หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 736 ชอบจริง ๆ
บทที่ 736 ชอบจริง ๆ
โจวอี้ตื่นขึ้นมาภายในห้อง น่าแปลกที่เขานอนหลับสนิทจนนาฬิกาชีวิตที่มักคงที่ไม่ทำงานในวันนี้
เมื่อมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์ก็อดจะส่ายหัวและยิ้มอ่อนไม่ได้
สิบโมงเช้าแล้ว
เขานอนไปแปดชั่วโมงเต็ม
ทันใดนั้นก็นึกถึงน้ำซุปที่เซี่ยหลู่เอามาให้ตอนเตรียมตัวอาบน้ำเมื่อคืน
หรือว่า…
เป็นเพราะน้ำซุปชามนั้น?
โจวอี้รีบลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว ก่อนจะลงไปที่ห้องนั่งเล่นชั้นล่าง เซี่ยหลู่นอนเอกเขนกอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่น มือพลิกอ่านนิตยสารแฟชั่น ด้านซ้ายมีอู๋ซินเยว่ที่ก็พลิกอ่านเอกสารอยู่เช่นกัน
“เซี่ยหลู่ เมื่อคืนคุณให้ผมกินซุปอะไรลงไป?” โจวอี้ถาม
“ซุปครีมเห็ดใส่เนื้อปูไง!” เธอเงยหน้าสวย ๆ ขึ้นมาพลางยิ้มหวาน
“ได้ใส่อย่างอื่นลงไปหรือเปล่า?” เขาถามต่อ
“ใส่สิ”
“ใส่อะไรลงไป?”
“ไม่ได้มีอะไรสักหน่อย ก็แค่ยานอนหลับ เมื่อคืนนายนอนหลับสนิทเลยใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอก ฉันแค่ใส่วัตถุดิบที่ช่วยให้นายหลับสบายเพราะช่วงนี้นายดูยุ่ง ๆ แต่ละวันนอนหลับไปได้นิดเดียวเอง” เซี่ยหลู่เผยสีหน้าภาคภูมิใจ
โจวอี้กุมขมับและยิ้มเอือมระอา เขารู้จักคนทั้งหญิงชายมาเยอะแยะ นี่เป็นครั้งแรกที่เจอคนที่กล้าวางยาเขาในซุป สิ่งที่ทำให้เหลือเชื่อที่สุดคือการที่เขาเป็นศิษย์ของสำนักโอสถแห่งโลกผู้ฝึกยุทธ์ ได้รับสืบทอดตำแหน่งจากเจ้าสำนักโอสถมาโดยตรง แต่กลับไม่รู้ว่ามียานั้นอยู่ในน้ำซุป
หรือจะใส่มาในปริมาณน้อย?
หรือระดับวรยุทธ์ของเซี่ยหลู่จะสูงเกินไป?
อู๋ซินเยว่ยกยิ้มมุมปากก่อนจะพูดว่า “หลู่หลู่เห็นว่านายยุ่งกับการวางแผนโน่นนี่อยู่ทุกวัน กลัวว่านายจะใช้สมองมากเกินไป เธอถึงได้อยากให้นายหลับสบายไง”
“ผมไม่ใช่คนสองหน้านะ” โจวอี้เอ่ยด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
“นายเป็นคนฉลาดก็จริง แต่คนฉลาดก็ใช้สมองหนักเกินไปได้นะ! ใช่ไหมล่ะ” เซี่ยหลู่ท้วง
“ฉลาดแถมยังหัวหมอมากด้วย!”
