หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 744 การต่อสู้จากอีกฝั่ง
บทที่ 744 การต่อสู้จากอีกฝั่ง
เมืองเยี่ยเฉิง
ณ คฤหาสน์หรูบนยอดเขา
เสียงเคาะประตูปลุกอู๋ซินเยว่ให้ตื่นขึ้นมา เธอลืมตา ยันแขนลุกขึ้นนั่ง และเห็นจินหมินผลักประตูเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจัง
“เกิดอะไรขึ้น?” เธอถาม
“เจ้านายคะ เกิดเรื่องแล้วค่ะ” จินหมินกระซิบบอก
“มีเรื่องอะไร?”
“คุณโจวกับคุณหนูเซี่ยถูกสมาชิกนิกายอสูรดำโจมตีระหว่างเดินทางกลับ บาดเจ็บสาหัสและยังไม่ได้สติกันเลยค่ะ” จินหมินรายงาน
“ว่าไงนะ?” อู๋ซินเยว่ตัวสั่น สายตาฉายแววเหลือเชื่อ
เธอรีบสะบัดผ้าห่มออกจากตัวและลุกจากเตียงออกไปด้านนอก
“พวกเขาพ้นขีดอันตรายหรือยัง?”
“ไม่มั่นใจเลยค่ะ แต่ไม่น่าจะเป็นอันตรายนะคะ เพราะคนที่พาตัวพวกเขามาส่งคือเจ้าสำนักโอสถฉู่เทียนฮุ่ยค่ะ” จินหมินตอบ
ฉู่เทียนฮุ่ยเหรอ?
อู๋ซินเยว่ใจหายวาบ หมายความว่าเหตุการณ์ร้ายแรงถึงขั้นที่ต้องให้ฉู่เทียนฮุ่ยรีบมาที่เมืองเยี่ยเฉิงด้วยตนเองเลยเหรอ?
หมายความว่าโจวอี้กับเซี่ยหลู่เจ็บหนักขนาดนั้นเลยใช่ไหม?
พวกเขา…
อู๋ซินเยว่ไม่คิดอะไรอีกต่อไป เธอรีบไปที่ห้องรับรองฝั่งตะวันตก
ครั้นเธอเห็นฉู่เทียนฮุ่ยเดินออกมาจึงรีบถาม “เจ้าสำนักฉู่ โจวอี้เขา…”
“เขาไม่เป็นไร แค่เจ็บหนักแต่ไม่ได้อันตรายถึงชีวิตหรอก”
ฉู่เทียนฮุ่ยเหลือบมองหน้าท้องที่ยื่นออกมาของอู๋ซินเยว่แล้วถามว่า “แม่หนูซินเยว่ เธอควรเปลี่ยนมาเรียกฉันว่าอาจารย์ได้แล้วไม่ใช่เหรอ?”
อาจารย์?
เมื่อได้ยินว่าโจวอี้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เธอก็โล่งใจขึ้นมา ทว่าคำพูดของฉู่เทียนฮุ่ยทำให้เธอถึงกับใจสั่นขึ้นมาอีกครั้ง
เรียกได้ด้วยเหรอ?
ถ้าเรียกออกไปก็หมายความได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงของโจวอี้จริง ๆ แต่เพียง…ผู้เดียว
ตั้งท้องลูกของเขาแล้ว ทั้งยังไม่กลัวที่จะต้องแต่งงานใหม่อีกครั้ง งั้นก็พูดมันออกมาเลยแล้วกัน!
อู๋ซินเยว่สูดหายใจเข้าลึกและคารวะด้วยความนอบน้อมขณะเอ่ยว่า “อาจารย์”
“อื้ม! เด็กดี” ฉู่เทียนฮุ่ยหยิบขวดโอสถยัดใส่มือหญิงสาวและกระซิบบอก “ไปดูอาการแม่หนูเซี่ยหลู่เถอะ! อาการเธอแย่กว่าเสี่ยวอี้เยอะ”
หมายความว่าอย่างไร?
