หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 756 ชนกันริมชายหาด
บทที่ 756 ชนกันริมชายหาด
ณ เกาะไซปัน เกอร์สัน ฮอลิเดย์ วิลล่า
ถูกูยืนฟังลูกน้องรายงานสถานการณ์อยู่ด้านนอกประตูโรงแรม ข้าง ๆ มีเยี่ยป๋อซางยืนยิ้มมองออกไปอีกฟากถนน
“เจ้านาย ตอนนี้แขกในโรงแรมเราแตกตื่นกันหมดแล้ว ถ้ายังจับหัวขโมยไม่ได้อีกจะส่งผลกระทบกับชื่อเสียงของโรงแรมนะครับ” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม
“คนที่ถูกขโมยของเป็นแค่นักธุรกิจธรรมดาจริงเหรอ?” ถูกูนิ่วหน้าถาม
“ใช่ครับ เป็นนักธุรกิจธรรมดาจากญี่ปุ่นกับเกาะไซปันที่เดินทางมาเที่ยว แต่มีความพิเศษอยู่อย่างครับ…”
“อะไรล่ะ?”
“พวกเขาดูรวยและใจกว้าง แต่นิสัยกลับไม่เป็นมิตรเลยครับ หลายวันที่พักที่โรงแรมก็ทะเลาะกับแขกคนอื่นตลอด”
“อืม ถ้างั้นให้คนติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มขึ้น! พยายามหาตัวคนร้ายให้ได้” ถูกูโบกมือ เขาไล่ลูกน้องออกไปก่อนจะหันมามองเยี่ยป๋อซางและถามว่า “คุณมีวิธีหาตัวหัวขโมยไหม?”
“ไม่มีหรอก” เยี่ยป๋อซางยิ้มบาง ๆ
“แม้แต่คุณก็ยังทำอะไรไม่ได้เหรอ?” ถูกูกล่าวด้วยความตกใจ
“ฉันพอจะคาดเดาได้เฉย ๆ แต่ก็เพราะว่าเดามันก็เลยยิ่งยาก” เยี่ยป๋อซางส่ายหน้าขณะอธิบาย
“ใครเหรอ?”
“หัวขโมยระดับมหาโจรเลยล่ะ” เยี่ยป๋อซางตอบ
ถูกูไม่เคยได้ยินเรื่องโจรคนไหนมาก่อน แต่หากเยี่ยป๋อซางช่วยไม่ได้ เขาก็คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นคนสำคัญ
ทันใดนั้น! เขาก็เห็นว่ารถหลายคันแล่นมาจากระยะไกลและนึกตกใจขึ้นมา
“ผมว่าเจ้านายมาถึงแล้วล่ะ” ถูกูบอก
“ดูจากเวลาก็น่าจะถึงตอนนี้แหละ แต่ไม่รู้ว่าคราวนี้เจ้านายจะพาคนมาด้วยแค่ไหน” เยี่ยป๋อซางยิ้ม
ไม่นาน รถทั้งสามคันก็มาจอดตรงอยู่หน้าคนทั้งคู่ หน้าต่างรถเปิดออก โจวอี้ทักทายถูกูและเยี่ยป๋อซาง ก่อนจะส่งสัญญาณให้คนขับเดินหน้าต่อ
เยี่ยป๋อซางรีบเข้ามาเปิดประตูรถให้โจวอี้ด้วยรอยยิ้ม “เจ้านาย เหนื่อยมาทั้งวันเลยนะครับ”
“ไม่ขนาดนั้นหรอก” โจวอี้ยิ้มและเห็นว่านอกจากถูกูและเยี่ยป๋อซางแล้วก็ไม่มีคนนอกอยู่แถวนี้ จึงถามขึ้นว่า “ทางเกาะซ่อนหมอก ทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียบร้อยดีหรือเปล่า?”