โจวอี้กลอกตามองบน ก่อนจะเดินไปยังครัวด้วยความไม่พอใจ เขาไม่สามารถลงไม้ลงมือหรือบ่นเซี่ยหลู่ได้ นั่นจึงทำให้เขาหงุดหงิดใจมากทีเดียว หลังจากรีบกินดื่มเสร็จเขาก็กลับไปฝึกวิชาที่ห้องรับรองแขก กระทั่งตกดึกจึงออกมาโดยไม่ได้รีบร้อนหาของกิน กลับออกจากคฤหาสน์ไปพร้อมคู่มือเคล็ดวิชา ‘ดาราสถิต’
ณ โรงน้ำชาจินเหมิน
จินฮ่าวเอินและจินฮ่าวเจิ้นนั่งรออยู่ในห้อง แม้กลิ่นหอมจากชาจะตลบอบอวลไปทั่วห้อง แต่พวกเขายังไม่สนใจจะลิ้มรสของมัน
“พี่ใหญ่ อีกห้านาทีจะเที่ยงคืน พ่อหนุ่มสกุลโจวคนนั้นยังไม่มาเลย เขาจะไม่ได้หลอกเราใช่ไหม?” จินฮ่าวเจิ้นท้วงถาม
“ฉันว่าไม่หรอก” จินฮ่าวเอินบอกทั้งที่ยังคงหวั่นใจ
“รออีกห้านาทีแล้วกัน ถ้าเขาไม่มาเราจะกลับกันทันที” จินฮ่าวเจิ้นบอก
“ไม่ต้องห่วงไปหรอก รออีกหน่อย อาจจะ…”
ตอนนั้นเอง ประตูก็ถูกผลักเปิดออก
โจวอี้เดินเข้ามาตามลำพัง เขามองสองพี่น้องที่ลุกพรวดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ปล่อยให้ผู้อาวุโสทั้งสองรอตั้งนาน พอดีผมเสียเวลาพยายามสลัดผู้อาวุโสของสำนักที่รับหน้าที่คุ้มกันผมตอนกลางคืนน่ะครับ คุณรีบกันหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไร ๆ” จินฮ่าวเจิ้นหัวเราะพลางส่ายหน้าให้
“ผู้อาวุโสทั้งสอง นี่เคล็ดวิชา ‘ดาราสถิต’” โจวอี้ยื่นคู่มือให้
จินฮ่าวเอินรีบรับมาพลิกอ่านดูกับน้องชาย สีหน้าฉายแววตื่นเต้น พวกเขาไม่กล้าเชื่อคนจากนิกายเร้นลับอย่างเต็มร้อย แต่กับโจวอี้นั้นยังพอจะเชื่อใจอยู่บ้าง
อย่างไรเสีย คนนิกายเร้นลับก็มีประเด็นเรื่องความน่าไว้วางใจอยู่ แม้ว่าคราวนี้โจวอี้จะท่าทางดูไม่จริงจัง แต่พวกเขาก็เชื่อว่าอีกฝ่ายไม่กล้าเอาเรื่องทำนองนี้มาหลอกลวงกัน
“สามพันแก่นวิญญาณอยู่ในกระเป๋า นายนับได้เลย!” จินฮ่าวเอินยิ้ม
โจวอี้เปิดกระเป๋า กวาดสายตามอง ก่อนจะรูดซิปปิดกลับเหมือนเดิมพร้อมบอกว่า “ไม่ต้องนับหรอก ผมเชื่อใจผู้อาวุโสทั้งสอง”
พูดออกมาถึงขนาดนี้!
เจ้าตัวไม่แวะนั่งพัก หลังจากบอกลาพวกเขาก็รีบกลับไปพร้อมกระเป๋าใหญ่สีดำสองใบ การแลกเปลี่ยนกันครั้งนี้ยังไม่ทันมีใครได้เห็น เขาจึงไม่คิดอยู่ดื่มชาและพูดคุยกับสองผู้อาวุโสตระกูลจิน
ตีหนึ่งครึ่ง
โจวอี้ขับรถกลับมาที่คฤหาสน์บนยอดเขา ทว่าก็ต้องแปลกใจเมื่อเซี่ยหลู่ยังไม่นอน ครั้นจอดรถแล้วเธอก็โผล่มาอย่างไม่ให้ซุ่มให้เสียง
“ไปทำอะไรมา?” เซี่ยหลู่ถามด้วยความสงสัย
“ออกไปทำธุรกิจมา” เขายิ้ม
“ธุรกิจอะไรล่ะ?”
“ความลับ” โจวอี้อมยิ้ม
เขาเปิดหลังรถและหยิบกระเป๋าใบใหญ่สองใบออกมายื่นให้เธอ
“นี่สามพันแก่นวิญญาณ ผมเพิ่งได้มา ก่อนหน้านี้คืนไปสามพันหกร้อยแก่นวิญญาณแล้ว ยังติดหนี้คุณอยู่พันสี่”
เซี่ยหลู่งุนงง เมื่อเปิดกระเป๋าดูก็พบว่าทั้งสองใบเต็มไปด้วยแก่นวิญญาณ
เอามาจากไหนกัน?