อู๋ซินเยว่ใจหายวาบอีกครั้ง สายตาฉายแววหวาดหวั่นใจ
“ไม่ต้องคิดมาก เซี่ยหลู่ก็ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิตเหมือนกัน แค่บาดเจ็บสาหัส แต่ฉันยังไม่มั่นใจว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่” ฉู่เทียนฮุ่ยบอก
“ค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปดูเธอเอง”
อู๋ซินเยว่รีบเดินไปห้องนอนแขกที่เซี่ยหลู่พักอยู่ หลังจากก้าวเข้าไปก็เห็นเซี่ยหลู่นอนอยู่บนเตียง ด้วยลมหายใจแผ่วเบา หยาดน้ำตาใสยังคงรื้นขอบตา
หลายปีที่ผ่านมา เธออยู่ที่เมืองเยี่ยเฉิง ส่วนเซี่ยหลู่อยู่เมืองเซินเจิ้น ทั้งสองมีมิตรภาพแน่นแฟ้น คอยช่วยเหลือกันและกันมาตลอดหลายปี พวกเธอต่างเอาตัวรอดมาด้วยกัน
เธอเห็นว่าเซี่ยหลู่เป็นพี่น้องแท้ ๆ ดังนั้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพนี้ จึงทำให้เธอยิ่งไม่สบายใจ
“เจ้านายคะ ฉันไปรู้เรื่องบางอย่างมาค่ะ” จินหมินกระซิบบอกหลังจากเดินเข้ามาด้านหลังอู๋ซินเยว่
“ว่ามา”
“คนที่ทำร้ายคุณโจวกับคุณหนูเซี่ยหลู่เป็นสมาชิกนิกายอสูรดำ มีคนระดับผสานเต๋าคนหนึ่ง และระดับบรรพจารย์ยุทธ์สองคน แล้วก็มีระดับปรมาจารย์มากกว่าสิบคนค่ะ”
“คุณโจวยังซื้อนักโทษสองคนมาจากคุก คนหนึ่งชื่อหม่าเทียนฝู เป็นยอดฝีมือระดับบรรพจารย์ยุทธ์ ส่วนอีกคนฉายาลูกหมาป่า อยู่ในระดับปรมาจารย์ค่ะ”
“หลังจากถูกโจมตี หม่าเทียนฝูเจ็บหนัก ลูกหมาป่าเองก็เจียนตาย โชคดีที่ผู้อาวุโสสำนักโอสถมาช่วยเอาไว้ทัน ส่วนลูกน้องของคุณหนูเซี่ยหลายสิบคนถูกฆ่าไปเก้าคน อีกหกคนก็บาดเจ็บสาหัส”
“คนจากนิกายอสูรดำตายไปแค่สามคน คุณโจวเป็นคนฆ่าคนที่อยู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ค่ะ”
“คนที่อยู่ระดับผสานเต๋าดูเหมือนจะเจ็บหนักเพราะฝีมือคุณโจว ก่อนจะหนีไปพร้อมกับสมาชิกคนอื่นของนิกายอสูรดำค่ะ” จินหมินหันมามองเซี่ยหลู่ที่ยังนอนหมดสติอยู่บนเตียง ท่าทางดูลังเลไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยต่อ “จากที่หม่าเทียนฝูเล่ามา คุณหนูเซี่ยโผเข้ามายืนขวางหน้าคุณโจวไว้ตอนเกิดสถานการณ์คับขัน บังพลังรุนแรงให้เขา ที่คุณหนูเซี่ยเจ็บหนักขนาดนี้ก็เพราะช่วยชีวิตคุณโจวไว้ค่ะ” อู๋วินเยว่อึ้งไป สายตาจ้องมองใบหน้าซีดเซียวของเซี่ยหลู่
หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็พลันยกยิ้มขึ้น แม้ว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นจะขมขื่นมากก็ตาม
“หลู่หลู่ เธอจบเห่แล้วล่ะ”
“เธอน่ะเป็นคนที่กลัวตายมาตลอด แต่กลับยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อเขา”
“ใจถึงจริง ๆ นะ”
“ความรักครั้งนี้ลึกซึ้งมาก เธออาจจะปล่อยมือจากมันไม่ลงไปตลอดชีวิต”
“เราคงอยู่ในเงื้อมมือของเขาไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ”
“นี่คงเป็นโชคชะตา!”
