หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 746 กลับเมืองจินหลิง
บทที่ 746 กลับเมืองจินหลิง
ภายในห้องคนไข้ชั้นเก้า หนานกงเหยานอนอยู่บนเตียง ใบหน้าซีกซ้ายถูกพันแผลเอาไว้ อุปกรณ์ทางการแพทย์ถูกติดตั้งตรวจวัดสัญญาณชีพของเธอ
“คุณชายโจว เธอบาดเจ็บสาหัส รอดมาได้ก็นับว่าปาฏิหาริย์มากแล้วครับ” โม่เจิ้งอู๋เอ่ยก่อนจะถอนหายใจขณะเดินตามหลังโจวอี้
“เธอจะฟื้นเมื่อไหร่?” โจวอี้ถาม
“ผมเองก็ไม่มั่นใจครับ” โม่เจิ้งอู๋ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มลำบากใจก่อนเอ่ยต่อ “ศีรษะเธอได้รับการกระทบกระเทือนอย่างแรง แผลเต็มตัวไปหมด โดยเฉพาะปอดที่ถูกปราณดาบโจมตีเต็ม ๆ อวัยวะภายในก็เสียหายด้วย ถึงเจ้าสำนักฉู่จะมารักษาเธอด้วยตัวเองก็ทำได้แค่ยื้อชีวิตเอาไว้ ยังไม่แน่ใจว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวอี้ก็นึกจนปัญญา เซี่ยหลู่เพิ่งฟื้น แต่อีกคนอย่างหนานกงเหยายังคงหมดสติอยู่ ว่ากันตามหลักการแล้ว เขากับหนานกงเหยาไม่ได้เป็นญาติหรือข้องเกี่ยวกันทางสายเลือดแต่อย่างใด แทบไม่เคยได้พบกันด้วยซ้ำ ทว่าถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ล่อพวกนิกายอเวจีโลหิตระดับบรรพจารย์ยุทธ์เอาไว้ ทำให้เขาเอาชีวิตรอดมาได้ เขาต้องตอบแทนบุญคุณในครั้งนี้
“ผู้ตรวจการโม่ ผมจะพาตัวหนานกงเหยาไป ถ้าต่อไปคุณได้ข้อมูลเรื่องนิกายอเวจีโลหิตกับนิกายอสูรดำก็แจ้งผมมาได้ทันทีเลยนะครับ”
“ได้ครับ” อีกฝ่ายพยักหน้ารับ
หลังจากนั้นชั่วโมงกว่า โจวอี้ได้พาหนานกงเหยากลับมาที่คฤหาสน์ของอู๋ซินเยว่ โดยให้เธอพักที่ห้องรับรองแขกชั้นสอง
ทว่าระหว่างกำลังเตรียมการรักษาอาการบาดเจ็บของเธอ เขาก็นึกลังเล
หนานกงเหยามีบาดแผลทั่วร่าง แม้ว่ามันจะได้รับการเย็บเรียบร้อยแล้ว แต่ยังต้องทาขี้ผึ้งเทียนเหลียนอยู่ ซึ่งหลายแผลอยู่ในบริเวณของสงวนของเธอ
ในที่สุด เขาก็ควบคุมอารมณ์และข่มความเขินอายของตนเองเอาไว้ เขาทาขี้ผึ้งเทียนเหลียนลงบนแผลของเธอด้วยมุมมองของคนเป็นหมอ การฝังเข็มและการรมยาถูกนำมาใช้เพื่อกระตุ้นเส้นเลือด ทำให้เลือดลมไหลเวียน ขจัดเลือดเสีย และฟื้นฟูอาการบอบช้ำของอวัยวะภายใน หลังจัดการเสร็จสิ้นก็พันแผลและใส่เสื้อผ้าให้เธอ
ณ บริเวณข้างเตียง อู๋ซินเยว่ยืนมองหนานกงเหยาอยู่เงียบ ๆ สายตาปราศจากความรู้สึกอื่นใดนอกจากนึกเห็นอกเห็นใจ
หากเป็นเหตุการณ์ปกติ เธออาจหึงหวงและรู้สึกไม่สบายใจ ทว่าไม่ใช่ในตอนนี้ ร่างกายของหนานกงเหยาเต็มไปด้วยบาดแผลรุนแรงลึกมากกว่าห้าเซนติเมตรมากกว่าสิบแผล และบาดแผลขนาดเล็กอย่างน้อยอีกยี่สิบแผล แม้ก่อนหน้านี้จะผ่านประสบการณ์ต่อสู้มาโชกโชน แต่ยังจินตนาการไม่ออกว่าอีกฝ่ายเผชิญหน้ากับการต่อสู้ที่ดุเดือดขนาดไหน โดยเฉพาะใบหน้าซีกซ้ายของหนานกงเหยา…