ไปทำธุรกิจอะไรถึงได้หาสามพันแก่นวิญญาณได้ในชั่วข้ามคืน
แม้เธอจะมีเหมืองแก่นวิญญาณพร้อมคนงานที่ทำงานหนักเป็นครึ่งเดือนก็เหมือนจะสู้ไม่ได้เลยไม่ใช่หรือ?
หลังจากนั้น เซี่ยหลู่นึกขึ้นได้ก่อนจะเตะหลังรถพร้อมตะโกนอย่างเกรี้ยวกราด
“นายต้องขีดเส้นกับฉันชัดขนาดนี้เลยเหรอ?”
“อะไรเล่า?”
โจวอี้งุนงง เขาไปขีดเส้นอะไรกับเธอกันล่ะเนี่ย?
“ฉันไม่อยากได้แก่นวิญญาณ ที่นายให้ฉันมาก่อนหน้านี้ก็ยังอยู่ในห้องของนายนั่นแหละ” เธอบอกพลางสะบัดผมยาว ๆ ของเธอหนึ่งทีและหันหลังเดินเข้าบ้านไป
หมายความว่าไง?
เธอให้เขายืมแปดพันแก่นวิญญาณมาซื้อตัวนักโทษหม่าเทียนฝู! จะไม่ต้องคืนแก่นวิญญาณได้อย่างไร
ทำไมถึงได้…มาโกรธกันล่ะ เขามองตามแผ่นหลังเธอด้วยความสับสนก่อนจะถอนหายใจ
‘จิตใจผู้หญิงช่างยากแท้หยั่งถึง’
“อย่าคิดไปไกลสิ! เธอไม่อยากให้ขีดเส้นกั้นชัดเจนขนาดนั้นต่างหาก ดูท่าว่าเธอจะชอบเจ้าจริง ๆ นะเนี่ย” เหลียงเหล่ยหัวเราะ
“คนแก่อย่างคุณรู้เรื่องเยอะดีนะครับ” เขาทั้งขำทั้งท้อใจ
“แน่อยู่แล้วสิ ใช่ว่าไม่เคยผ่านวัยหนุ่มมาสักหน่อย!” เหลียงเหล่ยหัวเราะร่า
เวิงหลิวกุ้ยมองเหลียงเหล่ย ก่อนจะหันไปหาโจวอี้ “ก่อนหน้านี้เราได้รับสายจากเจ้าสำนัก เธอตกลงทำตามแผน แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไรครับ?” โจวอี้ถาม
“ตอนนี้สำนักโอสถของเราขาดกำลังคนจำนวนมาก เพราะเหตุฉุกเฉินเรื่องตระกูลโบราณทั้งสามที่ทะเลสาบเซียนหนู่ หลายฝ่ายก็เลยต้องส่งคนไปช่วยต่อสู้ เจ้าสำนักบอกให้เราสองคนติดต่อตระกูลและองค์กรนักสู้ชั้นรอง เพื่อแอบขายเคล็ดวิชา ‘ดาราสถิต’ ให้” เวิงหลิวกุ้ยบอก
“หมายความว่าจะอยู่คุ้มกันผมไม่ได้แล้วใช่ไหม?” โจวอี้ถาม
“ตอนนี้ก็คงไม่ได้แล้วล่ะ ดังนั้นต่อไปก็อยู่เงียบ ๆ และอย่าไปก่อเรื่องแล้วกัน หลังเข้าร่วมงานประมูลที่ตลาดมืดก็รีบกลับจินหลิง” เวิงหลิวกุ้ยกำชับ
“ครับ ผมรู้แล้ว”
โจวอี้บอกทั้งที่ในใจไม่ได้กังวลแต่อย่างใด ถึงจะไม่มีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าคอยปกป้องซึ่งทำให้เขากดดันอยู่บ้าง แต่เขาก็ได้ติดสินบนหม่าเทียนฝูที่อยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ให้คอยแอบคุ้มกันไว้แล้ว
อีกทั้งด้วยพลังเขาเอง ต่อให้สู้กับผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าก็ใช่ว่าจะหลบหนีไม่ได้