อู๋ซินเยว่กุมมือเซี่ยหลู่พลางพึมพำบอก
เพียงพริบตาเดียว สองวันก็ล่วงเลยผ่านไป
โจวอี้ฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่เขาทำคือรีบไปที่ห้องนอนของเซี่ยหลู่ เมื่อรู้ว่าเธอพ้นขีดอันตรายแต่ไม่รู้จะฟื้นขึ้นมาเมื่อไรก็ปวดใจขึ้นมา
เขารู้ใจตัวเองแล้วว่ารักเซี่ยหลู่ไม่น้อย
ก่อนหน้านี้อาจดูเหมือนว่าเขาไม่ชอบเธอ แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธอยั่วยวนเขาหนักมากทีเดียว
แต่การยั่วยวนนี้ไม่ได้เป็นเหตุผลที่ทำให้เขาผูกพันกับเธอ ยิ่งได้อยู่ด้วยกันก็ยิ่งพบข้อดีในตัวเธอ บางทีตอนนั้นเมล็ดพันธุ์แห่งรักอาจถูกปลูกขึ้นมาแล้ว ทว่า…มันก็เป็นเพียงเมล็ดพันธุ์
ระหว่างต่อสู้กับนิกายอสูรดำ ในช่วงเวลาคับขันที่สุด เซี่ยหลู่เข้ามารับการโจมตีทรงพลังแทนเขาไว้อย่างกล้าหาญ มันเป็นการหยั่งรากของเมล็ดพันธุ์แห่งรักลึกลงไปในใจเขา
“อาจารย์ เธอจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ครับ?” โจวอี้ถาม
“ฉันก็ไม่แน่ใจ” ฉู่เทียนฮุ่ยบอกพลางยิ้มอย่างลำบากใจ
“แม้แต่อาจารย์ก็ไม่รู้เหรอครับ” โจวอี้สงสัย
“เธอบาดเจ็บสาหัส รอดชีวิตมาได้ก็ปาฏิหาริย์แล้ว ถึงจะรักษาหัวใจและเส้นเลือดไว้ได้ทันท่วงที แล้วฉันก็ให้กินโอสถฟื้นฟูขนานดีที่ทำจากหญ้าคืนวิญญาณไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่” ฉู่เทียนฮุ่ยบอก
“ครับ!” โจวอี้พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
“เสี่ยวอี้ ฉันคิดบางอย่างมาสองวันแล้ว แล้วก็คิดว่าน่าจะบอกเธอเรื่องนี้”
“อะไรเหรอครับ?”
“รู้จักหนานกงเหยาไหม?”
“รู้จักครับ”
“เมื่อคืนวาน คนที่ก่อเหตุทำร้ายเธอไม่ได้มีแค่นิกายอสูรดำ แต่ยังมีพวกอเวจีโลหิตด้วย” ฉู่เทียนฮุ่ยบอกด้วยรอยยิ้มขมขื่น
“พวกอเวจีโลหิตเหรอครับ ทำไมถึงได้เกี่ยวข้องกับหนานกงเหยาอีกแล้วล่ะ?” โจวอี้งุนงง
“หนานกงเหยามาที่เมืองเยี่ยเฉิงหลังจากตามไล่ล่าพวกอเวจีโลหิต ตอนหลังมารู้ว่าพวกนั้นวางแผนบางอย่างอยู่ เธอก็เลยติดต่อกับสมาชิกคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง ตอนที่นายถูกพวกนิกายอสูรดำโจมตี เธอเองก็ตามคนของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงให้ไปสู้กับพวกนั้นด้วยอีกทาง”
“การต่อสู้ฝั่งนั้นดุเดือดกว่าสถานการณ์ของฝั่งนายมาก”
“คนจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงมากกว่ายี่สิบคนตาย แถมเป็นระดับบรรพจารย์ยุทธ์ถึงสองคน หนานกงเหยาเองก็เจ็บหนัก ถึงเธอจะถูกส่งไปสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงในเมืองเยี่งเฉิงแล้วก็ยังไม่ฟื้นเลย”
“สมาชิกของนิกายอเวจีโลหิตที่ทางคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงจับตัวมาได้บอกมาว่า เดิมทีพวกเขาร่วมมือกับนิกายอสูรดำเพื่อลอบทำร้ายนาย แต่คนที่มาทำลายแผนการก็คือหนานกงเหยา”
“เรียกได้ว่าหนานกงเหยาเป็นคนที่ช่วยชีวิตพวกนายทั้งหมดเอาไว้” ฉู่เทียนฮุ่ยเอ่ยจบ เจ้าตัวก็นึกสับสนขึ้นมา เธอค้นพบว่าศิษย์ของตนไปมีชะตาดอกท้อต้องกับแม่นางอีกคนแล้ว