หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 751 พรสามข้อของเหมียวเหมี่ยว
บทที่ 751 พรสามข้อของเหมียวเหมี่ยว
ในฐานะตัวเอกของงานวันเกิด ถังเหมียวเหมี่ยวย่อมมีความสุขมากกว่าใคร
เธอไม่ได้มีความสุขแค่เพราะมีแขกมากมายมาร่วมงานที่บ้าน หรือเพราะบรรยากาศอันชื่นมื่นเหล่านี้ แต่เพราะงานวันเกิดปีนี้มีพ่ออยู่ด้วยต่างหาก!
ใช่แล้ว! เธออยากให้พ่ออยู่ด้วยกันมาตลอด ตอนนี้ความฝันของเธอเป็นจริงแล้ว
สนามหญ้ามีการตกแต่งราวกับเทพนิยาย โคมไฟสีสันสดใสส่องสว่างไปทั่วทุกมุม ทุกสายตาจับจ้องไปยังถังเหมียวเหมี่ยว
“เหมียวเหมี่ยว ขอพรสิคะลูก” ถังหว่านบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“หนูอยากขอพรสามข้อค่ะ “ ถังเหมียวเหมี่ยวเอ่ยพลางมองเค้กห้าชั้นตรงหน้า
“ได้เลย!”
“พรข้อแรกคือ ขอให้พ่ออยู่ฉลองงานวันเกิดกับหนูตลอดไป ห้ามทิ้งหนูไปไหนอีก” ถังเหมียวเหมี่ยวหันไปมองโจวอี้ด้วยแววตาเป็นประกาย ทำเอาโจวอี้ถึงกับใจสั่น
เขาบีบแก้มลูกสาวเบา ๆ ก่อนจะจูบหน้าผากเธอพร้อมกระซิบบอก “ต่อไปพ่อจะอยู่ฉลองวันเกิดกับลูกตลอดไปเลย พ่อสัญญาว่าชีวิตนี้จะไม่มีทางทิ้งหนูไปไหนอีก”
“อื้ม!” ถังเหมียวเหมี่ยวพยักหน้าหงึกหงัก รอยยิ้มประดับบนใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดู
“พรข้อที่สองคือ ต่อไปนี้ ต่อให้พ่อแม่จะมีน้องชายหรือน้องสาวให้หนู ก็ต้องรักหนูให้มากขึ้น ไม่น้อยลงสักนิดเดียวนะคะ” เธอบอกพลางยกมือขวาขึ้น เอานิ้วชี้กับนิ้วโป้งบีบเข้าด้วยกันทำท่าทางประกอบ
“อื้ม!”
“เราสัญญา”
โจวอี้และถังหว่านสบตากันขณะตอบออกมาพร้อมกัน
รอยยิ้มของถังเหมียวเหมี่ยวสดใสขึ้น เธอเอ่ยต่อขณะเชิดใบหน้าเล็กขึ้น “พรข้อที่สามคือ ขอให้หนูแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จะได้ปกป้องพ่อแม่กับพี่เสี่ยวรุ่ยได้ แล้วก็จะตามพ่อไปสู้กับพวกสัตว์ประหลาด”
“พรืด…”
“ฮ่า ๆ…”
เสียงหัวเราะร่าดังลั่นไปทั่วสนามหญ้า
งานเลี้ยงวันเกิดดำเนินต่อไปจนกระทั่งตกดึก แขกเหรื่อแยกย้ายกันกลับไปทีละคน เฉิงฮ่าวและเหมิงเทียนอ้าวช่วยกันเก็บกวาดก่อนจะกลับไป
สนามหญ้าบ้านตระกูลโจวเงียบลงอีกครั้ง ถังเหมียวเหมี่ยวและถังเสี่ยวรุ่ยหลับไปท่ามกลางเสียงร้องเพลงกล่อมของโจวอี้
ณ ห้องนอนใหญ่ชั้นสอง
โจวอี้กอดถังหว่านไว้อย่างอ่อนโยนและเพลิดเพลินกับการจู๋จี๋กัน
“เสี่ยวหว่าน ผมอยู่ที่เมืองจินหลิงได้แค่อีกสามสี่วัน เดี๋ยวก็ต้องไปอีกสักพักใหญ่เลย” โจวอี้เอ่ยเสียงค่อย
“คราวนี้คุณจะไปไหนอีกคะ?” ถังหว่านถาม
“ไปช่วยคนที่ต่างประเทศน่ะ”
“คนไข้ต่างชาติเหรอคะ?” เธอถามด้วยความตกใจ
“ประมาณนั้น!”
