หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 735 ต่างคนต่างคิด
บทที่ 735 ต่างคนต่างคิด
บนถนนห่างจากภัตตาคารฝูหมั่นไปราว ๆ หนึ่งกิโลเมตร โจวอี้ เหลียงเหล่ย และเวิงหลิวกุ้ย ต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า
การเข้าไปทำลายแผนของนิกายเร้นลับทำให้พวกเขาสะใจมาก
“ผู้อาวุโสทั้งสอง ผมนึกบางอย่างขึ้นได้” โจวอี้เอ่ยขึ้น
“คิดแผนร้ายอะไรขึ้นมาได้อีกล่ะ?” เหลียงเหล่ยถามพลางกลั้วขำ
“สำหรับนิกายเร้นลับจะเรียกว่าเป็นแผนร้ายก็ได้ครับ แต่สำหรับสำนักโอสถมันน่าจะเป็นเรื่องดี” โจวอี้ยิ้ม
“ไหนว่ามา!” เหลียงเหล่ยเริ่มสนใจ
“ต่อไปเคล็ดวิชา ‘ดาราสถิต’ ต้องโด่งดังแน่ นิกาย ตระกูล และองค์กรใหญ่ ๆ เอาไปฝึกล่วงหน้าได้ไม่กี่ปี ในเมื่อนิกายเร้นลับแอบขายเคล็ดวิชานี้เพื่อเอากำไร ทำไมสำนักของเราจะทำบ้างไม่ได้”
“ไม่มีทาง” เหลียงเหล่ยรีบส่ายหน้า
“ผู้อาวุโส เราจะปล่อยให้นิกายเร้นลับหาประโยชน์คนเดียวไม่ได้สิ ไม่ใช่แค่สำนักโอสถของเราเท่านั้นนะ แต่ผมจะติดต่อประธานคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงอย่างเหลียงชิงไห่ด้วย ถึงยังไงนิกายเร้นลับก็ทำลงไปอยู่แล้ว แล้วก็ไม่สามารถปิดบังเคล็ดวิชานี้ได้ด้วย ถ้าเราอยากเอามาหาเงิน ขอแค่คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงเห็นชอบ สำนักของเราก็จะขายได้ ต่อให้ถูกเปิดโปงในอนาคตก็ยังมีคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงคอยหนุนหลัง! จะต้องกลัวอะไรไปล่ะ” โจวอี้วิเคราะห์
“ก็มีเหตุผลนะ” เวิงหลิวกุ้ยเริ่มเห็นด้วย
“แล้วคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงจะยอมตกลงเหรอ?” เหลียงเหล่ยถามด้วยความกังวล
“ถ้าเหลียงชิงไห่รู้ว่านิกายเร้นลับแอบขาย ‘ทักษะดาราสถิต’ ก็ต้องทำแบบเดียวกันแน่ ยังไงเขาก็คงทนนิ่งเงียบมองนิกายเร้นลับทำเงินและเป็นคนควบคุมตระกูลแต่เพียงผู้เดียวไม่ได้” โจวอี้บอก
“ก็ได้! เอาไว้คุยเรื่องนี้กับเจ้าสำนัก ถ้าเธอยอมตกลงทำตาม เรากับเหลียงชิงไห่ค่อยร่วมมือกันขาย” เหลียงเหล่ยกล่าว
“ไม่ได้ครับ เราต้องขายก่อนคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงสิ คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงขายได้สิบครั้ง เราขายไปได้หนึ่งครั้ง แบบนี้ความสามารถของสำนักโอสถของเราในสายตาคนภายนอกจะสู้คณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงไม่ได้ ” โจวอี้แย้ง
“มันก็จริง แต่ว่า…” เหลียงเหล่ยยังคงลังเล
“ผู้อาวุโสเหลียง เอาไว้ปรึกษาอาจารย์เถอะ! แล้วค่อยให้เธอตัดสินใจชี้ขาด” โจวอี้แนะนำ
“ก็ได้!”
ณ ชั้นสามของภัตตาคารฝูหมั่น ภายในห้องส่วนตัวที่กว้างขวาง สมาชิกนิกายเร้นลับสามคนมองจินฮ่าวเอินและจินฮ่าวเจิ้นที่ผลักประตูเข้ามาพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า พวกเขารู้สึกว่าตนเองแทบจะได้เงินมัดจำมาแล้ว ถึงอย่างไรกลุ่มอื่นที่มีเคล็ดวิชา ‘ดาราสถิต’ ในตอนนี้ก็ไม่ยอมขายให้ตระกูลจิน
“คุยกันแล้วเป็นยังไงบ้าง?” เฉินหย่งเทาถาม
“พูดตามตรง เราเพิ่งโทรปรึกษากับประมุขของตระกูลแล้วรู้ว่าเขาซื้อของดีในตลาดมืดในเมืองเจิ้งโจวไปแล้ว ใช้แก่นวิญญาณไปมากกว่าสองพันแก่น ทำให้ตอนนี้ตระกูลจินมีแก่นวิญญาณเหลือเก็บไว้ไม่ถึงสามพัน” จินฮ่าวเอินทำทีเป็นเสียดายและพูดด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“อยากจะต่อราคาเหรอ?” เฉินหย่งเทามีสีหน้าเปลี่ยนไป พลางส่งสายตามองพวกเขาขณะถาม
“เราไม่ได้อยากขอต่อราคาหรอก แต่เรามีแก่นวิญญาณไม่มากถึงขนาดนั้นจริง ๆ! ตระกูลจินของเราเป็นตระกูลพ่อค้ามั่งคั่ง มีทรัพย์สินหลายพันล้านหยวน ขอจ่ายเป็นเงินเพิ่มได้ไหม?”