“พร้อมหมดแล้วครับ เริ่มลงมือได้ทุกเมื่อ” เยี่ยป๋อซางตอบ
“อืม งั้นบอกปู่สามว่าเราต้องไปถึงค่ายฝึกลับของนิกายอสูรดำตอนสี่ทุ่มวันมะรืนนี้ แล้วเราจะเริ่มลงมือกัน” โจวอี้บอก
“ครับ!” เยี่ยป๋อซางพยักหน้ารับ
คราวนี้โจวอี้ไม่ได้นำกำลังคนมาด้วยมากนัก นอกจากเหลียงเหล่ยและเวิงหลิวกุ้ยแล้ว ยังมีจ้านหลิงอวิ๋น เฉินซาน ลูกหมาป่า รวมถึงเหมิงเทียนอ้าว และพลซุ่มยิงฝีมือดีอีกสี่คน
“เสี่ยวอี้ ทำไมเราไม่ฆ่าซะตอนนี้เลยล่ะ?” เหลียงเหล่ยถามด้วยความสงสัย
“รออยู่ที่นี่ก่อน ค่อยเริ่มพรุ่งนี้เช้าเถอะครับ” โจวอี้กล่าว
“รออะไร เราไม่ได้เหนื่อยกันสักหน่อย” เหลียงเหล่ยแย้ง
“จากที่นี่ไปถึงที่หมายห่างออกไปสี่ถึงห้าร้อยกิโลเมตร ต้องใช้เวลาสองวันกว่าจะไปถึงเกาะ ระหว่างช่วงที่พัก เรายังต้องอยู่รอบางอย่างด้วยครับ”
“อะไรล่ะ?”
“เสื้อคลุมกับอาวุธไงครับ”
เหลียงเหล่ยยิ้ม นึกไม่ถึงว่าโจวอี้จะเตรียมการมาดีขนาดนี้
ถึงอย่างไรการเตรียมการที่รอบคอบก็เป็นสิ่งที่ดี ในการต่อสู้นั้นจะประมาทไม่ได้ การเตรียมการล่วงหน้าจะช่วยให้มีเครื่องมือเอาตัวรอดระหว่างต่อสู้
ตกเย็น หลังทานอาหารเย็นเสร็จสิ้น
ท้องฟ้าสีครามคู่น้ำทะเลใส เคล้าดวงอาทิตย์สีแดงลาลับขอบฟ้า
โจวอี้เดินเล่นริมชายหาดในชุดกางเกงขาสั้นตัวโคร่งและเสื้อลายดอกพร้อมรองเท้าแตะ
ฤดูกาลนี้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หลายคนมาดูพระอาทิตย์ตกที่ชายหาด โดยเฉพาะสาวผมบลอนด์ตาฟ้าที่สวมบิกินี่อวดผิวสวย แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้ทำให้เขาสนใจมากนัก แต่ก็ดูจะสะดุดตาไม่น้อย
ผู้คนที่นี่ ทิวทัศน์ที่นี่ บรรยากาศที่นี่…
โจวอี้ก้าวเดินบนผืนทราย รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
ก่อนสงครามครั้งนี้ เขาต้องรวบรวมกำลังและทำให้ร่างกายของตนเองพร้อมให้มากที่สุด
ลูกหมาป่าเดินตามหลังโจวอี้ แววตาเขาไร้อารมณ์ คอยมองสำรวจทุกคนที่อยู่ห่างจากโจวอี้ในระยะสิบเมตร
ความผ่อนคลายไม่มีทางเกิดขึ้นในใจเด็กหนุ่ม ตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่เขาพบเจอมีเพียงสองสิ่งนั่นคือการฝึกและการฆ่า
ตอนนี้แม้ว่าเขาจะแค่คอยเฝ้าระวังและตามโจวอี้ไปเรื่อย ๆ แต่ก็ยังโคจรพลังปราณในร่างกายอยู่ตลอด โอสถที่เขาเพิ่งกินไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนถูกดูดซับและออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว มันช่วยเพิ่มพลังของเขาได้มาก
หญิงสาวหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งอยู่ในชุดกระโปรงพร้อมกระเป๋าผ้าสะพายไหล่ ในมือถือกล้องยกขึ้นมาถ่ายทิวทัศน์อันแสนงดงามเป็นครั้งคราว แววตาของเธอดูสงสัยไปเสียทุกอย่าง จึงได้มัวแต่กวาดมองสำรวจทุกคนรอบตัว
