล้ว เขาไม่อยากยอมแพ้อีก ดังนั้นจึงคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาใครบางคน
ทันใดนั้นร่างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาแย่งโทรศัพท์จากมือเขาไป ก่อนจะถีบเอวและเตะอยู่หลายครั้งจนล้มไปกองกับพื้น
หวังเหยากุมหน้าท้องและจ้องคนที่ถีบเขาด้วยสายตาเกรี้ยวกราด
ในจังหวะต่อมา สีหน้าของเขาพลันตะลึงงัน สายตาฉายแววเหลือเชื่อ
เฉินเฉินเหรอ?
จะเป็นไปได้ยังไง?
“เฉินเฉิน บ้าไปแล้วหรือไง? เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ? ไม่ช่วยฉันเล่นงานไอ้เวรนั่นแล้วยังมาทำฉันอีกเนี่ยนะ เป็นเพื่อนประสาอะไร?” หวังเหยาก่นด่า
“ฉันมาทำให้นายเงียบปากไง”
เฉินเฉินโผเข้าคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายโดยไม่พูดไม่จาและต่อยหน้าอย่างแรง แต่ดูเหมือนเขายังระบายความโกรธออกมาไม่หมด จึงได้เตะหวังเหยาอีกหลายครั้ง
“คุณโจว คุณกับอาจารย์หญิงไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?” เฉินเฉินหันไปถามโจวอี้และเซี่ยหลู่
“ไม่เป็นไร แค่พวกปลาซิวปลาสร้อยเอง” โจวอี้ยิ้ม
พวกปลาซิวปลาสร้อยอย่างนั้นเหรอ?
ใช่แล้ว โจวอี้เป็นจอมยุทธ์ฝีมือดี หวังเหยาจะไม่ได้เป็นปลาซิวปลาสร้อยต่อหน้าเขาได้อย่างไร
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้วครับ ไอ้เวรหวังเหยากล้ามาหาเรื่องคุณ ในเมื่อเขากล้ากระตุกหนวดเสือ ผมจะจัดการสั่งสอนให้เขาเข้าใจในการทำตัวเป็นคนดีเอง” เฉินเฉินสะบัดข้อมือพลางยกยิ้ม
เฉินเหว่ยเย่เดินลงบันไดมาในจังหวะนี้เอง เขามองหวังเหยาที่ถูกเล่นงานจนน่วม ก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางลูกชาย
เขาพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มให้ฝูงชนที่มามุงดู
ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าลูกชายตนเองเติบโตและฉลาดขึ้น รู้ตัวแล้วว่าไม่ควรออกไปเที่ยวเล่นกับพวกนอกคอกอย่างหวังเหยา
“ฉันน่าจะปล่อยให้เขาฝึกยุทธ์มาตั้งนานแล้ว!” เขาทอดถอนใจ