อู๋ซินเยว่รู้จักหนานกงเหยาและรู้ว่าเจ้าหล่อนได้ชื่อว่าเป็นสาวสวยอันดับหนึ่งของปักกิ่ง แต่ตอนนี้แก้มซ้ายกลับมีรอยแผลเป็นน่ากลัว ทำลายความงามของเจ้าตัวและถูกแทนที่ด้วยความน่าหวาดหวั่น
“เธอจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่เหรอ? โจวอี้” อู๋ซินเยว่ถาม
“ไม่รู้สิ” เขาส่ายหน้า
เขาตรวจร่างกายและอาการบาดเจ็บของหนานกงเหยาแล้ว เธอได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะรุนแรง ต่อให้มีทักษะการแพทย์เก่งกาจแค่ไหน ก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าเธอจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่
“ตอนนี้ให้เธออยู่ดูอาการที่นี่ไปก่อนแล้วกัน! ฉันจะให้คนมาดูแลเธอเอง” อู๋ซินเยว่กล่าว
“อืม”
ตกเย็น หลังจากที่ฉู่เทียนฮุ่ยมารวมตัวกับยอดฝีมือสำนักโอสถหลายคน เธอก็รีบเดินทางออกจากเมืองเยี่ยเฉิง ในขณะที่โจวอี้อยู่ต้อนรับใครคนหนึ่ง
เยี่ยป๋อซางเพิ่งมาถึง อีกฝ่ายได้รับสายจากโจวอี้จึงรีบมาที่นี่
บริเวณข้างกระถางดอกไม้ โจวอี้มองเยี่ยป๋อซางที่มาถึงแล้วเอ่ยว่า “เฒ่าเยี่ย ขอแนะนำให้รู้จัก ท่านนี้คือผู้อาวุโสหม่า หม่าเทียนฝู ส่วนทางนี้คือไป๋หลิงกับเหลยหลง พวกเขาเป็นคนของเรา”
“ฉันอยากขอให้นายพาพวกเขาไปที่เกาะซ่อนหมอกโดยด่วนเลย”
“ผู้อาวุโสหม่าบาดเจ็บอยู่ ระหว่างทางช่วยระมัดระวังหน่อยนะ”
“แล้วก็ต่อไปฉันจะให้ผู้อาวุโสหม่าประจำการอยู่ที่เกาะซ่อนหมอก จะได้เบาใจได้มากขึ้น” โจวอี้พูดจบก็มองหลายคนที่นิ่งอึ้งไป ก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด
“ข้าต้องอยู่ปกป้องความปลอดภัยของเจ้าสิ” หม่าเทียนฝูบอกเสียงเข้ม
“ผู้อาวุโสหม่า หลังจากผ่านการต่อสู้ก่อนหน้านี้มา ผมกลัวว่าอาจารย์จะส่งคนมาคอยคุ้มกัน คุณไปอยู่ที่เกาะซ่อนหมอกเถอะ! มันเป็นเกาะส่วนตัวที่ผมซื้อเอาไว้เพื่อฝึกฝนกองกำลัง คุณเป็นยอดฝีมือระดับบรรพจารย์ยุทธ์ มีคุณอยู่ดูแลที่นั่นผมเองก็สบายใจด้วย” โจวอี้อธิบาย
หม่าเทียนฝูลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้ารับ แม้เขาจะไม่ได้เห็นด้วยกับการฝึกฝนกองกำลังของโจวอี้ แต่เมื่อเจ้าตัวขอให้เขาไปคอยรับผิดชอบดูแล เขาเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงตัดสินใจว่าเมื่อไปถึงที่นั่นจะตั้งใจฝึกฝนคนของโจวอี้ และทำให้คนเหล่านั้นแข็งแกร่งขึ้นให้ได้
“เฒ่าเยี่ย มีอีกอย่างที่นายต้องบอกปู่สาม ไป๋หลิงได้รับถ่ายทอดสายเลือดกลายเป็นแวมไพร์ ให้ปู่สามเก็บเลือดเอาไว้ให้เธอด้วยนะ” โจวอี้บอก
แวมไพร์เหรอ?