ทันใดนั้น แววตาเธอก็ส่องประกายวูบไหวเมื่อมองมายังโจวอี้
เวลาผ่านไปมากกว่าสิบวินาที เธออยู่ห่างจากเขาเพียงสองสามเมตร ปลายเท้าขวาสะดุดเข้ากับส้นเท้าซ้าย ทำให้ซวนเซและเกือบล้มไปทางโจวอี้
“อ๊ะ…” สีหน้าเธอดูตระหนก เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้น
โจวอี้ตาไวและรีบยื่นมือไปคว้าตัวเธอเอาไว้ในอ้อมแขนเพื่อไม่ให้ล้ม
“เป็นอะไรไหมครับ?” เขาถาม
“ไม่เป็นไรค่ะ!” หลังจากที่เยี่ยนสือปาทรงตัวได้ เธอก็ลูบอกราวกับกำลังขจัดความกลัว ก่อนจะกล่าวขอบคุณโจวอี้ “ขอบคุณนะคะ! ถ้าไม่ได้คุณฉันคงล้มไปแล้ว”
“ไม่เป็นไรครับ!” โจวอี้ยิ้มบาง ๆ
“งั้น ฉัน… ขอตัวก่อนนะคะ”
“ลาก่อนครับ”
โจวอี้ยังคงยิ้มขณะมองอีกฝ่ายเดินจากไป ก่อนจะส่งสัญญาณบางอย่าง ทันใดนั้นหลายคนจากทุกสารทิศก็เดินตามเยี่ยนสือปาไป
ทางด้านหญิงสาวกำลังอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในกระเป๋าที่เธอสะพายอยู่นั้น ความหนักของมันทำให้เธอพึงพอใจ
“คนจีนเหรอ? ดูจากร่างกายแล้วน่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ด้วยไหมนะ”
“เสียดายที่ไม่ค่อยระวังตัว ระดับน่าจะไม่เท่าไหร่หรอกมั้ง”
“ผู้ชายด้านหลังเขาอยู่ระดับกึ่งปรมาจารย์แล้ว น่าทึ่งมาก! ถ้าอายุเท่าฉันเมื่อไหร่ ระดับคงจะสูงกว่าฉันแน่เลย”
“วันนี้เก็บเกี่ยวได้เยอะแล้วก็กลับกันดีกว่า อาจารย์คงทำได้ไม่ดีเท่าฉันหรอก”
เยี่ยนสือปาฮัมเพลงพลางเดินออกจากบริเวณชายหาดไปตามทางเข้าสู่วิลล่าในโรงแรม
“ผู้อาวุโส ฉันกลับมาแล้ว” เธอเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นและเห็นชายชรานั่งเล่นโทรศัพท์อยู่บนโซฟา เธอหัวเราะคิกคัก “วันนี้ฉันได้มาเยอะเลยนะคะ เอาชนะอาจารย์ได้แน่ ๆ”
“ลืมกฎไปแล้วหรือไง?” ซือเจี้ยนอิงถามเสียงเรียบ
“ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ! ฉันจำกฎของสำนักได้ขึ้นใจเลย!” เธอล้วงกระเป๋าและเทของที่อยู่ด้านในลงบนโต๊ะเตี้ยตรงหน้าเขา
“ว้าว…”
ข้าวของกองโต มีมากมายหลายสิ่ง ทั้งกำไลหยก แหวนทอง แหวนหยก โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าเงิน และกล่องไม้…
“เอ๊ะ กรวดนี้มาอยู่ในกระเป๋าฉันได้ยังไงเนี่ย?” เธอหยิบกรวดขนาดเท่าลูกแก้วขึ้นมาพลางพึมพำกับตัวเองด้วยความงุนงง
ชายชราชะงักก่อนจะนิ่วหน้าถาม “ไม่ได้เก็บมาเหรอ?”
“เปล่านะคะ!”
“แน่ใจนะ?”
“แน่ใจสิ” เธอพยักหน้า
ซือเจี้ยนอิงเผยสีหน้าตึงเครียดขึ้นมาทันที สายตาละจากกรวดนั้นไปยังของที่อยู่บนโต๊ะ
ในที่สุดเขาก็จ้องไปยังของสองสิ่ง นั่นคือกล่องไม้และสมุดปกหนังเขียว
ทันใดนั้น เขาก็เงยหน้ามองเยี่ยนสือปาและถามเสียงเข้ม “เธอมีของอย่างอื่นติดตัว อย่างเช่นพวกของประจำสำนักของเราหรือเปล่า?”
“มีอยู่แล้วสิคะ ฉันน่ะ…”