โจวอี้ไม่ได้บอกว่าเขาจะไปทำลายค่ายลับของนิกายอสูรดำในต่างประเทศ และล้างบางผู้ฝึกยุทธ์ของนิกายอสูรดำบนเกาะให้สิ้นซาก
“ระวังตัวด้วยนะคะ ลูกกับฉันจะรอคุณอยู่ที่บ้าน” เธอบอกพลางลูบหน้าท้องของเธอเบา ๆ
“ครับผม”
ณ เซียงจางวิลล่า
บนเตียงขนาดใหญ่ในห้องนอนชั้นสอง หนานกงเหยาที่บาดเจ็บหนักพลันลืมตาฟื้นขึ้นมา แววอาฆาตพวยพุ่งจากตัวเธอ
ร่างอรชรลุกพรวดพราดขึ้นมาทันที
“ดาบอยู่ไหน?”
“ที่นี่ที่ไหนกัน?”
“พวกอเวจีโลหิตตายไปหมดแล้วหรือยัง?”
เธอมองห้องนอนที่ตกแต่งเป็นอย่างดีและนึกถึงการต่อสู้ก่อนหน้านี้ จำได้ว่าตนถูกโจมตีเข้าที่ศีรษะ…
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
สองร่างพลันโผล่มาในห้องนอน ห่างจากหนานกงเหยาไปเพียงสามสี่เมตร
“ใครกัน?!” เธอสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีและตั้งท่าพร้อมต่อสู้
ทว่า! ในใจกลับนึกหวาดหวั่น เนื่องจากหญิงสาวสองคนนี้ที่แทบจะรูปร่างหน้าตาเหมือนกันมีพลังปราณที่แข็งแกร่งมาก ดูแล้วน่าจะอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์
“ฟื้นแล้วเหรอ ไม่ต้องกลัว เราไม่ใช่ศัตรูของเธอ” หลวนเทียนเฟิงบอกพลางยิ้มบาง ๆ
“คุณเป็นใคร?” หนานกงเหยาถามด้วยท่าทีหวาดระแวง
“เราเป็นคนของโจวอี้ เธอน่าจะรู้จักกับเขาใช่ไหม?” หลวนเทียนเฟิงกล่าว
โจวอี้เหรอ?
ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์เป็นคนของโจวอี้จริงเหรอ?
“เธอคือคนของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงที่ตามไล่ล่าศิษย์สายมารของอเวจีโลหิตใช่ไหม ไปเกี่ยวข้องกับโจวอี้ได้ยังไง?”
“เขาอยู่ไหนคะ?” หนานกงเหยาถาม
“ฉันก็ไม่แน่ใจ เดี๋ยวให้คนมาอธิบายก็แล้วกันนะ!” หลวนเทียนเฟิงบอกพลางมองไปทางประตู
ทันใดนั้น ประตูก็ถูกผลักเปิดออกจากด้านนอก
ซีชิงอิ่งในชุดนอนรีบเข้ามาในห้องนอน ก่อนจะเห็นหนานกงเหยานั่งอยู่บนเตียง เธอเผยท่าทีตกตะลึงและยกยิ้ม “ฟื้นสักที ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้างคะ ไม่สบายตัวตรงไหนหรือเปล่า?”
“คุณคือ… ซีชิงอิ่งใช่ไหมคะ?” หนานกงเหยาดูอึ้งไป
“ใช่แล้วค่ะ ฉันเอง” ซีชิงอิ่งยิ้ม
“ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่คะ ที่นี่ที่ไหน แล้วทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้?” หนานกงเหยารัวถามออกมา
“ที่นี่เมืองจินหลิงค่ะ โจวอี้พาคุณกลับมาจากเมืองเยี่ยเฉิงเพราะเป็นห่วง ระหว่างที่เขาติดธุระก็ให้ฉันมาช่วยดูแลคุณค่ะ” ซีชิงอิ่งอธิบาย
หนานกงเหยาพลันสับสน เธอไม่เข้าใจว่าทำไมโจวอี้ต้องพาเธอมาที่เมืองจินหลิง
หรือว่า…เขาจะพาเธอกลับมารักษาตัว
หนานกงเหยาก้มมองร่างกายตนเองและพบว่าบาดแผลภายนอกหายเกือบหมดแล้ว อาการบาดเจ็บภายในก็ดีขึ้นมาก
“เขาช่วยชีวิตฉันไว้เหรอคะ?”