คนจากสมาคมมืด?
เยี่ยป๋อซางสีหน้าเปลี่ยนสีและหันไปมองไป๋หลิง ก่อนจะพยักหน้ารับเงียบ ๆ
เขาไม่กล้าถามถึงที่มาของเธอ เพราะเชื่อว่าโจวอี้ไม่มีทางยอมรับคนของศัตรูมาเป็นพวก
“เจ้านาย ผมต้องทำอะไรอีกบ้าง?” เขาถาม
“ไม่มีอะไรแล้วล่ะ ตามแผนเดิมของเรา งานสำคัญของนายตอนนี้คือการสร้างกำแพงทองแดงและกำแพงเหล็กที่เกาะซึ่งเป็นที่กบดานสุดท้ายของเรา” โจวอี้ตอบ
“รับทราบ!”
เยี่ยป๋อซางพูดจบก็พลันนึกบางอย่างขึ้นได้ “เจ้านาย มีเงินติดตัวอยู่บ้างไหม ถ้าจำไม่ผิดคราวก่อนคุณให้เงินก้อนใหญ่มา แต่ผมต้องกว้านซื้อเกาะรอบ ๆ เกาะซ่อนหมอกเพื่อใช้เป็นกันชนชั้นนอกของเกาะซ่อนหมอก”
“เท่าไหร่ล่ะ?”
“พวกเกาะเล็กก็ไม่ค่อยแพงหรอก อย่างมากก็ใช่แค่สองร้อยล้านหยวน”
“เดี๋ยวฉันโอนเงินให้”
“ได้เลย งั้นผมขอตัวก่อน”
“ไปเถอะ!”
โจวอี้มองเยี่ยป๋อซางและหม่าเทียนฝูหายลับไปในความมืดและลอบถอนหายใจออกมา
เตรียมล้อมคอกเอาไว้ก่อนวัวหายจะดีกว่า
มีศัตรูตัวฉกาจจากนิกายเร้นลับ รวมถึงสำนักมารอย่างนิกายอเวจีโลหิตและนิกายอสูรดำ เขาต้องเตรียมการต่อไปเพื่อที่จะได้มีผู้แข็งแกร่งกำจัดศัตรูเหล่านั้น
สามวันต่อมา
โจวอี้กลับมาที่เมืองจินหลิงพร้อมกับหนานกงเหยาที่ยังไม่ฟื้น อาการบาดเจ็บของเซี่ยหลู่ทรงตัวและดีขึ้นมาก เขาไม่ต้องอยู่คอยรักษาให้อีกต่อไปแล้ว อาการของอู๋ซินเยว่และเด็กในท้องเองก็คงที่ดีเช่นกัน
เขายังมีเรื่องสำคัญต้องจัดการเมื่อกลับไปถึงเมืองจินหลิง
ณ เซียงจางวิลล่า
เฉิงฮ่าวพร้อมด้วยลูกน้องหลายคนที่ไว้วางใจรออยู่ด้านนอกประตูวิลล่าด้านใน ซีชิงอิ่งแสนสวยหาใครเทียบยืนอยู่ข้างเขา เขาเห็นเธอโผล่มากะทันหันก็รู้สึกแปลกใจ
ทว่าเมื่อรู้ว่าโจวอี้ส่งเธอมาก็ไม่ซักไซ้ถามอะไรมากนัก
“มาถึงแล้ว”
เฉิงฮ่าวเห็นรถสองคันแล่นเข้ามาก็ตื่นตัวขึ้นทันที
ไม่นานหลังจากนั้น รถออฟโรดและรถคันยาวก็มาจอดหน้าวิลล่า โจวอี้เป็นคนแรกที่ลงมาและทักทายเฉิงฮ่าวและซีชิงอิ่ง ก่อนจะสั่งให้คนหามเปลของหนานกงเหยาซึ่งยังคงหมดสติลงมาจากรถอีกคัน
โจวอี้เดินนำคนที่หามเปลเข้ามาในวิลล่า ตรงเข้าไปยังห้องนอนใหญ่ชั้นสอง ค่อย ๆ วางเธอลงบนเตียงหลังใหญ่
“เธอคือ… หนานกงเหยาเหรอคะ?” ซีชิงอิ่งถาม
“ใช่แล้ว เธอคนนี้นี่แหละ”
“ทำไมถึง…”
“ไปคุยกันที่ห้องทำงานเถอะ!”