“เหอะ!”
เฉินหย่งเทาเผยท่าทีเหยียดหยาม หลายพันล้านหยวนอย่างนั้นหรือ มาเสียเวลาเล่นกับเจ้าโง่สองคนนี้ทำไมกัน
เขาลุกขึ้นมองสองพี่น้องก่อนจะเอ่ยด้วยท่าทีเย็นชา
“ในเมื่อพวกเจ้าอยากต่อราคาก็ไปซื้อที่อื่น! หวังว่าจะหาซื้อได้ก็แล้วกัน”
“พี่เฉิน คุณ…”
“เราไม่มีเรื่องอะไรต้องพูดกันอีก หลังจากก้าวออกจากห้องนี้ไป ต่อให้พวกเจ้าเปลี่ยนใจซื้อเคล็ดวิชา ‘ทักษะดาราสถิต’ ก็ไม่ได้ราคาห้าพันแก่นวิญญาณแล้ว ลองคิดดูดี ๆ แล้วกัน” เฉินหย่งเทาเอ่ยเสียดสี
“พี่ใหญ่ เอายังไงดี?” จินฮ่าวเจิ้นแสร้งปั้นหน้าวิตก
“เราจะทำยังไงกันได้ล่ะ ประมุขตระกูล…” จินฮ่าวเอินว่าเสียงอ่อย
“ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป เราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกเจ้าอีก” เฉินหย่งเทาบอกก่อนจะเดินนำปรมาจารย์นิกายเร้นลับสองคนออกไปทันที
สองพี่น้องเงียบไปเมื่ออีกฝ่ายไปถึงประตูห้อง
หนึ่งนาทีต่อมา จินฮ่าวเจิ้นยืนอยู่หน้าประตูห้อง เมื่อมั่นใจว่าคนจากนิกายเร้นลับจากไปแล้วก็ปิดประตูและกลับเข้ามาในห้อง
เขาปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางเอ่ยพร้อมรอยยิ้มว่า “ในที่สุดเราก็หลอกพวกเขาได้สำเร็จ ตระกูลจินของเราอ่อนแอ ต่อให้ไม่ซื้อทรัพยากรจากนิกายเร้นลับก็บุ่มบ่ามไปหาเรื่องไม่ได้อยู่ดี!”
“ถ้าพวกเขาเข้าใจว่าเราจะขอต่อราคาก็ให้เข้าใจแบบนั้นไปเถอะ! พรุ่งนี้เราได้สิ่งที่ต้องการแล้วก็รีบกลับกันเถอะ!” จินฮ่าวเอินหัวเราะ
“ใช่!”
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อโจวอี้มั่นใจว่าสมาชิกนิกายเร้นลับกลับไปแล้ว เขาก็เดินกลับเข้ามาในห้องส่วนตัวของภัตตาคารฝูหมั่นอย่างสบายอารมณ์
เขาเห็นเฉินเฉินนั่งจ้องเซี่ยหลู่ก็อดกลอกตามองไม่ได้ เจ้าตัวค่อนข้างเฉลียวฉลาด แต่เรื่องความหน้าด้านนั้นเฉินเฉินไม่แพ้ใครในโลกนี้จริง ๆ ไม่แปลกที่ติดสี่อันดับลูกเศรษฐีไม่เอาอ่าวแห่งเมืองเยี่ยเฉิง
เจ้าเด็กไร้มารยาทคนนี้นี่!
ดูท่าจะไม่อยากฝึกยุทธ์แล้ว! เดี๋ยวจะพาเขากลับเมืองจินหลิง ไปบริษัทรักษาความปลอดภัยหลงหยวน เขาจะได้รู้ซึ้งสักที
ว่าแต่น้องเมียผู้น่าสงสารของเราก็ไปฝึกที่บริษัทรักษาความปลอดภัยหลงหยวนเหมือนกัน ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไงบ้าง! หวังว่าเขาจะไม่ร้องโวยวายถามหาเรานะ จะอยากหนีก็คงช่วยไม่ได้!
โจวอี้คิดอย่างอารมณ์ดี แต่ภายนอกทำเพียงแค่นั่งคุยและกินดื่มกับเฉินเหว่ยเย่ หลังมื้อเย็นจบลง โจวอี้และเซี่ยหลู่ไม่ได้รีบกลับคฤหาสน์ของอู๋ซินเยว่ แต่ตามพ่อลูกสกุลเฉินกลับไปบ้านตระกูลเฉิน ถ่ายทอดวิชาให้พวกเขาจนค่ำก่อนจะรีบกลับ
ณ เมืองเยี่ยเฉิง บ้านตระกูลหวัง
หวังเหยาคุกเข่าอยู่ในหอบรรพชนอยู่สี่ชั่วโมงเต็มจนขาชาไปหมด เขาถูกลงโทษให้นั่งคุกเข่าในหอบรรพชนซึ่งเป็นเรื่องปกติของบ้านหลังนี้ ทว่าทุกครั้งก่อนหน้านี้ที่ถูกลงโทษ ไม่นานนักแม่ก็จะโวยวายใส่พ่อ จากนั้นบทลงโทษก็จะสิ้นสุดลง
ทว่าครั้งนี้ต่างออกไป
แม่เขาสงสารลูกชายและโวยวายใส่พ่อเช่นเดิม แต่กลับถูกตบหน้าไปฉาดใหญ่ หวังเหยาผวาเมื่อย้อนนึกถึงตอนที่พ่อจะฆ่าแกงเขาและท่าทีหวาดกลัวของแม่
หวังไจ้หมินโกรธจริง ๆ นอกจากจะโมโหแล้ว ในใจยังเต็มไปด้วยความกังวล คนอื่นอาจไม่รู้เรื่องความเหี้ยมโหดของเซี่ยหลู่ ทว่าเขารู้ดีแก่ใจ เนื่องจากมีเพื่อนที่เคยตามจีบเซี่ยหลู่และทำเลยเถิดดูหมิ่นเธอ สุดท้ายต้องกลายเป็นบ้าและถูกขังในโรงพยาบาลจิตเวช รวมถึงคุณโจวผู้เป็นปริศนาคนนั้นด้วย คนที่ทำให้เฉินเหว่ยเย่นับถือและเซี่ยหลู่ตกหลุมรักอาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังน่ากลัวก็เป็นได้
เขาเกรงว่าอีกฝ่ายจะมาตามล้างแค้น ถึงขั้นกลัวว่าจะมาทำลายหวังกรุ๊ปเลยทีเดียว ดังนั้นตลอดสี่ชั่วโมงนี้ เขาจึงพยายามต่อสายหาเฉินเหว่ยเย่ หวังว่าอีกฝ่ายจะเห็นแก่มิตรภาพที่มีกันมานาน และช่วยเจรจากับโจวอี้และเซี่ยหลู่
ทว่ากลับโทรไม่ติดสักสาย
พูดให้ถูกคือเฉินเหว่ยเย่ตัดสายทิ้งและปิดเครื่องใส่ สถานการณ์นี้ทำให้เขายิ่งวิตกกว่าเดิม
กริ๊ง!
โทรศัพท์ในมือเขาพลันส่งเสียงดัง เขามองหน้าจอและเห็นว่าเป็นเฉินเหว่ยเย่ จึงรีบแตะรับสายและเอ่ยว่า “พี่เหว่ยเย่ ผมเอง ขอโทษที่โทรมารบกวนดึก ๆ ด้วยนะครับ”
“เอาล่ะ ฉันรู้ว่านายโทรมาทำไม ก่อนหน้านี้ฉันติดคุยธุระกับแขกอยู่ก็เลยไม่สะดวกรับสาย ครั้งนี้ลูกชายนายก่อเรื่องใหญ่โตแล้ว” เสียงเฉินเหว่ยเย่ดังมาจากปลายสาย
“ครับ ผมรู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เจ้าเด็กคนนั้นถูกตีและคุกเข่าในหอบรรพชนที่บ้านอยู่! พี่เหว่ยเย่เห็นแก่มิตรภาพที่มีมานานของเรา ช่วยผมด้วยนะครับ!”
หวังไจ้หมินเอ่ยขอร้องทันที
“ฉันเองก็อยากช่วย แต่ลูกชายนายไปหาเรื่องคนที่น่ากลัวมาก ๆ ต่อให้เราสองคนร่วมมือกันก็สู้เขาไม่ได้!” เฉินเหว่ยเย่ยิ้มอย่างจนปัญญา
“เขาเป็นใครเหรอครับ?”
“ฉันบอกละเอียดไม่ได้หรอก แต่บอกได้แค่ว่าถ้าเขาอยากทำ จะถล่มตระกูลหวังในชั่วข้ามคืนเลยก็ทำได้ รวมถึงผู้ฝึกยุทธ์ในสังกัดของนายด้วย”
“หา? ฮ่า ๆๆ…เวรละ”