“ประมาณนั้นค่ะ!” ซีชิงอิ่งตอบ
หนานกงเหยามองหลวนเทียนเฟิงเดินไปทางประตูห้องนอน นิ่งเงียบอยู่กว่าสิบวินาทีก็ค่อย ๆ ถามขึ้นว่า “ฉันขอโทรหาเขาได้ไหมคะ?”
“ได้สิคะ ถ้าเขารู้ว่าคุณฟื้นแล้วคงดีใจมาก” ซีชิงอิ่งตอบถึงเท่านี้ก็หุบยิ้มก่อนทำหน้าจริงจัง เธอผสานมือและกล่าวว่า “ฉันมาที่นี่เพื่อขอบคุณที่คุณช่วยชีวิตเขาไว้ ฉันจะจดจำบุณคุณครั้งนี้เอาไว้ค่ะ ต่อไปถ้าต้องการความช่วยเหลือจากฉันก็บอกมาได้ตามสบายเลยนะคะ”
“คุณหมายความว่ายังไงคะ? ฉันไปช่วยชีวิตเขาไว้เมื่อไหร่?” หนานกงเหยาถามด้วยความงุนงง
“คุณไปเจอพวกอเวจีโลหิตเข้าก่อน และยังพาคนจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงไปล้อมโจมตีฝ่ายนั้นด้วย ไม่อย่างนั้นถ้าพวกอเวจีโลหิตกับนิกายอสูรดำร่วมมือกัน เขาอาจเอาชีวิตไม่รอดก็ได้…” ซีชิงอิ่งเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคืนนั้นให้หนานกงเหยาฟัง ก่อนจะเอ่ยย้ำว่า “คุณก็เลยเหมือนช่วยชีวิตเขาทางอ้อมค่ะ”
หนานกงเหยากระจ่างแก่ใจขึ้นมา เธอนึกไม่ถึงว่าการลงมือโดยไม่ตั้งใจจะช่วยโจวอี้และพรรคพวกเอาไว้ได้
หนานกงเหยานิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยถาม “งั้นตอนนี้เขาก็คิดหนี้บุญคุณฉันเหรอคะ?”
“ใช่ค่ะ”
“ดีเลย ดีมากค่ะ” หนานกงเหยายิ้ม แม้รอยแผลบนแก้มจะน่ากลัวไปบ้าง แต่เธอก็เบาใจลงได้มากแล้ว
“ถ้าโทรไปหาเขาตอนนี้จะไม่เป็นการรบกวนเหรอคะ?” เธอถาม
“เขาบอกว่าถ้าคุณฟื้นเมื่อไหร่ให้ติดต่อเขาทันทีค่ะ” ซีชิงอิ่งกล่าว
“อื้ม!”
ณ ช็องเซลิเซ่ ลานติง วิลล่า
ระหว่างที่โจวอี้กอดถังหว่านและกำลังผล็อยหลับ เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น เขาหยิบมาและเห็นว่าเป็นสายของซีชิงอิ่งจึงเปลี่ยนสีหน้าทันที
“เสี่ยวหว่าน ผมต้องออกไปทำธุระแล้วล่ะ” เขาบอก
“ไปไหนคะ?”
“มีเพื่อนที่บาดเจ็บอยู่ น่าจะเกิดเรื่องฉุกเฉินที่นั่น ผมต้องรีบไปดูอาการ”
“งั้นก็รีบไปเถอะค่ะ!”
โจวอี้ลุกจากเตียงพลางกดรับสาย “เกิดอะไรขึ้น เธอฟื้นแล้วเหรอ?”
“ค่ะ! เพิ่งฟื้น”
“รอผมอยู่ที่นั่นนะ จะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย”